ตราไว้ในดวงจิต...ที่บพิตรพิมุข 2 กรกฎาคม 2549

   ภารกิจแนวหลังทางธรรมของกัลยาณชนชาวกัลยาณธรรม หล่อหลอมเป็นใจดวงเดียวกันเตรียมงานต่อเนื่องมานานเนิ่น นับแต่วันแรกที่จบภารกิจที่โรงเรียนเตรียมอุดมแล้ว ในระยะก่อนวันงานหนึ่งสัปดาห์ เราช่วยกันจัดหนังสือ 6 เล่มใส่ถุงพร้อมซีดีจำนวน 3,000 ถุง เมื่อถึงวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม เรารวบรวมมดงานชาวกัลยาณธรรมจำนวนหนึ่งไปช่วยกันจัดสถานที่ เตรียมเช็คความพร้อมต่าง ๆ ซึ่งท่านจะได้ชมภาพเบื้องหลังการทำงานจากวีซีดีที่ท่านอาจารย์มนตรีจัดให้เร็ว ๆ นี้ นับว่าเป็นโชคดีที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ทำหนังสือเสร็จเพิ่มอีก 2 เล่ม คือ รวมรสบทธรรมและเพียงแค่รู้ เราจึงระดมพลังช่วยกันจัดเพิ่มลงในถุงผ้าสีสวยอีก ๒ เล่ม ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยล้าใด ๆ ในวันเสาร์นี้ฝนปรอยลงมาเป็นระยะ ทำให้นึกหวั่นใจว่าวันอาทิตย์จะมีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศ ประกอบกับเช็คข่าวกับกรมอุตุนิยมวิทยาว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ฝนตกแน่

   
--------------------------- คลิกที่รูป ดูภาพขยายใหญ่ ----------------------

   ดังนั้นเย็นวันเสาร์เมื่อท่านอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร เดินทางมาถึงเราจึงพากันไปกราบพ่อปู่ ศาลเทพดาที่ประจำอยู่ที่บพิตรพิมุข ตามคำแนะนำของท่านรองอธิการบดี ผศ.อุ่นใจ ลิมตระกูล เย็นมากแล้วพี่สมจิตร พาคณะทำดอกไม้ตกแต่งเวทีเข้ามาได้ข่าวว่ากลับบ้านกันเกือบ 3 ทุ่ม แต่คนที่เหนื่อยที่สุดและหนักที่สุดก็คือ พี่ชัยสิทธิ์ เอกสิทธิพงษ์นั่นเอง

 

   ทั้งผู้จัดและผู้ฟังต่างเตรียมพร้อมสำหรับงานใหญ่ของชมรมฯครั้งนี้ ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดีเพราะท่านรองอธิการบดีผศ.อุ่นใจ ลิมตระกูล ให้ความร่วมมือในฐานะเจ้าของบ้านอย่างยอดเยี่ยม ในวันเสาร์ท่านให้นักการภารโรงและอาจารย์ผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ วันอาทิตย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใส่เสื้อเหลืองกันพรึ่บทั้งทีม นอกจากนี้มีน้อง ๆ จากสโมสรนักศึกษามาช่วยต้อนรับอีก 20 คน

     

   ผู้คนทยอยกันมาลงทะเบียนรับของที่ระลึก แจกพร้อมจดหมายข่าวฉบับใหม่ล่าสุดอาหารเช้ามีบริการทั้งข้าวเหนียวหมู 2000 กล่อง และขนมปังอีก 2000 ชิ้น พร้อมน้ำชากาแฟที่พร้อมให้ท่านบริการตัวเอง ตอนนี้งานหนักอยู่ที่ฝ่ายลงทะเบียนและฝ่ายต้อนรับ

   

   วันนี้ท่านรองอธิการบดีฯ ได้กราบบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางและปักตะไคร้ ขอความเมตตาจากพระพิรุณด้วยตัวเองไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ท่านขอไว้ให้ฝนตกหลัง 6 โมงเย็นไปแล้ว ปรากฎทั้งวันฝนไม่ตกเลยสักเม็ดพอถึง 6 โมงเย็นก็พรั่งพรูลงมาเหมือนฟ้ารั่ว คงจะต้องเชื่อในความขลังของท่านรองฯ ซึ่งมีวาจาสิทธิ์จริง ๆ

   8 โมงเช้าเศษ ๆ เป็นพิธีอศิรวาทพระบรมสาทิสลักษณ์และกล่าวเปิดงานโดยท่านรองฯผศ.อุ่นใจ ลิมตระกูล พวกเราได้ร่วมกันร้องเพลงถวายพระพร ทั้งเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา

   

 

   จากนั้นฟังพระอาจารย์นวลจันทร์ท่านเทศนาเรื่องจิตดวงสุดท้าย ในลีลานุ่มนวลตามแบบฉบับ จบแล้วร่วมกันเจริญสติ 10 นาที ช่วงนี้คุณอัญชลินทร์ พงษ์วิทยาภาณุ เป็นพิธีกร

   

    

   

   ต่อมาเป็นช่วงการแสดงธรรมของท่านอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร ซึ่งได้พิธีกรหนุ่มหนึ่งเดียวคือ พันตรีธนกร เฟื่องฟุ้ง ซึ่งวันนี้เหลืองทั้งนอกทั้งใน (เสื้อยืดและเสื้อแจ๊คเก็ต) ท่านอาจารย์แสดงธรรมประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เปิดโอกาสให้ซักถาม 20 นาที แล้วจึงนำสู่ช่วงเจริญสติจากนั้นจึงเป็นเวลาของการพักรับประทานอาหารกลางวัน

    

 

   ส่วนใหญ่ไปทานกันที่โรงอาหารซึ่งมีเจ้าหน้าที่ชมรมฯ ช่วยดูแลตักให้ มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด ส่วนเจ้าหน้าที่ทีมงาน องค์บรรยายวิทยากร และแขกรับเชิญหลายท่านไปทานอาหารบุฟเฟ่ห์ที่ชั้น 2 รวมทั้งพระภิกษุและอุบาสิกาด้วย ท่านรองฯ ผศ.อุ่นใจ ท่านชอบทำบุญอยู่แล้ว เห็นท่านไปประเคนภัตตาหารให้พระอาจารย์นวลจันทร์ ดูหน้าตาอิ่มบุญมาก ๆ (ปรกติที่มหาวิทยาลัยนี้ท่านจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเดือนละครั้งเสมอมา)

 

     

   ช่วงพักกลางวันร้านกัลยาณธรรม มีเทปธรรมะและหนังสือราคาถูก รายได้ทั้งหมดนำมาสร้างธรรมะคืนสู่สังคมต่อไป คนอุดหนุนแน่นร้าน ส่วนร้านหนังสือนายอินทร์และร้านหนังสือสุขภาพใจและผลงานภาพเขียนของพระอาจารย์อำนาจ โอภาโสสมัยเป็นฆราวาสก็มีคนมุงแน่นไม่แพ้กัน

 

   ที่โรงอาหารสนุกสนานกันมาก คนตักอาหารเสริฟร้องเป็นเพลงลิเก โฆษณาอาหารผ่านโทรโข่ง สร้างความขบขันอมยิ้มไปตาม ๆ กันในอารมณ์ดีเช่นนี้ ช่วงนี้ท่านพระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร พักรอ
อยู่ในห้องท่านรองอธิการบดี เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงจึงเดินทางมายังห้องบรรยาย

    

   2 ชั่วโมงเต็มกับเทศนาธรรมเรื่อง อุบายพัฒนาจิต ทุกคนตั้งใจรับฟังธรรมจากพระสุปฏิปันโนที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสรับนิมนต์เข้ามาในเมืองในกลุ่มใหญ่เช่นนี้ง่าย ๆ นักแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนใช้เวลานี้เป็นช่วงพักผ่อน เพราะเมื่อคืนวันเสาร์ฟุตบอลคู่เด็ดระหว่างบราซิลกับทีมไหนไม่รู้ล่ะ เขาเตะกันจบตอนตีสี่ งานวันนี้จึงขาดญาติธรรมไปหลายราย แต่บางรายถือว่ามานั่งหลับดีกว่าไม่มา อนุโมทนาด้วยนะ

   

   ช่วง 15.00 น. พักให้รับประทานอาหารว่าง ซึ่งมีรอบริการท่านอยู่ทุกประตูทางออกและชั้นล่าง แต่หลาย ๆ คน ยังรุมล้อมถวายประเคน หลวงพ่อพระอาจารย์ประสิทธิ์อยู่เต็มเวที โอกาสที่ได้เห็นท่านใกล้ ๆ เช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นเหตุสมควรให้เกิดความปีติยินดีในธรรม เป็นกำลังใจเป็นแบบอย่างของพระปฏิบัติที่สงบเย็นจนรู้สึกถึงได้จริง ๆ
ได้ยินจากปากท่านตอนหลังว้า "ถ้าไม่ใช่ ดร. สนอง นิมนต์ อาตมาไม่มาหรอก"

   

   พระอาจารย์อำนาจ ท่านมารออยู่ในห้องแล้ว เมื่อถึงเวลาท่านจึงขึ้นเทศน์เรื่องระลอกคลื่นบังน้ำใส ด้วยลีลากวีที่น่าฟัง มีการวาดภาพประกอบคำอธิบายบนเวทีหลาย ๆ คนกล่าวชื่นชมท่านเทศน์ได้ดีมาก รอติดตามหนังสือเรื่องนี้จะแจกในงานหน้าต่อไปและวีซีดีทุกชุดในวันนี้อย่าพลาดชม

   

   ช่วงสุดท้ายก่อนปิดงานเป็นคิวของประธานชมรมฯ อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ์ ได้กล่าวถึงงานของชมรมกัลยาณธรรม และความในใจของพวกเราแนวหลังทางธรรม พร้อมทั้งขอบคุณหลาย ๆ ท่านที่มีอุปการคุณต่อชมรมฯ ซึ่งคงกล่าวได้ไม่ทั้งหมดต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ หลายคนนิ่งฟังพร้อมน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจไปตามๆกัน

   

   เมื่อถึงวาระสุดท้ายของงาน เป็นพิธีขอขมาและถวายสังฆทาน ซึ่งจบอย่างประทับใจด้วยการร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และลาพระรัตนตรัย

   วันนี้หยาดเหงื่อทุกเม็ดของพวกเราได้หลอมเรวมเป็นประกายเพชรเกล็ดมณีอันเลอล้ำค่าช่วยกันสละ
หยาดเหงื่อเพื่อุทิศให้มวลชน ไม่ต้องเสียดาย เพราะพรุ่งนี้ก็มีเหงื่อใหม่ออกมาให้เราระเหยทิ้งไปอีก ชาวกัลยาณธรรมทุกคนยึดมั่นในปณิธานที่จะให้ธรรมะเป็นทาน ให้ปัญญาเป็นทานแก่เพื่อนมนุษย์ และไม่มีนโยบายที่จะเป็นกาฝากของพระศาสนา นิมนต์ครูบาอาจารย์มาแสวงประโยชน์ใส่ตนหรือหมู่คณะ ในนิยามของความเป็นแนวหลังทางธรรม พวกเราเทิดทูนศรัทธาในปฏิปทาของครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หวังเป็นแนวหลังให้ท่านมีกำลังใจแรงใจที่จะเสียสละเพื่อพวกเราต่อไปอย่างไม่ท้อถอย ไม่ทอดทิ้ง

   เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมาเพื่อถวายพระอาจารย์องค์ใด เราก็ถวายพระอาจารย์ทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ (มีแต่จะเติมให้เต็มถ้าเลขเดิมยังไม่สวย) ซึ่งท่านก็นำไปสร้างศาสนประโยชน์ไม่มีองค์ใดนำไปใช้ในทางทุจริตและรวมทั้งเงินที่ได้จากจิตศรัทธาที่ทุกท่านสนับสนุน
เทป-หนังสือ และสื่อธรรมะอื่น ๆ ของชมรมฯ ทุกบาททุกสตางค์ล้วนคืนกลับมาสู่สังคม ไม่มีใครได้รับค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

   งานนี้ลุงคำไหม (และเพื่อนวัยแรกแย้ม) ก็ยังมาร่วมงานเหมือนเดิมเห็นแล้วก็อนุโมทนา และหวังไว้ว่างานหน้าที่ธรรมศาสตร์ (หอประชุมใหญ่) ท่านคงไม่พลาด

 

สรุปปัจจัยร่วมกันถวายเป็นอาจริยบูชา เพื่อให้ทุกท่านอนุโมทนาดังนี้

๑. หลวงพ่อพระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร 89,999.50 บาท

๒. พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 73,999 บาท

๓. พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส 79,999 บาท

๔. อาจารย์ดร.สนอง วรอุไร 77,299 บาท (ท่านยกให้ชมรมฯ)

๕. ทำบุญกับชมรมกัลยาณธรรม 106,310 บาท

ขอให้ทุกท่านโปรดอนุโมทนาและขอถวายมหากุศลในวันนี้ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวาระที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี

ขอจงทรงพระเจริญ


ชม video clip
   

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ (ช่วงที่1 เรื่องของศีล ผลของการผิดศีล    ช่วง2 อริยสัจแห่งจิต, จิตดวงสุดท้าย )

ดร. สนอง วรอุไร .. การปฎิบัติคือบทพิสูจน์
     
พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร .. "อุบายพัฒนาจิต"
     
    พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส .. "ระลอกคลื่น บังน้ำใส" + พิธีปิดงาน

 

ชมรมกัลยาณธรรมขอน้อมจิตอนุโมทนาเจ้าภาพและผู้สนับสนุน

 

 

ความรู้สึกของธรรมบริกรที่มีความปีติและพร้อมสนับสนุนกิจกรรมของชมรม ขออนุโมทนา


From: "Tadpitakkul, Arnupab (A.)" <atadpita@ford.com>
To: "achara klinsuwan" <achara@kanlayanatam.com>
Subject: กราบขอบพระคุณพี่หมอจุ๋ม
Date: 3 กรกฎาคม 2549 12:37

กราบเรียนพี่หมอที่เคารพยิ่ง

ผมมีความปลาบปลื้ม ยินดี และภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับชมรมกัลยาณธรรมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวานนี้

งานบรรยายธรรมที่ราชมงคล บพิตรภิมุข เมื่อวานนี้ ในความรู้สึกของผม มีความพร้อมและสมบูรณ์มากกว่าทุกคราว ในทุกๆ องค์ประกอบ ทำให้ผมในฐานะสมาชิกชมรมฯ ที่มีจิตศรัทธาในปณิธาน และแนวทางการทำงานของชมรมกัลยาณธรรม มีความปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนช่วยเหลือตามกำลังที่มี

นับเป็นโชคชีวิตของผมที่ได้เข้ามาพบชมรมกัลยาณธรรม ภายใต้ความอุปถัมภ์ของท่านอาจารย์สนองและพี่หมอจุ๋ม ผมขอขอบพระคุณพี่จุ๋มด้วยใจจริงที่ได้ให้เกียรติผมได้มีโอกาสร่วมทำสิ่งดีๆ ให้กับพระพุทธศาสนา และสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและจิตวิญญาณสำหรับผมมาก ทำให้ผมได้คิดและมองชีวิตอย่างมีคุณค่า อันเป็นสิ่งที่พึงหาได้ยาก อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน

ผมพูดอย่างไม่อายว่า คำพูดจากใจของพี่จุ๋มในช่วงปิดท้ายเมื่อวานนี้ ทำให้ผมแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผมรู้สึกซาบซึ้งในคำพูดง่ายๆ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้ง ผมประทับใจเป็นอย่างยิ่งกับถ้อยวลีทำนองที่ว่า "หากท่านสำนึกรู้ว่าเป็นคนในพระศาสนา ก็ควรทำงานเพื่อศาสนา และทำให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรือง ...." ผมอยากให้มีการถอดข้อความหรือนำเผยแพร่คำกล่าวปิดท้ายของพี่จุ๋มในฐานะประธานชมรมฯ ไว้ในเว็ปไซต์หรือในสื่อต่างๆ เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลอื่นๆ อาทิเช่นตัวผม เป็นต้น

ขอให้ผมได้มีโอกาสช่วยเหลือในกิจกรรม และงานต่างๆ ของชมรมฯ อีกในอนาคต อย่างน้อยขอให้พี่จุ๋มได้กรุณาบอกแจ้งในสิ่งต่างๆ ที่ต้องการแรง หรือความช่วยเหลือเพิ่มเติม อย่าได้เกรงใจ ผมอาจจะทำได้ไม่มากเท่ากับเพื่อนๆ พี่ๆ จำนวนหลายท่านที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการทำงานให้ชมรมฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ผมก็ยินดีที่จะหาโอกาส และปลีกเวลามาทำงานให้เท่าที่ผมจะทำได้ครับ

เมื่อวานนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดคุณพ่อของผม แต่ผมก็ได้พยายามบริหารจัดการเวลา มิให้กระทบกับกิจกรรมและหน้าที่ต่อครอบครัว ผมและฮาร์ทได้พาคุณพ่อและคุณแม่ไปทำบุญเลี้ยงพระเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่วัดใหญ่ชัยมงคล จ. อยุธยา ซึ่งเป็นวัดที่ครอบครัวผมได้ร่วมอุปฐากมาตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็กๆ และเป็นวัดที่ผมได้เคยบวชเณรเมื่ออายุ 11 ขวบ และได้บวชพระในช่วงเบญจเพศ ตามประเพณีนิยม และเมื่อวานในช่วงกลางวันผมได้โทรไปกราบอวยพรวันเกิดให้กับคุณพ่อ และเมื่อกลับถึงบ้านเมื่อวาน ผมก็ได้นำพวงมาลัยไปกราบอวยพรสุขสันต์วันเกิดคุณพ่ออีกครั้งหนึ่ง ผมยอมรับว่าผมอาจมิได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์นัก แต่ผมก็เชื่อมั่นและศรัทธาว่าสิ่งที่ผมได้ตั้งใจทำร่วมกับชมรมกัลยาณธรรมนั้นเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ ที่จะส่งผลให้ครอบครัวของผมมีความผาสุขร่มเย็นมากขึ้นไป

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาในความเสียสละ และความมีเมตตาจิตอันเป็นกุศลของท่านอาจารย์สนอง ของพี่จุ๋ม และสมาชิกชมรมกัลยาณธรรมทุกๆ ท่าน มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ด้วยความเคารพยิ่ง
อานุภาพ ทัดพิทักษ์กุล

Arnupab Tadpitakkul
Government Affairs, Thailand
Ford Motor Company
tel. 66-2-686-4027; 01-456-2515
fax 66-2-264-1006

 

อ่านบันทึกของผู้ไปฟังธรรม คุณ กันยา ณ เดือนเก้า


 

July 03
16:16 คุณพร้อมจะไป "ตามนัด" หรือยัง?
สำหรับเราๆ ท่านๆ แล้ว ทุกคนต้อง "ไปตามนัด" แม้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเต็มใจไปกันสักเท่าใด
แต่สำหรับอีกกลุ่มนั้น เขามีหน้าที่ "มาตามนัด" อย่างไม่เคยบิดพลิ้ว...
************************************
รู้สึกจะเป็นครั้งที่ 4 แล้ว กับการไปฟังบรรยายธรรมของ ชมรมกัลยาณธรรม ครั้งนี้จัดซ้ำที่เดิมกับครั้งที่ 2 คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิทยาบพิตรพิมุข มหาเมฆ ซึ่งมีองค์บรรยายธรรม ถึง 4 ท่าน ในหัวข้อที่น่าสนใจมากๆ

 

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ : จิตดวงสุดท้าย

เป็นหัวข้อที่เราอยากฟังมากที่สุด ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง กระตุ้น "มรณานุสติ" ที่ซุกอยู่ก้นบึ้งของจิตได้อย่างดีทีเดียว ก่อนเข้าเรื่อง พระอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่อง ศีลห้า และผลของการผิดศีล

  • ศีล เป็นเพียงแค่ คำสอน คำแนะนำ ไม่ใช่ คำสั่ง ข้อห้าม หรือข้อบังคับ
  • เรามาเริ่มมีศีลกันด้วย การไม่ทำซ้ำรอยเดิม ทำโดยไม่ทำ
  • ถึงผิดศีล แต่อย่าผิดธรรม
  • วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่ผิดศีล คือ การปฏิบัติธรรม
  • จง เลือกฟัง "ธรรมะ" ของผู้พูด ไม่ใช่เลือกที่ตัว "ผู้พูด"
  • เมื่อจิตรับรู้ รับอารมณ์ อย่าไหลตาม จงมี "สติ"
  • อิทธิพลของคำพูด : หญิงคนหนึ่ง ได้ฟังอะไรบางอย่างจากหญิงคนหนึ่ง แล้วร้องไห้ (ใจแฟบ) สักพักมีชายคนหนึ่งมาบอกอะไรบางอย่างให้หญิงคนนี้ เธอหัวเราะชอบใจ (ใจฟู) นี่ เป็นการแสดงให้เห็นว่า หญิงคนนี้มีการตั้งมั่นของจิต 0%

จากนั้น ท่านนำผู้ฟังเข้าสู่เรื่อง "จิตดวงสุดท้าย"

  • ทุกคนมีนัดกับ "ความตาย" ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด
  • เรากำลังเดินทางสู่ "ความตาย" ทุกขณะ ถ้าพร้อมจะไปตามนัด ก็จะเป็นการตายอย่างไม่ประมาท เป็นการตายอย่างสง่าผ่าเผย
  • ความตายเป็นสิ่งสมควร เราสมควรตาย
  • อารมณ์ใกล้ตายของคนเรามี 2 ช่วง คือ
    มรณาสันนกาล คือ เวลาใกล้จะตาย ซึ่งอาจกินเวลาหลายนาที หรือหลายวัน คนไข้จะเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นอย่างสับสน
    มรณาสันนวิถี คือ วิถีจิตใกล้จะตาย อันเป็นวิถีสุดท้ายของชาตินี้ ระบบประสาทสัมผัสทั้งหลายจะดับก่อน (ปัญจทวาร) สุดท้ายที่ยังรับรู้ได้คือ มโนทวาร (จิตดวงสุดท้าย) ซึ่งจะบ่งบอกว่า เราจะไปเกิดในภพใด ภูมิใด (ถ้ายังไม่นิพพาน)
  • เมื่อใกล้จะตาย จะมีนิมิต ๓ ประการเกิดขึ้น โดยจิตได้หน่วงหรือยึดเอามาเป็นอารมณ์ (เครื่องยึดหน่วง) คือ
    ๑. กรรม หรือกรรมารมณ์ คือ ความรู้สึกนึกคิด (กุศล หรือ อกุศล) ของเราเอง
    ๒. กรรมนิมิต หรือเครื่องหมายในการทำกรรม คือ ภาพที่ปรากฎขึ้นมาเสมือนเกิดขึ้นจริง
    ๓. คตินิมิต หรือเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงภพภูมิ (31 ภูมิ) ที่จะไปเกิด เช่น ถ้าไปสู่สุคติ ก็จะเห็น วิมาน เทวดา ครรภ์มารดา บ้าน ฯลฯ หรือถ้าเห็น เปลวไฟ นายนิรบาล ฯลฯ ก็มีทุคติภูมิเป็นที่หมาย
  • ผู้ที่ฝึกเจริญสติปัฎฐาน จะมีสติที่มั่นคง เพียงแค่รู้ว่า จิตคิดไม่ดี (จิตเห็นจิตที่คิดไม่ดี) ก็เป็นจิตที่มีสติสัมปัชชัญญะ ซึ่งเป็นเครื่องปิดกั้นอบายทั้งปวง และหากตายไปเกิดเป็นมนุษย์ จะได้สิ่งพิเศษติดตัวไปด้วย คือ รูปสวย รวยทรัพย์ ไม่อับปัญญา
  • พุทธพจน์ : "ถ้าจำเป็นต้องทำบาป อกุศล ก็ไม่ควรที่จะกระทำบ่อยนัก และไม่พึงยินดีพอใจในการกระทำนั้นๆ เพราะการสะสมซึ่งบาป อกุศล จะนำมาซึ่งความทุกข์" (ทรงเตือนให้เห็นภัยในวัฎสงสาร)

ก่อนจบ ท่านเมตตาแนะวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ทางใจ โดย การทำตัวเป็น "ผู้รู้ที่แท้จริง" คือ รู้แค่รู้ รู้ในรู้ รู้ให้รู้ รู้แล้วปล่อย อย่ายึดคำว่า "เรา"


ดร. สนอง วรอุไร :
การปฎิบัติคือบทพิสูจน์
  • ถ้าอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง
  • การเกิดปัญญาหยั่งรู้ เกิดจากการปฏิบัติด้วยตัวเอง
  • ปัญญาทางโลก เป็นเพียงแค่ สุตตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากได้ยินได้ฟัง) และ จินตามยปัญญา (ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง) แต่ปัญญาตัวที่ 3 นี้ (ภาวนามยปัญญา) เป็นปัญญาทางธรรม ที่เกิดจากการปฏิบัติจิตให้มีสติ โดยการเจริญวิปัสสนา
  • จิตที่มีสติ คือ จิตที่ระลึกได้ จิตที่จดจ่ออยู่กับอิริยาบถปัจจุบัน
  • ปัญญาที่แท้จริง คือ โลกุตรปัญญา
  • ความเพียรที่ถูกต้องตามธรรม (สัมมาวายามะ)
    เพียรไม่เอากิเลสทั้งหมายมาใส่ใจ
    เพียรทำกิเลสที่มีอยู่ให้หมดไป
    เพียรทำความดีให้เกิด
    เพียรรักษาความดีให้คงอยู่
  • จิตที่ไม่ฟูไม่แฟบ คือ จิตอุเบกขา
  • กัลยาณพาล คือ ผู้มีความประพฤติดี มีกาย วาจา เรียบร้อย แต่ใจยังตกเป็นทาสของความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังมีปัญญาอ่อน ไม่สามารถปกป้องใจให้เป็นอิสระจากกิเลส ตัณหา อุปาทานได้ ในสายตาของคนทั่วไป คนประเภทนี้ถือว่าเป็นคนดีแต่ในสายตาของผู้เข้าถึงธรรมแล้ว หากใกล้ชิดคนพวกนี้ มีโอกาสนำชีวิตสู่ความวิบัติได้
พระอาจารย์ประสิทธิ์ บุญญมากโร : อุบายพัฒนาจิต
  • กิเลส (สิ่งเลวร้าย สกปรก ไม่ดี ปลอมแปลง) เป็นตัวกันไม่ให้เกิดธรรมะ
  • ตั้งสติให้ธรรมะออกก่อน กิเลสอยู่หลัง
  • การปฎิบัติธรรม ือ การศึกษาภายในร่างกายเรา ด้วยสติปัฎฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)
  • zzzz
  • zzz
  • zz
  • z

สารภาพบาป > สลึมสลือ หลับๆ ตื่นๆ ตลอดช่วงเวลาที่ท่านเทศน์ สติหมดลาน


พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส : ระลอกคลื่นบังน้ำใส
สติเริ่มเข้าที่เข้าทาง หลังจากได้เข้าห้องน้ำ และทานของว่าง อิๆ

  • "ตัวรู้" ต้องมีที่ตั้ง คือ กาย (คูหา) เป็นเพียงแต่ที่อาศัยให้ระลึกรู้ (สติ)
  • การมีสติ เพื่อละความเห็นผิด เพื่อละตัวตน โดยการ "ตามดู" กายและใจ
  • ให้ "รู้" ตรงๆ ซื่อๆ อย่าเจือตัณหาและทิฐิ หรือความคิดปรุงแต่ง (อวิชชา)
  • คติพระอาจารย์ "ตรงไหนที่อยู่แล้ว มี "เรา" ลำบาก"
  • ให้รู้สึกทีละขณะ จนคำว่า "เรา" ปรากฎไม่ทัน นั่นคือ เวลา "ปัจจุบัน"
  • เรามักเห็นแต่เนื้อหาของความคิด (เปลือก) แต่ไม่เคยเห็นสภาวะของความคิด
  • เมื่อ " รู้สึกตัว"
    อกุศลไม่เกิด
    อกุศลดับ
    กุศลเกิด
    กุศลงอกเงย
  • ความหมายของ "ระลอกคลื่น บังน้ำใส"
    น้ำ คือ จิต สะท้อนทุกอย่างในการรับรู้
    ระลอกคลื่น คือ อารมณ์ ผัสสะทั้งหลายที่กระทบ ยิ่งกระทบมาก คลื่นก็ยิ่งลูกใหญ่ (แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมารวมตัวกับน้ำ) และบังความใสของน้ำ (จิตเดิม ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง)


พระอาจารย์อธิบายพร้อมวาดรูปประกอบไปด้วย ช่วยให้เข้าใจได้ดี ได้ฟังท่านเทศน์แล้วก็ "ปิ๊ง" แต่พอปฏิบัติตามดูเท่านั้นแหละ "แป๊ก" ซะทุกทีสิ เฮ้อ...สงสัยบารมีเรา คงไม่ถึง(ไหน)

กันยา ณ เดือนเก้า
03/07/06

 


http://www.kanlayanatam.com/