พุทธเจดีย์

โดย  มหานาลันทา

          เมื่อพูดถึงพุทธเจดีย์  หลายท่านคงนึกถึงสิ่งก่อสร้างที่ก่ออิฐถือปูน  มีรูปร่างดังลอมฟ่าง  มีสัณฐานทรงกลมยอดแหลม  ภายในบรรจุสิ่งที่นับถือ  มีพระบรมธาตุเป็นต้น

          แต่ความจริงแล้ว  ที่เรียกว่า “พุทธเจดีย์”  นั้นไม่ได้เจาะจงว่า  จะต้องเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีรูปพรรณสัณฐานดังกล่าวแล้ว  แม้เป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ หรือเป็นพระพุทธรูปก็จัดเป็นพุทธเจดีย์ทั้งสิ้น

          ดังนั้น  ท่านจึงจัดพุทธเจดีย์ออกเป็น ๔ อย่างคือ

          ๑.พระธาตุเจดีย์  คือพระบรมธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ ที่โทณพราหมณ์ แจกแก่กษัตริย์เมืองต่าง ๆ  ๘ นคร มีพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งมคธ  เป็นต้น ได้นำไปบรรจุไว้ในสถูป  เพื่อสักการบูชา  จัดเป็นพระธาตุเจดีย์

          ๒.บริโภคเจดีย์  ได้แก่  สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง  คือ สถานที่ประสติ สถานที่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ  สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา  และสุดท้ายสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

          สังเวชนียสถาน ๔ แห่งนี้ จัดเป็นบริโภคเจดีย์ตามพระพุทธานุญาตและเมื่อนับรวมพระสรีรังคารคือเถ้าถ่านที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระที่โมริยกษัตริย์ แห่งเมืองปิปผลิวัน  องค์หนึ่งและตุมพะทะนาน  ที่โทณพราหมณ์ใช้ตวงพระบรมธาตุแจกเจ้านครทั้ง ๔ มีพระเจ้าอชาตศัตรู  แห่งมคธรัฐ เป็นต้น  ซึ่งโทณพราหมณ์ได้รับไป  โดยนำไปสร้างพระสถูปบรรจุไว้    เมืองกุสินาราองค์หนึ่ง  

          พระสถูปทั้ง ๒ องค์นี้ก็นับเป็นบริโภคเจดีย์  เพราะเนื่องด้วยพระพุทธองค์เมื่อรวมกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง  จึงเป็นบริโภคเจดีย์ในชั้นแรก ๖ แห่งด้วยกัน

          ต่อมาชนะชั้นหลังได้นับเอาบาตร จีวร และบริวาร  มีธมกรก เป็นต้นก็ดีเสนาสนะ เตียวตั่ง และกุฏีวิหาร  ที่พระพุทธองค์ทรงบริโภคก็ดี  เป็นบริโภคเจดีย์ทั้งสิ้น

          ๓.พระธรรมเจดีย์ คือพระเจดีย์ที่บรรจุพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์กล่าวคือวิญญูชนทั้งหลายมีศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา  ใคร่จะบูชาบริโภคเจดีย์ และพระบรมธาตุเจดีย์ แต่พระเจดีย์ดังกล่าวอยู่ไงไกลจนไม่สามารถจะไปบูชาได้  จึงได้สร้างเจดีย์ขึ้น  แต่ไม่อาจจะหาพระบรมธาตุมาบรรจุได้  หรือไม่มีพระบรมธาตุจะบรรจุ จึงถือเอาพุทธวจนะคือพระธรรม  จดจารจารึกลงบนแผ่นทอง  เงินและศิลา  แล้วบรรจุไว้ในพระเจดีย์  พระธรรมที่มักใช้จารจารึกได้แก่  หัวใจของพระพุทธศาสนาที่ว่า

          “เย ธมฺม เหตุปฺปภวา เตสํ ตถาคโต (อาห) เตลัญฺจโย  นิโรโธจ เอวํ วาที มหาสมโณ”

          แม้เมื่อมีการจดจารึกพระธรรมวินัยลงเป็นตัวอักษรแล้ว  ก็นับถือคัมภีร์พระไตรปิฎกว่า เป็นพระธรรมเจดีย์ด้วย

          ๔.อุเทสิกเจดีย์  เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยเจตนาอุทิศต่อพระพุทธเจ้า  เช่นพระพุทธปฏิมากร  หรือพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมถึงพระพุทธบาท เป็นต้นเพื่อยังความปีติศรัทธาเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น  ให้เกิดกุศลจิต  จึงน้อมนำเอาเงินทอง ศิลา โลหะ และไม้แก่น เป็นต้น  มาสร้างเป็นพระพุทธรูป  เป็นต้น  เรียกว่า อุเทสิกเจดีย์

          ในบรรดาพุทธเจดีย์ทั้ง ๔ นี้ พระธาตุเจดีย์  หรือพระบรมสารีริกธาตุ นนับว่าหาได้ยากยิ่ง  แต่ก็มักมีผู้อวดอ้างว่ามีอยู่มากมาย  จึงขอนำมาเอาพระนิพนธ์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา)  ในพุทธประวัติ เล่ม ๓ มาลงไว้ให้ พิจาราณากัน ความว่า

          “อนึ่ง  ผู้ที่นำสิ่งของนั้น ๆ มีกรวดบ้าง ศิลาบ้าง มาแสดงว่าพระธาตุดั่งนี้ก็มีมากในสถานบ้านเมืองนั้น ๆ จนประชุมชนไม่ทราบว่าพระธาตุแท้นั้นอย่างไรพระสถูปที่สร้าง ๆ ขึ้นไว้ ก็มีมากหนาไป ผู้เห็นก็จืดจิต ไม่เลื่อมใส”

 

 

 

จากหนังสือ   ธรรมลีลา  ปีที่ 4  ฉบับที่ 38

พิมพ์               สุวิภา  กลิ่นสุวรรณ์