ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

   

วิศวกร...นักสร้างคน
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 21 กรกฎาคม 2548
  

๐ วิศวกรคือคนสำคัญที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตมนุษย์เป็นอยู่ได้อย่างสุขสบายขึ้น
๐ แต่สำหรับ “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” ไม่ได้เป็นแค่วิศวกรธรรมดาๆ
๐ การเผยแพร่ทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นไปอย่างแตกฉานอย่างผู้รู้ลึก
๐ ภารกิจสร้างความรู้คู่คุณธรรม ณ วันนี้ ยังมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้

ในที่สุดพวกเราก็มีโอกาสสัมภาษณ์“ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา”ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ เพราะปกติท่านมักจะอยู่ที่ลพบุรี เพื่อสอนและดูแลเด็กๆ ที่โรงเรียนสัตยาไส และมีภารกิจมากมายอยู่เป็นประจำ

บางคนอาจวัดความสำเร็จของหน้าที่การงานด้วยชื่อเสียง เงินทอง และลาภยศ แต่สำหรับบุคคลท่านนี้ การใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนสิ่งที่ได้มาคือของแถม

“ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกจากการเป็นผู้คิดค้นระบบควบคุมการลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศไวกิ้ง 2 ลำ เมื่อปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นวิศวกรนักเทคโนโลยี เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้บริหารระดับสูงหลายบริษัท เป็นนักการเมืองน้ำดี และเป็นนักการศึกษาที่ได้รับการเชิญไปบรรยายมาแล้วทั่วโลก

จุดเปลี่ยนอย่างกระทันหันของเด็กชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี ขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำ Haileybery & Imperial Service College ประเทศอังกฤษ เมื่อเริ่มศึกษาพุทธศาสนา ธรรมะ และเรียนรู้การฝึกสมาธิ เพราะไปอ่านบทความการฝึกสมาธิที่น่าประทับใจมาก

ทำให้ยุตินิสัยที่เคยชอบชกต่อยกับเด็กฝรั่ง และเปลี่ยนจากเด็กที่เคยเรียนแย่ กลายเป็นเด็กเรียนดีอย่างรวดเร็ว

“ตอนแรกฝึกเองจากตำราทุกวันไม่เคยขาดเลยครับ ฝึกแล้วเกิดความสงบเลยอยากฝึกต่อเรื่อยๆ ต่อมาไถ่ถามจากผู้รู้ด้วย และฝึกต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเลิก”

ดร.อาจองเล่าต่อว่า จนกระทั่ง ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มรู้ตัวแล้วว่า จริงๆ ชีวิตนี้อยากจะเป็นนักบวช อยู่ในวัดในถ้ำฝึกสมาธิปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่มีหลายอย่างที่ทำให้ไม่บวช คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้เพราะรู้ว่าถ้าบวชจะไม่สึก และการนั่งสมาธิทำให้รู้ว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตของนักบวช ต้องอยู่รับใช้สังคม ซึ่งเมื่อฝึกสมาธิแล้วก็เรียนได้ที่ 1 ทุกวิชา เลยตัดสินใจว่า

“ชีวิตนี้ เราจะช่วยคนอื่นให้มีความสุข แต่เราต้องหากินด้วยเพราะต้องมีเงินทอง เราหากินทางโลกก็ใช้วิชาวิทยาศาสตร์ก็แล้วกัน แต่เราจะไม่หากินจากธรรมะ”

“เราแค่หารายได้จากวิทยาศาสตร์ แต่เราจะทำงานเพื่อสังคม”

การเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เพราะเห็นว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจในอนาคต มันจะไม่อยู่นิ่ง

สำหรับเด็กทั่วไปในยุคสมัยนี้ก็ต้องรู้จักวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งผู้บริหารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างในออฟฟิศ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เพราะฉะนั้น การทำงานด้านเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่โลกต้องการมากๆ และอนาคตก็อยู่ที่เทคโนโลยี ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

“แต่ผมมุ่งไปที่จิตใจของมนุษย์มากกว่า ต้องการให้คนค้นพบสิ่งที่สงบสุขอยู่ในตัวเองมากกว่าเพราะเราไม่สามารถค้นพบจากวิทยาศาสตร์ หรือโลกภายนอกได้เลย และถ้าระวังเราอาจหลงอยู่ในเทคโนโลยี”

“ที่สำคัญ ถ้าเราจะสอนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ให้คนอื่น ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ คนจะนับถือ จะยอมรับมากกว่า อาจารย์หลายท่านแนะนำว่า เรามีปริญญาเอกพูดที่ไหนคนก็อยากรู้ เชื่อถือ ทำงานกับส่วนรวมได้ดีขึ้น”

“ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ให้แค่อยู่ได้ ไม่คิดรวย เพราะจริงๆ หลังจากทำเรื่องยานไวกิ้ง ทางอเมริกาก็เพิ่มเงินเดือนให้เยอะเลยหลายแสน ถ้าอยู่ต่อก็รวยมหาศาล จะให้สัญญาชาติอเมริกัน แต่เป้าหมายผมคือการไปหาความรู้เพื่อไปสอนนักศึกษาในไทย จึงกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เงินเดือน 4,500 บาท”

ดร.อาจองเล่าเกี่ยวกับเรื่องเรียนว่า เป็นคนที่เรียนอะไรแล้วเต็มที่ทำจริงจัง สมัยเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ จบหลักสูตรปริญญาตรีภายใน 2 ปี โดยได้เกียรตินิยม แต่ต้องอยู่ให้ครบ 3 ปี แล้วได้ปริญญาโทพร้อมกันอีกใบ ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ว่างเพราะเรียนจบแล้วนั้น เป็นนายกสมาคมพุทธศาสตร์ ใช้เวลาไปกับการช่วยเหลือคนอื่นและฝึกสมาธิ

“เมื่อเรียนตั้งใจเรียน แต่เรียนได้เร็วเพราะฝึกสมาธิ เราฟังแล้วก็จำได้ ไม่ต้องท่องมาก มันเกิดประโยชน์มากมายหลายอย่างด้านการเรียนการศึกษา พวกฝรั่งที่สนใจมองว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญามากกว่าเป็นศาสนา เพราะเราไม่ได้พูดเรื่องขอให้เชื่อ แต่ให้ฝึกให้ทำ เพราะฉะนั้นเขารับง่าย”

สำหรับการเลือกเรียนสาขาไมโครเวฟ ตอนปริญญาเอก เพราะเห็นว่าท้าทาย เป็นของใหม่ คนยังไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยกล้าเรียนเพราะมันยาก ไม่ต้องไปแย่งงานกับคนอื่น และเป็นเรื่องของอนาคตจริงๆ ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมที่จะใช้ทั่วโลก ตอนที่เรียนนั้นยังไม่มีดาวเทียม ยานอวกาศ การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร

แต่ช่วง 2 ปีแรก แทนที่จะใช้เวลาทำวิจัย ดร.อาจองกลับใช้เวลาทำงานสังคมตามที่ตั้งใจ เพราะอยากช่วยให้คนอื่นมีความสุขส่วนใหญ่ไปบรรยายให้เยาวชนที่สนใจมากมายเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ ธรรมะ แนวทางชีวิต หลายเวทีหลายรอบหลายสมาคม และตามคำเชิญของสถานทูตไทย

จนกระทั่ง เมื่ออยากจบแล้ว จึงใช้เวลานั่งสมาธิตามลำพัง และก็เกิดเห็นภาพเครื่องมือที่จะใช้ขยายคลื่นไมโครเวฟ เพื่อใช้ทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นของใหม่ไม่มีใครเคยคิด เลยเขียนวิทยานิพนธ์ออกมา โดยไปวิเคราะห์ ทดลอง สร้าง แล้ววัดผล คิดค้นทฤษฎี โดยใช้เวลา 1 ปีเศษ จบปริญญาเอก สาขา Science and Technology ที่ Imperial College Of Science and Technology , London University

ซึ่งต่อมา ก็ได้ใช้ความรู้ทางด้านไมโครเวฟ บวกกับการทำสมาธิ ทำให้ได้ระบบควบคุมการลงจอดของยานไวกิ้งขึ้นมา

ดร.อาจองยืนยันว่า ในอนาคต สมาธิจะเป็นพื้นฐานสำหรับทุกคน เพราะเมื่อฝึกแล้วเกิดความสงบ ก็จะลดและเลิกทะเลาะกัน มีวิธีแก้ปัญหาที่ดี คนจะสนใจฝึกมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องจำเป็น ตอนนี้ทหารอเมริกันจะขับเครื่องบินเร็วกว่าเสียงหลายๆ เท่า ก็ต้องมีสมาธิ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบพุทธ เพราะในหลายศาสนาก็มีการฝึกให้จิตใจสงบ

นอกจากนี้ ความรู้พื้นฐาน อย่างเช่น วิทยาศาสตร์ก็จำเป็น ไม่ใช่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่รู้จักคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล รู้จักตั้งคำถาม รู้จักหาคำตอบ แก้ปัญหา วิจัย และเมื่อเห็นข้อมูลแล้วสามารถสรุปได้

ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้มากขึ้นๆ เพราะการสื่อสารกับประเทศอื่นๆ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดดูทางอินเตอร์เน็ต จะจำเป็นมากขึ้นแล้วยังทำนายไว้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ความวุ่นวายในโลกจะลดลงจากความจำเป็นที่มนุษย์ต้องร่วมมือกันมากขึ้น เพราะตระหนักว่าหากยังขัดแย้งสู้รบกันต่อไป จะยิ่งเลวร้ายลง

เพราะฉะนั้น จึงมักจะแนะนำว่า ที่สำคัญ เราต้องรู้จักตัวเอง เพราะมนุษย์เราไม่ค่อยรู้ว่าเรามีความสามารถอะไร ทั้งที่เรามีความสามารถที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด และฝึกฝนแนะนำเด็กของเราด้วย

เราต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แล้วเราจะรู้ว่ามีสิ่งที่ดีมากมายในตัวเราที่ยังไม่เคยใช้ เราใช้สมองไม่ถึง 10% เราต้องรู้จักใช่สมองของเราอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง เราไม่รู้จักคนอื่น เราจึงเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากตัวเรา การศึกษาต้องช่วยให้เด็กรู้จักตัวเอง การฝึกสมาธิจะช่วยให้รู้จักตัวเอง เพราะเป็นการเข้าไปสู้ใจของตัวเอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น การเรียนการศึกษาดีขึ้น

โดยต้องเดินไปทั้งสองทางไปด้วยกัน คือ “ทางโลกกับทางธรรม” ใช้ความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันไป

แล้วยังย้ำว่า เมื่อเป็นคนดีแล้วจะเก่งได้เอง แต่การเป็นคนเก่งยากที่จะเป็นคนดี

การมุ่งไปเอาแค่ความรู้อย่างเดียว แต่ขาดคุณธรรม...มันอันตราย เพราะจะทำให้เห็นแก่ตัว ทำอะไรเพื่อตัวเอง ต้องรวย มีงานดี ประสบความสำเร็จ

แต่สิ่งที่คนเราปรารถนาจริงคือความสุข การมีคุณธรรมสูงจะนำไปสู่ความสุข พอใจ ไม่โลภ ความเห็นแก่ตัว การถือตนหายไป และจะกลายเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อโลก

สำหรับนักสร้างคนที่ไม่มีวันหยุด ซึ่งมองเห็นเส้นทางกับเป้าหมายอย่างแจ่มชัดอย่างดร.อาจอง เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยหัวใจว่า เมื่อเรารู้อะไรต่ออะไรแล้ว มันจะเกิดประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อสามารถอธิบายและสอนคนอื่นได้

เมื่อเราค้นพบอะไรก็แล้วแต่ เรื่องใหม่ๆ เราต้องอธิบายให้คนอื่นฟัง เขาจะได้เข้าใจกับเราด้วย แต่ถ้าเราจะอธิบายด้วยสมาธิ ถ้าเราไม่มีพื้นฐานทางวิชาการด้านนั้น ถึงแม้เรารู้แต่เราอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้...



Video งานบรรยายธรรม ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๐
ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ จ.ลพบุรี
ท่านอาจารย์ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา "คุณค่าของมนุษย์ที่สมบูรณ์"
 
 
 
ช่วงที่1
 
 
คลิกขวาเพื่อ download (เลือก Save Target As.. )