คำถามที่ถามท่านอาจารย ์ดร.สนอง วรอุไร จากงาน 27 พ.ย. 48
๑ . การที่บอกว่าให้ได้แสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมควรแบ่งแยกอย่างไร (ฐานะคนที่มีครอบครัว)
คำตอบ
ในศาสนาพุทธเปรียบปัญญาเหมือนแสงสว่าง ที่ใช้ส่องนำทางให้กับชีวิต การนำพาชีวิตให้ผ่านพ้นอุปสรรคและปัญหา ต้องมีความเห็นถูกที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิซึ่งมี 2 ระดับคือ
ปัญญาเห็นถูกทางโลก เกิดได้จากการฟังผู้รู้บอกกล่าว แล้วนำไปปฏิบัติตาม ชีวิตจะดำเนินไปอย่างราบรื่น มีความสุข สัมมาทิฏฐิโลกียะนี้ เป็นปัญญาที่ยังข้องเกี่ยวอยู่กับโลก ใช้ส่องนำทางให้กับชีวิตได้ดีในทางโลก
ส่วนปัญญาเห็นถูกตามธรรม เกิดได้จากการฟังผู้รู้บอกกล่าวแล้วพิจารณาคำบอกกล่าวโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) จะเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นโลกุตตระ คือเห็นถูกตามธรรม หากใช้ปัญญาชนิดนี้ส่องนำทางให้กับชีวิต จะทำให้รู้เท่าทันโลกธรรมและวัตถุ เห็นสรรพสิ่งมีการเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไปไม่มีตัวไม่มีตน จึงไม่ใช่คว้าเอามาเป็นของตน ในที่สุดปัญญาเช่นนี้สามารถส่องนำทางชีวิตให้อยู่เหนือ หรือพ้นไปจากทุกข์ได้ นี่คือแสงสว่างในทางธรรม
๒. กราบเรียนถามว่าก่อนนอนได้กำหนดสติและระหว่างที่หลับไป เหมือนมีใครมาเดินอยู่บนที่นอน และมาดึงมาห่ม อยากทราบว่าเป็นเพราะอะไรค่ะ
คำตอบ
เป็นไปได้ 2 ทาง คือยังมีสติไม่มาก กำลังของสติยังไม่กล้าแข็งจึงทำให้นอนหลับไม่สนิท และอีกทางหนึ่งหากมีกำลังของสติมากจนจิตนิ่งถึงระดับฌานได้แล้ว การไประลึกรู้ว่ามีคนมาเดินอยู่บนที่นอนขณะกำลังนอนอยู่นั้นไม่น่าจะมีความเป็นได้ แต่ถ้าเดินอยู่ใกล้ที่นอนนั้นเป็นได้ เรื่องนี้ต้องถามตัวเองว่า เมื่อจิตรับสิ่งกระทบภายนอกแล้วยังมีการปรุงอารมณ์ (สังขาร) เกิดขึ้น เรื่องที่ไประลึกว่ามีคนเดินอยู่บนที่นอนนั้นเป็นเพียงอุปาทาน ไม่ใช่เรื่องจริง
๓. ในการทำสมาธิภาวนาเบื้องต้นเราจะภาวนาว่าอย่างไรครับ ในขณะทำสมาธิภาวนา จิตใจฟุ้งซ่าน คิดไปในเรื่องต่าง ๆ ทำให้ใจไม่นิ่งเราควรทำอย่างไรดี จึงจะทำให้นิ่งสงบได้
คำตอบ
การภาวนาเบื้องต้น คือต้องทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ให้ไปดูหนังสือพุทธธรรมของท่านปยุตโต เรื่อง กรรมฐาน 40 แล้วเลือกภาวนาตามจริตที่เหมาะกับตน
๔. ในการปฏิบัติกรรมฐานใหม่ ๆ จิตที่เข้าสมาธินั้นจะฟุ้งซ่านมาก มีวิธีอย่างไรให้จิตสงบโดยเร็ว
คำตอบ
วิธีทำให้จิตสงบโดยเร็ว ผู้ตอบคำถามเคยมีประสบการณ์เหมือนกับที่ถามไป จึงได้บอกเล่าวิธีแก้ไขไว้ในเทปบรรยายหรือในหนังสือเรื่อง อุบายทำให้จิตสงบ ลองไปฟังหรือหาอ่านเองแล้วปฏิบัติตามคำแนะนำ โอกาสที่จิตสงบจะเกิดขึ้นได้
๕. ในการที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่ในทางโลกนั้น จะมีสิ่งที่กระตุ้นกิเลสมาก เราจะมีวิธีอย่างไรในการลดกิเลสที่จะมากระตุ้นกิเลสเรา
คำตอบ
วิธีลดกิเลส ต้องฝึกใจตัวเองให้มีกำลังของสติเข้มข้น และฝึกใจให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ทั้ง 2 รวมเรียกว่า สติสัมปชัญญะ แล้วใช้สติสัมปชัญญะ พิจารณาสิ่งที่ตาเห็น สิ่งที่หูได้ยิน สิ่งที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ ฯลฯ ว่าทุกสิ่งที่เข้ากระทบเกิดขึ้นแล้วดับไป (อนัตตา) ไม่มีตัวตน กิเลสใหม่จะไม่เข้าไปเพิ่มเป็นมลทินให้กับใจ ขณะเดียวกัน กิเลสเดิมที่มีอยู่แล้วในใจ เมื่อใดกิเลสปรากฏชัดเจน ต้องใช้สติสัมปชัญญะพิจารณากิเลสว่าดับไปตามกฎไตรลักษณ์ แล้วกิเลสเก่าที่ผุดขึ้นในใจจะหมดไปเอง
๖. เช้าเย็นหนูปกติจะนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเป็นหลัก ตอนเวลาระหว่างวันจะพยายามเจริญสติ บางทีก็กำหนดอิริยาบถ บางทีก็ไปดูจิตว่าใจรู้สึกอย่างไร ไม่แน่นอนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บางทีก็คิดแบบที่ถูกเรื่องไตรลักษณ์เปลี่ยนไป รู้สึกไม่มีที่กำหนดประจำ จึงไม่ทราบว่าผิดหรือไม่ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ
คำตอบ
การเฝ้าดูจิตใจตนเอง แบบที่ถูกตามธรรม คือเฝ้าดูผัสสะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจ ให้เห็นเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ เมื่อใดผัสสะเข้าสู่อนัตตา คือไม่มีตัวตน จิตจะปล่อยวาง มีมาตรวัดคือ มีอารมณ์สงบ และมีจิตเป็นอิสระ รักษาปฏิปทาอย่างนี่ไปเรื่อย ๆ แล้วดีเอง
๗. ผมนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก รู้สึกลมหายใจละเอียด ขนลุก ตัวลอย มีความรู้สึกหัวจะทิ่มพื้นจึงตกใจ ถอนออกสมาธิ จะมีวิธีแก้ไข อย่างไรไม่ให้เป็นอีกครับ
คำตอบ
อาการขนลุก ตัวลอย เป็นปีติชนิดหนึ่ง เกิดจากจิตที่นิ่งเป็นสมาธิระดับหนึ่ง วิธีแก้ปีติ ต้องกำหนด รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าปีตินั้นหายไป แล้วจึงดึงจิต กลับมาสู่องค์ภาวนาลมหายใจเข้า-ออก ดังเดิม
๘. ทำอย่างไรจึงจะมีสติตลอดเวลา
คำตอบ
ทุกขณะตื่นทุกครั้งที่นึกได้ ทุกครั้งที่ว่างจากการทำงาน และทุกครั้งที่กำลังทำงาน ให้มีใจจดจ่ออยู่กับอิริยาบถที่เป็นปัจจุบัน อย่าท้อแท้ท้อถอยในการทำความดี เร่งความเพียรไปเรื่อย ๆ แล้วกำลังสติจะกล้าแข็งขึ้นมาเอง
๙. เวลานั่งสมาธิจิตจะเคลื่อนไปรับรู้ตามที่ต่าง ๆ ในร่างกาย บางทีอยู่ที่ลมหายใจ บางทีก็ไปที่ท้องแล้วก็แว่บไป ที่ปวดที่กระหม่อม วนเวียนไม่เคยจะนิ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ แต่ก็มีสติตามรู้ตลอด เพียงแต่รู้สึกไม่สงบเลย ถือว่าปฏิบัติผิดหรือไม่เจ้าคะ
คำตอบ
ตามระลึกรู้อย่างนั้นดีแล้ว แต่ยังดีไม่สุด จะให้ดีที่สุดต้องมองให้ออกว่าทุกสิ่งที่ระลึกรู้นั้นว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรเปลี่ยนในท่ามกลางและดับไป (อนัตตา)ในที่สุด ทุกการระลึกรู้แบบนี้จะเกิดเป็นปัญญาเห็นแจ้ง จิตปล่อยวางสิ่งที่ระลึกรู้ เหตุเพราะไม่มีตัวตนจิตเป็นอิสระ ถ้าระลึกได้อย่างนี้ และรู้แจ้งได้อย่างนี้ จิตสงบแน่นอนปรับแก้ไขตัวเองให้เห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ตามนี้
๑๐. เวลาเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ แล้วต้องพิจาณา ดูจิต ดูใจ ดูกาย ทำอย่างไร พิจารณาว่าอย่างไร และทำไมต้องพิจารณาว่าร่างกายเราประกอบด้วย ผม เล็บ ฟัน เนื้อหนัง แขน ขา กระดูก ต้องพิจารณาว่าอย่างไร และทำไมต้องพิจารณาแบบนั้น
คำตอบ
การทำจิตตภาวนาทำ 2 เรื่อง คือทำจิตให้มีสติเพิ่มขึ้นแล้วมีความตั้งมั่นเป็นสมาธิและเอาสมาธิไปทำจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ด้วยการพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ คือ พิจารณา กาย เวทนา จิตและธรรม ให้เห็นถูกตรงตามที่เป็นจริง คือ เกิดเป็นปัญญาเห็นแจ้งขึ้น ปัญญาชนิดนี้ต้องปฏิบัติด้วยตัวเองและเข้าถึงด้วยตัวเอง มิได้เกิดจากการฟังการอ่าน จะเข้าถึงได้อย่างไรจะพิจารณาอย่างไร ต้องนำตัวเองเข้าฝึกกับครูผู้ชี้นำแนวทาง เมื่อทำตามและมรรคผลเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว ปัญญาเห็นแจ้งจะเกิดขึ้น พฤติกรรมจะเปลี่ยนเป็นดีงาม อุปสรรคปัญหาหมดไป อยู่กับโลกอยู่กับคนทั้งดีและไม่ดีอย่างสงบสุข เหตุเพราะรู้เท่าทันว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่มีอำนาจเหนือใจของเรา มีใจเป็นอิสระ มีใจไม่เป็นทาสของโลกธรรมและวัตถุ ไม่หลงโลก ตายแล้วยังไปเกิดดีอีกด้วย หรือหากทำจิตตภาวนาให้ถึงที่สุด สามารถทำชีวิตสู่การไม่ต้องตาย-เกิดได้อีกด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องพัฒนาจิตวิญญาณของเรา
๑๑.ทำอย่างไรให้หายจากอาการตึงหนักที่หน้าผากขณะนั่งสมาธิ
คำตอบ
หากต้องการแก้ไขปัญหาตึงหนักที่หน้าผาก ทำได้ 2 แนวทางคือ ขณะมีอาการตึงหนักเกิดขึ้น ให้กำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการติดลบนั้นหายไป และอีกแนวทางหนึ่งคือ ให้เอาอาการตึงหนักนั้นมาเป็นองค์พิจารณาว่าเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนและสลายไปในที่สุด (อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) ใช้จิตที่นิ่งตามดูให้เห็นสัจธรรมของอาการตึงหนักที่เกิดขึ้น เมื่อใดอาการดังกล่าวหายไปจะเกิดเป็นปัญญารู้แจ้งขึ้นแทนที่ แล้วปัญหาจะหมดไป
๑๒.ทำอย่างไรสำหรับคนที่เคยปฏิบัติธรรมแล้วถูกรบกวนจากกระแสอะไรบางอย่างทำให้รู้สึกเหมือนถูกผีจะแทรกตัวเข้ามาในร่างกาย ทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรม ทำให้รู้สึกอึดอัดหวาดกลัวปฏิบัติธรรมไม่ได้มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการนี้อย่างไร
คำตอบ
เหตุที่เกิดนั้นเป็นเพราะกำลังของสติยังไม่กล้าแข็งพอ ที่จะสามารถต้านพลังอื่นที่เข้ากระทบจิต จึงทำให้จิตหวั่นไหวและหวาดกลัว วิธีแก้ต้องเติมบุญให้กับตัวเอง ด้วยการปฏิบัติตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจิตมีพลังบุญมาก มีพลังสติ มีพลังปัญญามาก จิตไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของพลังอื่น จิตรู้ทันเป็นอิสระต่อพลังอื่นที่เข้ากระทบ อาการหวั่นไหวของจิตจะหมดไปด้วยพลังของสติ และความหวาดกลัวหมดไป ด้วยพลังของปัญญาที่เพิ่มขึ้นมา
๑๓.ปัญญาระดับโลกุตระกับปัญญาระดับสัญญาแตกต่างกันอย่างไร การพิจารณาในเบื้องต้นเริ่มที่ปัญญาระดับสัญญาก่อนหรือไม่ครับเช่นการพิจารณาไตรลักษณ์
คำตอบ
ปัญญาสัญญาเป็นเพียงรู้ว่า ที่เกิดจาการฟัง การอ่าน ยังมีพลังไม่มากพอที่จะนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุแท้จริงได้ เช่น หากใช้ปัญญาสัญญา แก้ปัญหาความเครียดของจิตใจ เขาจะให้ยาระงับการทำงานของระบบประสาท แต่หากใช้ปัญญาขั้นโลกุตระซึ่งมีพลังมาก มองเห็นเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดได้ถูกจุด จะเห็นเหตุแห่งปัญหาเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ปัญหาเกิดได้ต้องดับได้เป็นธรรมดา ผู้มีปัญญาเห็นถูกอย่างนี้ไม่ยึดเอาตัวปัญหามาเป็นของตัว เพราะความเป็นตัวตนของปัญหาแท้จริงแล้วไม่มี จิตปล่อยวางปัญหา จิตเป็นอิสระ ความเครียดหายไปอย่างยั่งยืน ไม่ต้องกินยาระงับประสาทเหมือนอย่างผู้มีปัญญาสัญญาเขาใช้แก้ปัญหากัน
๑๔.การตามดูกาย ดูใจ จะทราบได้อย่างไรคะว่าการดูนั้นถูกต้อง
คำตอบ
การตามดูใจ ดูกาย หากดูให้ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนาต้องดูที่ความสะอาด (ศีล) และดูที่ความดีงาม (ธรรม) ที่มีอยู่ในใจ หากใจยังมีศีลบกพร่อง ยังมีธรรมบกพร่องต้องแก้ไข เมื่อใดที่ใจมีศีลมีธรรมดีแล้ว กายซึ่งเป็นบ่าวรับใช้ใจ จะมีพฤติกรรมสะอาดมีพฤติกรรมดีงามตามไปด้วย ดูอย่างนี้และทำได้อย่างนี้เรียกว่า ดูได้ถูกต้องตามธรรม
๑๕.ได้ปฏิบัติธรรมโดยนั่งสมาธิแล้วเกิดเหงื่อแตกออกมามาก และมีแสงสว่างเหมือนจิตวิ่งขึ้นไปสว่างและจะออกไปจากร่างกายแต่เหมือนไปติดอะไรอยู่บริเวณท้ายทอยด้านหลังดังตึก .. ตึก หมายถึงอย่างไรคะ ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่และการปฏิบัติในแต่ละครั้ง เหตุการณ์จะต่อเนื่องกันใช่หรือไม่
คำตอบ
การปฏิบัติธรรมที่ให้ผลถูกต้องนั้น เมื่อปฏิบัติแล้ว จิตต้องมีความสงบจากการปรุงแต่งอารมณ์ จิตมีความเป็นอิสระ และเกิดปัญญาเห็นแจ้ง รู้ทันสิ่งที่เข้ากระทบใจ หากปฏิบัติแล้วเหงื่อออกมาก มีแสงสว่างเกิดขึ้น มีอาการเกิดที่ท้ายทอย ถือว่าการปฏิบัติยังผิดทาง ฉะนั้น ควรปรับแก้ไขสติให้ระลึกทันผัสสะ ด้วยการกำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ จนกว่าอาการต่าง ๆที่เกิดขึ้นนั้นหายไป แล้วนำจิตกลับมาสู่องค์ภาวนาเดิม
๑๖.การพัฒนาจิตให้ก้าวหน้า เป็นไปได้กี่ทาง และมีทางใดบ้าง
คำตอบ
การพัฒนาจิตให้ก้าวหน้าตามหลักของพุทธศาสนามี 2 ทางคือ ทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ (สมถกรรมฐาน) แล้วทำจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (วิปัสสนากรรมฐาน) ทั้ง 2 แนวทางนั้นเป็นภาคปฏิบัติ ต้องทำด้วยตัวเองหากพัฒนาได้จริงแล้ว จิตใจต้องมีความสงบ อย่างน้อยเป็นสมาธิขั้นต้นหรือจนถึงระดับฌาน และจิตใจต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้งในสรรพสิ่งว่ามีเกิด-มีดับ จิตปล่อยวางสรรพสิ่ง ความเป็นอิสระของจิตใจเกิดขึ้นอย่างนี้เรียกได้ว่า พัฒนาจิตได้ถูกทาง
๑๗.จะทราบได้อย่างไรว่าการปฏิบัติธรรมของเราเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องเพราะบางสำนักก็มีคำสอนที่ต่างกัน
คำตอบ
ดูคำตอบข้อ 16
๑๘.สติกับสัมปชัญญะต่างกันอย่างไร
คำตอบ
สติคือการระลึกรู้ เช่น ระลึกรู้เสียงที่เข้ามาทางหู กระทบจิตเกิดเป็นผัสสะ หากจิตรู้ว่าเป็นเสียงพูดของคน ซึ่งเกิด-ดับตามกฎไตรลักษณ์แล้วจิตปล่อยวาง ไม่เอาเสียงคนพูดมาปรุงเป็นอารมณ์ อย่างนี้เรียกว่ามีสัมปชัญญะ ซึ่งคือปัญญารู้ทันนั่นเอง
๑๙.การให้บรรลุธรรมไม่จำเป็นต้อง ปลีกวิเวก แต่ใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวันและการทำความเห็นให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็เพียงพอแล้วใช่หรือไม่
คำตอบ
คำว่า วิเวก คือความสงัด การนำตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องพระ ในห้องทำงานส่วนตัว อยู่ในป่าห่างจากผู้คน อย่างนี้เรียกว่า กายวิเวก ในสมัยที่ผู้ตอบคำถามไปบวชเป็นพระสงฆ์และปฏิบัติธรรมอยู่ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุฯ เนื่องจากมีคนมากหาความสงบสงัดได้ยาก จึงได้นั่งหันหน้าเข้ามุมห้องแล้วทำจิตตภาวนา ผลที่เกิดขึ้นคือมีใจสงบ (จิตวิเวก) มีกายสงัด (กายวิเวก) ดังนั้นในชีวิตประจำวันที่อยู่บ้าน หากทำใจให้สงบได้ ทำกายให้สงัดได้ เท่ากับว่าเป็นการปลีกวิเวกได้เช่นกัน
๒๐.สำหรับผู้เริ่มต้นปฏิบัติ การเริ่มต้นดูที่จิตเลย (จิตตานุปัสสนา) ก่อนทำกายานุปัสสนาได้หรือไม่ (เพราะบางท่านบอกว่าให้เริ่มที่กายานุปัสสนา จะดีและเร็วกว่า )
คำตอบ
ผู้ที่เริ่มปฏิบัติกรรมฐาน หากมีจิตใจยังไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ควรต้องฝึกสมถกรรมฐานให้จิตมีสติ แล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ก่อนจึงค่อยนำพลังของสมาธิไปพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม (สติปัฏฐาน 4) เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง
๒๑.ถ้าเราฆ่าคนที่จะทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ เราจะได้บุญหรือบาป
คำตอบ
การฆ่าคน (สัตว์มีชีวิต) แม้ผู้ถูกฆ่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดี ถือว่าผิดศีลข้อ ปาณาติบาต เป็นบาป
๒๒.มีวิธีจัดการกับลูกดื้ออย่างไร
คำตอบ
ต้องจัดการตัวเองให้หายดื้อได้ก่อน ปกติคนที่มีอัตตา ( EGO ) ดูตัวเองไม่ออกว่า ตัวเองเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ดื้อหรือไม่ดื้อ ต้องให้คนอื่นดูจึงจะเห็น ในทางพุทธศาสนา อริยบุคคลขั้นต้นได้แก่พระโสดาบันเป็นผู้เริ่มจะหายดื้อแล้ว หากได้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขจิตวิญญาณของตัวเองจนกระทั่งบรรลุความเป็นอรหัตผลได้แล้ว นั่นแหละหายดื้อ
๒๓.เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราปฏิบัติธรรมถูกทางและถูกกับจริตของเรา
คำตอบ
หากปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องกับจริต จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว จิตเกิดปัญญารู้ทันสิ่งกระทบได้เร็ว และหากปฏิบัติได้ถูกทางแล้วจิตต้องสงบ ไม่ฟู ไม่แฟบ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ขณะเดียวกันจิตมีความเป็นอิสระ อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือกาย เหนือใจ อย่างนี้เรียกว่า ปฏิบัติธรรมถูกทาง
๒๔.เวลาทำบุญทุกครั้งไม่ว่าจะใส่บาตร ทอดกฐิน ถวายกันเทศน์ ถวายน้ำปานะพระสงฆ์ หรือว่าอนุโมทนาบุญเมื่อเห็นคนอื่นทำดีหรือทำบุญจะขอเพียงนิพานะปัจจะโยโหตุเท่านั้น อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไรหรือไม่คะ
คำตอบ
หลังจากทำบุญชนิดต่าง ๆ จนกระทั่งตัวเองมีบุญมากแล้วอธิษฐานให้ได้พระนิพพานเท่านั้น คงจะบรรลุความปรารถนาได้เนิ่นช้า เหตุเพราะเจ้ากรรมนายเวรที่เคยผูกพันกันไว้ในแต่ละภพชาตินั้นมีนับจำนวนไม่ถ้วน เขาคงไม่ปล่อยให้เราเข้านิพพานได้ง่ายหรอก คงยื้ดยุคฉุดลากกันไปอีกยาวนาน ดังนั้นถ้าจะให้ดีต้องปลดหนี้เก่าด้วยการอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรด้วย อุทิศบ่อย ๆ อุทิศบรรลุสู่แดนพระนิพพาน
๒๕.จะทราบได้อย่างไรว่า การปฏิบัติธรรมโดยอุบายใด ที่เหมาะกับอุปนิสัยของตนเอง และทราบได้อย่างไรว่าที่ปฏิบัติขณะนี้ถูกจริตกับตนเองมากที่สุด
คำตอบ
คำตอบนี้ขอให้ผู้ถามกลับไปอ่านหนังสือพุทธธรรมของท่านปยุคฺโต ในเรื่องกรรมฐาน 40 แล้วปฏิบัติให้เหมาะกับจริตของตน
๒๖.เราได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปแล้วเสมอ ๆ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าท่านได้รับแล้ว หรือว่าท่านไปเกิดไปสถานที่ใหม่แล้วหรือยัง
คำตอบ
อยากทราบว่าผู้ตายไปเกิดใหม่แล้วหรือยัง ถ้ายังพัฒนาจิตยังเข้าไม่ถึงฌาน ก็ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง การอุทิศบุญกุศลส่งไปให้ผู้ตาย เป็นการทำบุญวิธีหนึ่ง เป็นความดี ควรทำสม่ำเสมอ หากท่านอยู่ในฐานที่รับได้ ท่านย่อมได้รับแน่นอน ไม่ควรวิตกกังวล
๒๗.ทำอย่างไรไม่ให้จิตใจอยากให้เข้าสมาธิ (เคยมีสมาธิแล้วมีความสุข) จึงอยากเข้าสมาธิเร็วใจจดจ่อ ผิดไหม วิธีแก้ไขควรทำอย่างไร
คำตอบ
ทำจิตให้มีสติมากขึ้นจนตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วใช้พลังสมาธิไปพิจารณาความอยาก (ตัณหา) ให้เห็นเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ เมื่อตัณหาอนัตตาแล้ว ความอยากให้จิตเข้าถึงความเป็นสมาธิจะดับไปเอง แล้วจิตจะเข้าสมาธิได้เร็วเหมือนเดิม
๒๘.บุคคลที่ทำอกุศลตลอด 55 ปี ตายไปเกิดบนสวรรค์ อยากทราบด้วยสาเหตุใด
คำตอบ
เหตุเพราะอดีตบุคคลผู้นี้เคยทำกรรมดี (กุศลกรรม) อย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนเช่น กุศลกรรมที่ให้ผลดีในชาติหน้า (อุปปัชชาเวทนียกรรม) กุศลกรรม ที่ให้ผลก่อน (ครุกรรม) หรือกุศลกรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด (ชนกกรรม)
เมื่อจิตดวงสุดท้ายก่อนออกจากร่าง กุศลกรรมดังกล่าวข้างต้นให้ผล ผู้ตายจึงได้รับกุศลวิบาก คือไปเกิดดีบนสวรรค์ ส่วนอกุศลกรรมที่ทำมายาวนานถึง 55 ปี ยังไม่สูญไปไหนยังรอให้ผลอยู่
๒๙.สมถะกับวิปัสสนามีอะไรเป็นอารมณ์พิจารณาอย่างไร
คำตอบ
สมถกรรมฐานมีอิริยาบถปัจจุบันเป็นอารมณ์ พิจารณาโดยเอาใจจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่นการก้าวย่างของเท้า การยุบพองของหน้าท้อง ฯลฯ หรือจดจ่ออยู่กับอายตนะภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ ที่เข้ากระทบอายตะภายใน เช่น หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ตัวอย่างเสียงที่กระทบหู ภาพที่กระทบตา ฯลฯ
ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน มีความเห็นแจ้งของจิต มีความเป็นอิสระของจิต มีความสงบชุ่มเย็นของจิตเป็นอารมณ์ ทำได้ด้วยการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เห็นว่าเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) หรือสรุปลงได้ว่า สรรพสิ่งเกิดขึ้นล้วนเกิดมาแต่เหตุ เมื่อเหตุดับสรรพสิ่งดับไปด้วย
๓๐.เวลาสวดมนต์แปลมีอยู่ตอนหนึ่งว่า บุรุษสี่คู่นับเรียงตัวบุรุษทั้งแปดบุรุษ นั้นหมายถึง พระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดบ้าง
คำตอบ
บุรุษ 4 คู่ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์อย่างละ 1 คู่
8 บุรุษ ได้แก่ -โสดานัตติมรรค กำลังปฏิบัติไปสู่ความเป็นโสดาบัน
-โสดานัตติผล เป็นพระโสดาบันได้แล้ว
-สกิทาคามิมรรค กำลังปฏิบัติไปสู่ความเป็นสกิทาคามี
-สกิทาคามิผล เป็นพระสกิทาคามีได้แล้ว
-อนาคามิมรรค กำลังปฏิบัติไปสู่อนาคามี
-อนาคามิผล เป็นพระอนาคามีได้แล้ว
-อรหัตมรรค กำลังปฏิบัติไปสู่อรหันต์
-อรหัตผล เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว
๓๑.อยากให้ท่านอาจารย์แนะนำว่าการฟังบรรยายธรรม แล้วมีผู้มาฟังการบรรยายธรรม เดินเข้าออกขณะปฏิบัติสภาวะเจริญวิปัสสนาธรรมถือว่าเป็นการทอนบุญของตนเองหรือไม่
คำตอบ
บุญกิริยาวัตถุ 10 การฟังธรรมเป็นบุญ ฟังธรรมส่วนไหนได้บุญส่วนนั้น ส่วนที่ไม่ได้ฟังก็ไม่ได้บุญ
อนึ่งเมื่อฟังธรรมแล้ว จิตมีความสะอาด สว่าง สงบ สุขก็ได้บุญ หากฟังธรรมแล้วจิตใจยังไม่สะอาด ยังขุ่น ๆ มัว ๆ ยังว้าวุ่น ยังทุกข์ การฟังธรรมก็ไม่ได้บุญ
๓๒.ถ้าเรากำลังถือศีลอุโบสถในวันพระ แล้วมีคนโกหกเราทำไม่ดีต่อเราเขาจะบาปหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับวันที่เราถือศีล ๕ ปกติ
คำตอบ
การพูดเท็จ ผิดศีลข้อมุสาวาท เป็นบาปชนิดหนึ่ง พูดเท็จกับคนที่มีศีล 8 ผู้พูดบาปมากกว่าพูดเท็จกับคนที่มีศีล 5 การมีปฏิสัมพันธ์ติดลบกับคนที่มีคุณธรรมสูง เป็นบาปมากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์ติดลบกับคนที่มีคุณธรรมน้อย
๓๓.การฉีดยาคุมกำเนิด หรือการขายหรือแจกยาคุมกำเนิดเป็นบาปหรือเป็นวิบากกรรม ให้เราประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ดีขึ้นหรือเปล่าคะ
คำตอบ
การฉีดยา การขาย การแจกยาคุมกำเนิด ถือว่าผู้กระทำมีส่วนในการเบียดเบียน เป็นบาป หากกรรมให้ผลเมื่อใด ผู้กระทำต้องรับอกุศลวิบากที่เกิดขึ้น
๓๔.คนที่เอาลูกออกที่ยังไม่ถึง ๓ เดือน บาปหรือเปล่า
คำตอบ
เป็นการทำที่ผิดศีลข้อ ปาณาติบาต ถือว่าเป็นบาป
๓๕.พระรับปัจจัยด้วยตัวเองบาปหรือไม่ผิดแบบไหน
คำตอบ
พระรับปัจจัยด้วยตัวเอง หากเป็นพระมหานิกายไม่บาปแต่ถ้าเป็นพระธรรมยุติ เป็นบาปตามสมบัติบัญญัติ ถ้ารับปัจจัยมาแล้วนำไปใช้ผิดจุดประสงค์ของผู้ถวาย เช่นผู้ถวายเจตนาให้เป็นสังฆทาน (เป็นของหมู่สงฆ์) หากผู้รับนำไปเก็บไว้ใช้ส่วนตัวก็เป็นบาปเช่นกัน หรือผู้ถวายปัจจัยมีเจตนาให้สร้างโบสถ์ แต่ผู้รับนำปัจจัยไปสร้างศาลา อย่างนี้เป็นบาป
๓๖.ตอนนี้อายุ ๖๐ ปีแล้ว มีความรู้สึกว่าเบื่อชีวิตมากไม่รู้วาจะอยู่ต่อไปทำอะไรดี ได้หันมาสวดมนต์ ทำสมาธิก็จิตใจไม่สงบ ยังคิดฟุ้งซ่านอยู่ ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรดีจะช่วยสังคมหรือศาสนา ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายคือค่ารถและค่าอาหารนอกบ้าน แต่ไม่มีรายได้ควรจะทำอย่างไรดี
คำตอบ
อายุ 60 ปีแล้ว หากไม่เคยทำจิตตภาวนามาก่อนจะมาฝึกสมาธิเมื่อแก่ (ร่างกายชราแล้ว) คงทำได้ยาก ถ้าจะให้ดีการพัฒนาจิตวิญญาณมีเหมาะสมกับวัย อยู่กับบ้านสวดมนต์เช้าเย็น สวดแบบพระทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น สวดเป็นบาลีแล้วแปลเป็นภาษาไทยด้วย ตอนกลางวันหากไม่มีงานบ้านให้ทำ ให้อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทปสวดมนต์ ฟังเทปบรรยายธรรม หรือฝึกภาวนาด้วยการดึงลูกประคำ หายใจเข้า-ออกหนึ่งครั้งดึงลูกประคำหนึ่งลูกทำไปเรื่อย ๆ ทำทุกครั้งที่ว่างจากงาน ทำทุกครั้งที่นึกได้ ทำไปจนตายแล้วจะดีเอง
๓๗.ข้าพเจ้าเป็นข้าราชการ ทำงานตอบแทนบุญแผ่นดิน ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมตามกำลังความสามารถ แต่มิได้รับความยุติธรรมจากผู้บังคับบัญชา มักจะพูดตำหนิ ส่อเสียดในเรื่องส่วนตัว ไร้สาระเสมอ ทำให้ข้าพเจ้าอับอายในหน่วยงาน และชอบนินทาลับหลัง ในการนี้ข้าพเจ้าควรปฏิบัติอย่างไรต่อผู้บังคับบัญชาดังกล่าว (ควรนิ่งเฉย เดินหนี ตอบโต้หรืออดทน อดกลั้นต่อไปจนผู้บังคับบัญชาคนนี้จะเกษียณราชการไม่ค่ะ )
คำตอบ
วิธีแก้ปัญหาคือ ยอมรับความจริง อยู่กับความจริง ด้วยความนิ่งเฉย มีความอดทนอดกลั้น แล้วเจริญพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา) ไปเรื่อย ๆ หนี้เวรกรรมที่แสดงออกในรูปของอกุศลวิบากที่คุณได้รับอยู่ปัจจุบัน จะค่อย ๆ หมดไป จะหมดช้าหรือเร็วต้องถามตัวคุณเอง ว่าเจริญขันติบารมีและพรหมวิหาร 4 ได้มากน้อยจริงจังแค่ไหน
๓๘.อ่านหนังสือธรรมะในห้องน้ำจะบาปไหม
คำตอบ
อ่านหนังสือธรรมะในที่ใดๆ ไม่สำคัญ แต่สำคัญตรงที่ว่า อ่านแล้วทำให้จิตผ่องใส เบาสบายและมีความสุข การอ่านอย่างนี้ได้บุญเกิดขึ้น แต่หากอ่านหนังสือธรรมะแล้วมีจิตขุ่นมัว หนักขึ้นไม่สบายใจ เป็นทุกข์ การอ่านนั้นได้บาป
๓๙.การเจริญสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ควรจะเจริญหลาย ๆ ข้อไปพร้อม ๆกันหรือไม่หรือควรจะเจริญแต่ข้อใดข้อหนึ่งให้เชี่ยวชาญ
คำตอบ
การเจริญสติปัฏฐาน 4 ควรพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงของกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากว่าก็ได้ ยกตัวอย่างในครั้งพุทธกาล พระพุทธะเสด็จไปสอนพระมหาโมคคัลลานะให้พิจารณากายว่า เมื่อแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นเพียงธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งแต่ละส่วนมิใช่ตัวมิใช่ตนของเรา พิจารณาตามจนจิตบรรลุอรหัตผล
เช่นเดียวกันพระพุทธะเสด็จไปสอนหลานของพระสารีบุตรให้พิจารณา กาย และเวทนาในแง่มุมต่าง ๆ พระสารีบุตรฟังอยู่ด้วยพิจารณาตามไปด้วย บรรลุอรหัตผลได้เช่นกัน
๔๐.เวลาจิตมีความทุกข์เศร้าหมองจะมีวิธีใดที่จะดึงจิตกลับมาให้มีสติและคลายจากจิตที่เศร้าหมองได้เร็วที่สุดเจ้าค่ะ
คำตอบ
หางานดีๆ ให้จิตทำ อย่าปล่อยให้จิตว่างในทางโลกแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการเปลี่ยนสถานที่ ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง เพื่อให้จิตเปลี่ยนสิ่งกระทบที่ดี ปรุงอารมณ์ที่ดี วิธีนี้เป็นการหนีปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหาตามแนวทางของพระพุทธะ เช่นเดียวกันมีตนจำนวนไม่น้อยแก้ปัญหาด้วยการนำตัวไปเสพสิ่งเสพติด
ในทางธรรมแก้ปัญหาด้วยการเข้าวัด ไหว้พระ สวดมนต์ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม จนกระทั่งมีสติกล้าแข็ง มีปัญญาเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ตรงตามธรรม ความทุกข์ความเศร้าหมองจะหมดไปเอง
๔๑.พญานาคมีจริงไหมครับ
คำตอบ
มีจริง ถ้าอยากพิสูจน์ด้วยตนเอง ต้องพัฒนาจิตให้เข้าถึงฌานสมาบัติ 8 ให้ได้ก่อน แล้วอภิญญาตัวที่เรียกว่า ทิพพจักขุจะเกิดขึ้นกับจิต ซึ่งอภิญญาตัวนี้สามารถเห็นสัตว์ที่มีกายทิพย์เช่นพญานาคได้
๔๒.ถ้าได้พรากจิตวิญญาณออกจากรูปแล้ว ควรแก้ไขอย่างไร เพื่อให้อกุศลนี้เบาบางลงหรือหมดไป
คำตอบ
อกุศลกรรมดังกล่าวจะเบาบางหรือหมดไป ต้องชดใช้หนี้กรรมที่ทำไว้ จนกว่าเจ้ากรรมนายเวรจะพอใจและยกเลิกการจองเวร การทำบุญใหญ่เช่น สร้างวัด ปฏิบัติธรรม ฯลฯ แล้วอุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นให้กับผู้จองเวร หรือดีที่สุดต้องพัฒนาจิตตนเองจนบรรลุอรหัตผล แล้วทิ้งขันธ์ 5 ได้ จะไม่มีรูปนามปรากฏในสังสารวัฏ เวรกรรมตามไม่ได้และเป็นอโหสิกรรมไป
๔๓.วิธีการสร้างปัญญาบารมีขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูงทำได้อย่างไรบ้าง
คำตอบ
การสร้างปัญญาบารมีขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูงสุดเป็นเรื่องที่ต้องทำสั่งสมข้ามภพข้ามชาติยาวไกล ถ้าอยากรู้ว่าจะทำอย่างไร ต้องไปอ่านเรื่องในอดีตของพระพุทธโคดม ในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีชื่อว่า สัมภวกุมารวิธูรบัณฑิตและเสนกบัณฑิต หรือฟังได้จากเทปบันทึกเสียงหรือซีดีธรรมะ เรื่องปัญญาบารมี ที่ผู้ตอบคำถามเคยบรรยายไว้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546
๔๔.หญิงและชายที่มีวัยต่างกันมากแต่ต้องมาพบกันในชาตินี้ มีอัธยาศัยต้องกัน แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จึงกลายเป็นความทุกข์ทรมานใจ อยากทราบว่า ทำบาปกรรมอะไรไว้ ควรปฏิบัติเช่นไร เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์นี้ ชาติภพต่อไปจะต้องพอกันอีกหรือไม่
คำตอบ
การบุคคลจะเกิดมาพบกัน ต้องอัธยาศัยกันได้พระพุทธะ บอกว่าต้องทำกรรม 4 อย่างมาใกล้เคียงกัน เหมาะสมกันพอๆ กัน คือ มีศีลพอ ๆ กัน (สมสีลา) มีความเชื่อเหมือน ๆ กัน (สมสัทธา) มีการสละบริจาคไปในแนวเดียวกัน (สมจาคา) และมีปัญญาเห็นถูกพอ ๆ กัน (สมปัญญา) หากบุคคลคู่นี้ทำกรรมอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และยังจำเป็นต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในสังสารวัฏ โอกาสที่จะพ้นไปจากทุกข์นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่หากพัฒนาจิตวิญญาณให้เข้าถึงความเป็นอริยบุคคลของคนทั้ง 2 อย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน ยังได้มีโอกาสพบกันอีก มีความทุกข์น้อยลง และในที่สุดเมื่อพัฒนาจิตยิ่งขึ้นไปก็พ้นทุกข์ได้ในที่สุด
๔๕.ในการดำเนินธุรกิจต้องมีการแข่งขัน ผลประโยชน์และช่วงชิงผลประโยชน์ต้องมีหลักธรรมอย่างไรเพื่อทำธุรกิจอย่างมีความสุข ผู้ถามมีความขัดแย้งกันในใจในการยึดหลักธรรมกับการแข่งขัน
คำตอบ
การแข่งขันใด ๆ เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์นั้นเป็นการแข่งขันที่ผิดหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพราะเป็นการแข่งขันกันเอากิเลสเข้าทับถมใจเป็นการแข่งขั้นที่จะสร้างเหตุลงไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ การแข่งขันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ ต้องใช้อกุศลกรรมบถ 10 เป็นเครื่องมือประกอบกรรม คือต้องทุจริตในกายกรรม 3 ได้แก่ การฆ่า การลักขโมยช่วงชิง การล่วงประเวณีในบุตรภรรยาผู้อื่น ต้องทุจริตในวจีกรรม 4 ได้แก่ การพูดไม่ตรงความจริง การพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ และทุจริตในมโนกรรม 3 ได้แก่ ใจมีความโลภอยากได้ของคนอื่น ใจผูกพยาบาท สุดท้ายใจมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ไปจากธรรม เหล่านี้ทำแล้วเพิ่มกิเลสเพิ่มทุกข์ให้กับตนเอง เป็นความเสื่อมความตกต่ำของชีวิต
ส่วนการแข่งขันในทางพุทธศาสนา พระพุทธะสอนให้แข่งขันกับตัวเอง เอาชนะความไม่ดี เอาชนะสิ่งเศร้าหมอง (กิเลส) เอาชนะความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ของตัวเอง ที่หลงไปยึดติดในมนุษย์สมบัติด้วยเหตุนี้มิใช่หรือ ที่ยสะกุลบุตรลูกเศรษฐีที่มีบ้านหลังใหญ่โตเป็นปราสาท 3 ฤดูอยู่อาศัย จึงสละมนุษย์สมบัติ และเช่นเดียวกัน ปิปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะ) และภรรยา (ภัททกาปิลานี) ทิ้งสมบัติมหาเศรษฐีในกับบริวาร ซึ่งทั้ง 3 คนนำตัวเองออกบวชเป็นสงฆ์ในพุทธศาสนา ในที่สุดบรรลุอรหัตผล พ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้สิ้นเชิง
๔๖.ทำอย่างไรเมื่อไม่สามารถตามรู้ได้ทันทุกอิริยาบถเมื่อทำงานในทางโลก ทำให้ขาดสติอย่างมาก
คำตอบ
ที่ถามไปแสดงว่ายังมีกำลังใจอ่อน โดยเฉพาะกำลังสติ ถ้ายังต้องทำงานทางโลกอยู่ การที่จะทำให้จิตตามรู้ได้ทันในทุกอิริยาบถนั้นเป็นไปไม่ได้ เหตุเพราะยังต้องใช้ปัญญาทางโลก (สุตะและจินตามยปัญญา) คือยังต้องใช้กิเลสทำงาน ทำงานแล้วเพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้นและจิตยังตกเป็นทาสของกิเลสอยู่ ความปรารถนาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นไปไม่ได้
แต่หากต้องการให้จิตตามรู้ได้ทันมากยิ่งขึ้น นั้นเป็นไปได้ ด้วยการเจริญพละธรรม 5 (ศรัทธา วิริยา สติ สมาธิ ปัญญา) ให้กล้าแข็ง ด้วยการทำจิตตภาวนาบ่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ทำไปจนกว่าจะทิ้งขันธ์ไปเกิดใหม่
แต่ถ้าจะให้มีจิตรู้ทันในทุกอิริยาบถ ต้องออกบวชแล้วปฏิบัติธรรมจนจิตบรรลุอรหัตผล ทำได้อย่างนี้แล้วจิตสามารถรู้ทันได้ในทุกอิริยาบถ
๔๗.มารดาของลูก หลงงมงายเรื่องเข้าทรงมากและบังคับให้ลูกต้องกราบเจ้าเข้าทรงด้วยหากไม่ไปด้วย ก็จะโกรธ งอน น้อยใจคิดมาก หาว่าลูกไม่รู้พระคุณของเจ้าเข้าทรงลูกพยายามสอนมารดาถึงหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มารดาก็ไม่ยอมเชื่อฟังทำให้ลูกทุกข์ใจมากที่ต้องฝืนพามารดาไปกราบเจ้าเข้าทรง ปัญหานี้จะแก้อย่างไรเจ้าคะเพราะเจ้าเข้าทรงมักบังคับให้ลูกทำพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ขัดหลักพุทธศาสนา เช่นถวายของแก้บนของมารดา
คำตอบ
การพาแม่ไปหาเจ้าเข้าทรง เป็นความหลงผิดหนึ่ง ผู้นำพามีส่วนร่วมในอกุศลกรรมนั้นด้วย ในระดับปรมัตถสัจจะ แม่และลูกเป็นเพียงสมมติบัญญัติของชาวโลก ที่บัญญัติกันขึ้นเพื่อใช้เรียกผู้มาอาศัยท้องเป็นที่เกิดว่าลูก และผู้ที่ให้ท้องเกิดว่าแม่ แม่จึงมีพระคุณต่อลูกด้วยเหตุนี้ พระพุทธะสอนให้ลูกต้องตอบแทนคุณของแม่ ด้วยการประพฤติจริยธรรมของการเป็นลูกที่ดี คือท่านเลี้ยงมาเลี้ยงท่านตอบแทน ช่วยทำธุรกิจการงานของท่าน ด้วยวงศ์สกุลให้คงอยู่ ทำตนเป็นทายาทที่ดี ทำบุญอุทิศเมื่อล่วงลับ ฯลฯ และยังสอนให้มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณในด้านอื่นอีก ดังตัวอย่างของพระอัครสาวกของพระพุทธโคดม ที่มีชื่อว่าพระสารีบุตรมีแม่ชื่อว่านางสารีซึ่งมีความเห็นผิด ศรัทธาเลื่อมใสบูชาท้าวมหาพรหมในคืนที่พระสารีบุตรจะทิ้งขันธ์เพื่อเข้านิพพาน ท่านได้สอนมารดาให้กลับมามีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) จนได้บรรลุความเป็นโสดาบันบุคคล
ฉะนั้นที่ถามไปหากลูกไม่ให้ความร่วมมือในการหลงผิดของมารดา ไม่ผิดหลักธรรมและไม่เป็นบาปแต่อย่างใด เพราะแต่ละชีวิตมีทางเดินของตัวเองต่างคนต่างมาสู่โลกนี้ ต่างคนต่างไปจากโลกนี้ การมาสู่โลกนี้แล้วมามีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใดก็เป็นเพียงสมมติชั่วคราว ในที่สุดไม่มีตัวตน ไม่มีแม่ไม่มีลูกนั่นคือสัจจธรรมในระดับปรมัตถ์
๔๘.กรุณายกตัวอย่างรูปธรรม นามธรรม ทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับปรัชญาอย่างไร
คำตอบ
ในทางพุทธศาสนา ตัวอย่างของรูปธรรม เช่นร่างกายของเราที่สามารถสัมผัสได้ด้วยระบบประสาท คือตามองเห็น มือจับต้องได้นี้ชาวโลก สมมติเรียกกันว่ารูปธรรม ส่วนนามธรรมเป็นสิ่งที่ระบบประสาทสัมผัสไปได้ หรือใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจวัดไม่ได้ เช่น จิตใจของสัตว์ซึ่งเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง
ปรัชญาระหว่างรูปและนามนี้คือว่า เมื่อใดที่รูปและนามนี้มาอยู่ด้วยกันอิงแอบอาศัยกันและกัน ความมีชีวิตจึงเกิดขึ้น คือร่างกายเป็นเครื่องมือ (บ่าว) ให้จิตใช้ทำงาน จิตจึงทำหน้าที่เหมือนเป็นนาย ร่างกายทำหน้าที่เหมือนเป็นบ่าวรับใช้ หากเมื่อใดนาม (จิตใจ) ปฏิเสธรูป (ร่างกาย) สละรูป ทิ้งรูป ความมีชีวิตจะหมดไป แล้วนามต้องเคลื่อนย้ายไปหารูปอื่นมาเข้าอยู่อาศัยใหม่ วัฏจักรนี้ดำเนินไปไม่สิ้นสุด หากนาม (จิตใจ) ยังมีสิ่งเศร้าหมอง(กิเลส) เก็บสะสม
๔๙.เมื่อมีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นควรจะดับอารมณ์โกรธโดยการกำหนดรู้ว่าโกรธหนอเพื่อไม่ให้อกุศลจิตเกิดต่อไปหรือควรจะตามดูอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นจนกระทั่งดับไป วิธีการใดจึงจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
คำตอบ
วิธีตามดูความโกรธ ว่าดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์อย่างแท้จริงคือความโกรธไม่เป็นของเที่ยง มีการแปรเปลี่ยนในท่ามกลาง และดับสลายในที่สุด (อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) วิธีนี้ปฏิบัติได้แล้วสามารถหลุดพ้นไปจากความโกรธได้อย่างแท้จริง แต่ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ทั้งหลายได้หมดสิ้น
๕๐.การฆ่าสัตว์นั้นบาปแต่การฆ่าสัตว์ของสัตว์ด้วยกัน เช่น เสือล่าเนื้อ เป็นอาหารโดยมีเจตนาเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ผลการกระทำของสัตว์ล่าเนื้อนั้นจะรับกรรมหรือไม่อย่างไร
คำตอบ
สัตว์เดรัจฉานฆ่าสัตว์เดรัจฉานด้วยกันก็เป็นบาป เพราะผิดศีลข้อปาณาติบาต ตายแล้วจิตวิญญาณลงไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้ รุกขเทวดาทำร้ายมนุษย์ถึงชีวิตก็ผิดศีลข้อปาณาติบาต จุติแล้วยังต้องลงไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้ทันที ดังนั้นศีลข้อปาณาติบาตมิได้มีไว้กำกับพฤติกรรมของมนุษย์เท่านั้น แต่มีไว้สำหรับสัตว์ทั้งมวล ที่ยังมีการเวียนตาย-เกิดอยู่ในสังสารวัฏ
๕๑.อยากให้ดร.สนอง เล่าประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนสนใจธรรมะ เช่นเรื่องเทวดานางฟ้า
คำตอบ
เรื่องเทวดานางฟ้าเคยพูดยกเป็นตัวอย่างประกอบการบรรยายในที่ต่าง ๆ ต่างกรรมต่างวาระกัน ต้องขออภัยให้ไปตามฟังจากเทปบันทึกการบรรยายเอาเอง หรือหาอ่านได้จากหนังสือการเสวนาธรรมระหว่างดร.สนอง วรอุไรและดร.บรรจบ บรรณรุจิ เรื่องชีวิตหลังความตาย : ชีวิตใหม่ที่ต้องเตรียมตัว
๕๒.ตอนนี้คุณแม่อายุ 65 ปี ข้าพเจ้าพยายามพูดชักชวนให้ท่านไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่ท่านปฏิเสธเสียทุกครั้งในฐานะเป็นลูกข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อที่จะให้คุณแม่ได้รับบุญหรือได้มีจิตอันเป็นกุศล
คำตอบ
ถ้าแม่ยังไม่เปิดใจรับ ธรรมะคงเข้าถึงใจได้ยาก วิธีที่ดีที่สุดในฐานะที่เป็นลูก ต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับแม่ ด้วยการปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้เป็นคนดีได้ก่อน คือ เป็นคนมีจิตใจสะอาดและมีจิตใจดีงามจนแม่เกิดความทึ่ง แล้วหยุดคิดว่าอะไรหนอทำให้ลูกของฉันเป็นคนดีได้ขนาดนี้ เมื่อนั้นแหละศรัทธาจึงจะเกิดขึ้นกับแม่ เมื่อถึงวันที่ลูกเป็นคนดีได้จริง ลูกจะพูดจะบอกอะไร แม่ย่อมเชื่อและทำตาม
๕๓.ทำไมคนเราจะหันมาสนใจธรรมะ เมื่อเวลาที่มีทุกข์มาก ๆ แต่ยามปกติกลับไม่สนใจศึกษา
คำตอบ
เหตุเป็นเพราะคนส่วนใหญ่หลงผิด เพราะพัฒนาปัญญาได้แก่สุตมยปัญญา
และจินตามยปัญญา ซึ่งปัญญาทั้งสองสามารถเข้าถึงความจริงได้แก่สภาวะสัจจะ จิตจึงยังต้องตกเป็นทาสของโลกธรรมและวัตถุ ใช้ปัญญานี้แสวงหาความสุขจากการเสพกาม ซึ่งเป็นสุขอายุสั้นและมีทุกข์เป็นของอยู่คู่ เมื่อใดที่เสพกามสุขไปมาก ๆ จนทุกข์ปรากฏขึ้นเด่นชัด แล้วปัญญาทั้งสองยังแก้ไม่ได้ เมื่อนั้นแหละคนจำนวนมากจึงหันมาสนใจธรรมะ
๕๔.คนที่ชอบไปกับเพื่อนที่สนใจเข้าวัดโดยไม่ได้ศึกษาเขาจะได้อะไรบ้างไหมคะ
คำตอบ
ได้แน่นอน ได้เห็นพระสงฆ์ได้ไหว้พระ ถือว่าเป็นมงคล ได้ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระคุยธรรมะกัน แม้จะฟังไม่รู้เรื่องยังได้อานิสงส์เกิดขึ้น เหมือนกับที่สัตว์เดรัจฉานฟังธรรมแม้จะไม่รู้เรื่องยังได้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ได้ ดังนั้นชวนเขาไปบ่อย ๆ แล้วจะดีเอง
๕๕.ทำไมบางคนถึงโหยหาความรักคนรักแต่บางคนไม่ จะลดละได้อย่างไร เพราะบางครั้งจิตยังฟุ้งซ่าน
คำตอบ
ก็เขายังมีราคะ มีตัณหา ครอบงำจิตใจอยู่นะสิ คนประเภทนี้ยังต้องทุกข์ใจไม่เป็นอิสระ ใจยังตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา อุปาทาน ส่วนคนที่เขามีจิตเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) จิตมีความเป็นอิสระต่อโลกธรรมและวัตถุ มีจิตเป็นอิสระต่อสิ่งเศร้าหมอง เช่น อิสระจากราคะ ตัณหา อุปาทาน เขาจึงไม่แสวงหาสิ่งเหล่านั้นเพราะรู้ว่าถ้าเข้าไปยึดไปติด ไปตกเป็นทาสแล้วทุกข์เกิดขึ้นแน่นอน
ถามว่าจะลดกิเลสที่กล่าวถึงได้อย่างไร ต้องพิจารณาอสุภะกรรมฐานอยู่เนืองนิตย์ และต้องเข้าถึงความจริงของรูปนามให้ได้ เหมือนกับที่พระพุทธะนำสาวกไปพิจารณา ซากศพของสิริมา ซึ่งอดีตเคยเป็นโสเภณีรูปงามของแคว้นมคธ เมื่อจิตเห็นแจ้งในสัจจธรรมของรูปนามแล้ว ราคะ ตัณหา อุปาทาน จึงได้อันตรธานหมดสิ้นไปจากใจ
๕๖.สำหรับปุถุชนทั่วไป ที่สนใจด้านกรรมฐานจะมีวิธีลดละ ราคะ ได้อย่างไร
คำตอบ
ดูคำตอบข้อ 55
๕๗.กระผมเจริญสติด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจ เข้าออก จนรู้สึกว่าลมหายใจละเอียดขึ้นเกิดความรู้สึกว่าขนลุกและตัวลอยขึ้นมีความรู้สึกว่าหัวจะทิ่มลงพื้น เกิดตกใจว่าหัวจะกระแทกพื้น สมาธิจึงถอนออก ปัจจุบันเลยไม่สามารถทำสมาธิได้อย่างนี่เคยจะแก้ไขอย่างไรดีครับ
คำตอบ
อาการหัวจะทิ่มลงพื้น เป็นผลมาจากจิตเข้าถึงความเป็นสมาธิระดับหนึ่ง วิธีแก้ปัญหานี้คือ ขณะเริ่มมีอาการหัวจะทิ่มลงพื้นให้กำหนด รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการดังกล่าวหายไปแล้วให้ดึงจิตกลับมาสู่องค์ภาวนาเดิม คือลมหายใจ เข้า-ออก
๕๘.สัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่ความตายเกิดขึ้นกับคนทุกคนหรือไม่
คำตอบ
สัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่ความตาย เกิดขึ้นกับทุกคนจะระลึกได้ต้องมีสติมากระดับหนึ่ง คนที่มีสติน้อยระลึกสัญญาณเตือนก่อนตายไม่ได้
๕๙.พลังจิตจากหลวงพ่อที่ปฏิบัติมานาน ๆ จะสามารถถ่ายทอดพลังจิตไว้กับวัตถุได้จริงไม่ครับ ทำให้เข้าใจว่าวัตถุมงคลของอาจารย์ต่าง ๆ มีพลังสูงทำให้เสาะหากัน
คำตอบ
หลวงพ่อที่ปฏิบัติธรรมมาโดยเฉพาะอยู่ในฌานสมาบัติ 8 จะมีพลังจิตกล้าแข็ง สามารถถ่ายทอดพลังจิตไว้กับวัตถุได้
๖๐.การที่เราหยิบเงินทองสามี เราไปใช้จ่ายในบ้าน ถือว่าบาปไหม (หยิบใช้จ่ายโดยไม่ได้บอกก่อน)
คำตอบ
ถ้าเขาไม่อนุญาตถือว่าทำผิดศีลข้อ 2 (อทินนาทาน) เป็นบาป
๖๑.ทำอย่างไรคุณพ่อจึงจะไม่โมโหและอาละวาดใส่ครอบครัว ทำอย่างไรพ่อจึงจะหางานทำ ทำอย่างไรพ่อจึงจะรักลูกเท่า ๆ กัน ทำอย่างไรพ่อจึงจะรู้จักประหยัดเงิน ทำอย่างไรพ่อจึงจะไม่หาเรื่องคนในครอบครัว
คำตอบ
พระพุทธะมิได้สอนให้แก้ปัญหาที่คนอื่น แต่สอนให้แก้ปัญหาที่ตัวเอง ในฐานะเป็นลูก ต้องไม่แสดงกิริยาโต้เถียง โต้แย้งหรือให้การสั่งสอนแนะนำใด ๆ ต้องนิ่งสงบปากสงบคำ สงบกิริยาอาการได้สร้างขันติบารมี ได้สร้างเมตตาบารมี ได้สร้างปัญญาบารมีทำให้เราได้คิดว่า สิ่งใดที่เราไม่ชอบ เราต้องไม่นำไปใช้กับคนอื่นแท้จริงแล้วพ่อเป็นครูที่ดี สอนให้ลูกอย่าได้ทำตามที่พ่อทำให้ลูกดู ถ้าลูกเป็นคนมีความเห็นถูกตรง และมองได้อย่างนี้ พ่อก็คือครูที่ดีเป็นผู้มีพระคุณ ทำให้ลูกได้สร้างสมอบรมบารมีนั่นเองจึงนับได้ว่า คุณเป็นผู้มีโชคได้ครูดีอยู่ใกล้ตัว
๖๒.สามีไม่ทำงาน อารมณ์ไม่คงที่ภรรยาต้องหาเลี้ยงลูก 3 คน และสามี รายได้ไม่มากควรทำอย่างไร
คำตอบ
ให้ประพฤติจริยธรรมของลูกที่ดีของพ่อแม่ (ดูข้อ 47) ขณะเดียวกันภรรยาต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว แจกงานให้ลูกช่วยทำสอนให้ลูกสู้งาน ทั้งงานหนักงานเบาหากเป็นความสุจริตแล้วต้องทำได้ ให้กินอยู่ใช้สอยแบบพอเพียง บริโภคใช้สอยให้คำนึงถึงความเป็นประโยชน์ (สาระ) ไม่เป็นประโยชน์ (อสาระ) ไม่ทำและสอนตัวเองให้เป็นผู้มีความพอใจในสิ่งที่ตนเป็น ตนมี ตนเองได้รับไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วคุณและลูก ๆ จะมีความสุข
๖๓. เรื่องการกตัญญูบิดา มารดา ถ้าในการกตัญญูแล้วทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ครอบครัวแตกแยกกีดกันแม่ลูกเพราะเชื่อบิดาและมารดาใส่ร้ายในบุตรสะใภ้แล้วการกตัญญูแบบนี้จะมีบาปหรือไม่เรียนถาม
คำตอบ
ในฐานะลูกที่ดีต้องปฏิบัติจริยธรรมลูกที่ดีต่อพ่อแม่แต่ความกตัญญูกตเวที (รู้คุณและตอบแทนคุณ) ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม หากไม่ถูกต้องชอบธรรม ลูกไม่ปฏิบัติตามถือว่าไม่เป็นบาปแก่ลูก เป็นบาปของพ่อแม่เอง สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตัว มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมใดไว้ต้องรับผลแห่งกรรมนั้น ๆ นี่เป็นสัจจธรรมที่พระพุทธะบอกไว้นานแล้ว แต่ยังเป็นจริงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นยอมรับความจริง อยู่กับความจริงแล้วปล่อยวางการสร้างกรรมของคนอื่นให้ได้ แล้วคุณจะมีความสุข
๖๔.จิตอัปนากับจิตปรมัติแตกต่างกันอย่างไร
คำตอบ
จิตอัปปนาเป็นจิตที่เข้าถึงความเป็นสมาธิสูงสุด ส่วนจิตปรมัตถ์ เป็นจิตที่เข้าถึงปัญญาหยั่งรู้ความจริงสูงสุดคือจริงแท้
๖๕.ผู้ที่ถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วยังมีเวทนาทางใจให้รับรู้อยู่หรือไม่ถ้ามีมีเวทนาอะไรบ้าง
คำตอบ
คำถามนี้ยังไม่ชัด คำว่าถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้าหมายถึงพ้นไปจากทุกข์แล้ว ยังต้องมีเวทนาทางใจให้รับรู้หรือไม่ ขอตอบว่าถ้าผู้นั้นยังไม่ทิ้งขันธ์ ยังต้องมีเวทนาให้รับรู้อยู่ แต่จิตไม่รับเอาเวทนานั้นมาเป็นของตัว จึงไม่ต้องทุกข์กับเวทนาที่เกิดขึ้น เวทนาที่เกิดขึ้นมีสุขเวทนา ทุกขเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์เวทนา (อทุกขมสุขเวทนา)
๖๖.ขณะที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจิตตื่นตัวเป็นปกติ สภาวะจิตตรงนี้คืออะไรใช้จิตเดิมแท้หรือเปล่าหรือสภาวะนิพพานชั่วคราวใช่หรือเปล่า
คำตอบ
สภาวะจิตที่มีความรู้ตัวทั่วพร้อม เป็นจิตที่มีสติระลึกทันทุกสิ่งกระทบภายนอกที่เข้าสัมผัสจิต หากมีความรู้ตัวทั่วพร้อมและเห็นถูกตรงตามเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิโลกุตระ) ว่าสิ่งกระทบดับไปเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ แล้วจิตปล่อยวางเป็นอุเบกขาได้จริงเข้าถึงความเป็นจริงจิตเดิมแท้ ก็สุดแต่ใครจะเป็นผู้สมมติบัญญัติเรียกกัน
๖๗.มีบุคคลบางคนเมื่อฟังพระสวดแล้วมีอาการสั่นขึ้นมาไม่ทราบสาเหตุแลมีอาการร้องไห้ด้วย เกิดจากสาเหตุใด ควรปฏิบัติเช่นใดบ้าง
คำตอบ
สาเหตุเกิดจากการขาดสติ จิตรับสิ่งกระทบเข้าปรุงแต่งคุมสติไม่อยู่ อาการติดลบดังกล่าวเกิดขึ้น หากเจริญพละธรรม 5 ให้กล้าแข็งได้จริง อาการดังกล่าวจะหายไป
๖๘.เวลาทำสมาธิ ในสมาธิเคยรู้ในสมาธิ ว่าเหมือนตนเองกำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จะว่ารู้สึกดีใจก็ไม่เชิง แต่น้ำตาไหลออกมาขณะนั่งสมาธิ รู้สึกภายในอยู่ อยากทราบว่าอาการนี้ คิดเองหรือเปล่ากลัวว่าจะถูกหลอกว่าได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์
คำตอบ
บุคคลใดหากเข้าสมาธิถึงระดับฌานได้ โอกาสเกิดอภิญญาทิพพจักขุมีได้เป็นได้ หากยังไม่สามารถเข้าฌานได้ แล้วจิตเกิดจินตภาพไปเห็น ถือเป็นมายาของจิตที่เกิดจากสังขารปรุงแต่ง
๖๙.เวลาเรานั่งสมาธิเกิดภาพต่าง ๆ จะแก้ไขอย่างไรไม่ให้ตกใจแล้วลืมตา
คำตอบ
ในสมัยที่ผู้ตอบปัญหาไปทำจิตตภาวนา ได้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่เชื่อครูบาอาจารย์ที่บอกให้แก้ไข คือให้กำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ ภาพดังกล่าวได้หายไปจริง แล้วท่านให้ดึงจิตกลับมาสู่องค์ภาวนาเดิม คือ พองหนอ-ยุบหนอ ทำได้สำเร็จจริงปัญหาจึงหมดไป
๗๐.ฝึกนั่งวิปัสสนาต้องทำควบคู่กับเดินจงกรมหรือไม่หรือแล้วแต่บุคคล และปฏิบัติวิปัสสนาอย่างไรปัญญาจึงจะเจริญยิ่ง ๆขึ้น
คำตอบ
การปฏิบัติกรรมฐาน ต้องทำให้ทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน ปัญญาเห็นแจ้ง (วิปัสสนาญาณ) หลังจากฝึกจิตเป็น สมาธิได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว (อุปจารสมาธิ) ต้องใช้พลังสมาธิไปพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เห็นเป็นจริงตามกฎไตรลักษณ์แล้ววิปัสสนาญาณจะก้าวหน้า
๗๑.ถูกต้องหรือไม่ ที่เขาจัดว่ายังคงมีบารมี ถึงได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อเลือกที่จะประกอบกรรมดีชั่วได้และพวกจิตวิญญาณที่รอเข้าร่างมนุษย์ (พวกร่างทรงหรือที่เรียกว่ามีองค์) ถืออะไรและเขาเหล่านั้นมีสิทธิที่จะเลือกมนุษย์คนนั้น ๆ ได้หรือ และมนุษย์คนนั้นถ้าต้องการฝึกวิปัสสนาจะทำอย่างไรจึงจะหนีพ้น
คำตอบ
คุณธรรมทั้ง 10 คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา หากมีอยู่ในจิตใจของผู้ใด เรียกผู้นั้นได้ว่า เป็นผู้มีบารมีแต่จะมีมากหรือน้อยนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
มีปรากฏมายาวนานแล้ว ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ร่างที่มีบุญน้อยมีสติน้อยและต้องยินยอม เขาจึงจะใช้ร่างนั้นได้ ส่วนน้อยเจ้าของร่างยินยอมให้จิตวิญญาณอื่นมาใช้ร่าง เพื่อสร้างบุญบารมีร่วมกัน อย่างนี้มีให้เห็นได้ในปัจจุบัน
หากไม่ประสงค์เป็นร่างทรง ต้องเจริญสติให้กล้าแข็งสร้างและสั่งสมบุญของตัวเองให้มาก และต้องไม่อนุญาตให้จิตวิญญาณอื่นมาใช้ร่างกายของตัวเอง เพื่อประโยชน์ของเขา อย่างนี้สามารถหนีพ้นจากการเป็นร่างทรงได้
๗๒.การทำหมันสัตว์ อาจารย์บอกเป็นบาปถ้าได้ทำไปแล้วจะต้องทำบุญอย่างไรจึงจะขออโหสิกรรมได้
คำตอบ
ทำบุญใหญ่ ๆเช่น สร้างกุฏิ สร้างศาลา สร้างทางเดินจงกรมถวายพระปฏิบัติกรรมฐาน ฯลฯ แล้วอุทิศบุญกุศลให้กับสัตว์ที่เราไปทำหมันแล้วขอขมาโทษ ขออโหสิเลิกจองเวรกัน ถ้าบุญที่อุทิศมีมากพอ ถ้าเขาเห็นด้วยและยอมรับ เวรกรรมที่จองกันไว้เป็นอันยกเลิก
๗๓.การใช้กรงดักหนูแล้วบังเอิญ หนูตายในกรงจะบาปมากไหม และจะต้องทำบุญอย่างไรหรือจะขออโหสิกรรมอย่างไร
คำตอบ
หนูตายในกรงดักหนู ไม่บังเอิญหรอก การตายของหนูต้องมีเหตุที่ทำให้เกิด เจตนาดักหนูแล้วนำปล่อยในที่ห่างไกล เป็นบาปเหมือนกัน แต่บาปน้อยกว่าดักหนูได้แล้วนำไปฆ่าให้ตาย (ดูข้อ 71 ประกอบ)
๗๔.คนเราเกิดมาทำไม
คำตอบ
เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่าแล้วสร้างกรรมใหม่ เกิดมาเพื่อสะสมมนุษย์สมบัติ เกิดมาเพื่อสั่งสมประสบการณ์ให้กับชีวิต ปรับแก้ไขชีวิตให้ดีขึ้น เกิดมาเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณให้พ้นไปจากวัฏกสงสาร ฯลฯ แล้วคุณล่ะเกิดมาทำไม
๗๕.นั่งสมาธิแล้วง่วงนอนทำยังไงให้หายง่วง
คำตอบ
นั่งสมาธิแล้วง่วงมีวิธีแก้ไขได้หลายอย่าง ลองดูวิธีของพระพุทธะบอกให้พระมหาโมคคัลลานะแก้ง่วง ย่อ ๆ ดังนี้
ให้พิจารณาให้มากถึงวิธีการกำหนดที่ทำให้เกิดอาการง่วง
ให้นึกถึงธรรมที่เคยฟังจนขึ้นใจ
ท่องบ่นธรรมะที่ฟังมาโดยวิธีพิจารณา
ให้ลืมตาดูหรือยกจิตมากำหนดที่หน้าผาก
ล้างหน้า อาบน้ำ
ให้นึกว่าเป็นกลางวันมีความสว่าง
เดินจงกรมให้มาก (ไม่หายง่วงไม่เลิกเดิน)
นอนแบบสีหไสยาสแล้วกำหนดสติไปด้วย
ผู้ตอบคำถามเคยมีปัญหาเช่นนี้มาก่อน แก้ไขด้วยการอาบน้ำล้างหน้าและเดินจงกรมให้มาก ปรากฏว่าทำได้สำเร็จ
๗๖.สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่นมด แบคทีเรีย ไวรัส มีวิญญาณมั้ย แล้วบาปมั้ยถ้าฆ่ามัน
คำตอบ
ถ้าเป็นสัตว์ที่มีรูปนามเช่น มด ถ้าไปฆ่าคือผิดศีลข้อปาณาติบาต เป็นบาปแน่นอน แบคทีเรียและไวรัสไม่ใช่สัตว์ที่มีรูปนาม ไปทำให้ตายไม่ถือว่าผิดศีลข้อปานาติบาต
๗๗.ถ้าเป็นนักเรียนแพทย์แล้วต้องผ่ากบเพื่อศึกษาจะบาปมั้ย
คำตอบ
บาปแน่นอน ผู้ตอบปัญหาเคยสาธิตให้นักเรียนแพทย์ดูก็บาปเดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้ว
๗๘.วิญญาณมีจริงมั้ย แล้วทำไมต้องเห็นออกมาเป็นรูปคนหน้าตาเสื้อผ้า เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
คำตอบ
วิญญาณมีจริงแต่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อตาหนัง ที่เห็นนั้นเป็นรูปนามของสัตว์รอเกิด (สัมภเวสี) ที่เขาเนรมิตรูปหยาบให้มนุษย์เห็น
๗๙.บางคนตายไปทำไมหายไปเลย บางคนตายไปทำไมกลายเป็นวิญญาณ
คำตอบ
ถ้ายังไม่บรรลุอรหัตผล ตายแล้วต้องไปเกิดใหม่ในภพใดภพหนึ่งแน่นอน หรือตายไปเป็นสัมภเวสี มนุษย์ทั่วไปสัมผัสไม่ได้จึงคิดว่าตายแล้วสูญ ที่บอกว่าคนตายไปแล้วกลายเป็นวิญญาณเป็นไปไม่ได้ วิญญาณคือความรู้แจ้งอารมณ์ เช่นจักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา คือ เห็นนั่นเอง ฆานวิญญาณ คือความรู้อารมณ์ทางจมูกคือได้กลิ่นนั่นเอง ฯลฯ ส่วนในอีกความหมายหนึ่งคือ จิต หลายคนเรียกจิตที่หลุดออกจากร่างเมื่อตายว่า จิตออกหรือวิญญาณออก
๘๐.ยมฑูตจะมารับคนผิดได้รึเปล่า (ถ้าผิดจะเอามาคืนได้มั้ย)
คำตอบ
เป็นไปได้ที่ยมทูตมาเอาคนผิดตัวไปลงโทษ แต่ในที่สุดต้องรีบนำกลับเข้าร่างเดิม เช่น กรณีที่คนตายมียมทูตพาไปเมืองนรกแต่ผิดตัวต้องส่งคืนร่างเดิม คนที่ตายจึงฟื้นตื่นขึ้นมาเล่าเรื่องไปเที่ยวนรกให้ฟัง มีปรากฏให้รู้เห็นได้บ่อย เขาทำหน้าที่บกพร่องก็เหตุเพราะยังเป็นปุถุชนยมฑูต
๘๑.ชาติที่แล้ว กับชาติหน้ามีจริงมั้ย แล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับนิสัยของชาตินี้รึเปล่า
คำตอบ
ชาติปัจจุบันใคร ๆ ก็มองเห็นได้ว่ามีจริง ชาติที่แล้วและชาติหน้าถ้าอยากพิสูจน์ว่ามีจริงหรือไม่ ต้องเจริญจิตตภาวนาจนสามารถเข้าฌานได้ อภิญญาที่เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสติญาณและอนาคตังสญาณจะเป็นเครื่องมือให้พิสูจน์ได้ โดยปกติแล้วนิสัยของคนไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เหตุเพราะถนัดในการทำพฤติกรรมซ้ำๆ พฤติกรรมเดิมผลของพฤติกรรมจะถูกเก็บสั่งสมในดวงจิตข้ามภพชาติได้
๘๒.ที่บ้านมีสุนัขดุมาก เราป้องกันไม่ให้เขาออกไปข้างนอกแต่บางทีเขาก็กระโดดข้ามรั้วออกไปกัดผู้อื่น 3-4 ครั้ง จนครั้งสุดท้ายเขากัดลูกชายของน้า เลือดไหลมากหลาย ๆครั้งที่คนบอกให้เอาไปปล่อยวัด แต่ข้าพเจ้าสงสารสุนัขตัวนั้นยังไงเขาก็รักบ้านทำงานดูแลบ้านดีมาก ที่บ้านเราไม่เคยต้องล็อคบ้านเลย เวลาที่เขาอยู่บ้าน เราสบายใจมาก แต่ละวันก็สอนเขาให้เมตตาให้มีใจกุศล แต่ที่สุดน้าก็แอบเอาไปปล่อย ข้าพเจ้าสงสารเขาและเห็นใจน้า แต่พูดไม่ออกไม่แน่ใจว่า การเอาเขาไปปล่อย มันบาปไหม มันเป็นการทอดทิ้งกัน อาจารย์มีข้อแนะนำอย่างไร
คำตอบ
คนที่เอาสุนัขไปปล่อยวัดให้อด ๆ อยาก ๆ ได้กินอาหารบ้างไม่ได้กินบ้าง คนปล่อยต้องรับผลของบาป น้าแอบเอาสุนัขไปปล่อย คุณรู้แล้วเกิดความไม่สบายใจ คุณก็บาปด้วย
๘๓.เราจะต้องเจริญสติสัมปชัญญะถึงแค่ไหนที่จะทำให้เห็นไตรลักษณ์เกิดขึ้นกับกายและจิต
คำตอบ
ถ้าประสงค์จะเข้าถึงกฎไตรลักษณ์ด้วยตัวเอง ต้องพัฒนาจิตให้เข้าถึงอุปจารสมาธิ แล้วเอาพลังจิตระดับนี้ไปพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม จะเห็นผัสสะเป็นของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปรและไม่มีตัวตน (อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) แล้วปัญญาเห็นแจ้งซึ่งเป็นตัวสัมปชัญญะจึงเกิดขึ้น
๘๔.ถึงแม้จะไม่เห็นไตรลักษณ์เกิด-ดับถี่ยิบถ้าเรารักษาใจตัวเองไม่ให้ไปยึดมั่นสิ่งใด ๆ แล้วใจไม่ทุกข์แสดงว่าเรามีปัญญาในทางธรรมหรือยังคะ
คำตอบ
ผัสสะใดที่เกิดขึ้นในจิต แล้วจิตเห็นผัสสะดับไป (อนัตตา) ไม่มีตัวตน เกิดปัญญารู้ทันผัสสะ จิตปล่อยวางผัสสะ จิตเป็นอิสระจิตมีความสงบ อย่างนี้เรียกว่า เกิดปัญญาเห็นแจ้งในธรรมได้
๘๕.เหตุปัจจัยใดที่ควรกระทำเพื่อการบรรลุโสดาบัน
คำตอบ
เหตุปัจจัยที่ทำให้บรรลุความเป็นโสดาบัน คือปัญญาเห็นแจ้งที่สามารถปลดปล่อยใจตนเองให้ละสังโยชน์ 3 ได้คือ ละ สักกายทิฏฐิ ละวิจิกิจฉาและละสีพลตปรามาสได้
๘๖.ต้องสร้างเหตุปัจจัยอะไรเพื่อให้มีปัญญาในทางธรรม
คำตอบ
สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน หากทำได้ถูกทางแล้ว สามารถเกิดปัญญาในทางธรรมได้
๘๗.การสร้างปัญญาควรออกบวชหรือไม่คะถ้าเป็นหญิง
คำตอบ
บวชก็ดี ไม่บวชก็ได้ หากปฏิบัติได้ถูกทาง โอกาสเข้าถึงปัญญาในทางธรรม มีความเป็นไปได้ ตัวอย่าง วิสาขาเป็นสตรีโสดาบันตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อมาเจริญวัยขึ้นจึงได้แต่งงานกับลูกชายเศรษฐีจนมีลูกได้ถึง 20คน