อบรมวิถีจิต ค่ำ11 ธันวาคม 2547
(กรอบนำ) คนเจริญปัญญาน่ะ เขาไม่ได้แข็งนิ่งเป็นหิน
คนเจริญปัญญาไม่ว่าสภาพอย่างไรมันไม่กระเพื่อมจิต
จิตไม่กระเพื่อม เพราะว่าปัญญามันเกิดได้ตลอดเวลา
ที่ผ่านมาเราฝึกจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แต่เป็นการฝึกจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่เข้าไปถึงก้นบึ้งของสาเหตุแห่งราคะจิต
โทสะจิต โมหะจิต โลภะจิต และเครื่องปรุงแต่งจิต ลูกหลานท่านที่รักทั้งหลายจะสังเกตว่าในขณะที่เรารู้อารมณ์
รู้จิต รู้มโน รู้หทัย รู้มนัส รู้ปัณฑระ รู้มนายตนะ รู้มนินทรีย์ รู้วิญญาณ
รู้วิญญาณขันธ์ รู้มโนวิญญาณธาตุ ตัวราคะจิตมันไม่เกิด โมหะจิต โทสะจิตไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นเบื้องต้นพื้นฐานของการเฝ้าระวัง
เหมือนกับทหารที่ป้อมยามเชิงเทินคอยตรวจตราไม่ให้ศัตรูเข้ามาย่ำยีบีฑาทำร้ายได้ ก็คือ มีสติเป็นป้อมคอยเฝ้าระวัง
ดูไม่ให้ข้าศึกศัตรูเข้ามา
ส่วนธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พวกเราก็ฝึกอยู่ทุกวัน เมื่อครู่ตอนเย็นก่อนจะเลิกก็ฝึก
ฝึกให้ดูนิวรณ์ธรรมทั้ง 5 ที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เกิดขึ้นหรือไม่ สำรวจตรวจตราดูอารมณ์ ดูสภาพจิต
จิตตานุปัสสนากับธัมมานุปัสสนาใกล้เคียงกันมาก
เพราะแดนเกิดของมันคือ จิต
ตัวรู้ก็คือตัวเดียวกัน ตัววิญญาณ ตัวจิต รู้ คิด รับ จำ ก็คือจิต แต่ตัวธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ส่วนใหญ่แล้วจะใช้คำว่า
คิดรู้ คือ
เอาธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งขึ้นมาใคร่ครวญ พินิจพิจารณา วิเคราะห์สาเหตุ เช่น
ถ้าเป็นกุศลธรรมก็ต้องเอาไว้วิพากษ์วิจารณ์ เอามาตรึก เอามาวิเคราะห์ ถ้าเป็นอกุศลธรรมก็ดูว่ามันเกิดหรือดับ
ตั้งอยู่อย่างไร
เพราะฉะนั้นมันก็จะมีแต่ตัวรู้กับตัวคิด ในหลักธรรมานุปัสสนาฯ จึงเป็นขั้นสุดท้ายของมหาสติปัฏฐาน
4 แล้วจะเห็นว่าหลวงปู่จะนำมาสอนในขั้นสุดท้ายทุกครั้งเพื่อฟอกจิต
เพราะว่า จิตนี้ถ้าปฏิเสธธรรมะ
ใคร่ครวญธรรมะนี่มันก็จะเป็นสุขุมจิตที่ไม่สมบูรณ์ หลวงปู่ก็จะพยายามให้พวกเราใคร่ครวญวิเคราะห์ธรรมทุกครั้งก่อนเลิก เพื่อให้สมบูรณ์ในสุขุมจิต
จิตมันจะได้ผ่องแผ้ว จิตจะได้เบิกบานผ่อนคลาย
ธรรมะเป็นเรื่องดีถ้าเราพึ่งได้ แต่ถ้าธรรมใดที่เข้ามาแล้วเรายังพึ่งไม่ได้ นั่นแหละจะกลายเป็นธรรมเมาของเรา มันจะสับสน เรียนแล้วก็ต้องวิจาร วิเคราะห์ ให้มันได้ในสิ่งที่เรียน จะได้ไม่เปรอะไม่เลอะ
มาพูดถึงเรื่องสภาพจิต 10 อาการ 10 ของจิต หลายคนดูยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีลง เขียน คิด
ขีด ไปลงโดยเอาลักษณะจิตมาใส่ก็มี บางทีก็ไปเขียนสถานะจิต อดีต จิตอนาคต
จิตปัจจุบัน
เดี๋ยวเรามาเริ่มกันอีกทีหนึ่ง วันนี้ไม่รู้ว่าจะจูงเข้าปฐมฌานได้ไหม แต่ถ้าเราไม่ขี้เกียจขีด ไม่ขี้เกียจเขียน
น่าจะได้
เพราะว่าพื้นฐานมีมาตั้งเยอะแล้ว
ภายนอก คือ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกสัมผัส นี้เรียกภายนอก ภายใน คือ มโนธาตุ
หรือสิ่งที่อยู่ในใจโดยไม่อาศัยข้างนอก มันเกิดขึ้นเองโดยเหตุ
4ประการ คือ รู้ คิด รับ จำ
(กรอบรูปการ์ตูนหลอดไฟ)
o เมื่อครู่ที่เราได้ฟัง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เราจะเห็นว่ามีทั้งภายใน มีทั้งภายนอก
· จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีทั้งภายในและภายนอก
ภายในส่วนใหญ่มันมาจากจำ รู้ แล้วก็เอามาคิด ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น แล้วมันก็เกิดจากหน่อเนื้อเชื้อไขของตัณหาอุปาทานกิเลสที่มันเกาะกลุ่มอยู่ภายในแล้วมันแสดงตนออกมา แม้ที่สุด ความง่วงนี่มันก็เป็นภายใน โกรธนี่เป็นภายใน ฟุ้งซ่านเป็นภายใน
เพราะฉะนั้น จิตภายใน กับจิตภายนอก ก็มีแดนต่อจิต คืออายตนะ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใจ นี่ออกไปภายนอกได้ไหม ได้ เช่น มันต่อจิตก็เอาตาไปเห็นรูป รู้ว่านั่นวิญญาณเกิด เสร็จเรียบร้อยแล้วตามมาด้วยว่ารูปสวยไหม รูปสวยนี่มันสวยที่รูปหรือสวยที่ใจ ใจ นั่นเห็นไหมภายในเกิดอีกแล้ว ความสวยมันเกิดขึ้นในใจ อย่างนี้ก็แสดงว่ามีทั้ง จิตนอก แล้วก็ จิตใน คือภายนอกแล้วภายในเข้ามา แต่ถ้าตาเห็นรูป โดยไม่รับเข้ามาคิดว่าสวยหรือไม่ ซวยหรือไม่ เฉยไว้ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นเพียงแค่วิญญาณ เป็นภายนอกอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจต้องเข้าใจสภาพจิตอย่างนี้ก่อน
แล้วจึงจะไปรู้อาการหยาบๆ ของราคะ โทสะ โมหะ โลภะ ที่ปรากฏที่ท่านสอนไว้ในคัมภีร์
รู้ว่าจิตมีราคะ รู้ว่าจิตไม่มีราคะ รู้ว่าจิตมีโทสะ รู้ว่าจิตไม่มีโทสะ ซึ่ง
มันจะง่ายกว่าที่หลวงปู่สอนพวกเราอีก
ปฎิบัติ :
คืนวันที่ 11 ธันวาคม 47
จดอาการจิต 10
ประการ
เบอร์ 1 เขียนไป เบอร์ 1 จิต รู้ คิด รับ จำ เป็นจิต
เบอร์ 2 มโน น้อมไป น้อมไปในอารมณ์
เบอร์ 3 หทัย เก็บอารมณ์นั้นไว้
เบอร์ 4 พอใจ ดีใจ มนัส
เบอร์ 5 ปัณฑระ แช่มชื่นเบิกบาน
เบอร์ 6 มนายตนะ สืบต่ออารมณ์นั้นๆ
เบอร์ 7 มนินทรีย์ เป็นใหญ่ในอารมณ์นั้นๆ
เบอร์ 8 รู้อารมณ์ ตาเห็นรูปเป็น วิญญาณ เช่น เรียกว่า จักษุวิญญาณ แสดงว่ารู้อารมณ์ทางตา
เบอร์ 9 วิญญาณขันธ์ รู้อารมณ์เป็นอย่างๆ กองๆ เป็นชนิดๆ
เบอร์ 10 มโนวิญญาณธาตุ รู้แจ้งในอารมณ์นั้นๆ
เขียนอย่างนี้ แล้วเราก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงต่อไปนี้เฝ้าสังเกตอาการของจิตว่ามันเข้าช่องไหนก็ขีดไปหนึ่ง จำไว้ให้ขึ้นใจเลยลูกว่า ขีดเป็นสติ จดเป็นปัญญา ขีดเป็นสติ จดเป็นปัญญา ขีดเป็นปัญญา จดเกิดเป็นสติ ถ้าไม่ขีดไม่จด มันเกิดนิวรณ์ เกิดถีนมิทธะง่วงเหงาหาวนอน เกิดอุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านหงุดหงิด เกิดวิจิกิจฉาความลังเลสงสัย เพราะฉะนั้นต้องขยันขีดลูก ขีดๆๆๆ
ขีดครั้งหนึ่งมันเป็นริ้วรอยแห่งปัญญาครั้งหนึ่ง ไม่รู้ล่ะ เห็นเป็นขีด ได้ยินเป็นขีด รู้เป็นขีด ฟังเป็นขีด ดมเป็นขีด รู้สึกเป็นขีด แม้ที่สุดอารมณ์ที่เกิดข้างใน รู้อารมณ์ภายใน รู้ว่ามันเฉยๆ นิ่งๆ ก็ขีด วิญญาณกับ ฉ.ฉิ่ง เฉยๆ
ทำไมต้องเขียน ฉ.
เพื่อให้เราสังเกตว่า
พัฒนาการของจิตเรามันเฉยได้ ในระดับครึ่งชั่วโมงนี่มันเฉยได้กี่ครั้ง
แล้วมันก็มีอยู่ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน รู้ว่าจิตมหรรณคต ก็รู้ว่าจิตมหรรณคต มหรรณคตก็คือความเฉยนิ่ง
เป็นกุศล แล้วถ้าเราเขียน ฉ.ไว้แล้วเรามาดู
ครึ่งชั่วโมงเรามีความเฉยปรากฏก็ดีกว่าไม่มีเลย ให้เขียนไว้ว่านี่ มหรรณคต ภาษาเขาแปลออกมาว่า
คือ จิตที่เป็นกุศล จิตที่เฉยๆ จิตที่เป็นอุเบกขา จิตที่รู้ชัด
มีตัวรู้ปรากฏชัดเจน
คืนสุดท้ายแล้ว ตั้งใจให้ดี เอาให้ได้ เลิกง่วงซักทีเถอะ เลิกฟุ้งซ่าน เลิกหงุดหงิดรำคาญ
(กรอบข้อมูลรูปการ์ตูนจด) O คิด ก็จด ช่อง จิต O ถ้าไม่คิดก็รู้อารมณ์
ก็จดช่อง วิญญาณ O แม้ เฉยก็ต้องจด
มันเฉย เฉยก็รู้ นี่มันเป็นวิญญาณ แล้วมันก็เป็น ฉ.ฉิ่งคือ เฉย ก็จดช่องวิญญาณ และ ฉ.
(ผู้ปฏิบัติเริ่มเฝ้าดูอารมณ์ตน)
เลิกสับสน เลิกเฉื่อยชา เลิกเกียจคร้าน ขยันลูก จดๆๆ ติ๊กๆๆ เพราะจดครั้งหนึ่งติ๊กครั้งหนึ่งมันเป็นปัญญาของเรา เขาเรียกว่า ทำแต้มปัญญา ทำแต้มสติ อย่าวางเฉย
แล้วทีนี้ถ้าเรามาเทียบดูกับราคะเกิดไหม โทสะเกิดไหม โมหะเกิดไหม รู้ว่าราคะเกิดก็รู้ว่าเกิด รู้ว่าราคะดับก็รู้ว่าดับ นี้เข้าล็อคของมหาสติปัฏฐานข้อว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เลย แต่ว่าพื้นฐานของเราแน่น เรามีพื้นฐานที่แน่นมั่นคง เพราะการพิจารณาราคะก็ตาม โทสะก็ตาม แสดงว่าให้มันเกิดแล้วค่อยมาพิจารณา แต่ที่เราทำกันมานี่เราพิจารณาก่อนที่มันจะเกิด พิจารณาสาเหตุของการเกิดก็คือพิจารณาตัวจิต ตัวรู้ ตัวมโน ตัวหทัย ขณะที่พิจารณาเรื่องพวกนี้ราคะ โทสะ โมหะไม่เกิด อวิชชาไม่เกิด เกิดแต่วิชชา แต่สำคัญว่าวิชชาที่มันเกิด มันเป็นวิชชาที่เป็นการ
เจริญเป็นวิถีแห่งความเจริญ แต่ถ้าเรางงไม่รู้ไม่เข้าใจเพราะบางครั้งจิตที่อยู่ขั้นที่ 3 ก็คือ อัพยากฤตจิต จิตที่ไม่เป็นกุศล หรืออกุศล อัพยากฤตจิต บางทีบางครั้งมันก็เฉยแบบโง่เหมือนกันนะ แบบขี้เกียจ เฉย เผลอ เหมือนกับคนเบื่อโลกซึมเศร้าแล้วก็เฉยๆ หลายคนอาจจะคิดว่านี่เป็นวิชชา แต่มันไม่ใช่ หลายครั้งที่เราเข้าใจผิดว่านี่เฉยแล้วโว้ย เลยเขียนใหญ่เลย เฉยๆๆๆ ไม่ใช่ มันไม่เฉยแบบที่ควรจะเป็น เฉยแบบที่ควรจะเป็นคือ รู้แล้วเฉย แต่นั่นเป็นเฉยเพราะขี้เกียจเฉย มันจึงไม่ควรเรียกว่าวิชชา แต่ทุกคนหรือหลายคนก็เรียกมันว่าวิชชาเพราะเราเฉย อย่าเข้าใจผิดอย่างนั้น
· ตทังควิมุตติ
ในขณะที่เราคิดเราก็ต้องดูว่า อาการองค์ประกอบของความคิดมันเป็นอย่างไรบ้าง น้อมไปไหม น้อมไปแน่ ถ้าคิดแล้วมันต้องน้อมไป บางครั้งมันน้อมไปแล้ว มันหยุด มันไม่เก็บ อย่างนั้นตัวหทัยมันไม่เกิด ตัวหทัยไม่เกิดมนายตนะก็ไม่เกิด มนินทรีย์ก็ไม่เกิดเพราะมันไม่เป็นใหญ่ เพราะคิดแล้วมันหยุด เหตุผลที่มันหยุดได้ก็เพราะเราทำลายเหตุปัจจัยของความคิดมันเกิดความกระจ่าง อย่างนี้เขาเรียกว่าวิชชา จึงมีคำว่า ตทังควิมุตติ ก็คือบรรลุหรือหลุดพ้นชั่วคราวในขณะจิตหนึ่งขณะจิตหนึ่ง
แล้วถ้าหากว่าเราทำให้ทุกขณะจิตมันหลุดพ้นๆๆๆ เพิ่มพูนมากมีมากขึ้น อันนั้นแหละเรียกว่า มหากุศลจิตก็ได้ หรือเรียกว่า สุขุมจิต ก็ได้ หรือเราจะเรียกว่า ความหลุดพ้นอันปรากฏแก่ขณะจิตชั่วขณะจิต หรือระหว่างจิตก็ได้ แต่ยังไม่ถึงคำว่านิพพานนะ เพราะนิพพานสภาพธรรมทั้งปวงมันแจ่มชัดแล้ว มันไม่มีตัวอะไรมาปรุง
· วิญญาณภายนอกไม่มีก็อย่าวางใจว่ามันจะไม่เกิดวิญญาณภายใน
คำว่า วิญญาณ แปลว่าการรับรู้ ถ้ารับรู้ข้างนอกไม่ได้ก็เข้ามารับรู้ข้างใน มันยิ่งละเอียดขึ้น ในขณะที่ตาเราไม่เห็น หูไม่ได้ฟัง จมูกไม่ได้ดม กายไม่ได้สัมผัส เรามารู้สภาพจิตสภาพใจที่ปรากฏ รู้การปรุงของจิตรู้อารมณ์แห่งจิต เฝ้ามองมัน ดูข้างในถ้ารู้ว่ามันนิ่งมันว่าง อย่าเฉย ต้องจด ฉ.ฉิ่ง เพราะว่าถ้าขืนให้อยู่ในภวังค์ของความนิ่งแล้วว่างแล้วเฉยอยู่อย่างนั้น ปัญญามันไม่เกิด เพราะตัวรู้มันไม่ได้พัฒนา มันมีสภาพแค่รับรู้ แล้วดีไม่ดีถ้าไปเพ่งอารมณ์ว่างแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้นมันจะเข้าไปในคำว่า โกสัชชะ
·
องค์คุณแห่งอุปจาระสมาธิ มีความเฉยนิ่งที่กำหนดตัวรู้ได้
เมื่อวานนี้หลวงปู่พูดไปแล้วใช่ไหมว่า
สุขุมจิตหรือสาธุจิตขั้นสูงนี่มันใกล้เคียงกับองค์ฌาน
แล้วสุขุมจิตนี้มันทำให้ไปเกิดเป็นอรูปพรหม
เพราะฉะนั้นต้องเอาส่วนนี้มาฝึกปัญญา ถ้ามันเฉยมันก็จะเฉยอยู่อย่างนั้น
ต่อให้เขียน ฉ. ซักร้อย ฉ. มันก็ยังเฉย ถ้าเป็นอย่างนี้นะแสดงว่าเราเข้าสู่
องค์คุณแห่งสมาบัติ เฉยๆๆๆ
แต่เป็นเฉยที่มีวิตกวิจาร ว่าเรายังเขียนตัว ฉ.ได้ องค์คุณแห่งอุปจาระสมาธิเกิด
แต่ถ้าเฉยถึงขั้นไม่อยากเขียนอะไรแล้ว แล้วก็อยากเพ่งความเฉยอยู่อย่างนั้น นิ่งอยู่เช่นนั้น หยุดอยู่แบบนั้น แล้ว จิตไม่เคลื่อนจากความเฉยเลย ต้องให้ความสำคัญภายในจิตให้มากขึ้น เฝ้ามองมันว่าอารมณ์ภายในมีอะไรบ้าง ถ้ามันเฉยก็ขีดไม่ใช่มองอยู่เฉยๆ แล้วก็เพลินไปเลยนะ ถ้าเพลินไปเลยนี่มันขาดสติแล้วนะ สติมันจะค่อยๆ อ่อนลง อ่อนลง อ่อนลง แล้วมันจะแวบเข้าไปโกสัชชะ
ถ้ายังไม่มั่นใจนี่ต้องจดไปจดไป ฉ,ฉ,ฉ,ฉ,ฉ,ฉ มันมีปัญญาด้วยใส่เข้าไป มันมีปัญญาด้วย หลวงปู่ไม่อยากให้เราเผลอจนกระทั่งมันหลุดเข้าไป แล้ว สุดท้ายมันลำบากที่จะควบคุมมัน มันมีอยู่ 2 อย่าง ถ้าหลุดเข้าไปแล้วมันได้ดีก็คือเข้าสู่องค์ฌานที่ 4 แต่ส่วนใหญ่มันจะไม่ได้ดีแบบนั้น มันจะหลุดเข้าไปแล้วมันจะเข้าไปคำว่าโกสัชชะ คือ ความง่วง เพราะ สติมันค่อยๆ ขาดมันค่อยๆ จางลงจางลงจางลง เหมือนกับน้ำเกลือที่ค่อยๆ เติมน้ำจืดลงไปแล้วมันก็จืดจางไปเรื่อยๆๆ จนไม่มีน้ำเกลือเหลือกลายเป็นน้ำจืด
ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทก็จด ฉ,ฉ,ฉ,ฉ อย่างน้อย ความเฉยนั้นก็มีปัญญาคือรู้ ความเฉยนั้นก็มีตัวรู้อยู่แล้วเราก็กำหนดตัวรู้นั้นได้
ฌานที่มีองค์ปัญญาเป็นตัวนำ มันมีเดชมีศักดามีอานุภาพมาก มันเป็นฌานที่แก้ปัญหาชีวิตได้ มันเป็นฌานที่ตอบปัญหาทุกปัญหาได้ในโลก แต่ฌานที่ไม่มีปัญญาเป็นตัวนำมันเป็นฌานที่ยังใช้อะไรไม่ได้ในบางขณะ อย่าเผลอที่จะลืมจด พอเฉยแล้วติดอารมณ์พวกนี้ อย่าขี้เกียจที่จะเติมปัญญาใส่เข้าไป ระวังอย่าเผลอ ความสงบความเย็นความผ่อนคลายมันเป็นเสน่ห์ลูกยั่วยวนเราให้หลง เป็นเหยื่ออย่างหนึ่งที่ทำให้จิตติดกับดัก มีหลายร้อยหลายพันหลายล้านหลายแสนคนมากที่ไปหลงติดอยู่ในองค์คุณแห่งสิ่งเหล่านี้ แล้วจิตมันไม่ก้าวหน้ามันไม่โตขึ้น นั่งกี่ทีกี่ทีก็ได้แค่สงบเยือกเย็น ขนลุกซู่ซ่าน้ำตาไหล ปีติสุขปรากฏ เมื่อไหร่เมื่อไหร่สิบปีสิบชาติก็ได้แค่นี้เพราะอะไร เพราะจิตมันไม่มีปัญญา ถึงได้บอกว่าระวัง
อย่าหยุด อย่าเฉย ต้องขีดต้องเขียนต้องใส่เข้าไป เติมปัญญาเข้าไป
ภวังค์จิต
กับอุเบกขา มันใกล้ชิดกันมากเลยนะ มันเหมือนกับเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นอุเบกขาหรือมันเป็นภวังคจิต
ก็รู้ได้จาก การที่เนิ่นช้าเนิ่นนานซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาแล้วมันไม่ขยับไปไหนไม่เจริญก้าวหน้านั่นแหละใช่แล้ว
ภวังคจิต
แล้วอุเบกขาล่ะอารมณ์มันเป็นอย่างไร อุเบกขาก็คือวางวางเฉย แต่อุเบกขาที่วางเฉยน่ะมันเฉยแล้ว มันมีพัฒนาการในตัวมัน ผ่านกระบวนการอันละเอียดแยบคายของสติ และปัญญา พวกที่อยู่ในภวังคจิต อย่างดีก็เกิดอยู่ในชั้นกามาวจรสวรรค์ แต่คนที่เกิดมีจิตอันสถิตอยู่ในอุเบกขารมณ์นี่นะ อยู่ในชั้นพรหม เรียกว่ารูปพรหม อย่าเข้าใจผิด แล้วมันก็จะมีคนเข้าใจผิดแบบนี้ตลอด ไม่ใช่มีเฉพาะปัจจุบันแม้อดีตในสมัยครั้งพุทธกาลก็มี พระปฏิบัติธรรมนิดๆ หน่อยๆ พอจิตเข้าสู่องค์คุณแห่งปีติสุขเข้าสู่ภวังค์แวบเข้าไป โอ้โห เป็นสุขเลยทีนี้ โลภหมดแล้ว เราบรรลุแล้วฌานเกิดขึ้นแล้ว ความพ้นเกิด แต่แล้วออกมาก็เหมือนเดิม นั่งทีไรก็ได้แค่นั้น เพราะฉะนั้นต้องระวัง
คำถาม
เพราะเหตุใดจึงต้องส่งสติรับรู้ความเป็นไปในกาย มีความสำคัญอย่างไร
สติก็มีเอาไว้รับรู้ ไม่สำคัญอย่างไร ถ้าทุกครั้งที่อะไรมันเกิดในกายแล้วเรารู้ทันมันน่ะคือการสั่งสมสติ
แต่ถ้าทุกครั้งที่อะไรเกิดในกายแล้วเราไม่รู้ทันมันน่ะแสดงว่าสติเราไม่รู้ชัด
อย่างนี้เขาเรียกเป็นการเจริญสติให้โตให้เกิดขึ้นให้มากขึ้น เราลองนึกดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเราไม่รู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเรารู้
อันไหนดีกว่ากัน
ก็บอกแล้วว่าให้รู้
2 อย่างคือ รู้ภายใน กับรู้ภายนอก ถ้ารู้ภายนอกก็คือหูฟังรับรู้ก็ขีดไว้ การที่หูฟังรับรู้แล้วขีดไว้นี่ก็แสดงว่าสติภายนอกแม้นมีอยู่
การรับรู้ภายนอกนั้นมันมีอยู่แล้วเราก็รู้ก็ขีดมันไว้
เพื่ออะไร เพื่อทำให้เรารู้ว่าอันนี้เรารู้นะไม่ใช่เราไม่รู้ แต่สิ่งที่ต้องการก็คือว่า
เมื่อรู้แล้วมันทำให้เกิดการสะสมสติ แล้วมันทำให้เรารู้ทันมันจะได้ไม่มาครอบงำเรา
เข้าใจไหม ไม่ต้องตกเป็นทาสของมัน
เหมือนกับว่าศัตรูมานอกบ้าน เราบอกว่าไม่อยากรู้ล่ะนอกบ้านเป็นไง
จะดูแต่ในบ้าน แล้วถ้าศัตรูมันมางัดฝาบ้าน ก็ไม่รู้อีกกูจะดูในบ้าน
แล้วในบ้านมันจะเหลือเหรอถ้ามันเข้าบ้านได้ เสียงภายนอก ถ้าหูได้ยิน
ได้ยินก็เป็นวิญญาณ อย่าไปมองว่ามันไม่จำเป็น
เพราะองค์คุณความรู้ทั้งหลายมันมีทั้งภายในและภายนอก ถ้าเราอยากรู้เฉพาะภายในอย่างนั้นก็ต้องไม่ได้ยิน
กำหนดจิตเข้ามาดูแต่ภายในแล้วขีดเฉพาะเรื่องภายในอย่างนั้นก็ได้ กำหนดจิตให้รับรู้เฉพาะภายในก็ได้ไม่ต้องรู้ภายนอก
แล้วรู้หรือยังว่าภายในมันเกิดอะไร เอาล่ะ แค่นั้นก็พอแล้ว
รู้แค่นั้นก็พอแล้ว เกิดมากเกิดน้อยก็ขอให้รู้เถิด
ให้รู้ว่ามันเกิดก็ใช้ได้แล้ว
ส่วนเราจะออกไปรู้ข้างนอกด้วยเพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นไร
ก็ถือว่าทำให้ปัญญาเรากว้างขึ้น สติเรามั่นคงขึ้น
คำถาม
ถ้าเราสนใจแต่จะพิจารณาจิตเพื่อดับราคะ โทสะ โมหะ
ภายในจิตอย่างเดียวเลยได้ไหม
ถ้ามองอย่างนั้นก็มองแต่ภายใน
ก็ไม่ได้ผิดอะไรสามารถทำได้ แต่จริงๆ ที่ถูกแล้ว ถ้าปล่อยให้มันเกิดแล้วมันต้องทิ้ง แต่ที่สอนนี้ไม่ได้สอนให้ปล่อยมันเกิด
คือรู้ก่อนที่มันจะเกิดมันจึงไม่เกิด จึงมีแต่คำว่า ว่างของจิต คือรู้ทันก่อนที่มันจะเกิด เข้าใจหรือยัง
ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็แสดงว่าเราไม่มีสติพอ เพราะมันเกิดขึ้นแล้วเราถึงจะไปรู้
เป็นธรรมชาติของคนที่ยังมีสติอันไม่แข็งแรง ก็อย่าไปพิจารณา
ถ้าปล่อยให้มันรู้อย่างนั้นแล้วไปพิจารณา แสดงว่ามันเกิดแล้วไม่ทันมันหรอก
ต้องรู้ก่อนที่มันเกิด แล้ววิธีก็สอนไปแล้ว ถึงได้บอกให้รู้ จิต มโน หทัย ฯล ที่จดไปในอาการ 10 อย่างนั่นแหละ แล้วสิ่งที่จะเกิดในจิตก็จะไม่เกิดขึ้น เราไม่ทำตามหลวงปู่บอกในอาการ 10 อย่าง มันก็เลยเกิด
คนอื่นเขาเกิดไหมลองถามเขาสิ คนอื่นเขาก็ไม่ได้เกิด เพราะเขาเฝ้าระวัง ว่าคิดเป็นจิต
น้อมไปในคิดเป็นมโน เก็บไว้เป็นหทัย เขาเฝ้าระวังอย่างนี้
ราคะก็ไม่เกิด
โทสะก็ไม่เกิด โมหะก็ไม่เกิด แต่เราไม่เฝ้าระวังอย่างนี้
ปล่อยให้มันเกิดแล้วค่อยพิจารณาแล้วค่อยดับมัน
เหมือนกับปล่อยให้ฝุ่นเข้าบ้านแล้วค่อยมาเช็ดมัน ทำไมไม่ปิดประตูล่ะ
เรามีประตูไว้ทำไม มีหน้าต่างไว้ทำไม ที่สอนให้พิจารณาอาการจิต
10 อย่างก็เพื่อใช้สำหรับเป็นประตูหน้าต่างปิดไม่ให้ฝุ่นและแขกแปลกหน้าเข้ามา เข้าใจไหม
คนเจริญปัญญาน่ะ เขาไม่ได้แข็งนิ่งเป็นหิน
คนเจริญปัญญาไม่ว่าสภาพอย่างไรมันไม่กระเพื่อมจิต
จิตไม่กระเพื่อม คนเจริญปัญญาจะไม่กระโดดโลดเต้น
หัวเราะต่อกระซิก ระริกระรี้เป็นปลากระดี่ได้น้ำ อะไรก็มันไม่รู้สึกหรอกลูก
เพราะว่าปัญญามันเกิดได้ตลอดเวลา
เมื่อครู่นี้หลวงปู่บอกว่าภายนอกน่ะเรารู้มาหลายเวลาแล้ว คราวนี้เราลองเพ่ง
เพ่งความรู้ไปอยู่ที่ภายในเพื่อเฝ้าสังเกตดูสภาพจิตว่าอะไรมันเกิดแก่จิตแล้วจึงจด ตอนนี้ก็เหมือนกัน เราปิดความรับรู้ภายนอก
แต่ถ้ามันจะรู้ก็ไม่เป็นไรก็จดมันด้วย ถ้ามันจะรับรู้อาการภายนอกก็จด ให้เราเน้นหนักไปที่รู้ภายใน
เพื่อที่จะทำให้จิตนี้เป็นจิตที่สุขุมจิต
เพื่อพร้อมควรต่อการงานที่เราจะนำสู่องค์ฌาน
ที่จริงแล้ว สุขุมจิตนี่มันสูงกว่าองค์ปฐมฌาน
แต่รับปากกับพวกเราไว้ว่าหลวงปู่จะทำให้พวกเราเข้าถึงองค์ปฐมฌานให้ได้
ก็จะลดอำนาจการรับรู้ลงให้มาอยู่แค่วิตกวิจาร แต่ไม่ต้องกลัวว่าลดแล้วฉันก็จะเสียไปสิทำมาแทบตาย
ไม่ต้องกลัวเพราะว่าสภาพของสถานการณ์และปัญญา สภาพสติและปัญญาของสิ่งที่เป็นเครื่องประกอบจิต
ถ้ามันมีคุณค่าคุณภาพมันมีคุณประโยชน์แล้วตั้งมั่นมั่นคง ไม่ต้องกลัวมันเสื่อมลูก แม้ที่สุดเราลดลงเพิ่มขึ้นมันทำได้ดั่งใจปรารถนา
ตอนนี้อยากให้พวกเราเพ่งไปที่สภาพจิตว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ความรับรู้ภายนอกเราก็พยายามปิดซะ
ปิดก็คือพยายามไม่สนใจ แต่ถ้ามันแว่บเข้ามาก็จดไว้
แต่ความรับรู้ภายในเป็นป้อมปราการต้องเฝ้าระวังมองอย่างยิ่ง
จับดูทุกขณะว่าภายในเรารู้อะไรบ้าง รู้ก็จด แล้วอย่าเห็นว่าวิธีนี้มันไม่ได้เรื่องนะ
ถ้าเราวิเคราะห์ดูเราจะรู้ว่าเดี๋ยวนี้ เราไม่ค่อยปรุงแล้ว รู้แล้วไม่ค่อยคิดนะ
คือไม่คิดมาเป็นอารมณ์แล้ว ไม่ค่อยเก็บไว้แล้ว เราไม่ค่อยน้อมไปแล้ว แสดงว่ามันก็ดีขึ้น
ให้มองไปข้างใน เฝ้ามองไปข้างใน แต่สำคัญคือ อย่าเฉย ถ้ารู้ว่าเฉยต้องเขียน ฉ. ไม่เขียนไม่ได้ มันจะหลงเข้าไปในภวังค์ ถ้าจิตนี้เฉย เฉยก็คือไร้การปรุงแต่งทั้งปวง ราคะไม่มี โทสะไม่มี โมหะไม่มี โลภะไม่มี นิวรณ์ธรรมทั้ง 5 ไม่มี เริ่มตั้งแต่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ ง่วงเหงา ฟุ้งซ่าน สงสัย ทุกอย่างไม่มีเมื่อจิตนี้มันผ่อนคลาย มันว่าง มันสบาย
เมื่อมันผ่อนคลายมันว่างมันสบายก็ต้องระวังอย่างยิ่งว่ามันจะหลุดเข้าไปในภวังคจิต
แล้วมันจะซ้ำซากจำเจ 10 ปี 10 ชาติมันก็อยู่อย่างนั้นไม่ก้าวหน้า หลวงปู่จึงบอกว่า ถ้ามันผ่อนคลายสบายว่าง
ก็ต้องรู้ว่ามันผ่อนคลายสบายว่าง แล้วเขียนคำว่าเฉย จดลงไปด้วยคำว่า ฉ.ฉิ่ง
หรือเฉย มองต่อไป เฉยอีกก็จดอีก เฉยอีกก็จดอีก
คอยระวังในอาการทั้ง 10 อย่างของจิต ปัญหาข้างนอกไม่เข้า เอาล่ะ ถ้ามันจะเข้ามา วิธีการกำจัดมันก็คือ อย่าได้ไปใส่ใจสนใจอาการนั้น อย่าถามว่าใช้อะไรไปกำจัดแต่เราต้องรู้ชัด คือ ปัญญา ถ้าปัญญามันเกิดขึ้นแล้วอะไรที่เข้ามาเราจะแยกแยะด้วยตัวเองได้ว่า อันนี้มิตรอันนั้นศัตรู อันนี้เพชรอันนั้นขี้ แล้วเราก็จะโยนมันทิ้งเอง เราจะเขี่ยมันทิ้งเอง ต้องให้มันเกิดขึ้นกับตัวเรา แล้วเราต้องเป็นผู้มีปัญญาก่อน เพราะฉะนั้นวิธีที่สอนนี่เป็นวิธีสร้างปัญญา
ฝึกอาการจิต 10
อย่างนี้ให้ดีก่อน
ลด Volume ในการรับรู้ภายนอก
แล้วเพิ่มความรู้ภายในให้มากขึ้น มองดู อย่าเฉย อย่าลืมจด
เดี๋ยวเผลอหลุดเข้าไปในภวังค์จิต -
ถ้าจะได้ยินเสียงข้างนอกแล้วเราได้ยินก็จดในช่อง
วิญญาณ -
ถ้ารับนำเอาเสียงนั้นไป คิดก็จดในช่อง
จิต -
น้อมไปก็มโน -
แต่ถ้าได้ยินแล้วหยุดอยู่ตรงนั้นไม่ได้สืบต่อ
ไม่ได้คิด ไม่ได้น้อมไป ไม่ได้เป็นใหญ่ ก็แค่วิญญาณ
(กรอบข้อมูลรูปการ์ตูนหลอดไฟ)
· ใคร่ครวญอารมณ์ 5 อย่าง ในองค์ปฐมฌาน
เอาล่ะ ทีนี้วางปากกาค่อยๆ วาง วางกระดาษ แล้วหลับตา อย่าขยับอะไร อยู่ในท่าเดิม มันต้องทำเหมือนกับความรู้สึกว่า บุคคลประคองหม้อน้ำที่มีน้ำเต็มหม้อไม่ให้กระฉอกหก ถ้าฮวบฮาบวูบวาบวุ่นวายเดี๋ยวมันจะหายไปใหญ่
Ø
แล้วเพ่งความรู้สึกไปอยู่ภายในจิตซิ
ดูซิ มีราคะไหม จิตมีโมหะ จิตมีโลภะ จิตมีโทสะไหม
จิตมีความรัก จิตมีความพยาบาทไหม จิตมีความง่วงเศร้าซึมหาวนอน
จิตมีความฟุ้งซ่านไหม จิตมีความระแวงสงสัยไหม
Ø เมื่อสภาพข้างในจิตของเราไม่มีตัวปรุงอื่นใด ที่เหลือไว้ก็คือ วิตก คือตรึก วิจาร คือคิดวิเคราะห์ใคร่ครวญ ลองดูซิว่า ความนิ่งเงียบเหลือไว้แต่ตัวปัญญาคือ ตรึก วิตก วิจาร เรารู้สึกพึงพอใจไหม เกิดความผ่อนคลายภายในไหม ไม่ต้องจดอะไรทั้งนั้น พอใจก็อยู่กับที่ พึงพอใจก็อยู่กับที่ ดื่มด่ำกับสิ่งที่พึงพอใจ พึงพอใจจนเกิดปีติไหม ใจพองเหมือนดั่งหลุดออกมา โตใหญ่ รู้สึกเอิบอาบซาบซ่าน มีความสุขแว้บๆ ไหม แล้วนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความวางเฉยไหม
Ø ใคร่ครวญอารมณ์ 5 อย่าง คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
- วิตกกับวิจาร เป็นอาการของจิต ก็คือการทำงานของจิต เป็นสติ เป็นปัญญา แสดงว่าจิตนี้มีตัวรู้พร้อมมูล
- ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นผล ผลที่ทำให้จิตนี้เอิบอาบซาบซ่านผ่องใสอิ่มเอิบ
Ø เพ่งลงไปในสภาพจิต ว่างเท่าว่าง ลึกกว่าความว่าง นิ่งเท่านิ่ง ลึกกว่าความนิ่ง หยุดเท่าหยุด ลึกกว่าความหยุด ผ่อนคลายเท่าผ่อนคลาย ลึกกว่าความผ่อนคลาย เมืองที่สงบในนครใจในจิตนี้ เป็นเมืองที่สวยงามมาก มันเป็นเมืองที่ดื่มด่ำเอิบอาบ มันสร้างความพึงพอใจได้จนเกิดปีติสุข ยังไม่เผลอนะ ยังรับรู้อยู่ เรายังนิ่งอยู่ในสภาพความรับรู้แห่งความนิ่ง เรารู้ชัดความเป็นไปภายในกาย เพราะองค์คุณแห่งปฐมฌาน รู้แล้ววิจาร แต่วิจารในเรื่องที่กำลังรู้เป็นปัจจุบันจิต รู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอดีตจิต ไม่มีอนาคต นั่นคือมีแต่ปัจจุบันจิต เหล่านี้จึงชื่อว่าสถานภาพของจิตในปัจจุบัน กับวิญญาณคือตัวรู้ เพ่งอยู่เช่นนั้น
Ø เมื่อจิตสงบระดับที่สามารถทรงฌานได้ ฌานขั้นนี้มีปัญญาระดับหนึ่งแล้ว ที่จริงเราเดินขึ้นมาจากคำว่าปัญญา มันก็ยิ่งจะเพิ่มปัญญาให้มากขึ้นด้วย จิตเราจะผ่องใสโปร่งเบาสบาย จะเยือกเย็นภายในหน้าอก
หน้าใจ
ทุกอย่างในร่างกายมันพลอยผ่อนคลายไปด้วย เพลียไม่เพลีย ง่วงไม่ง่วง
เหนื่อยไม่เหนื่อย การรับรู้เราแจ่มชัดมากขึ้น ภาวนาในใจว่า
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นทุกข์
ขอสัตว์ทั้งปวงจงรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ารู้แล้ว
ขอธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงไว้ดีแล้ว
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นรวมทั้งข้าด้วยจงล่วงรู้ถึงธรรมนั้นๆ
ค่อยๆ ผ่อนคลายอิริยาบถ สำหรับคนที่อยากขยับ แล้วผ่อนคลาย ปีติ สุข กับเอกัคคตา มันทำให้เราไม่อยากหยุด มันเหมือนกับขนมหวานที่ล่อหนูให้ติด แต่อย่าไปยินดี ถามว่าทำไมถึงไม่ควรจะยินดีในความดีแค่นี้ เพราะมันเป็นแค่ประตูเบื้องต้นเท่านั้น ที่จริงสิ่งที่เราได้ก่อนหน้านี้มันสูงกว่านี้ มีหลายคนยังไม่ได้แล้วก็ไม่ได้เรื่อง อาจจะเป็นเพราะว่าเครียดไป เผลอไป ง่วงเกินไป สติน้อยไป พิจารณาน้อยไป ปัญญาน้อยไป ฝึกน้อยไป หรืออินทรีย์แก่กล้าน้อยไป จึงไม่ได้เรื่อง ก็คือไม่ได้สาระจากสิ่งที่ควรจะได้ แต่นี่ยังไม่ใช่บทสุดท้าย ยังมีเวลาอีก เป็นเพียงแค่ทดสอบเบื้องต้นว่า การเข้าฌานออกฌานในเบื้องต้นนี่เขาทำกันอย่างไร
คนที่ยังไม่ได้ยังไม่สงบยังมีนิวรณ์ครอบ ยังมีความปวดเมื่อยเข้ามาแทรก กลับไปดูอาการจิต 10 อย่างแล้วจดใหม่ อย่าทำนิ่งเฉย อมพะนำ ต้องขวนขวาย ใครก็ช่วยเราไม่ได้ถ้าเราไม่คิดจะช่วยตัวเอง หลวงปู่เป็นเพียงแค่ผู้บอกเท่านั้น
·
คำถามที่ว่า
สติถ้ามันตื่นอยู่ตลอดเวลาแล้วมันนอนไม่หลับจะทำอย่างไร รู้สึกทรมานเวลานอนก็เหมือนไม่ได้นอน หลับไม่เต็มที่
อยากบอกว่าไม่ยาก เพียงแค่กลับไปดูกรรมฐานกองเดิมที่เราเจริญสติ แล้วก็ตั้งจิตให้เบาลง แล้วก็มา ทบทวนอาการของจิต 10 อย่าง ครบ 10 อย่างหรือครบ 8 อย่างเมื่อไหร่ สติเราก็จะผ่อนคลายลงแล้วเราก็จะหลับสบาย นั่นหมายถึงกรณีของคนที่มีสติตื่นทั้งวันทั้งคืนแล้วนอนไม่หลับนะ
คนที่ยังไม่ได้ อย่าไปกังวล ทำใหม่ ฝึกใหม่ เริ่มต้นจากการมองอาการจิต 10 อย่างใหม่ ค่อยๆ ไล่ไปทีละขั้น ทีละขั้น จนจิตละเอียดรู้ชัด ปัญญาปรากฏ สติมั่นคง ที่จริงการไล่อาการจิต 10 อย่างจนเกิดสุขุมจิต มันสูงกว่าปฐมฌานอีก
แต่ที่หลวงปู่กังวลและเป็นห่วงคือ
กลัวพวกเราจะหลุดไปในภวังคจิต เลยให้มาตั้งต้นรู้จักหน้าตาขององค์ปฐมฌานก่อน
เพราะเมื่อใดที่เข้าสู่ภวังคจิตแล้ว 10 ชาติก็ได้แค่นั้น
มันไม่ได้เจริญมากกว่านั้น เพราะมันไม่มีปัญญาไง
ประคองจิตดูซิลูก
ดูว่าภายในยังนิ่งสงบเย็นผ่อนคลายไหม ยังราบเรียบอยู่ไหม อาการทางกายไม่ต้องสนใจ ถ้ามันเมื่อยก็ขยับ ขยับได้
ถ้ามันปวดก็ขยับได้ จะยืดขา พลิก แต่ก็ ประคองจิตไว้
เหมือนกับบุรุษและสตรีที่กำลังแบกหม้อน้ำอ่างน้ำขันน้ำที่มีน้ำเต็มขัน
ประคองไม่ให้กระฉอก ทำได้ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วก็เพ่งความรับรู้เข้าไปในจิตใหม่
·
ทำให้ถึงสุขุมจิตที่สูงกว่าปฐมฌาน
สำหรับคนที่ทำได้แล้วก็เพ่งให้ถึงสุขุมจิต ลองทำให้ถึงสุขุมจิตที่สูงกว่าปฐมฌาน ทีนี้เราไม่จำเป็นต้องจดแล้ว กำหนดรู้ด้วยจิตของตนเอง เพราะปัญญารุ่งเรืองแล้ว สามารถกำหนดรู้ได้ด้วยตัวเองว่านี่ อาการจิตปรากฏเป็นอะไร เป็นจิต เป็นมโน เป็นหทัย เป็นมนัส เป็นมนายตนะ เป็นมนินทรีย์ เป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณขันธ์ เป็นมโนวิญญาณธาตุ เป็น ลักษณะจิต 4 รู้ คิด รับจำ หรือเป็นอดีตจิต อนาคตจิต และปัจจุบันจิต ที่เรียกว่า สถานะจิต
(กรอบข้อมูลรูปการ์ตูนหลอดไฟ) สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่อดีต
สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่อนาคต แต่สิ่งที่เราต้องการก็คือปัจจุบันจิต
แล้วก็วิญญาณคือรู้ รู้ในปัจจุบัน แล้วรู้ชัดแบบนั้น ตั้งความรู้ไว้เช่นนั้น รับรู้แบบนั้น แล้วเฝ้าสังเกตอาการจิต
รู้อย่างฉลาดไม่ใช่รู้แล้วหลง รู้หลงก็คือรู้เข้าไปในวิถีแห่งหลุมดำแห่งจิต
หลงเข้าไปในวิถีแห่งจิตที่มีมูลฝอย จิตที่ตกอยู่ในหลุมอากาศ
จิตที่ตกอยู่ในภวังค์อันลึก มันหลงข้ามภพข้ามชาติเชียวนะคนที่จิตที่ตกภวังค์
เมื่อรู้ชัดลึกเข้าลึกเข้าจิตในจิต จิตถึงจิต ให้เห็นชัดเพียงแค่ตัวรู้ มันเหมือนกับลูกไฟดวงสว่างไสวที่ไม่มีแสงร้อนแรง ไม่ใช่ลูกแก้วแต่ลูกไฟ แล้วมีแสงอบอุ่นเรืองรองมองแล้วไม่บาดตา อาการมันเป็นอย่างนั้น ลักษณะมันเป็นแบบนั้น สุขุมจิตมันเยือกเย็นมันผ่อนคลายมันโปร่งเบาสบาย มันไร้ความปรุงทั้งปวง
อาการทางกายปรากฏขึ้นก็ขยับขยายได้ตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องไปข่ม ไม่ต้องไปขี่มัน ไม่ต้องทำให้มันเหมือนกับไม่รู้สึกอะไร ไม่ใช่ กายก็ยังเป็นกายอยู่ เพราะธรรมชาติของกายมันเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่เราฝึกคือจิต เพราะฉะนั้นถ้ามันเจ็บปวดตรงไหนก็ขยับมันเมื่อยตรงไหนก็ขยับ แต่ประคองจิตไว้ให้สงบเย็นให้ผ่อนคลายให้สบายให้นิ่ง ไม่กระสับกระส่ายไม่กระเสือกกระสนไม่ดิ้นรน ไม่มีนิวรณ์ธรรมครอบงำ
เมื่อถึงคำว่า สุขุมจิต ก็คือ เยือกเย็นผ่อนคลายสบายไร้นิวรณ์ธรรมทั้งปวง ไร้มลทินทั้งปวง สงบ สว่าง แล้วเรารู้ชัดมัน เรามีสิทธิจะไปจดอยู่ในช่องของคำว่า มโนวิญญาณธาตุได้ รู้ทั้งมโน รู้ทั้งวิญญาณ รู้ทั้งธาตุ คือ องค์ประกอบของจิตได้ มีสิทธิจะไปลงในช่องนั้นได้แล้ว แล้วความแช่มชื่นเบิกบาน ปัณฑระ มันจะมีแฝงสิงอยู่ในนั้น ไม่ถึงขนาดทำให้เราหัวเราะ ไม่ถึงขนาดทำให้เรากรี๊ดกร๊าด แต่มันทำให้เราอิ่มเอิบแช่มชื่นเบิกบาน อย่าลืมความหมายของมัน มันเหมือนกับน้ำที่ซึมเข้าไปในแผ่นดินช้าๆ จิตนี้ก็จะเบิกบานแช่มชื่นไร้กังวล
เพ่งเข้าไปมองเข้าไปจนมันเบา
เบาขึ้นๆ โปร่งขึ้น การรับรู้เราชัดขึ้น มองให้ลึกเข้า เพ่งให้ลึกเข้า รู้ให้เยอะเข้า
เฝ้าระวังให้มากเข้า นิ่งอยู่ เงียบอยู่ แต่ไม่หยุดอยู่ เพราะต้องค้นเข้าไป
เพ่งเข้าไป มองเข้าไป รู้เข้าไป ที่ว่า นิ่ง คือนิ่งจากการปรุงแต่งทั้งปวง
หยุดความสับสนวุ่นวาย แต่ไม่หยุดที่จะก้าวเข้าไป มองเข้าไป รู้เข้าไป
เอ้าพอ ลองทำความเข้าใจ รู้สึกถึงสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข ส่งความรู้สึกดีๆ ให้แก่หมู่สัตว์ทั้งหลายในโลก เหมือนดั่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านทรงสละชีวิตเลือดเนื้อ สมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ถึงขนาดกระดูกของท่านสูงเท่าภูเขาพระสุเมรุมาศ เลือดของท่านเท่ากับน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 เนื้อของท่านเท่ากับแผ่นดินในทวีปทั้ง 4 ทั้งกระดูกเลือดและเนื้อเหล่านี้ได้อุทิศให้เป็นทานต่อมหาสัตว์ทั้งปวงมาเนิ่นนานนับ 4 อสงไขย แสนมหากัลป์ เพียงเพื่อมุ่งหวังว่าขอสัตว์เหล่านั้นจงพ้นทุกข์ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นจงเป็นสุข สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นจงรู้ทั่วถึงธรรมที่เราตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ขอธรรมอันใดที่พระสุคตเจ้าในอดีตที่ได้รู้และบรรลุแล้ว ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นจงบังเกิดแก่เราและสัตว์ทั้งปวง
ทีนี้ลองมาดูหยุดอยู่ที่ฝ่ามือสองข้าง รับรู้อาการเป็นไปที่ฝ่ามือ เมื่อครู่เราทำจนละเอียดยิบแล้ว
ทีนี้ลองมาดูสิ่งที่หยาบขึ้นซิว่าเราจะเห็นชัดขึ้นไหม รู้ชัดขึ้นไหม รับสัมผัสชัดขึ้นไหม เมื่อครู่เราดูข้างใน
เที่ยวนี้มา ดูข้างนอก
เวลาฝึกจิตต้องฝึกได้ทั้งละเอียดและหยาบ ทั้งภายนอกและภายใน
เพื่อให้ได้เผชิญต่อทุกสถานะได้อย่างไม่สับสนไม่โยกโคลนไม่สั่นคลอน
และก็ไม่ตกเป็นทาสด้วย
เมื่อมองของหยาบดูที่ฝ่ามือแล้ว ลองมองย้อนกลับเข้าไปข้างในดูอีกทีซิ
สภาพจิตยังเหมือนเก่าไหม ทดสอบ
ละจากฝ่ามือ มองย้อนเข้าไปในภายใน ว่าสภาพสุขุมจิตยังปรากฏอยู่เหมือนเก่าหรือไม่ ผ่อนคลาย
เย็นสบาย โปร่งเบา มีอิสระ รู้ชัด
ความรู้แจ่มแจ้ง รู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นปัจจุบันจิต
รู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันแบบไม่มีกังวลใดๆ เย็นสงบอ่อนน้อม ไร้กังวล เหล่านี้เป็นอาการของ สุขุมจิต หรือ
สาธุจิต
·
จิตพระพุทธะ หรือ จิตศักดิ์สิทธิ์
สุขุมจิต รับทุกสิ่งได้อย่างไม่ตกเป็นทาส
เพราะไม่ปรุง ไม่ติด ไม่ยึด ไม่หลงไหล
เพราะมันเป็นจิตแห่งปัญญา มันเป็นแสงสว่าง
มันไม่อยู่ในอำนาจแห่งความครอบงำของพญามารและความมืดหรือตัณหาอวิชชาใดๆ ซึ่งสมัยก่อนหลวงปู่ชอบเรียกจิตแบบนี้ว่า
จิตพระพุทธะ หรือ จิตศักดิ์สิทธิ์
เริ่มแผ่เมตตาให้แก่ตัวเอง ขอข้าพเจ้าจงเป็นสุข ขอข้าพเจ้าจงพ้นทุกข์ ขอข้าพเจ้าจงรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าที่มีมาแล้วในอดีต ปัจจุบัน และจะมีต่อไปในอนาคต ขอธรรมทั้งหลายเหล่านั้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว สอนไว้ดีแล้ว ข้าพเจ้าจงได้รู้ทั่วถึงธรรมนั้นๆ ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ
ค่อยๆ ผ่อนคลายอิริยาบถ หลับๆ ตื่นๆ มาตลอด เพิ่งจะรู้ว่า ความตื่นนี้มันเป็นสุขอย่างนี้เอง แม้มีน้อย แต่ก็มีหลายคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสับสนยังสงสัยยังตามเพื่อนไม่ทัน ยังอยู่ข้างหลัง ยังไม่ได้อย่างที่หวัง ยังมีเวลา คืนนี้อีกทั้งคืน พรุ่งนี้อีกครึ่งวัน ยังไม่ถือว่าตกรถด่วนเที่ยวสุดท้าย เพราะรถมันไปแล้วก็ไปเรือได้ ถ้าเรือออกก็ขี่ควาย ถ้าควายไปแล้วก็คลาน เอ้าพอแล้ว เดี๋ยวให้ไปพักผ่อนแล้วค่อยมาเจริญพระพุทธมนต์
----------------
o บทนี้เป็นการฝึกเพิ่มการรับรู้ภายในจิตให้ชัด
เพื่อเป็นฐานในการเข้าสู่ปฐมฌาน เฝ้ารู้อยู่ภายในโดยใช้การพิจารณาอาการจิต
10 เพื่อสั่งสมสติ และปัญญาเป็นเครื่องประกอบจิต
ให้จิตมีตัวรู้ที่มั่นคงเป็นฐานในการเข้าสู่การเพ่งอารมณ์ในปฐมฌาน (การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
เป็นการรับรู้ภายนอก
แต่การรับรู้สภาพที่เกิดขึ้นภายในจิตเป็นการรับรู้ภายใน)
o จิตที่สั่งสมตัวรู้ซึ่งประกอบด้วย สติ และปัญญา ขึ้นมาจากฐานของการเฝ้าระวังอาการจิต 10 อย่าง อาการของจิตจะปรุงน้อยลง คือเป็นจิตรู้แล้วไม่รับอารมณ์ รู้แล้วหยุดไม่สืบต่อ ไม่คิดเป็นอารมณ์ ไม่เก็บอารมณ์ไว้ เป็นแค่การรู้เฉย ๆ (วิญญาณ /8 ) แต่เป็นความเฉยที่มีปัญญารู้
o เมื่อสภาพข้างในจิตของเราไม่มีตัวปรุงอื่นใด
ที่เหลือไว้ก็คือ วิตก คือตรึก
วิจาร คือคิดวิเคราะห์ใคร่ครวญ ด้วยความนิ่งผ่อนคลายภายใน
และรู้ชัด เป็นองค์คุณแห่งปฐมฌาน คือจิตนี้มีตัวรู้พร้อมมูล
การทำงานของจิตเป็น สติ (วิตก) เป็น ปัญญา(วิจาร) รู้แล้ววิจาร
แต่วิจารในเรื่องที่กำลังรู้เป็นปัจจุบันจิต รู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอดีตจิต ไม่มีอนาคต
นั่นคือมีแต่ปัจจุบันจิต ที่มีวิตก วิจาร เป็นเหตุ
เป็นอาการของจิต และมี ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นผลของจิตที่สงบระดับปฐมฌาน
o พัฒนาต่อให้ถึงสุขุมจิต โดยเพ่งการรับรู้ที่จิต รู้ชัดลึกเข้าลึกเข้าจิตในจิต จิตถึงจิต ให้เห็นชัดเพียงแค่ตัวรู้ เมื่อถึงคำว่า สุขุมจิต ก็คือ เยือกเย็นผ่อนคลายสบายไร้นิวรณ์ธรรม ไร้มลทินทั้งปวง สงบ สว่าง แล้วเรารู้ชัด เรามีสิทธิจะไปจดอยู่ในช่องของคำว่า มโนวิญญาณธาตุได้ รู้ทั้งมโน รู้ทั้งวิญญาณ รู้ทั้งธาตุ คือ องค์ประกอบของจิตได้ โดยมีความแช่มชื่นเบิกบาน ปัณฑระ มันจะมีแฝงสิงอยู่ในนั้น
บทนี้มีกรอบท้ายบทยาวให้จัด
2 หน้าค่ะ
--------------------