บทที่ 8
รู้อารมณ์ภายนอก (วิญญาณ) - รู้อารมณ์ภายใน (มโนวิญญาณธาตุ)
(กรอบนำ) ที่หลวงปู่เขียนไว้ในเรื่อง บรรลุทวารทั้ง 6
คือ รับฟังเสียงทุกเสียง มองภาพทุกภาพ ด้วยความรู้สึกรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ว่าจะเป็นภาพดี ภาพชั่ว แต่ไม่ตกเป็นทาสของมันเท่านั้นเอง
ใช้อาการปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เป็นปลุกเราให้ตื่น เพราะขีด 1 ครั้ง ปัญญามันเกิด 1 ที สติมันตามมาหนึ่งองค์
·
ปฐมเหตุ ปฐมกิจ ปฐมมรรค
เอา เราทำเรื่องหยาบมาแล้วละเอียดก็มาแล้ว เดี๋ยวเรามาทำเรื่องกลางๆ ดูบ้าง เรื่องกลางๆ ก็คือเรื่องเบื้องต้น กลับไปปฐมเหตุ ปฐมจิต ปฐมกิจ ปฐมเหตุ ปฐมกิจ แล้วก็ปฐมมรรคใหม่ เพื่อจะปรับสมดุลตัวเอง ทีนี้จะต้องพยายามเข้าใจ ให้ละเอียดขึ้น บางทีบางครั้งการก้าวไวเกินไป มันก็ทำให้เราเลื่อนไหล หลงลืม แล้วก็ถลา ก้าวช้าๆ เหมือนอย่างที่หลวงปู่สอนให้เราสาธยายมนต์ทีละคำ ที่ละวลี ทีละประโยค
ฉะนั้นก็ฉีกกระดาษ แผ่นที่ 6
เขียนอาการของจิต 10 อย่าง เอาใหม่ เอาอีกสักครึ่งชั่วโมง อย่าไปท้อมัน อย่าไปแพ้มัน มันขาดทุนวิญญาณนะ เห็นแล้วสงสาร
1 คิดเป็น
จิต
2 น้อมไปในสิ่งที่คิดเป็น มโน
3 เก็บใว้เรียกว่า หทัย
4 พอใจเรียกว่า มนัส
5 ยินดีปราโมทย์เปรมปรีด์เรียกว่า ปัณฑระ
6 สืบต่อเรียกว่า มนายตนะ
7 เป็นใหญ่เรียกว่า มนินทรีย์
8 รู้อารมณ์เรียกว่า วิญญาณ
9 รู้เป็นเรื่องๆอย่างๆ เรียก วิญญาณขันธ์
10 รู้แจ้งในอารมณ์นั้นๆ เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ
แล้วก็สังเกต จดลงไป เฝ้ามองจิตตัวเองแล้วจดลงไป จดลงไป ดูลงไปว่าเกิดอะไรขึ้น
เอาแค่นี้ก่อน รู้แค่อาการจิต 10
นี้ก่อน
ชีวิตของคนหนึ่งคน หนึ่งชีวิต มันเริ่มใหม่ได้ทุกเวลา ผิดก็เริ่มใหม่ ถูกก็เริ่มใหม่
ผิดเริ่มใหม่คือเริ่มจากผิดเปลี่ยนให้เป็นถูก ถูกก็เริ่มใหม่ ก็คือถูกอยู่แล้ว ก็ให้ถูกมากขึ้น ชั่วชีวิตหลวงปู่นี้ การเรียนก็คือประสบการณ์ภายใน ที่ได้จากองค์ความรู้รอบกายทั้งภายใน และภายนอก ฉะนั้นทุกเรื่อง บางเรื่อง บางที่ บางโอกาสสมัยก่อนนั้นก็ลองทำลองศึกษา ผิดก็กลับมาเริ่มใหม่ เริ่มต้นให้ได้ เจาะช่องน้อยหาทาง เหมือนกับคนอยู่ป่า แล้วก็ไปหลงกลางทางท่ามกลางภูเขาลำเนาไพร แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่กลางขวากหนามล้อมตัวไปหมด
ก็ต้องหาช่องทางเดินให้ได้ ต้องหากรรมวิธีที่จะรอดเอาขวากหนามออกไปสู่ที่โล่ง
ปัญหาทั้งหลายมันเกิดรอบกายเราอยู่เสมอ แล้วมันก็พาให้เราจิตเราเศร้าหมอง โดนครอบงำ การเริ่มใหม่ดีกว่าไม่เริ่มลูก ดีกว่าปล่อยให้มันซ้ำซาก ย้ำทำย้ำคิด
ยอมเสียหน้าแต่ไม่กลัวเสียท่าแล้วก็เสียหาย อย่างนี้ถือว่าไม่ใช่คน เป็นคนที่ไม่ใช่คน ถ้าเรายอมที่จะเสียหน้า แล้วไม่ยอมเสียท่าไม่ให้มันเสียหาย มันแก้ไขได้ทุกเรื่องทุกเวลา เริ่มต้นที่นี้ก็มาเริ่มใหม่ว่า
-
ถ้าเมื่อใดเราคิด เป็น จิต
-
ถ้าไม่ได้คิด ก็ไม่ต้องเป็นจิต ไม่เป็น
มโน ไม่เป็น หทัย ไม่เป็น มนัส ไม่เป็น ปัณฑระ ไม่เป็น มนายตนะ ไม่เป็น มนินทรีย์
-
แล้วเป็น วิญญาณ หรือเปล่า คือตาเห็นไหม เห็นก็เป็น
หูฟังไหม ฟังก็เป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณแล้วรับเข้ามาเป็นอารมณ์ไหม
กลับไปคิดไหม แต่ถ้าคิดก็เป็นจิต ก็ไปขีดในช่องคิด ถ้าไม่คิดก็ไม่เป็น ไม่ต้องขีด
-
น้อมไปไหม ถ้าน้อมก็เป็น ถ้าไม่น้อมก็ไม่ต้องขีด
-
เก็บเอาไว้ไหม ถ้าเก็บก็ขีด ถ้าไม่เก็บก็ไม่ต้องขีด
-
ดีใจไหม พอใจไหม พอใจก็ขีด ไม่พอใจก็ไม่ขีด
-
ถ้าคิดด้วย แล้วก็น้อมไปด้วย เก็บเอาไว้ด้วย แถมคิดต่อไปอีก ก็แสดงว่ามันมีช่อง มนายตนะ ต้องขีด
-
แล้วมันเป็นใหญ่มาก สิ่งที่คิด มันรู้สึกว่ามันใหญ่โต มันเป็นเรื่อง ๆ อย่าง ๆ ด้วย ก็แสดงว่า มนินทรีย์ กับ วิญญาณขันธ์ ก็มีก็ต้องขีด
รวมแล้วอาการที่ปรากฏกับจิต ถ้ามันตรงกับช่องไหนขีดให้หมด วิเคราะห์ดูว่ามันตรงกับช่องไหน ขีดให้หมด เพราะวิธีนี้เท่านั้นแหละ คือวิธีเจริญปัญญา และเป็นปัญญาที่ต้องเจริญอยู่บ่อยๆ
แรกๆ เราอาจจะมีความรู้สึกว่ามันเฝ้าสังเกตยาก แต่ถ้าหากว่าพยายาม พยายามเฝ้าสังเกต เฝ้ามองมัน
(กรอบข้อมูลรูปการ์ตูนหลอดไฟ) oใคร่ครวญอาการทั้ง 10 ประการ คิดเป็นจิต น้อมไปเป็นมโน เก็บ เก็บไว้เป็นหทัย พอใจเป็นมนัส แช่มชื่นเบิกบานเป็นปัณฑระ สืบต่อเป็นมนายตนะ ยึดอารมณ์นั้นเป็นใหญ่ ก็มนินทรีย์ o
รู้อารมณ์เป็นวิญญาณ แต่เราไม่คิดไม่น้อมไม่เก็บ รู้ทางตา ทางหู
รู้ทางจมูก รู้ทางกลิ่น รู้ทางลิ้น ทางกายถือว่าเป็นวิญญาณ
วิญญาณเกิดก็ต้องขีด ขณะที่ฟังอยู่ได้ยินก็เป็นวิญญาณ ก็ขีดช่องวิญญาณ
อย่างนี้เป็นต้น
สติก็จะปรากฏทุกขณะจิตที่เราขีด เป็นการกระตุ้นเตือนตัวรู้ให้ปรากฏอยู่ตลอดเวลา
·
แยกการเกิดวิญญาณ กับจิต
ขยันขีด ขีดเพื่อตื่นจากภวังค์แห่งการครอบงำจิต เดี๋ยวหลวงปู่จะหยุดเสียง เพื่อให้เราได้ดูว่าเราจะขีดอะไรบ้าง
(รูปการ์ตูนจด) Ø
เสียงจักจั่นเรไร
น้ำตก เครื่องยนต์ ถ้าหูได้ยินปุ๊บมันเป็น แดนเกิดของวิญญาณ แล้ว ต้องรีบขีด ช่องวิญญาณ อย่าขี้เกียจ Ø
แต่ถ้ามันรับเอาวิญญาณเข้ามาคิดปรุงเป็นอารมณ์ รับเอาสิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาคิด ก็ขีดในช่องจิต
ถ้าน้อมไปก็ขีดในช่องมโน เก็บไว้ก็ขีดช่องหทัย พอใจก็ขีดช่องมนัส อย่างนี้
พอขี้เกียจขีดพัฒนาการของจิตมันก็เลยหยาบ
ขี้เกียจไม่ได้ ต้องทำ ต้องขีด หูได้ยินเป็นขีด ตาเห็นเป็นขีด จมูกดมได้กลิ่นเป็นขีด ลิ้นรับรสเป็นขีด ขีดช่องไหนก็ช่องวิญญาณ วิญญาณ วิญญาณ วิญญาณ วิญญาณ
ขยันขีดหน่อย ขยัน ขยันลูก ขยัน มีความเพียรอยู่เสมอต้นเสมอปลาย
อย่าเฉื่อย เพราะขีดเท่านั้นเป็นการฝึกให้จิตนี้ละเอียดขึ้น การรับรู้ก็ละเอียดขึ้น เวลาเราจะใช้การรับรู้มันก็จะแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น สติก็จะปรากฏทุกขณะจิตที่เราขีดนะลูก เป็นการกระตุ้นเตือนตัวรู้ให้ปรากฏอยู่ตลอดเวลา
เห็นไม่ขีด ได้ยินไม่ขีด รู้ไม่ขีด คิดไม่ขีด มันเบลอ นี่แสดงว่าฝึกโง่ ฝึกให้เป็นคนโง่ ฝึกให้เฉื่อยชา แบะแฉะยืดยาด สันหลังยาว อย่างนี้เรียกว่าฝึกสันหลังยาว ฉะนั้นต่อไปนี้ต้องขยันขีด ขีด ขีด
พวกที่หลบตามสุม พุ่มไม้ อะไรน่ะ อย่าอาศัยนางไม้บังนะ ขอร้องเถอะได้โปรดเถอะช่วยที ขีดหน่อย
หูได้ยินก็ขีด
ตาเห็นรูปก็ขีด
จมูกได้กลิ่นก็ขีด
ลิ้นรับรส มันไม่ไปรับรสอะไรแล้ว มีแต่ดุนขี้ฟัน ถ้าขี้ฟันมีรสก็เอาต้องขีด
กายสัมผัสก็ขีด ขยับโยกซ้ายโยกขวา นี้เขาเรียกว่าสัมผัสทางกายก็ขีด คอเบี้ยวคอบิด ก็บอกแล้วว่ามันเป็นแดนสืบของวิญญาณ ยกมือขึ้นลง เมื่อย ปวดรับรู้ขีด
แต่ถ้าคิดเข้าไปด้วย ก็ใส่เข้าไปในช่องจิต คิดด้วยก็ช่องจิต น้อมไปเก็บอารมณ์ ขีดหมด
ขีดนะลูก ขีด ขีด ลูกเอ๋ยลูก ช่วยขีดทีลูกเอ๋ย แม่คุณพ่อคุณ ทำไงก็ได้ช่วยขีดทีเถอะ กระดาษมีเยอะลูก