คำถามถึงหลวงพ่อสุรศักดิ์
6 กรกฎาคม 2551 ที่ ม.ธรรมศาสตร์
คำตอบ
ทั้งกาย จิต รูป นามย่อมมีสภาพไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นมีความดับไปเป็นสภาพที่บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีตัวตนเหมือนกัน บางท่านอาจจะระลึกพิจารณากาย เห็นกายตามความเป็นจริง แล้วจึงพิจารณาจนเห็นทั้งกายทั้งใจทั้งรูปทั้งนาม เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ในที่สุด
คำตอบ
ต้องให้เขารู้สิ่งที่ถูกควรเข้าใจความเป็นจริง เอาคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนามาแนะนำเขาและให้เห็นว่าการทำสิ่งได้ย่อมได้ผลออกมาตามนั้น คนทำไม่ดีย่อมได้รับผลทุกข์ ส่วนคนทำความดีย่อมได้รับความสุข ต้องให้เหตุผลตามธรรม
คำตอบ
เมื่อไปเกิดใหม่ไม่ได้นำร่างนี้ไปเกิด แต่จิตเป็นตัวไปจุติใหม่ ฉะนั้นการไปเกิดใหม่ จะใส่เสื้อผ้าอย่างไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับชุดที่ใส่ตอนตาย แต่ขึ้นอยู่กับกรรมคือการกระทำถ้ามีความดีมีบุญส่งผลก็จะอุดมสมบูรณ์ไม่เฉพาะแต่เสื้อผ้าแต่ท่านที่ทำบาปย่อมไปสู่ภพภูมิเป็นทุกข์ทรมาน อาจไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำไป
คำตอบ
การเรียนอภิธรรมจะช่วยให้รู้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น แล้วแต่ว่ามีเวลามากน้อยแค่ไหน หากมีเวลามากก็ศึกษาโดยละเอียด ถ้ามีเวลาน้อยก็เรียนเฉพาะที่จะช่วยให้เข้าใจการปฏิบัติมากขึ้น เช่นฟังบรรยายธรรม คือเป็นการศึกษาเฉพาะที่จะนำมาปฏิบัติเรียนเฉพาะที่จะเอามาใช้งานก็สามารถที่จะได้รับผลได้รับประโยชน์ที่ดีได้
คำตอบ
ข้อนี้ก็เช่นกัน ให้ศึกษาจากที่ครูบาอาจารย์บรรยายให้ฟัง ให้เข้าใจในวิธีการปฏิบัติ
คำตอบ
ให้รู้จักทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ที่เป็นทุกข์ นี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้องโยนิโสมนสิการคำสอนให้ถูกต้องคือระลึกรู้เข้าไปรู้จักทุกข์ ไม่ใช่ผู้ทุกข์ก็จะทำให้ได้ฝึกหัดจิตใจตัวเองเข้าสู่ร่องรอยคำสอนที่ถูกต้อง เรียกว่ารู้ทุกข์อย่างปล่อยวาง รู้ทุกข์อย่างไม่ว่าอะไร เรียกว่ารักษาใจผู้รู้ผู้วางอยู่ รู้ทุกข์แต่ผู้รู้ไม่ทุกข์ด้วย
คำตอบ
ความจริงมีอยู่ในบทสวดตรงที่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ แม้ความโศก ความร่ำไร รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ ความเจ็บป่วยก็คือ ความไม่สบายกาย ทรมานร่างกาย ทุกข์กาย คือความทุกข์นั่นเอง
คำตอบ
ต้องอาศัยการฝึกฝนอบรม ถ้าเราทำใจไม่ได้ก็จะทุกข์ แต่ถ้าเมื่อมีอารมณ์มากระทบเราสามารถทำใจให้ปล่อยให้วางก็จะไม่ทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราไม่อดทนไม่หนักแน่น อารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบก็จะทำให้กระเทือน ดังนั้นอย่าให้ความสนใจ อย่าใส่ในใจมันแต่ใส่ใจมาที่จิตของเรามีสติรักษาจิต ถ้าเราไปใส่ใจภายนอก เราก็จะไปรู้แต่ภายนอกรู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้ก็ทำให้ทุกข์ได้ แต่ถ้าเราใส่ใจตัวเอง คอยระวังรักษาใจเราก็จะได้ไม่กระเทือนจากอารมณ์ที่มากระทบต่าง ๆ
คำตอบ
ถ้าเรามีความจงใจเจตนากระทำเพื่อให้เขามาติดในตัวเรา ก็เป็นอกุศลเป็นบาป แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจเขามาติดใจเราเอง นั่นก็เป็นเรื่องของเขา เราก็เอาความรู้สัจจธรรมตามความเป็นจริงมาใช้อธิบายคนที่ตามชอบตามตื้อ ถ้าทำอะไรไม่ได้ที่จะให้เขาเข้าใจ แต่รู้ว่าคนไหนมายึดติดเรา ถ้าเรายังให้โอกาสมันก็จะดับไม่ได้ แต่การห่างกันแยกกันในที่สุดก็จะคลี่คลายสลายไป ถ้าเป็นไปได้จึงควรห่างกันไว้ความรู้สึกนั้นจะค่อย ๆ จางไป
คำตอบ
พิจารณาคือ
1. กายลมหายใจเข้าออก
2. การอิริยาบถใหญ่ ยืน เดิน นั่ง นอน
3. กายอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว ให้ทำความรู้สึกตัว
4. กายอาการสามสิบสอง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ให้เห็นเป็นปฏิกูล
5. กายธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ
6. กายซากศพ ต่าง ๆ ให้เห็นเป็นอสุภะ ตัวเราก็จะเป็นเช่นนั้น
ต้องใช้สติทั้งปัญญา โดยสติจะจดจ่อกับอารมณ์ปัญญาจะคอยสอดส่องได้รู้เห็นกายตามสภาพที่เป็นจริง
คำตอบ
ความจริงไม่ใช่ต้องไปทนทุกข์ทรมานกันให้ได้ทุกครั้ง จะขยับเขยื้อนเปลี่ยนแปลงอิริยาบถก็ได้ ถ้ามันเป็นทุกข์ แต่ต้องเปลี่ยนด้วยความรู้ความเข้าใจ มันไม่ไหวมันจำเป็นต้องแก้ทุกข์ ขณะขยับตัวก็เปลี่ยนไปอย่างมีสติสัมปชัญญะ ก็สามารถเป็นผู้เจริญสติได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนด้วยตัณหา แต่เราเปลี่ยนด้วยสติด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นทุกข์ แต่ถ้าเราเป็นผู้แข็งแรงมีกำลังกายดี ถ้าเราสามารถทนได้ก็สามารถจะผ่านทุกขเวทนานั้นได้ ความชา ความปวด แม้จะขยับหรือไม่ขยับมันก็จะหายไปได้ ระหว่างที่ทนทุกขเวทนาเราก็ได้ฝึกใจด้วย ฝึกใจว่ากายเราปวดแต่ใจเราจะไม่ปวดด้วยไม่ทุกข์ด้วย สติจะต้องมารู้เท่าทันจิตใจที่ไม่ทุกข์กับกาย แต่ถ้าเราเอาแต่ทนอย่างเดียวจิตใจโอดครวญเร่าร้อน ก็จะทนไม่ได้ดังนั้น คำสอนคือสามารถเปลี่ยนอิริยาบถก็ได้หรือถ้าทนได้จะให้ผ่านเวทนานั้นก็ได้
คำตอบ
ถ้าเรามีผู้รู้จริง ตามคำสอนพระพุทธเจ้าก็จะแน่นอนถูกต้อง สมัยพุทธกาลเราต้องเข้าหาพระพุทธเจ้า เพราะว่าท่านสอนโดยตรง พระองค์ไม่มีสอนผิดเพี้ยนจากความจริงแต่เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า ก็มีพระพุทธสาวกระดับรองลงมาที่เป็นพระอรหันต์รองลงมาก็อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ถ้าหาไม่ได้ ก็หาผู้ที่มีความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ในปัจจุบันต้องถือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักสำคัญ
คำตอบ
อย่าพยาบาล อย่าจองเวร การที่เราถูกกระทำไม่ดีถือว่าเรากำลังใช้หนี้ เมื่อเราใช้หนี้ และไม่ก่อหนี้ขึ้นมาใหม่ ไม่โกรธตอบ ไม่โกรธตอบ ไม่ทำร้ายตอบ ไม่พยาบาทตอบเราก็จะหมดหนี้หมดเวรหมดกรรมไม่ที่สุด แต่ถ้าเราก่อหนี้อีกด้วยการตอบโต้ พยาบาท ประทุษร้าย ก็เป็นการไม่หมดเวรดังนั้นเราต้องยอมรับสภาพไปจะได้หมดเวรหมดกรรม
คำตอบ
เมื่อพบอนิฐฐารมณ์ แล้วควบคุมไม่ได้ ขาดสติก็จะเกิดผลเสียหายตามมาดังนั้น ถ้าเราเลี่ยงได้ เราก็ไม่ควรเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ที่จะทำให้เราเกิดอนิฐฐารมณ์ แต่ถ้าจำเป็นต้องเผชิญต้องพบ เราก็อย่าใส่ใจ ให้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ต้องตั้งสติไว้เสมอ ๆ ก็จะผ่านพ้นสิ่งนั้นได้
คำตอบ
กระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ ให้สติระลึกรู้อาการต่างๆ ตามความเป็นจริงก็เป็นการเจริญปัญญา
คำตอบ
สังเกตง่าย ๆ ว่าเรามีสติมากขึ้นไหม จะทำอะไรก็มีความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น รู้เท่าทันต่ออารมณ์ต่อจิตใจ ก็เป็นส่วนที่จะเห็นว่าการปฏิบัติพัฒนาขึ้น สติมากขึ้นรู้เนื้อรู้ตัวขึ้นสติตัวจริงก็จะเกิดได้ เช่นมีอารมณ์มากระทบ ก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น โดยเราไม่ต้องตั้งใจมาก สติถูกเรียกมาได้ตลอดเวลา ส่วนผลอื่น ๆ เราดูซิว่าเราใจเย็นขึ้นไหม ระงับอารมณ์ได้ดีขึ้นไหม ยอมเป็นเย็นได้ ดีกว่าเดิมไหม
คำตอบ
ถ้าเราปฏิบัติก็ดูเวลาที่เป็นสัปปายะของเรา ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนตอนค่ำ บางคนตอนเช้ามืด แต่ทั้งนั้นต้องฝึกหัดการเจริญสติในชีวิตประจำวันด้วย ถ้าเราเป็นผู้มีสติรู้เนื้อรู้ตัวเป็นก็จะได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติได้ เวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่ก็เป็นเวลาที่เราสามารถปฏิบัติได้ ส่วนสถานที่ไหนอย่างไร ก็แล้วแต่ความสะดวกของเรา จริตของเรา แต่ละสถานที่ก็มีข้อบกพร่องบ้างไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบ เลือกเอาตามอัธยาศัยขอให้สอนตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันใช้ได้ทั้งหมด
คำตอบ
รู้ตามสภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน ไม่ต้องไปห่วงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ถ้าไม่ทันได้รู้ทันอาการหายปวด แต่รู้ทันสภาวะอย่างไรในขณะนี้ ก็รู้ทันสภาวะในขณะนี้ เช่นกำลังสบายก็รู้สภาวะสบายที่กำลังปรากฏ รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น จะบอกว่าไม่ทันไม่ได้ เพราะสิ่งที่จะรู้มีอยู่ทุกขณะเพียงตั้งสติให้อยู่ในปัจจุบัน
คำตอบ
เหมือนข้อ 18 คืออยู่กับปัจจุบัน
คำตอบ
ปลูกได้ เพราะเจตนาปลูกเพื่อบูชา เคารพ เป็นพุทธานุสติเสมอ ๆ ก็ได้ประโยชน์
คำตอบ
เป็นกรรมเก่าของผู้ให้เช่าก็ใช้หนี้ไป (อกุศลเก่ากำลังเกิดผล) เป็นกรรมใหม่ของผู้เช่า (บาปอกุศลใหม่ของเขา) ในทางโลกก็จัดการไปตามสมควรแก่เหตุผล และทำใจให้ถูกว่าเรากำลังประสบปัญหานี้ถือว่าเราใช้หนี้เขาอยู่ คนที่โกงเราเขาต้องเสวยผลบาปในที่สุดเอง
คำตอบ
ถ้าเราฟังแล้วไม่จำที่ฟัง แต่เข้าใจในสภาวะรูปนามที่ปรากฏ อย่างนี้ถือว่าใช้ได้
คำตอบ
การเจริญสติจุดเริ่มก็เป็นขณิกะ แล้วก็สามารถเชื่อมโยงสู่วิปัสสนาได้โดยระลึกรู้สภาวะปรมัตถ์ไปด้วยพร้อมกันทำสมถะ
คำตอบ
บาปแน่นอน แม้แต่คนทั่วไปที่มีศีลมีธรรมบริสุทธิ์ ถ้าเราไปล่วงเกินก็บาปเช่นกัน
คำตอบ
ต้องฝึกฝน เรียนรู้ สลับระหว่างปรมัตถ์กับบัญญัติ