

ตราไว้ในดวงจิต...ที่บพิตรพิมุข 2 กรกฎาคม 2549 ภารกิจแนวหลังทางธรรมของกัลยาณชนชาวกัลยาณธรรม หล่อหลอมเป็นใจดวงเดียวกันเตรียมงานต่อเนื่องมานานเนิ่น นับแต่วันแรกที่จบภารกิจที่โรงเรียนเตรียมอุดมแล้ว ในระยะก่อนวันงานหนึ่งสัปดาห์ เราช่วยกันจัดหนังสือ 6 เล่มใส่ถุงพร้อมซีดีจำนวน 3,000 ถุง เมื่อถึงวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม เรารวบรวมมดงานชาวกัลยาณธรรมจำนวนหนึ่งไปช่วยกันจัดสถานที่ เตรียมเช็คความพร้อมต่าง ๆ ซึ่งท่านจะได้ชมภาพเบื้องหลังการทำงานจากวีซีดีที่ท่านอาจารย์มนตรีจัดให้เร็ว ๆ นี้ นับว่าเป็นโชคดีที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ทำหนังสือเสร็จเพิ่มอีก 2 เล่ม คือ รวมรสบทธรรมและเพียงแค่รู้ เราจึงระดมพลังช่วยกันจัดเพิ่มลงในถุงผ้าสีสวยอีก ๒ เล่ม ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยล้าใด ๆ ในวันเสาร์นี้ฝนปรอยลงมาเป็นระยะ ทำให้นึกหวั่นใจว่าวันอาทิตย์จะมีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศ ประกอบกับเช็คข่าวกับกรมอุตุนิยมวิทยาว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ฝนตกแน่
ดังนั้นเย็นวันเสาร์เมื่อท่านอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร เดินทางมาถึงเราจึงพากันไปกราบพ่อปู่ ศาลเทพดาที่ประจำอยู่ที่บพิตรพิมุข ตามคำแนะนำของท่านรองอธิการบดี ผศ.อุ่นใจ ลิมตระกูล เย็นมากแล้วพี่สมจิตร พาคณะทำดอกไม้ตกแต่งเวทีเข้ามาได้ข่าวว่ากลับบ้านกันเกือบ 3 ทุ่ม แต่คนที่เหนื่อยที่สุดและหนักที่สุดก็คือ พี่ชัยสิทธิ์ เอกสิทธิพงษ์นั่นเอง ทั้งผู้จัดและผู้ฟังต่างเตรียมพร้อมสำหรับงานใหญ่ของชมรมฯครั้งนี้ ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดีเพราะท่านรองอธิการบดีผศ.อุ่นใจ ลิมตระกูล ให้ความร่วมมือในฐานะเจ้าของบ้านอย่างยอดเยี่ยม ในวันเสาร์ท่านให้นักการภารโรงและอาจารย์ผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ วันอาทิตย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใส่เสื้อเหลืองกันพรึ่บทั้งทีม นอกจากนี้มีน้อง ๆ จากสโมสรนักศึกษามาช่วยต้อนรับอีก 20 คน ผู้คนทยอยกันมาลงทะเบียนรับของที่ระลึก แจกพร้อมจดหมายข่าวฉบับใหม่ล่าสุดอาหารเช้ามีบริการทั้งข้าวเหนียวหมู 2000 กล่อง และขนมปังอีก 2000 ชิ้น พร้อมน้ำชากาแฟที่พร้อมให้ท่านบริการตัวเอง ตอนนี้งานหนักอยู่ที่ฝ่ายลงทะเบียนและฝ่ายต้อนรับ วันนี้ท่านรองอธิการบดีฯ ได้กราบบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางและปักตะไคร้ ขอความเมตตาจากพระพิรุณด้วยตัวเองไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ท่านขอไว้ให้ฝนตกหลัง 6 โมงเย็นไปแล้ว ปรากฎทั้งวันฝนไม่ตกเลยสักเม็ดพอถึง 6 โมงเย็นก็พรั่งพรูลงมาเหมือนฟ้ารั่ว คงจะต้องเชื่อในความขลังของท่านรองฯ ซึ่งมีวาจาสิทธิ์จริง ๆ 8 โมงเช้าเศษ ๆ เป็นพิธีอศิรวาทพระบรมสาทิสลักษณ์และกล่าวเปิดงานโดยท่านรองฯผศ.อุ่นใจ ลิมตระกูล พวกเราได้ร่วมกันร้องเพลงถวายพระพร ทั้งเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา
จากนั้นฟังพระอาจารย์นวลจันทร์ท่านเทศนาเรื่องจิตดวงสุดท้าย ในลีลานุ่มนวลตามแบบฉบับ จบแล้วร่วมกันเจริญสติ 10 นาที ช่วงนี้คุณอัญชลินทร์ พงษ์วิทยาภาณุ เป็นพิธีกร ต่อมาเป็นช่วงการแสดงธรรมของท่านอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร ซึ่งได้พิธีกรหนุ่มหนึ่งเดียวคือ พันตรีธนกร เฟื่องฟุ้ง ซึ่งวันนี้เหลืองทั้งนอกทั้งใน (เสื้อยืดและเสื้อแจ๊คเก็ต) ท่านอาจารย์แสดงธรรมประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เปิดโอกาสให้ซักถาม 20 นาที แล้วจึงนำสู่ช่วงเจริญสติจากนั้นจึงเป็นเวลาของการพักรับประทานอาหารกลางวัน ส่วนใหญ่ไปทานกันที่โรงอาหารซึ่งมีเจ้าหน้าที่ชมรมฯ ช่วยดูแลตักให้ มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด ส่วนเจ้าหน้าที่ทีมงาน องค์บรรยายวิทยากร และแขกรับเชิญหลายท่านไปทานอาหารบุฟเฟ่ห์ที่ชั้น 2 รวมทั้งพระภิกษุและอุบาสิกาด้วย ท่านรองฯ ผศ.อุ่นใจ ท่านชอบทำบุญอยู่แล้ว เห็นท่านไปประเคนภัตตาหารให้พระอาจารย์นวลจันทร์ ดูหน้าตาอิ่มบุญมาก ๆ (ปรกติที่มหาวิทยาลัยนี้ท่านจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเดือนละครั้งเสมอมา) ช่วงพักกลางวันร้านกัลยาณธรรม มีเทปธรรมะและหนังสือราคาถูก รายได้ทั้งหมดนำมาสร้างธรรมะคืนสู่สังคมต่อไป คนอุดหนุนแน่นร้าน ส่วนร้านหนังสือนายอินทร์และร้านหนังสือสุขภาพใจและผลงานภาพเขียนของพระอาจารย์อำนาจ โอภาโสสมัยเป็นฆราวาสก็มีคนมุงแน่นไม่แพ้กัน ที่โรงอาหารสนุกสนานกันมาก คนตักอาหารเสริฟร้องเป็นเพลงลิเก โฆษณาอาหารผ่านโทรโข่ง สร้างความขบขันอมยิ้มไปตาม ๆ กันในอารมณ์ดีเช่นนี้ ช่วงนี้ท่านพระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร พักรอ 2 ชั่วโมงเต็มกับเทศนาธรรมเรื่อง อุบายพัฒนาจิต ทุกคนตั้งใจรับฟังธรรมจากพระสุปฏิปันโนที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสรับนิมนต์เข้ามาในเมืองในกลุ่มใหญ่เช่นนี้ง่าย ๆ นักแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนใช้เวลานี้เป็นช่วงพักผ่อน เพราะเมื่อคืนวันเสาร์ฟุตบอลคู่เด็ดระหว่างบราซิลกับทีมไหนไม่รู้ล่ะ เขาเตะกันจบตอนตีสี่ งานวันนี้จึงขาดญาติธรรมไปหลายราย แต่บางรายถือว่ามานั่งหลับดีกว่าไม่มา อนุโมทนาด้วยนะ ช่วง 15.00 น. พักให้รับประทานอาหารว่าง ซึ่งมีรอบริการท่านอยู่ทุกประตูทางออกและชั้นล่าง แต่หลาย ๆ คน ยังรุมล้อมถวายประเคน หลวงพ่อพระอาจารย์ประสิทธิ์อยู่เต็มเวที โอกาสที่ได้เห็นท่านใกล้ ๆ เช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นเหตุสมควรให้เกิดความปีติยินดีในธรรม เป็นกำลังใจเป็นแบบอย่างของพระปฏิบัติที่สงบเย็นจนรู้สึกถึงได้จริง ๆ พระอาจารย์อำนาจ ท่านมารออยู่ในห้องแล้ว เมื่อถึงเวลาท่านจึงขึ้นเทศน์เรื่องระลอกคลื่นบังน้ำใส ด้วยลีลากวีที่น่าฟัง มีการวาดภาพประกอบคำอธิบายบนเวทีหลาย ๆ คนกล่าวชื่นชมท่านเทศน์ได้ดีมาก รอติดตามหนังสือเรื่องนี้จะแจกในงานหน้าต่อไปและวีซีดีทุกชุดในวันนี้อย่าพลาดชม ช่วงสุดท้ายก่อนปิดงานเป็นคิวของประธานชมรมฯ อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ์ ได้กล่าวถึงงานของชมรมกัลยาณธรรม และความในใจของพวกเราแนวหลังทางธรรม พร้อมทั้งขอบคุณหลาย ๆ ท่านที่มีอุปการคุณต่อชมรมฯ ซึ่งคงกล่าวได้ไม่ทั้งหมดต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ หลายคนนิ่งฟังพร้อมน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจไปตามๆกัน เมื่อถึงวาระสุดท้ายของงาน เป็นพิธีขอขมาและถวายสังฆทาน ซึ่งจบอย่างประทับใจด้วยการร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และลาพระรัตนตรัย วันนี้หยาดเหงื่อทุกเม็ดของพวกเราได้หลอมเรวมเป็นประกายเพชรเกล็ดมณีอันเลอล้ำค่าช่วยกันสละ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมาเพื่อถวายพระอาจารย์องค์ใด เราก็ถวายพระอาจารย์ทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ (มีแต่จะเติมให้เต็มถ้าเลขเดิมยังไม่สวย) ซึ่งท่านก็นำไปสร้างศาสนประโยชน์ไม่มีองค์ใดนำไปใช้ในทางทุจริตและรวมทั้งเงินที่ได้จากจิตศรัทธาที่ทุกท่านสนับสนุน งานนี้ลุงคำไหม (และเพื่อนวัยแรกแย้ม) ก็ยังมาร่วมงานเหมือนเดิมเห็นแล้วก็อนุโมทนา และหวังไว้ว่างานหน้าที่ธรรมศาสตร์ (หอประชุมใหญ่) ท่านคงไม่พลาด สรุปปัจจัยร่วมกันถวายเป็นอาจริยบูชา เพื่อให้ทุกท่านอนุโมทนาดังนี้ ๑. หลวงพ่อพระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร 89,999.50 บาท ๒. พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 73,999 บาท ๓. พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส 79,999 บาท ๔. อาจารย์ดร.สนอง วรอุไร 77,299 บาท (ท่านยกให้ชมรมฯ) ๕. ทำบุญกับชมรมกัลยาณธรรม 106,310 บาท ขอให้ทุกท่านโปรดอนุโมทนาและขอถวายมหากุศลในวันนี้ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวาระที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ขอจงทรงพระเจริญ
|
|||||||||||||||||
ความรู้สึกของธรรมบริกรที่มีความปีติและพร้อมสนับสนุนกิจกรรมของชมรม ขออนุโมทนา From: "Tadpitakkul, Arnupab (A.)" <atadpita@ford.com> กราบเรียนพี่หมอที่เคารพยิ่ง Arnupab Tadpitakkul |
อ่านบันทึกของผู้ไปฟังธรรม คุณ กันยา ณ เดือนเก้า
พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ : จิตดวงสุดท้าย
จากนั้น ท่านนำผู้ฟังเข้าสู่เรื่อง "จิตดวงสุดท้าย"
ก่อนจบ ท่านเมตตาแนะวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ทางใจ โดย การทำตัวเป็น "ผู้รู้ที่แท้จริง" คือ รู้แค่รู้ รู้ในรู้ รู้ให้รู้ รู้แล้วปล่อย อย่ายึดคำว่า "เรา" ดร. สนอง วรอุไร : การปฎิบัติคือบทพิสูจน์
สารภาพบาป > สลึมสลือ หลับๆ ตื่นๆ ตลอดช่วงเวลาที่ท่านเทศน์ สติหมดลาน
กันยา ณ เดือนเก้า |