คำถามถึงหลวงพ่อสุรศักดิ์
6 กรกฎาคม 2551 ที่ ม.ธรรมศาสตร์

  1. การพิจารณากายว่าไม่เที่ยงเพื่อความดับทุกข์เช่นนี้  มีข้อสงสัยว่า จิตเป็นสิ่งที่เที่ยงหรือไม่ ควรพิจารณาเช่นไร

    คำตอบ
    •  ทั้งกาย จิต รูป นามย่อมมีสภาพไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นมีความดับไปเป็นสภาพที่บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีตัวตนเหมือนกัน บางท่านอาจจะระลึกพิจารณากาย เห็นกายตามความเป็นจริง แล้วจึงพิจารณาจนเห็นทั้งกายทั้งใจทั้งรูปทั้งนาม เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ในที่สุด
       


  2. คนที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี  เราจะเตือนเขาอย่างไรถึงจะทำให้เขาคิดได้

    คำตอบ
    •  ต้องให้เขารู้สิ่งที่ถูกควรเข้าใจความเป็นจริง เอาคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนามาแนะนำเขาและให้เห็นว่าการทำสิ่งได้ย่อมได้ผลออกมาตามนั้น คนทำไม่ดีย่อมได้รับผลทุกข์ ส่วนคนทำความดีย่อมได้รับความสุข ต้องให้เหตุผลตามธรรม


  3. อยากทราบว่าเวลาคนที่จะหมดลมสุดท้ายที่จะตาย  เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้านั้นตายไปจะมีเสื้อผ้าใส่หรือไม่

    คำตอบ
    •  เมื่อไปเกิดใหม่ไม่ได้นำร่างนี้ไปเกิด แต่จิตเป็นตัวไปจุติใหม่ ฉะนั้นการไปเกิดใหม่ จะใส่เสื้อผ้าอย่างไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับชุดที่ใส่ตอนตาย แต่ขึ้นอยู่กับกรรมคือการกระทำถ้ามีความดีมีบุญส่งผลก็จะอุดมสมบูรณ์ไม่เฉพาะแต่เสื้อผ้าแต่ท่านที่ทำบาปย่อมไปสู่ภพภูมิเป็นทุกข์ทรมาน อาจไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำไป


  4. จำเป็นหรือไม่ (การเจริญสติปัฏฐาน)จะต้องมีการเรียนพระอภิธรรมก่อน จะได้ปฏิบัติเรื่องจิต เจตสิก รูป ได้อย่างถูกต้อง

    คำตอบ
    •  การเรียนอภิธรรมจะช่วยให้รู้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น แล้วแต่ว่ามีเวลามากน้อยแค่ไหน หากมีเวลามากก็ศึกษาโดยละเอียด ถ้ามีเวลาน้อยก็เรียนเฉพาะที่จะช่วยให้เข้าใจการปฏิบัติมากขึ้น เช่นฟังบรรยายธรรม คือเป็นการศึกษาเฉพาะที่จะนำมาปฏิบัติเรียนเฉพาะที่จะเอามาใช้งานก็สามารถที่จะได้รับผลได้รับประโยชน์ที่ดีได้


  5. การปฏิบัติธรรมเพื่อทำให้แจ้งในการบรรลุธรรม  จำเป็นต้องเรียนพระอภิธรรมไหม

    คำตอบ
    •  ข้อนี้ก็เช่นกัน ให้ศึกษาจากที่ครูบาอาจารย์บรรยายให้ฟัง ให้เข้าใจในวิธีการปฏิบัติ


  6. ทำอย่างไรจึงจะหยุดอยู่ที่การรู้จักและพิจารณาทุกข์  ไม่เข้าไปเสวยทุกข์นั้นจนเต็ม

    คำตอบ
    •  ให้รู้จักทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ที่เป็นทุกข์ นี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้องโยนิโสมนสิการคำสอนให้ถูกต้องคือระลึกรู้เข้าไปรู้จักทุกข์ ไม่ใช่ผู้ทุกข์ก็จะทำให้ได้ฝึกหัดจิตใจตัวเองเข้าสู่ร่องรอยคำสอนที่ถูกต้อง เรียกว่ารู้ทุกข์อย่างปล่อยวาง รู้ทุกข์อย่างไม่ว่าอะไร เรียกว่ารักษาใจผู้รู้ผู้วางอยู่ รู้ทุกข์แต่ผู้รู้ไม่ทุกข์ด้วย


  7. ทำไมในบทสวดมนต์แปลมีชาติปิทุกขา  ชราปิทุกขา มรณัมปิทุกขา มีเกิด แก่ ตาย แต่ไม่มีเจ็บในบทสวด

    คำตอบ
    •  ความจริงมีอยู่ในบทสวดตรงที่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ แม้ความโศก ความร่ำไร รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ ความเจ็บป่วยก็คือ ความไม่สบายกาย ทรมานร่างกาย ทุกข์กาย คือความทุกข์นั่นเอง


  8. เราจะต้องพบเจอกับสิ่งที่เราไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา (ทำให้จิตเราเป็นทุกข์) ไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะวางเฉยต่อสิ่งกระทบนั้นได้

    คำตอบ
    •  ต้องอาศัยการฝึกฝนอบรม ถ้าเราทำใจไม่ได้ก็จะทุกข์ แต่ถ้าเมื่อมีอารมณ์มากระทบเราสามารถทำใจให้ปล่อยให้วางก็จะไม่ทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราไม่อดทนไม่หนักแน่น อารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบก็จะทำให้กระเทือน ดังนั้นอย่าให้ความสนใจ อย่าใส่ในใจมันแต่ใส่ใจมาที่จิตของเรามีสติรักษาจิต ถ้าเราไปใส่ใจภายนอก เราก็จะไปรู้แต่ภายนอกรู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้ก็ทำให้ทุกข์ได้ แต่ถ้าเราใส่ใจตัวเอง คอยระวังรักษาใจเราก็จะได้ไม่กระเทือนจากอารมณ์ที่มากระทบต่าง ๆ


  9. ถ้าเราทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์จากการยึดติดในตัวเรา แล้วอยากทำให้เขาเลิกยึดติดในตัวเรา โดยที่เขาเกิดความทุกข์มาก จะทำอย่างไรดี และจะเป็นกรรมที่เกิดต่อ ๆ ไปหรือไม่

    คำตอบ
    •  ถ้าเรามีความจงใจเจตนากระทำเพื่อให้เขามาติดในตัวเรา ก็เป็นอกุศลเป็นบาป แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจเขามาติดใจเราเอง นั่นก็เป็นเรื่องของเขา เราก็เอาความรู้สัจจธรรมตามความเป็นจริงมาใช้อธิบายคนที่ตามชอบตามตื้อ ถ้าทำอะไรไม่ได้ที่จะให้เขาเข้าใจ แต่รู้ว่าคนไหนมายึดติดเรา ถ้าเรายังให้โอกาสมันก็จะดับไม่ได้ แต่การห่างกันแยกกันในที่สุดก็จะคลี่คลายสลายไป ถ้าเป็นไปได้จึงควรห่างกันไว้ความรู้สึกนั้นจะค่อย ๆ จางไป


  10. ที่ว่าพิจารณากายหมายความว่าอย่างไร

    คำตอบ
    •  พิจารณาคือ
    1. กายลมหายใจเข้าออก
    2. การอิริยาบถใหญ่ ยืน เดิน นั่ง นอน
    3. กายอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว ให้ทำความรู้สึกตัว
    4. กายอาการสามสิบสอง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ให้เห็นเป็นปฏิกูล
    5. กายธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ
    6. กายซากศพ ต่าง ๆ ให้เห็นเป็นอสุภะ ตัวเราก็จะเป็นเช่นนั้น
    ต้องใช้สติทั้งปัญญา โดยสติจะจดจ่อกับอารมณ์ปัญญาจะคอยสอดส่องได้รู้เห็นกายตามสภาพที่เป็นจริง


  11. มีความจำเป็นมาก ๆ ไหมในการต้องทนขันธมาร (ปวดเมื่อย) จนถึงที่สุดแค่ไหนในการปฏิบัติภาวนา

    คำตอบ
    •  ความจริงไม่ใช่ต้องไปทนทุกข์ทรมานกันให้ได้ทุกครั้ง จะขยับเขยื้อนเปลี่ยนแปลงอิริยาบถก็ได้ ถ้ามันเป็นทุกข์ แต่ต้องเปลี่ยนด้วยความรู้ความเข้าใจ มันไม่ไหวมันจำเป็นต้องแก้ทุกข์ ขณะขยับตัวก็เปลี่ยนไปอย่างมีสติสัมปชัญญะ ก็สามารถเป็นผู้เจริญสติได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนด้วยตัณหา แต่เราเปลี่ยนด้วยสติด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นทุกข์ แต่ถ้าเราเป็นผู้แข็งแรงมีกำลังกายดี ถ้าเราสามารถทนได้ก็สามารถจะผ่านทุกขเวทนานั้นได้ ความชา ความปวด แม้จะขยับหรือไม่ขยับมันก็จะหายไปได้ ระหว่างที่ทนทุกขเวทนาเราก็ได้ฝึกใจด้วย ฝึกใจว่ากายเราปวดแต่ใจเราจะไม่ปวดด้วยไม่ทุกข์ด้วย สติจะต้องมารู้เท่าทันจิตใจที่ไม่ทุกข์กับกาย แต่ถ้าเราเอาแต่ทนอย่างเดียวจิตใจโอดครวญเร่าร้อน ก็จะทนไม่ได้ดังนั้น คำสอนคือสามารถเปลี่ยนอิริยาบถก็ได้หรือถ้าทนได้จะให้ผ่านเวทนานั้นก็ได้


  12. จำเป็นมากแค่ไหนว่าต้องมีพระสุปฏิปันโนเป็นอาจารย์สอน

    คำตอบ
    •  ถ้าเรามีผู้รู้จริง ตามคำสอนพระพุทธเจ้าก็จะแน่นอนถูกต้อง สมัยพุทธกาลเราต้องเข้าหาพระพุทธเจ้า เพราะว่าท่านสอนโดยตรง พระองค์ไม่มีสอนผิดเพี้ยนจากความจริงแต่เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า ก็มีพระพุทธสาวกระดับรองลงมาที่เป็นพระอรหันต์รองลงมาก็อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ถ้าหาไม่ได้ ก็หาผู้ที่มีความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ในปัจจุบันต้องถือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักสำคัญ


  13. ถ้ารู้สึกว่าพ่อเกิดมาเพื่อจองเวรทำให้ชีวิตข้าพเจ้าแม่เป็นทุกข์มาตลอด ควรทำบุญอย่างไร เพื่อตัดเวรตัดกรรมไม่ต้องเจอพ่ออีก

    คำตอบ
    •  อย่าพยาบาล อย่าจองเวร การที่เราถูกกระทำไม่ดีถือว่าเรากำลังใช้หนี้ เมื่อเราใช้หนี้ และไม่ก่อหนี้ขึ้นมาใหม่ ไม่โกรธตอบ ไม่โกรธตอบ ไม่ทำร้ายตอบ ไม่พยาบาทตอบเราก็จะหมดหนี้หมดเวรหมดกรรมไม่ที่สุด แต่ถ้าเราก่อหนี้อีกด้วยการตอบโต้ พยาบาท ประทุษร้าย ก็เป็นการไม่หมดเวรดังนั้นเราต้องยอมรับสภาพไปจะได้หมดเวรหมดกรรม


  14. เมื่อเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีมาก มีวิธีแก้อย่างไร

    คำตอบ
    •  เมื่อพบอนิฐฐารมณ์ แล้วควบคุมไม่ได้ ขาดสติก็จะเกิดผลเสียหายตามมาดังนั้น ถ้าเราเลี่ยงได้ เราก็ไม่ควรเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ที่จะทำให้เราเกิดอนิฐฐารมณ์ แต่ถ้าจำเป็นต้องเผชิญต้องพบ เราก็อย่าใส่ใจ ให้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ต้องตั้งสติไว้เสมอ ๆ ก็จะผ่านพ้นสิ่งนั้นได้


  15. ขณะทำสมาธิประจำวัน เกิด เวทนา รู้ว่าคันคอและเจ็บคอ  กระผมนำจิตที่จับที่อาการนั้นกลับไอออกมา ทำให้ต้องหยุดทำสมาธิ  สิ่งที่กระผมทำนั้นคาดว่าผิดทางขอคำแนะนำชี้แนะด้วยครับ

    คำตอบ
    •  กระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ ให้สติระลึกรู้อาการต่างๆ ตามความเป็นจริงก็เป็นการเจริญปัญญา


  16. หลังจากปฏิบัติธรรมแล้วมีสิ่งบ่งชี้อะไรบ้างว่าผู้ปฏิบัติมีความก้าวหน้าขึ้นในระดับใดบ้าง

    คำตอบ
    •  สังเกตง่าย ๆ ว่าเรามีสติมากขึ้นไหม จะทำอะไรก็มีความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น รู้เท่าทันต่ออารมณ์ต่อจิตใจ ก็เป็นส่วนที่จะเห็นว่าการปฏิบัติพัฒนาขึ้น สติมากขึ้นรู้เนื้อรู้ตัวขึ้นสติตัวจริงก็จะเกิดได้ เช่นมีอารมณ์มากระทบ ก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น โดยเราไม่ต้องตั้งใจมาก สติถูกเรียกมาได้ตลอดเวลา ส่วนผลอื่น ๆ เราดูซิว่าเราใจเย็นขึ้นไหม ระงับอารมณ์ได้ดีขึ้นไหม ยอมเป็นเย็นได้ ดีกว่าเดิมไหม


  17. จะเริ่มปฏิบัติตามพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าต้องเริ่มอย่างไร และเวลาไหนดีที่สุด ต้องไปสถานปฏิบัติธรรมที่ไหนจึงจะได้เข้าถึงพระสัทธรรมอย่างถูกต้อง

    คำตอบ
    •  ถ้าเราปฏิบัติก็ดูเวลาที่เป็นสัปปายะของเรา ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนตอนค่ำ บางคนตอนเช้ามืด แต่ทั้งนั้นต้องฝึกหัดการเจริญสติในชีวิตประจำวันด้วย ถ้าเราเป็นผู้มีสติรู้เนื้อรู้ตัวเป็นก็จะได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติได้ เวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่ก็เป็นเวลาที่เราสามารถปฏิบัติได้ ส่วนสถานที่ไหนอย่างไร ก็แล้วแต่ความสะดวกของเรา จริตของเรา แต่ละสถานที่ก็มีข้อบกพร่องบ้างไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบ เลือกเอาตามอัธยาศัยขอให้สอนตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันใช้ได้ทั้งหมด


  18. ตามรู้สติไม่ทัน เมื่อปวดขาแล้วมันหายไป (เมื่อนั่งสมาธิ)

    คำตอบ
    •  รู้ตามสภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน ไม่ต้องไปห่วงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ถ้าไม่ทันได้รู้ทันอาการหายปวด แต่รู้ทันสภาวะอย่างไรในขณะนี้ ก็รู้ทันสภาวะในขณะนี้ เช่นกำลังสบายก็รู้สภาวะสบายที่กำลังปรากฏ รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น จะบอกว่าไม่ทันไม่ได้ เพราะสิ่งที่จะรู้มีอยู่ทุกขณะเพียงตั้งสติให้อยู่ในปัจจุบัน


  19. ขณะกำลังพิจารณากาย เช่น อิริยาเดิน แล้วเกิดความคิดขึ้นให้พิจารณาอย่างไร

    คำตอบ
    •  เหมือนข้อ 18 คืออยู่กับปัจจุบัน


  20. การที่มีต้นโพธิ์เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ปลูกแต่เก็บรักษาไว้ที่บริเวณบ้าน(หน้าบ้าน) ควรหรือไม่ เพราะเจตนาดีโดยน้อมระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    คำตอบ
    •  ปลูกได้ เพราะเจตนาปลูกเพื่อบูชา เคารพ เป็นพุทธานุสติเสมอ ๆ ก็ได้ประโยชน์


  21. มีบ้านให้คนเช่า จ่ายค่าเช่าบ้างไม่จ่ายบ้างถึงวันนี้ค้างจ่าย 1 ปี แล้วทวงถามก็ผลัดตลอด อาทิตย์หน้ารวมไม่จ่าย 13 เดือน แล้วขอร้องให้ย้ายออกก็ไม่ไป  เป็นเพราะกรรมเก่าของผู้ให้เช่า หรือเป็นกรรมใหม่ของผู้เช่า จะทำอย่างไรดี

    คำตอบ
    •  เป็นกรรมเก่าของผู้ให้เช่าก็ใช้หนี้ไป (อกุศลเก่ากำลังเกิดผล) เป็นกรรมใหม่ของผู้เช่า (บาปอกุศลใหม่ของเขา) ในทางโลกก็จัดการไปตามสมควรแก่เหตุผล และทำใจให้ถูกว่าเรากำลังประสบปัญหานี้ถือว่าเราใช้หนี้เขาอยู่ คนที่โกงเราเขาต้องเสวยผลบาปในที่สุดเอง


  22. เวลาฟังเรื่องราวอะไรจิตรับรู้แล้วว่าเป็นอย่างไร  แต่พอสักพักก็ไม่ได้เก็บเอามาจำทำให้ดูเหมือนว่าความจำไม่ดีแล้วกลับมานิ่งเฉยอย่างเดิม เรียกว่าสภาวะอะไร ปฏิบัติถูกทางหรือไม่เจ้าค่ะ และจะต้องปฏิบัติอย่างไร

    คำตอบ
    •  ถ้าเราฟังแล้วไม่จำที่ฟัง แต่เข้าใจในสภาวะรูปนามที่ปรากฏ อย่างนี้ถือว่าใช้ได้


  23. สมถะหมายเอาตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป หรือหมายเอาตั้งแต่สมาธิขั้นใด (ขณิกะ อุปจาระ  อัปนา) ขอเหตุผลประกอบคำตอบด้วยครับ

    คำตอบ
    •  การเจริญสติจุดเริ่มก็เป็นขณิกะ แล้วก็สามารถเชื่อมโยงสู่วิปัสสนาได้โดยระลึกรู้สภาวะปรมัตถ์ไปด้วยพร้อมกันทำสมถะ


  24. ถ้าเป็นโสดาบันในขณะที่เป็นฆราวาสแล้วคนอื่นไม่รู้ แต่มาล่วงเกิน คนผู้นั้นจะบาปมากไหม

    คำตอบ
    •  บาปแน่นอน แม้แต่คนทั่วไปที่มีศีลมีธรรมบริสุทธิ์ ถ้าเราไปล่วงเกินก็บาปเช่นกัน


  25. ควรจะ “รู้” ไม่ใช่ “อยู่” แต่ในขณะที่ฟังธรรมหรือทำงานจิตใจก็ “อยู่” กับเนื้อหาของธรรมที่ฟังหรือ “อยู่” กับงานที่ทำอยู่ จึงไม่สามารถ “รู้” ในขณะที่ฟัง  ถูกต้องใช่ไหม เพราะถ้า “รู้” ก็จะไม่เข้าใจเนื้อหา ถ้า “รู้” งานที่ทำก็จะไม่คืบหน้าจึงจำเป็นต้อง “อยู่” ในการฟังธรรมหรือขณะทำงาน ถูกต้องใช่ไหม

    คำตอบ
    •  ต้องฝึกฝน เรียนรู้ สลับระหว่างปรมัตถ์กับบัญญัติ


มรรคมีองค์ 8 ก็คือ สติปัฐาน 4 และสติปัฐาน 4 ก็คือ มรรคมีองค์ 8 ใช่หรือเปล่าค่ะ ขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสติปัฐาน 4 และ มรรคมีองค์ 8 ด้วยค่ะ ?
            คำตอบ
         
•  มรรคเป็นวิธีการเจริญในสติปัฏฐาน 4 ทางหนึ่ง มรรค กำหนดรู้กาย กำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้จิต กำหนดรู้ธรรม เมื่อกำหนดรู้แจ่มแจ้งก็จะพบทางออกจากทุกข์ ตัวเดินทางหรือข้อปฏิบัติก็คือมรรค