แทนพระคุณสองหัตถ์

‘ ทพญ.อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ์ ' มีความหลังน่าภาคภูมิใจที่หัวหิน อันส่งผลต่อเส้นทางชีวิตของเธอจนทุกวันนี้

“ บ้านเดิมอยู่หัวหินค่ะ คุณพ่อคุณแม่เป็นราษฎรธรรมดา ไม่ได้ทำงานในวัง แต่ก็พาเราไปสมัครเข้าโรงเรียนไกลกังวลได้ เพราะเขาให้โอกาสทุกคนเสมอกัน ก็เข้าไปเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ความพิเศษของการได้เรียนที่นี่คือ ทุกปีในหลวงจะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่วังไกลกังวลแล้วคุณครูจะให้

•  นักเรียนที่เรียนดี คือสอบได้ที่หนึ่ง-สอง-สาม ของแต่ละชั้นเรียน

•  นักเรียนที่มีความประพฤติดีเด่นของแต่ละระดับ เช่น ระดับประถม มัธยม ระดับละ ๑ คน

เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์โดยตรง ตัวหมอเองตั้งแต่ ป.๑ จนจบมัธยมก็ได้สองรางวัลนี้ควบกันตลอด รุ่นหลังนี้จะได้รับพระราชทานถุงเงินเล็กๆ แต่รุ่นหมอที่เป็นรุ่นแรกๆ จะได้ของใช้ เช่น สมุดปกอ่อน ๑๒ เล่ม ปกแข็ง ๖ เล่ม แล้วก็หนังสือเรียน เขาจะมัดมาเลย แล้วคุณครูส่งถวายพระองค์ท่าน ในหลวงก็ทรงรับมาพระราชทานให้

มีอยู่ปีนึง จำได้ว่าอยู่ ป.๒ หนังสือมันหนัก แล้วเราอาจจะอดข้าว ไม่มีแรงถือ เลยหัวคะมำไปกระแทกรองพระบาท ตอนนั้นกลัวมาก แต่พระองค์ท่านกลับแย้มพระสรวลนิดๆ แปลว่าไม่เป็นไร แต่เราหัวทิ่มไปแล้ว (ยิ้ม) ”

การได้เข้าเฝ้าฯและรับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกปี ก่อร่างสร้างความผูกพันในใจเด็กหญิง

“ พอถึงเวลาเสด็จฯ เราจะเดินแถวเข้าไปใน ‘ ศาลาเริง ' ครูนักเรียนเป็นพันคนเข้าไปนั่งเรียบร้อย แล้วพระองค์ท่านจะเสด็จฯมาทุกครั้ง ไม่เคยขาด นี่เป็นพระเมตตาจริงๆ แล้วตอนจบมัธยม เขาจะให้นักเรียนชายหญิง ๑ คู่ กล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องพระพักตร์ เรากับรุ่นพี่ผู้ชายอีกคนได้รับเลือก

เวลาพูดผ่านไมค์ ‘ ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อมฯ ' ทุกคนจะพูดตามทั้งศาลา นั่นเป็นความรู้สึกเป็นเกียรติ แล้วตอนนึงพี่ผู้ชายเค้าจำไม่ได้ เลยมีแต่เสียงเราคนเดียว รู้สึกภูมิใจที่ช่วยกู้สถานการณ์ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความภูมิใจคือความรู้สึกกตัญญูรู้คุณที่พระองค์พระราชทานสิ่งที่ดีๆให้เราตลอด สร้างภาวะผู้นำด้วยการเป็นตัวแทนโรงเรียน ตัวแทนนักเรียน ได้เรียนรู้มารยาทในการเข้าพบผู้ใหญ่ เข้าเฝ้าฯในหลวง

สิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในใจเรา หล่อหลอมให้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง รู้ว่าเมื่อเราเข้าไปในที่ประชุม เราควรจะวางตัวอย่างไร มีความกตัญญูในสิ่งที่เราได้รับจากคนอื่น โดยเฉพาะสิ่งที่ได้รับจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ได้กราบแทบพระบาททุกครั้งที่เข้าเฝ้าฯ เหมือนกับเราเป็นหนี้แผ่นดิน เพราะเราได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ทุกวัน ครอบครัวเรามีปัญหาทางเศรษฐกิจ พ่อแม่ก็ไม่ได้มีเงินอะไร แต่เราโตมากับพระมหากรุณาธิคุณ หนังสือก็ไม่เคยต้องซื้อ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราเอง แล้วใครๆก็บอกว่า ‘ หนูมีบุญมากเลย '”

ความสำนึกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เด็กหญิงในวันนั้นขยันเรียน ประพฤติตัวดี ใฝ่ก้าวหน้า จนในที่สุดจบการศึกษาเป็นทันตแพทย์หญิง

“ ทุกวันนี้พอเห็นพระองค์ท่านเหนื่อย แล้วหลายๆคนก็พูดถึงการทำความดีถวายในหลวง เราก็รู้สึกว่าควรจะสำนึกตรงนี้มากๆ เพราะเคยได้รับสิ่งเหล่านี้มา พอได้จับกลุ่มช่วยกันตั้งชมรมกัลยาณธรรม เพื่อเผยแผ่ธรรมะ ก็รู้สึกว่าตัวเองได้มีโอกาสสานต่อพระราชปณิธานที่ได้เคยตรัสไว้ว่า ‘ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ' ก็คิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำเพื่อตอบแทนได้ก็คือเป็นคนดี ทำสิ่งที่ดี แล้วเผื่อแผ่ความดีนั้นให้คนอื่น หมายถึงว่ามีอะไรให้ได้ก็ให้ โดยไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน

อันนี้ไม่ใช่คิดขึ้นมาได้ แต่เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับรออยู่ในใจมาตลอด ว่าเราจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงจุดนัดพบนั้นซะที จนมาทำงานคลินิกที่กรุงเทพฯ ได้ฟังธรรมแล้วเจอเพื่อนหมอด้วยกัน เพื่อนข้างนอกที่สนใจธรรมะด้วยกัน ก็มาคุยกันว่าจะทำอะไรได้บ้าง เออ ! น่าจะมีอาหาร น่าจะมีหนังสือแจก น่าจะให้คนได้ฟังเยอะๆ คือถ้าเขาสามารถเอาสิ่งที่ดีๆที่ได้รับ ไปแผ่ขยายในครอบครัว ในสังคม ช่วยให้ประเทศชาติร่มเย็นด้วยธรรมะ ก็จะช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระองค์ท่านได้

ชมรมนี้ตั้งมาได้ ๔-๕ ปีแล้วค่ะ มีเว็บไซต์เผยแผ่ธรรมะ มีรายการวิทยุ มีการจัดบรรยายธรรม ซึ่งครั้งที่ผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้ว เราจัดที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ก็มีคนมาร่วมงานราวห้าพันกว่าคน ที่ตั้งใจจะทำคืออยากให้คนไทยเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มากขึ้น เข้าถึงศาสนาจริงๆ ไม่ใช่เข้าใจแค่ว่าการทำบุญ คือการให้ทาน จบ

จริงๆ ศาสนาสอนเรื่องไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ชาวพุทธที่แท้ต้องทำตัวเหมือนนักศึกษา ต้องเรียนรู้ ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง เมื่อไรที่เรามองว่าจริงๆ คนอื่นก็มีดี มีไม่ดีเหมือนเรา เริ่มมองเห็นความไม่ดีของตนเอง เริ่มมองเห็นว่าคนอื่นๆล้วนเป็นคนที่น่าช่วย อยากให้ทุกคนมีความสุข เริ่มไม่เอาแต่ความรู้สึกว่าไอ้นั่นทำไมเลว ไอ้นี่ทำไมแย่ แปลว่าเริ่มเข้าใกล้ธรรมะแล้ว เราต้องให้โอกาสคนเข้ามาศึกษา เข้ามารู้ธรรมะ เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสเดินเข้าไปถึงการปฏิบัติ ถ้ามีโอกาสได้ปฏิบัติจริงๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านอยากให้เราทำ จะรู้ว่าเราสามารถทำความดีให้ในหลวงได้อีกเยอะ รู้ว่าทำอะไรให้ประเทศชาติแล้ว พระองค์จะมีความสุข

ความห่วงใยไม่ได้อยู่แค่การใส่เสื้อสีเหลือง สีชมพู ต้องแสดงออกด้วยการกระทำ ด้วยสิ่งที่ตัวเองเป็น จะพัฒนาตัวเรายังไง แล้วเราจะเอาความดีที่เรามีแล้ว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้อย่างไร ถ้าทุกคนคิดต่อกันในแง่ดี แล้วพยายามประสานประโยชน์เข้าหากัน ประเทศชาติก็จะดี แล้วพระองค์ท่านก็คงจะมีความสุขมากขึ้นอีก แล้วแปลกที่ว่าพอเราทำงานอย่างนี้ ตอนแรกก็ใช้ทุนตัวเอง แต่ตอนหลังพอตั้งเจตนาไว้ แล้วเป็นความบริสุทธิ์ใจที่จะให้ สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นพลังดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามา จะเจอกลุ่มกลุ่มโน้นจะทำนี่ให้ กลุ่มนี้จะทำนั่นให้ มีคนโทรมาอาสาสมัครเป็นธรรมบริกร คือการจะช่วยให้คนอื่นรู้ธรรมะนั้นง่าย แต่ที่ยากกว่า คือสร้างคนที่จะมาช่วยเราทำงาน ให้เขามีความรู้สึกว่าไม่ได้มุ่งหวังอะไร ให้เพราะว่าให้ได้ แล้วก็ได้ให้ แค่นี้จบ

ไม่ต้องมาคิดต่อว่าทำไมให้แล้วไม่เห็นเอาไปอ่าน นั่นไม่ใช่หน้าที่ต้องคิด เพราะบางคนยังไม่ถึงเวลาของเขา แต่ถ้าไปกระทบใจใครเขาสามารถเอาพลังสะอาดตรงนี้ไปเติมน้ำดีในครอบครัวของเขา ในสังคม ในที่ทำงาน ก็จะมีคนเล่าฟีดแบ็กกลับมา ทำให้เรามีกำลังใจในการทำงาน เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีห้องสีขาวอยู่ในใจของตัวเองทั้งนั้น จะไปบอกว่า ‘ โอ๊ย ! คนนี้บัวใต้น้ำ ' ไม่มีหรอก อย่างน้อยต้องมีคนเชื่อในสิ่งที่ดี ให้กำลังใจกัน ต้องเป็นแนวนี้ เราถึงจะสามารถดึงความภูมิใจในความเป็นมนุษย์ของทุกคนออกมา และทำความดียิ่งๆขึ้นไป ธำรงความภาคภูมิใจนั้นไว้ให้สมกับเป็นลูกๆ ‘ พ่อหลวง '”