
อัตตชีวประวัติปูชนียวิปัสสนาจารย์
ท่านพระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี
)
๑. ฆราวาสสมัย
ณ
หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขต ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก
ผู้คนในถิ่นนั้นจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเรือนแพหลังหนึ่งซึ่งจอดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นี่ทราบกันว่า เจ้าของเรือนแพหลังนี้คือ สามี-ภรรยา
ผู้ใจบุญ นามว่า นายบัวขาว นางมณี เพ็งอาทิตย์ ผู้ให้กำเนิน เด็กชายสุรศักดิ์ หรือ พระอาจารย์สุรศักดิ์
เขมรํสี ประทีปธรรมนำจิตใจ ของคณะศิษย์สุปฏิปันโน
ในปัจจุบัน
กาพย์ฉบัง
๑๖
สามธันวามาดล
ศุภมงคล
อุบัติบังเกิดกุมาร
ห้าค่ำวันจันทร์กล่าวขาน
เดือนอ้ายประมาณ
ปีเถาะเก้าสี่ผ่านมา
กล่าวฝ่ายบิดามารดา
ยินดีนักหนา
ให้ชื่อ
สุรศักดิ์ เฉิดฉาย
พี่น้องหญิงชายร่วมครรภ์
ห้าคนเท่านั้น
ที่สามเป็นชายชาตรี
บิดามารดาปรานี
ได้เป็นศักดิ์ศรี
เพ็งอาทิตย์ ตระกูลวงศ์
ท่านมีเรือยนต์รับส่ง
หลักฐานมั่นคง
ทั้งเรือบรรทุกปูนหิน
เรือกสวนไร่นาทำกิน
ไม่รู้หมดสิ้น
ให้เช่าตามเค้ากล่าวมา
เมื่อเด็กชายสุรศักดิ์ เพ็งอาทิตย์
เจริญวัยขึ้นก็ได้เข้ารับการศึกษาทั้งในระดับประถม
และมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนครหลวงวิทยาคาร
โรงเรียนนครหลวงพิบูลย์ประเสริฐวิทย์ และโรงเรียนอุดมรัชวิทยา ในเขตอำเภอนครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เด็กชายสุรศักดิ์เป็นนักเรียนที่เอาใจใส่การเล่าเรียนเป็นอย่างดี
มักได้รับคำชมเชยจากครูที่ทำการสอนอยู่เสมอ แต่ก้จะด้วยวิบากกรรมหรือมหากุศลบันดารให้เป็นไป
ก็สุดจะคาดเดาได้ จึงทำให้เด็กชายสุรศักดิ์เกิดประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บร้ายแรงถึงขั้นต้องหยุดพักการเรียนไปช่วงหนึ่ง
วิชชุมสลา ฉันท์ ๘
ลำดับต่อไป
เป็นวัยเล่าเรียน
มานะพากเพียร
เป็นมอสอสอง
เกิดอุบัติเหตุ
เภทภัยเข้าครอง
เจ็บข้อเท้าต้อง
ผ่าตัดเยียวยา
รักษาสังขาร
เนิ่นนานผ่านไป
จะเรียนต่อไซร้
ไม่สมอุรา
ประกอบอาชีพ
ช่วยท่านบิดา
เดินเรือต่อมา
ประมาณเจ็ดปี
เบื่อหน่ายเต็มทน
ต้นหนเดินเรือ
อันตรายมากเหลือ
เสี่ยงภัยมากมี
สายน้ำคลื่นลม
ขื่นขมฤดี
อันอาชีพนี้
เลิกไปขายเรือ
เมื่อเป็นต้นหน
ฝึกฝนเรียนไป
ศึกษาผู้ใหญ่
ท่านไม่รู้เบื่อ
จบมอสอสาม
งดงามอะเคื้อ
ประโยชน์จุนเจือ
เรียนต่อช่างยนต์
ช่างเชื่อมโลหะ
ไม่ละเลยไป
เล่าเรียนสมใจ
กระทั่งช่างกล
ย่างยี่สิบสี่
เบื่อหนี้ต้นหน
บิดาของตน
ขอให้บวชเรียน
มารดาบิดา
เลี้ยงมาเหนื่อยยาก
เมื่อท่านออกปาก
จึงได้พากเพียร
ทดแทนพระคุณ
เกื้อหนุนจำเนียร
จึงได้บวชเรียน
ด้วยจิตศรัทธา
๒. สู่ร่มกาสาวพัสตร์
เมื่อได้ตัดสินใจเข้าสู่
ร่มกาสาวพัสตร์ แล้วโยมบิดา-โยมมารดา จึงได้จัดพิธีอุปสมบทให้ เมื่อวันที่ ๖
กรกฎาคม ๒๕๑๘ ณ วัดพร้าวโสภณาราม ตำบลนครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยมี
ท่านพระครูอดุลธรรมประกาศ เป็นพระอุปัชฌาจารย์
พระอธิการป่วน โสภโณ เป็นกรรมวาจารย์ พระครูสำเริง เป็นพระอนุสาวณาจารย์
ได้รับฉายาว่า
เขมรํสี (ประทีปธรรม นำความสงบ
และหลุดพ้น)
โครงสี่สุภาพ
ท่านสุรศักดิ์จึงได้
บรรพชา
เขมรังสีฉายา
เลิศแล้ว
วัดพร้าวโสภณา
รามแห่ง นั้นนา
ถิ่นเกิดดูเพริศแพร้ว
ยิ่งล้ำ อำรุง
จิตมุ่งจักไขว่คว้า
หาธรรม
ตัดกิเลสสงบงำ
ผ่องพ้น
เคร่งครัดวินัย สำ
คัญยิ่ง นาพ่อ
เป็นแบบอย่างเลิศล้น
เจิดจ้าคณาสงฆ์
จำนงจักใคร่รู้
กรรมฐาน
อบรมวิปัสสนาจารย์
ครบถ้วน
ประสบท่านผู้ชาญ
ปฏิบัติ ธรรมนา
ทรงพระคุณเลิศล้วน
ก่อให้ศรัทธา
ต่อมาท่านได้ลองไปปฏิบัติกรรมฐาน ณ สำนักวิปัสสนานครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการแนะนำจากญาติฝ่ายโยมบิดา
ทำให้ท่านได้ประจักษ์ถึงพุทธดำรัส ที่ว่า
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
รสพระธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง
ในช่วงเวลานั้นท่านได้พบกับความสงบร่มเย็นแท้จริงของชีวิตและรู้สึกลึกซึ้งในคุณค่าของพระธรรมมากยิ่งขึ้น
จนทำให้เปลี่ยนความตั้งใจจากเดิม
ที่คิดว่าจะบวชเรียนเพียงพรรษาเดียวเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา
เป็นตั้งมั่นที่จะอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป
เพื่อค้นคว้าศึกษาหลักธรรมให้แตกฉานยิ่งขึ้น
โครงสี่สุภาพ
สังวรสมาธิวัตรนั้น
คือนาม
พระผู้ทรงคุณความ
อะเคื้อ
บารมีหาโลกสาม
ฤาเทียบ
เมตตาพระก่อเกื้อ
ศิษย์ล้วนระลึกคุณ
กาลต่อมาท่านได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
แห่งวัดเพลงวิปัสสนา เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ท่านรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของท่านพระครูรูปนี้ยิ่งนัก
๓. ศึกษาพระอภิธรรมนำชีวิต
ท่านพระครูสังวรสมาธิวัตร
ได้เมตตารับพระภิกษุสุรศักดิ์ไว้เป็นศิษย์ทั้งยังได้แนะนำให้เข้ารับการอบรมในสำนักปฏิบัติกรรมฐาน
ณ สำนักวัดเพลงวิปัสสนา จนมีศรัทธาแรงกล้าใคร่ที่จะศึกษาพระอภิธรรมคัมภีร์
จึงได้ไปสมัครเรียนที่อภิธรรมโชติกวิทยาลัย
ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
กรุงเทพมหานคร โดยเรียนที่ระเบียงวิหารคต
และ ณ
ที่นี้เอง พระภิกษุสุรศักดิ์
ก็ได้ใช้ความเพียรในการศึกษาพระอภิธรรมคัมภีร์
จนมีความรู้แตกฉานสามารถสอบได้คะแนนสูงสุดเป็นที่หนึ่งของประเทศ
จึงได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระอภิธรรม
ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุพรรษาเพียง ๓ พรรษาเท่านั้น
แต่ต้องเป็นทั้งครูสอนและนักเรียนในชั้นสูงต่อไปด้วย
สำหรับครูที่ถ่ายทอดวิชาพระอภิธรรม
ที่พระภิกษุสุรศักดิ์มีความประทับใจในวิธีการสอนเป็นอันมากก็คือ
ท่านพระครูธรรมสุมนต์นนฺทิโก เจ้าอาวาสวัดจากแดง
จังหวัดสมุทรปราการ
พระภิกษุสุรศักดิ์ได้ศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ
และค้นคว้าศึกษาในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาพร้อมทั้งหาโอกาสออกไปสู่ความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร
ฝึกฝนปฏิบัติในพระธรรมกรรมฐานอยู่เสมอเป็นนิจและนั่นคือการสั่งสมปัญญาบารมีไว้เป็นปัจจัย
ในการเผยแพร่พระพุทธธรรมเป็นผลให้กาลต่อมาได้บังเกิดพระสุปฏิปันโน
ผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์ยิ่งอีกรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาซึ่งฉายานามว่า เขมรํสี
ภิกขุ
๔.
เขมรํสี ประทีปธรรมนำจิตใจ
โคลงสี่สุภาพ
เกิดผลได้รับใช้
พระศาสนา
เผยแผ่พระธรรมา
มากแล้ว
อบรมธรรมหลายครา
ก่อเกิด กุศลเอย
อุปสรรคคลายคลาดแคล้ว
หลีกพ้นภัยพาล
คิดการตั้งสำนัก
ปฏิบัติ
สืบเสาะมาพบวัด
ที่นี่
ยังเป็นป่ารกชัฏ
สงบเงียบ ดีเฮย
สัปปายะชวนชี้
หักร้างถางพง
ณ
ที่นี้คือจุดเริ่มต้นของ สำนักปฏิบัติกรรมฐาน วัดมเหยงคณ์
ซึ่งแต่เดิมเป็นอาณาบริเวณของวัดที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒
หรือเจ้าสามพระยาได้ทรงสร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๘๑
ซึ่งในปัจจุบันวัดนี้เป็นวัดร้างตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลหันตรา (ทุ่งทหารกล้า)
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีสภาพเสื่อมโทรมลงเป็นอันมาก
กรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีไว้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ
และเป็นมรดกโลกที่ล้ำค่าอีกแห่งหนึ่ง
มเหยงค์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง
เคยรุ่งเรืองรางชางมาก่อนเก่า
เจ้าสามพระยาทรงสร้างไว้ใหญ่ไม่เบา
อนุสรณ์เชษฐาเจ้าสองพระองค์
อุโบสถแลวิไลใหญ่กว้าง
เจดีย์ช้างล้อมอยู่ดูระหง
กำแพงล้อมสองชั้นเห็นมั่นคง
ฉนวนตรงเข้าโบสถ์ปรากฏมี
ครั้นเวลาล่วงมาช้านาน
วัดทรุดโทรมตามกาลเศร้าเสื่อมศรี
จนพระเจ้าท้ายสระโปรดปราณี
เร่งเร็วรี่บูรณะวัดด้วยศรัทธา
อุโบสถพระเจดีย์ช้างล้อม
ทะนุถนอมบำรุงไว้ใฝ่รักษา
ทั้งเจดีย์ทรงระฆังสะพรั่งตา
มีคุณค่าซ่อมแซมไว้ให้ถาวร
ทรงส่งเสริมการศึกษาของหมู่สงฆ์
มุ่งดำรงปฏิบัติธรรมให้พร่ำสอน
เป็นอรัญญวาสีอยู่นอกพระนคร
ขึ้นชื่อลือขจรแต่นั้นมา
ปัจจุบันนี้ปรักหักพัง
สุดที่จะยับยั้งอย่ากังขา
สิ่งใดถือกำเนิดเกิดมา
ตั้งอยู่ได้ไม่ช้าก็ดับลง
พุทโธวาทขององค์สมเด็จพระศาสดา
น้อมปฏิบัติบูชาค่าสูงส่ง
ยึดพระธรรมมั่นไว้ให้ยืนยง
รู้ละวางว่างลงคงนิพพาน
พระคุณเจ้าเขมรังสีชิโนรส
ธุดงค์มาปักกลดตามกล่าวขาน
เห็นวัดร้างสัปปายะคิดกะการ
ตั้งสำนักสงฆ์ด้วยเชี่ยวชาญทางธรรม
บุกเบิกหักร้างถางป่าชัฏ
น้อมนำปฏิบัตินานฉนำ
ญาติโยมศรัทธามาประจำ
บวชเนกขัมม์ปฏิบัติอยู่อัตรา
ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของท่านพระอาจารย์สุรศักดิ์ ที่มุ่งหวังจะมีส่วนช่วยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ผสมผสานกับแรงศรัทธาของญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
จึงทำให้บริเวณโดยรอบโบราณสถานวัดมเหยงคณ์ที่เคยเป็นป่าเปลี่ยวรกร้างมานานได้กลับกลายเป็นสำนักปฏิบัติกรรมฐานที่สงบร่มรื่นในระยะเวลาไม่กี่ปี
ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งมีผู้เลื่อมใสศรัทธาเข้ามาบำเพ็ญทาน รักษาศีล
และปฏิบัติสมาธิภาวนาเพิ่มมากขึ้น
จนทำให้ศาลาปฏิบัติธรรมเดิมที่สร้างด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก
คับแคบลงไปมากจำเป็นต้องสร้างศาลาหลังใหม่ที่ถาวรและกว้างขวางเพื่อรองรับญาติโยม
ศาลาปฏิบัติธรรมหลังใหม่นี้ก็คือ ศาลา เขมรังสี
ด้วยเดชะผลทานบารมี
ศีลภาวนานี้ดีนักหนา
เชิญชวนพุทธบริษัทผู้ศรัทธา
สร้างศาลาค่าอักโขดูโอฬาร
ก่อประโยชน์บำเพ็ญทานการกุศล
ใช้อบรมเยาวชนทุกถิ่นฐาน
ปลูกศรัทธาขัดเกลาจิตคิดกอปรการ
สืบพุทธศาสน์ยืนนานชั่วกัลป์
พระคุณเจ้าท่านถนัดจัดสั่งสอน
ขจายขจรกว้างไกลไปนักหนา
ส่งวิทยุแพร่ธรรมนำปัญญา
มุ่งสอนวิปัสสนาสาธุชน
วันที่เก้าสิงหาคมปีสามห้า
ทำบุญฉลองศาลามหากุศล
ถวายสังฆทานพันเก้าองค์เกิดมงคล
อุทิศถวายพระราชกุศลพระแม่เมือง
ด้วยปฏิปทาอันดีงามของท่านพระอาจารย์
สุรศักดิ์
จึงทำให้พระอาจารย์ของท่านคือท่านพระครูสังวรสมาธิวัตร
ได้มีบัญชาให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดคูบางหลวงอนุกิจวิธูร ตำบลคูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยทำหน้าที่ควบคู่ไปกับการเป็นผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติกรรมฐาน
วัดมเหยงคณ์ นับเป็นภาระรับผิดชอบที่หนักไม่น้อย
แต่ด้วยผลงานที่ปรากฏชัด จึงทำให้ท่านพระอาจารย์ได้รับเกียรติคุณยิ่งนานัปการ
คือ
สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก ได้โปรดประทาน ปสาทนียบัตรสาขาผู้มีศรัทธาบำเพ็ญประโยชน์
ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแก่เยาวชน เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๓
ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ๕ ธันวาคม ๒๕๓๔ ท่านพระอาจารย์
ก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท
โดยได้รับพระราชทินนามว่า พระครูเกษมธรรมทัต
และในวันที่
๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์เป็น
พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก
บุญส่งให้ได้เลื่อนสมณศักดิ์
ศิษย์พร้อมพรักปรีดิ์เปรมเกษมศรี
น้อมถวายศรัทธาชมบารมี
ท่านเป็นที่พระครูผู้เมตตา
มีฉายาว่า เกษมธรรมทัต
พระไตรรัตน์เจริญในไตรสิกขา
อินท์พรหมเทพอวยเฉลิมเพิ่มบุญญา
บูรพกษัตริยาอำนวยพร
จิตเป็นหนึ่งจึงถึงพร้อมจตุรพิธ
พรวิจิตรสุขสงบสโมสร
ในร่มกาสาวพัสตร์อันบวร
สถาพรเกรียงไกรในแดนธรรม
สาธุชนทั้งหลายได้รู้จัก
น้อมใจภักดิ์ศรัทธามาอุปถัมภ์
ในกิจการงานเผยแผ่พุทธธรรม
ช่วยค้ำจุนศาสน์สมมาตรเอย
ร่ายสุภาพ
พระครูเกษมธรรมทัต กิจวัตรอบรมธรรมกรรมฐานภาวนา แก่พุทธศาสนิกชน
เพื่อหลุดพ้นวัฏฏะ ชำระจิตแจ่มใส ไร้ตัณหาอุปาทาน พระอาจารย์เมตตาน้อมนำพรปฏิบัติ
ข้อวัตรเนกขัมม์จริยธรรมอบรม บ่มนิสัยเยาวชน
จนเป็นที่ศรัทธา หลายสถาบันมาเข้าค่ายจำต้องขยายอาคาร
ให้พอแก่การพำนักเป็นที่พักอาศัย ทั้งใช้ประโยชน์นานา จึงทอดผ้าป่าสามัคคี
ท่านผู้มีใจกุศล หวังผลทานยิ่งใหญ่ บริจาคทรัพย์ให้เหลือคณา
นำปัจจัยมาก่อสร้างอาคารกว้างและตระการ มี สำนักงานบุญนิธิ ชื่อสุปฏิปันโน
ค่าอักโขห้องสมุดพิเศษสุดห้องรับรองพระสงฆ์อาคันตุกะ ทั้งห้องปฏิสันถาร
เป็นอาคารเอนกประสงค์ เจาะจงใช้เป็นที่พักให้แก่นักปฏิบัติ แจ้งชัดอุบาสก
เลิศดิลกนักเรียนชายผู้หมายรับการอบรมสมเป็นกุลบุตร อาคารสุดงดงาม คงซึ่งความเป็นไท
แลวิไลหยดย้อย ช่อฟ้าช้อยเสียดฟ้า ใบระกาหางหงส์ ผจงไว้นาคสะดุ้ง หวังผดุงศิลปะไทย
เฉิดไฉไลก่อสร้าง งามสง่าอย่ารู้ร้าง คู่ฟ้าคงดิน อยู่นา
ในปัจจุบันแม้ศาลบาปฏิบัติธรรม
เขมรํสี ที่ใหญ่โต กว้างขวางและแข็งแรงแล้วก็ตาม
แต่ยังไม่เพียงพอต่อการรับรองญาติโยมสาธุชนที่หลั่งไหลเข้ามาปฏิบัติธรรมในโอกาสอันสำคัญต่าง
ๆ เพราะบางพื้นที่ในศาลาเขมรํสีนั้นยังต้องจัดเป็นส่วนที่ของ
สำนักงานบุญนิธิสุปฏิปันโน ห้องสมุด และที่พักรับรองแด่พระอาคันตุกะ
จึงสมควรที่จะขยับขยายส่วนเหล่านี้ไปไว้ในที่เหมาะสม
ท่านพระอาจารย์จึงมีดำริให้จัดสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้น
โดยใช้บริเวณศาลามุงจากเดิมเป็นสถานที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหลังใหม่นี้
ในที่สุด
ด้วยพลังแห่งมานะพากเพียรที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาจากสาธุชน
จึงทำให้อาคารดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์งดงาม และกอปรประโยชน์ยิ่ง อาคารหลังใหม่นี้คือ
อาคารเกษมธรรมทัต
อาคารสำเร็จสร้าง
สมจินต์
ประโยชน์ยิ่งกว่าถวิล
ว่าไว้
ศรัทธาทั่วฟ้าดิน
ฤาสุด สิ้นเฮย
พูนเพิ่มบารมีให้
สู่ห้องนฤพาน
ธรรมบรรยาย
หน้าที่ของชีวิต
นมตฺถุรตนตฺตยสฺส
ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรม
จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
อันดับต่อไป
พึงตั้งใจฟังธรรม ให้ตั้งอกตั้งใจฟัง ให้เกิดฉันทะความพอใจในการฟังธรรม
จะได้ไม่ท้อถอยจะได้ไม่ง่วง
การงานอันใดก็ตาม
ถ้าเรามีฉันทะ เราก็จะเกิดความพอใจ ทำการงานนั้นด้วยความสุข ไม่ท้อถอย
งานการปฏิบัติก็ดี งานอื่น ๆ หรือแม้แต่การฟังธรรมนี้ก็ดี
ถ้าเราสร้างฉันทะให้เกิดขึ้น ทำความพอใจให้เกิดขึ้น เราก็จะเพลิดเพลินกับการงานนั้น
ๆ การฟังธรรมนี้ก็จะเป็นประโยชน์
เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของเราให้ยิ่งขึ้น
วันนี้ก็จะได้มาพูดเกี่ยวกับเรื่องของ
ปรมัตถธรรม
เพราะเป็นส่วนสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติวิปัสสนา
ถ้าการเจริญวิปัสสนาไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องปรมัตถธรรมแล้วการปฏิบัติมันก็ทำไม่ถูก
จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจเรื่องของปรมัตถธรรม
หรือถ้าย่อลงมาแล้วก็คือรูปนาม
ปรมัตถธรรมนี้แยกออกเป็นสองอย่างก็คือรูปธรรมกับนามธรรม
ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องรูปนามแล้ว เราจะปฏิบัติได้อย่างไร เพราะ วิปัสสนานั้น
สติต้องระลึกที่รูปที่นาม ถ้าไม่รู้จักรูปนามก็ระลึกไม่ถูก มันก็เฉไฉไปอย่างอื่น เจริญสติไปๆ เพ่งไปอย่างอื่นหมด
คือไม่ได้กำหนดตรงต่อปรมัตถ์ มันก็ไปสู่บัญญัติ
อารมณ์มันมีอยู่สองพวก
คืออารมณ์ที่เป็นบัญญัติพวกหนึ่ง กับอารมณ์ที่เป็นประมัตถ์พวกหนึ่ง ในอารมณ์ทั้งหลายทั้งหมดแยกออกมาแล้วก็มี
อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ กับ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ ฉะนั้น
ถ้าสติไม่ระลึกที่ปรมัตถ์ มันก็ไประลึกที่บัญญัติ
มันไม่ใช่ของจริงมันเป็นของปลอม มันเป็นสมมุติ
มันไม่มีสภาวะที่จะยื่นให้เกิดปัญญาได้ เพราะว่ามันไม่ใช่ของจริง
มันไม่มีความเกิดดับให้ดู มันจึงแสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ให้เห็นไม่ได้
ที่จะเห็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา จะต้องกำหนดที่รูปนาม หรือกำหนดที่ปรมัตถ์ เพราะปรมัตถธรรมมีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา
การที่มันต้องเกิดต้องดับอยู่อย่างนั้นน่ะ
มันก็แสดงความไม่เที่ยงให้ดู แสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็น เรียกว่า อนิจจลักษณะ แสดง ทุกขลักษณะ
ความเกิดดับ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ให้เห็น แสดงอนัตตลักษณะ คือสภาพไม่ใช่ตัวตน สภาพที่บังคับบัญชาไม่ได้
ให้เห็น ในรูปปรมัตถธรรมว่ามันมีความจริงอยู่อย่างนี้
ฉะนั้นการปฏิบัติสติก็ต้องระลึกให้ตรงต่อปรมัตถธรรม หรือตรงต่อรูปต่อนาม ถ้ากำหนดไม่ตรงมันก็ไม่เห็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเมื่อมเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แล้ว มันจะปล่อยวางไม่ได้ ก็หลงอยู่อย่างนั้น ยึดอยู่อย่างนั้น
หลงว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นของเรา หลงชอบหลงชังอยู่อย่างนั้น
มันถอนไม่ได้
การที่จะถอนกิเลสทั้งหลายออกจากใจได้
จะต้องมีปัญญาเกิดขึ้น เพราะปัญญานี่เป็นตัวที่จะตัดกิเลส เป็นตัวที่จะทำลายกิเลส
ฉะนั้นปัญญาจะเกิดขึ้นมาก็ต้องระลึกตรงต่อปรมัตถ์ จึงจะเกิดปัญญาที่เรียกว่า
วิปัสสนา
วิปัสสนา
ก็คือ ปัญญานั่นเอง ได้แก่ความเห็นแจ้ง เห็นจริง เห็นตามความเป็นจริง เห็นวิเศษ
ก็คือเห็นรูปเห็นนามเกิดดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าเห็นแจ้ง
เห็นตามความเป็นจริง
อันนี้ถ้าหากว่า ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจเรื่องรูปนามไม่เข้าใจปรมัตถ์เจริญสติไป สิบปี
ยี่สิบปี หรือตลอดชีวิต ก็ไม่เป็นวิปัสสนา ปฏิบัติเท่าไหร่ๆ มันก็เกิดปัญญาไม่ได้
เพราะว่าระลึกไม่ตรง มันก็ได้แต่เรื่องสมถะ คือได้สมาธิเท่านั้น ได้ความสงบ
ทำไปแล้วก็ได้ความสงบ ได้ความสุข ได้ความอิ่มเอิบจากสมาธิ หรือได้ฤทธิ์ ได้เดช
ได้อิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ย์ต่างๆ
เหล่านั้นแต่ว่าไม่ได้เกิดปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงก็ถอนกิเลสไม่ได้
ตัดกิเลสโดยเด็ดขาดไม่ได้ อย่างดีก็ได้แต่ข่มกิเลสเข้าไว้เรียกว่า วิกขัมภนปหาน
ตราบใดที่ยังมีสมาธิอยู่ก็รู้สึกว่า จิตปลอดโปร่ง ไม่มีโลภ โกรธ หลง
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่า ตัดกิเลสขาด เป็นเพียงแต่ว่ากิเลสมันถูกข่มเอาไว้
เพราะมีสมาธิ แต่ถ้าหากว่าสมาธิคลายลง ได้รับอารมณ์ก็จะเกิดกิเลสขึ้นมาอีก
ทำบาปทำกรรม ก็มีวิบากกรรมต่อไป ไม่จบไม่สิ้น ไม่พ้นทุกข์ ถ้ามีกิเลสก็ทำกรรม
ถ้าทำกรรมก็มีวิบาก มีทุกข์ต่อไปไม่จบไม่สิ้น
ฉะนั้น
วิปัสสนาเท่านั้น ที่จะเข้าถึงความดับทุกข์ได้ เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ตัดกิเลส
เมื่อกิเลสหมดก็สิ้นกรรม อยู่เหนือบุญและบาป ทำอะไรก็ไม่เป็นบุญ
ทำอะไรก็ไม่เป็นบาป เรียกว่าเป็น กิริยา นั่นถึงจะพ้นทุกข์
ฉะนั้นเจริญวิปัสสนาสติต้องระลึกตรงต่อปรมัตถ์ ปรมัตถธรรมนี้มีอยู่ ๔ อย่างคือ
๑.
จิตปรมัตถ์
๒.
เจตสิกปรมัตถ์
๓.
รูปปรมัตถ์
๔. นิพพานปรมัตถ์
จิต
เจตสิก รูป นิพพาน รวมเป็น ๔ อย่าง
คำว่าปรมัตถ์ คืออะไร ถ้าพูดตามภาษาเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือสภาพที่เป็นจริง
คือมันเป็นธรรมชาติที่เป็นอยู่จริงๆ เป็นสภาวะ เป็นสิ่งที่มี ที่เป็นอยู่จริงๆ
เรียกว่าปรมัตถ์ ถ้าว่าแปลโดยหลักฐาน ก็จะแปลว่า เป็นธรรมอันประเสริฐ
ปรมัตถ์คือธรรมอันประเสริฐ หมายถึงไม่มีการผิดแปลก ผันแปรแต่อย่างใด
คือมีลักษณะอย่างไรก็คงลักษณะอยู่อย่างนั้น
แล้วก็เป็นแกนเป็นประธานของบัญญัติทั้งหลาย พูดตามความเข้าใจง่ายๆ ก็คือ
ธรรมชาติที่เป็นจริง ที่มีอยู่ เป็นอยู่จริงๆ ส่วนสิ่งที่ไม่ได้เป็นจริงไม่มความเป็นจริงเรียกว่าบัญญัติคือ สมมุตินั่นเอง
ทีนี้จิตนั้นเป็นอย่างไร
จิต ถ้าว่าโดยลักษณะแล้วมีอย่างเดียวเรียกว่า รู้อารมณ์ คำว่ารู้อารมณ์ก็คือ
รับอารมณ์อยู่เสมอ อารมฺมณ วิชฺชานน ลกฺขณํ รู้อารมณ์ รับอารมณ์เสมอเรียกว่า จิต
และจิตมันก็ว่าโดยประเภท ว่าโดยชนิดต่างๆ มีมากมายนะ
แต่ถ้าว่าโดยลักษณะแล้วมันก็มีอย่างเดียวเหมือนกันคือรับรู้อารมณ์
เวลาจิตเกิดขึ้นมาทุกครั้งก็จะรับอารมณ์
ฉะนั้น
อารมณ์นั้นก็คือ สิ่งที่ถูกรู้ของจิต
จิตนี้จะเป็นธรรมชาติที่เข้าไปรู้อารมณ์ จิตเกิดขึ้นมาก็ต้องมีอารมณ์ทุกครั้ง
ไม่เคยว่างจากอารมณ์ จิตเกิดปุ๊บก็รับอารมณ์ เกิดขึ้นมาก็รับอารมณ์
เกิดขึ้นมาก็รับอารมณ์
ส่วน
เจตสิกปรมัตถ์นั้น คือธรรมชาติที่ประกอบกับจิต
เจตสิกมันก็จะประกอบกับจิตผสมกันอยู่ เวลาจิตเกิดเจตสิกมันก็เกิดร่วมด้วย จิตดับ
เจตสิกก็ดับ จิตอาศัยวัตถุอันใดเกิด มันก็อาศัยวัตถุอันนั้นเกิด จิตรับอารมณ์อันใด
เจตสิกก็รับอารมณ์อันนั้นด้วย ฉะนั้นเจตสิกมันก็ทำหน้าที่ไปร่วมกับจิต
จัดเป็นนามธรรมเหมือนกัน จิตก็เป็นนาม เจตสิกก็เป็นนาม คือรู้อารมณ์ได้
รับรู้อารมณ์ได้ เจตสิกก็มีหลายชนิด
แล้วแต่ว่ามันจะสลับสับเปลี่ยนเข้าไปประกอบกับจิต ในจิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้นมา
ก็จะมีเจตสิกหลายชนิดเข้าไปผสมอยู่ทำงานต่างๆ ร่วมกัน
แล้วเจตสิกนี้มันมีทั้งที่เป็นฝ่ายบาป เรียกว่า อกุศลเจตสิก
เป็นสิ่งที่ไม่ดีให้โทษ แล้วก็ เจตสิกที่เป็นฝ่ายกุศล
ก็มีเป็นฝ่ายดีงามแล้วก็มี เจตสิกที่กลางๆ เข้าทั้งสองฝ่าย
เกิดสนับสนุนฝ่ายอกุศลก็มี เกิดสนับสนุนฝ่ายกุศลก็มี เข้าไปผสมกับจิต ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม
การเจริญวิปัสสนานั้นจะต้องเข้าไปกำหนดรู้
รู้สภาพธรรมเหล่านี้ที่กำลังปรากฏ มันปรากฏแล้วก็ดับลง
จิตเจตสิกเกิดขึ้นแล้วก็ดับลง เกิดขึ้นแล้วก็ดับลงอย่างรวดเร็ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า
จิตเกิดดับไปนี่ชัดลัดนิ้วมือหนึ่งแสนโกฏิขณะ เร็วมาก
เกิดดับแล้วก็เกิดขึ้นใหม่แล้วก็ดับ แล้วก็มีดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
แล้วก็มีดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วดับ ต่อๆ กันไปเรียกง่า สันตติ
เกิดดับอย่างรวดเร็วมาก มันเป็นอย่างนั้น
เกิดดับอย่างนี้ตลอดเวลา
ฉะนั้น
ถ้าไม่มีสติไม่มีสมาธิ ไม่มีการฝึกสติ ฝึกสมาธิอย่างคมกล้ามันจะไม่เห็นเลย
ไม่เห็นความขาดตอนความเกิดดับของจิต เพราะมันเร็วมากมันจึงเห็นถี่
เหมือนเห็นพร้อมกันไปหมด ก็เลยทำให้ยึดถือเป็นตัวเราขึ้นมาเป็นตัวตนขึ้นมา
ถ้าหากว่าวิปัสสนามันเกิดขึ้น เข้าไปเห็นจิตเกิดดับ มันจะรู้สึกแล้ว
มันจะเริ่มเข้าใจ เริ่มเห็นว่า มันไม่ใช่ตัวตน มันเกิด มันดับ
มันสักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ เราจะต้องเห็นก่อนจึงจะถอนความยึดถือได้
ถ้าไม่เห็นมันก็ยึดถือเป็นเราอยู่นั่นแหละ เห็นเป็นตัวเรา
เพราะมันเห็นเป็นของเที่ยงอยู่อย่างนี้
พอมันเห็นเป็นของเที่ยงมันก็ว่าเป็นตัวตนขึ้นมา
ฉะนั้น
จึงจำเป็นที่จะต้องเจริญสติเข้าไปให้ตรงต่อสภาพของจิต ของเจตสิกที่กำลังปรากฏ
เราฟังอย่างนี้ ก้เพื่อที่จะให้เป็นความรู้
เพื่อสรุปเข้าไปปฏิบัติ แต่เวลาปฏิบัติจริง ๆ เราไม่ได้มาคิดนึกอะไรอย่างนี้หรอกนะ
เวลาปฏิบัติจริง ๆ ก็คอยเจริญสติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏ
แต่ไม่ต้องคิดไม่ต้องนึกว่ามันเป็นอะไรอย่างไร
เพียงแต่รับรู้รับทราบเรื่อยไป
แต่ว่าในเชิงการศึกษาต้องทำความเข้าใจก่อน
หรือปฏิบัติใหม่ ๆ ก็อาจไปทำความรู้สึกให้ได้ก่อนว่า
เออ...ที่เราฟังมาดูซิว่ามันมีจริงมั๊ย ค่อยๆศึกษาไป
ในขณะที่ศึกษาพิจารณาใหม่ๆ มันก็อาจจะคิดนึก เทียบเคียงเข้าไปหาปริยัติ
พอมันรู้จักมากๆ ขึ้น ต่อไปมันก็ไม่ต้องไปคิดนึกอะไร รับรู้ ๆ ๆ
ไปเรื่อยๆ
ทีนี้จิตนี้มันทำหน้าที่อยู่
๑๔ อย่างด้วยกัน คำว่า หน้าที่ ภาษาธรรมเรียกว่า กิจ กิจแปลว่าหน้าที่
จิตมันจะทำหน้าที่อยู่ ๑๔ อย่าง คือ
๑.
ปฏิสนธิกิจ คำว่า ปฏิสนธิกิจนี้คือ
ทำหน้าที่สืบต่อภพใหม่
หมายถึงจิตที่มันเกิดขึ้นดวงแรกในขณะที่มาปรากฏในภพใหม่
อย่างเช่นเป็นมนุษย์นี่ จิตดวงแรกที่มาเกิดขึ้นในครรภ์มารดาเราเรียกว่า ปฏิสนธิจิต
ทำหน้าที่สืบต่อภพใหม่ คือจิตที่มันดับไปชาติที่แล้วนี่ มันไม่ได้หมดไป
มันส่งต่อทำให้ปฏิสนธิกิจ สืบต่อภพใหม่อันนี้ก็ประดับความรู้ไว้ เวลาปฏิบัติจริงๆ
มันไม่เห็นหรอก ไม่ใช่ระดับพระพุทธเจ้า
๒.
ภวังคกิจ ก็คือ ทำหน้าที่รักษาภพ
ภวังคจิต
ทำหน้าที่รักษาภพ หลังจากปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นครั้งแรกซึ่งมี
การเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไปอย่างรวดเร็วเรียกว่า อุปาทะเกิดขึ้น ฐีติตั้งอยู่ ภังคะดับไป
จิตดวงที่สองก็จะเป็นภวังค์ทันทีเพื่อรักษาภพ คือไม่ให้หลุดจากภพนั้นไป
คือยังไม่ตายจากภพนั้น ก็ยังสืบต่อในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู๋นี้มันก็จะมีภวังค์เกิดขึ้นอยู่เรื่อย
ส่วนปฏิสนธิจิตนั้นดับไปแล้ว
ต่อมาก็มีจิตต่างๆ เกิดขึ้นๆ มารับรู้อารมณ์ เรียกว่า เป็น วิถีจิต
พอจบขบวนก็จะลงเป็นภวังค์รักษาภพ คือไม่ให้มันสิ้นไปจากภพนี้
รักษาภพนี้ไว้ทีนี้ถ้ามันเกิดภวังค์มากๆ ก็คือหลับไปที่หลับสนิทนี่เป็นภวังค์
ภวังค์มันเกิดต่อเนื่อง จิตไม่เกิดขึ้นมารับรู้อะไร
แต่มันก็ยังมีจิตประเภทนี้รักษาเอาไว้ รักษาภพไว้ คือให้ชีวิตนี้อยู่ใรภพนี้ต่อไปไม่ให้หลุดจากภพนี้ พอมีอารมณ์มากระทบ เช่น
มีเสียง มีกลิ่น มีภาพมาจิตมันก็จะขึ้นจากภวังค์
ขึ้นมารับอารมณ์พอจบขบวนมันก็ไปเป็นภวังค์อีก
ฉะนั้น ให้เข้าใจคำว่าภวังค์ไว้ ภวังค์นี้มันไม่รู้เรื่องอะไรหรอก
เหมือนหลับนี้ ไม่รู้เรื่อง ทีนี้บางท่านมักจะเอาคำว่าภวังค์ไปใช้กับสมาธิ
ทำสมาธิไปพอจิตมันเข้าไปสู่สมาธิก็บอกว่าไปลงภวังค์ ความจริงไม่ใช่ ถ้าลงภวังค์
ก็คือหลับ ขณะที่เป็นสมาธิ จิตไม่ได้หลับ
จิตที่เข้าไปสู่สมาธิถึงขั้น อัปปนาสมาธิ
มันก็ไม่รับรู้อะไรเหมือนกัน เงียบไป นิ่ง จิตจะอยู่ในอารมณ์เดียว ในทางมโนทวาร
ถ้าเรานั่งสมาธิอยู่นี่ตัวมันก็จะตรงอยู่อย่างนั้น
อย่างนั้นไม่ใช่ภวังค์มันเป็นอัปปนาสมาธิ จิตเป็น
มหัคคตจิต
จิตที่เข้าถึงฌาน มันดับความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ถ้ายังรับรู้อยู่
แต่ไม่รำคาญ อย่างนั้นยังไม่ถึง อัปปนาสมาธิ
ยังไม่ได้ฌาน
ฉะนั้นให้เข้าใจว่าภวังค์นั้นไม่ใช่สมาธิ ภวังค์ก็คือหลับ
อย่างเช่นเรานั่งสมาธิกำหนดไปๆ บางทีจิตมันลงภวังค์พอลงภวังค์ปุ๊บ
ตัวเราจะอยู่ไม่ได้แล้วตัวเราจะสัปหงก มันเป็นภวังค์ เป็นมากๆ ตัวจะสัปหงกไป
ถ้าหลับ ตัวจะทรงตัวอยู่ไม่ได้ ทีนี้พอจิตมันลงภวังค์ ตัวมันจะสัปหงกไป
พอตัวมันเคลื่อนไหวเราก็รู้สึก จิตมันก็รู้สึกตัว มันก็ขึ้นมารับรู้ใหม่
ก็เรียกวาตื่นขึ้นมา ฉะนั้นเดี๋ยวมันก็เป็นภวังค์ เดี๋ยวมันก็ขึ้นมารับรู้อารมณ์
อย่างนี้เราสามารถจะกำหนดได้ กำหนดจิตประเภทเหล่านี้ได้
พระพุทธเจ้าจึงแสดงในเรื่อง การเจิญสติปัฏฐานในข้อสัมปชัญญะ ไว้ ว่า
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะหลับ ในขณะตื่น ในขณะพูด ในขณะนิ่ง
หลับก็ทำความรู้สึกรู้ ตื่นก็ให้รู้
เราฟังใหม่ๆ เราก็อาจจะคิดว่าเวลาหลับจะทำให้รู้สึกตัวได้อย่างไร
ความจริงรู้ได้นะถ้าเจริญสติให้ดี กำหนดจิตอยู่เสมอ ดูจิตใจอยู่ เวลาจิตมันหลับไป
พอมันรู้สึกมามันจะเห็นลักษณะความหลับและมันก็จะเห็นลักษณะความตื่น
มันเชื่อมต่อกันนะ มันเป็นช่วงต่อกันระหว่างหลับกับตื่น
พอตื่นปุ๊บมันก็ไปรู้ความหลับ หรือแม้แต่ถ้าเราจะนอนอยู่แล้วหลับไป แล้วมันกรนนี่
พอเรามีสติขึ้นมา เราจะไปรู้สึกจับที่เรากรนได้
ปกติคนธรรมดาจะไม่รู้สึกตัวว่าเรานอนกรน เพราะว่าพอตื่นมา มันก็ไม่กรนแล้ว
แต่ถ้าหากว่าเราเจริญสติติดต่อกันเสมอมันจะไปจับได้ เรียกว่าชำนาญ
เรื่องการเจริญสติอยู่
๓.
อาวัชชนะกิจ นี้
ทำหน้าที่รับอารมณ์ใหม่
ในขณะที่จิตเป็นภวังค์
เช่นหลับๆ อยู่นี่ เกิดมีอารมณ์อันใดผ่านเข้ามา
จิตมันหลุดจากภวังค์ขึ้นมารับอารมณ์นี่ จิตดวงแรกที่ขึ้นมารับอารมณ์นี่ เขาเรียกว่า
อาวัชชนะกิจ คือทำหน้าที่เหมือนกับเปิดม่านเปิดประตูรับ
แต่ยังไม่รู้อะไรแล้วก็ดับลง อันนี้ก็เป็นจิตอีกหน้าที่หนึ่งเรียกว่า อาวัขชนะกิจ ทำหน้าที่รับอารมณ์ใหม่
ส่วนภวังค์จิตนั้นถ้าว่าโดยอารมณ์แล้ว
มันจะไปรับอารมณ์ในอดีต พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า ภวังคจิต
จะไปรับอารมณ์เมื่อชาติที่แล้ว คือ
ชาติที่แล้วก่อนจะตาย ใกล้จะตายนี่ ใน มรณาสันกาล สัตว์ทุกชนิดที่ยังเวียนว่ายตายเกิด
เวลาใกล้ตายมันจะเกิดนิมิตขึ้น เกิดกรรมนิมิต คตินิมิต ปรากฏในขณะใกล้จะตาย
แล้วพอตายปุ๊บ ก็ไปสู่ภพตามนิมิต อย่างมาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเป็น กรรมนิมิต
มันก็เห็นตัวเองกำลังทำบุญสุนทาน ตัวเองมีศีลมีธรรม ที่เคยทำมาแล้ว เรียกว่า
กรรมนิมิต พอดับลงก็มาปฏิสนธิเกิดขึ้นในครรภ์มารดาในภพใหม่
ฉะนั้นเมื่อเวลาจิตลงภวังค์ตัวภวังค์จิตก็น้อมไปเอาอารมณ์นั้น
อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะใกล้จะตายเมื่อภพที่แล้วน้อมมาเป็นอารมณ์
แต่เราจะไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ใช่ความฝัน เป็นการเกิดจิตในภพใหม่
รับอารมณ์ในภพใหม่