ท่านอาจารย์ดร.สนอง ตอบปัญหา

สนทนาภาษาธรรม
เล่ม ๑-๒๖

 

 

 


 

2619.
กราบเรียนอาจารย์สนองที่เคารพ

อยากทราบวิธีคลายหรือลด หยุด อาการกำหนัดหรือ อารมณ์ทางเพศครับ
ผมได้พยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็สู้กิเลศตัวนี้ไม่ไหว ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่ออารมณ์นี้รวมตัวกันขึ้นมา ผมรู้ว่ามันหนักมาก และต้องใช้สติที่สูง สติหลุดทีไรได้เรื่องทุกทีครับ
รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยครับ

ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

คำตอบ
ปัญหานี้แก้ไขได้สองแนวทางคือ

ก. ลดการบริโภคอาหารลงพอให้ร่างกายคงอยู่ได้ และต้องไม่บริโภคอาหารในตอนเย็น

ข. เร่งความเพียรด้วยการทำจิตภาวนาให้มากชั่วโมง ท่านเจ้าคุณโชดกเคยบอกว่า

-ผู้ที่มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง

-ผู้ที่มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐-๒๐ ชั่วโมง

-ผู้ที่มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง

หรือจะใช้สัจจบารมีมากำจัดความกำหนัด โดยที่เมื่อใดมีความกำหนัดเกิดขึ้น จะไม่เลิกเดินจงกรม .... สู้
 

2618.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนองค่ะ 

ตอนแรกดิฉันไม่แน่ใจว่าดิฉันควรพูดเรื่องนี้หรือไม่ เพราะเกี่ยวกับผู้มีพระคุณ แต่ดิฉันคิดว่าท่านอาจารย์คงจะเมตตาช่วยชี้แนะทางออกให้กับความคับข้องใจของดิฉันที่มีมาอย่างยาวนานนี่ได้ ถ้าไม่เหมาะสมอันใด ขออาจารย์กรุณาชี้แนะด้วยนะคะ  

คุณแม่ดิฉันนับถือพุทธมหายานแบบจีนค่ะ ปฏิบัติตามคำสอนทุกอย่างอย่างเคร่งครัด เชื่อทุกอย่างแบบไม่มีเงื่อนไขจริงๆค่ะ ใครพูดอะไรก็เชื่อหมดเลย ท่านชอบทำบุญ(จริงๆจะเรียกว่า เมาบุญ และทำบุญหวังผลก็คงไม่ผิดนัก) ไหว้เจ้าครบทุกโอกาส เวลาท่านทำอะไรแล้วติดขัดก็ไหว้พระสวดมนต์ขอร้องให้เจ้ามาช่วยเหลือทุกครั้ง ท่านมักดูทีวีไปด้วยและสวดมนต์ไปด้วยพร้อมกับนับจำนวนครั้งเพราะทางเจ้าอาวาสบอกว่าต้องสวดให้ครบกี่จบๆ บางครั้งในขณะที่ท่านฟังดิฉันพูดกับท่าน ท่านมองหน้าดิฉันแต่ก็สวดมนต์ทำปากขมุบขมิบไปด้วย คุณพ่อ น้องชาย และญาติพี่น้องทุกคน ลงมติเหมือนกันว่าคุณแม่งมงาย แต่ก็ไม่มีใครไปพูดอะไรกับท่าน  

ดิฉันเลยอยากจะลองชวนท่านให้ไปวิปัสสนากรรมฐานค่ะ เลยลองเล่าเรื่อง 31 ภพภูมิให้ท่านฟังแบบสั้นๆง่ายๆ แต่ท่านกลับโกรธและพูดด้วยเสียงไม่พอใจค่ะ ท่านบอกว่า 31 ภพภูมิไม่มีจริง ถ้าท่านตายท่านจะได้ไปอยู่ที่แดนสุขาวดี ที่อยู่ทิศตะวันตก มีพระอมิตพุทธเป็นผู้ดูแล (ตามความเชื่อของพุทธจีนน่ะค่ะ) ท่านเถียงด้วยน้ำเสียงจริงจัง ด้วยความเชื่อสนิทใจว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  

1. ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ กับการที่ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตึงเกินไป จนหลายๆครั้งที่ท่านทุ่มเททำตามสิ่งที่เค้าบอกให้ทำมันทำให้ตัวท่านเองเดือดร้อนและลำบาก แต่ท่านก็ยังก้มหน้าก้มตาทำ ดิฉันเคยบอกท่านว่า บุญคือทำให้พอดีเป็นทางสายกลาง ทำแล้วสบายใจ ไม่เดือดร้อนตัวเอง แต่ท่านก็ไม่ฟังค่ะ

2. ดิฉันควรทำอย่างไร ถึงจะชักจูงให้คุณแม่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้คะ  

3. แดนสุขาวดีมีจริงมั้ยคะ ดิฉันเข้าใจว่า 31 ภพภูมิเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะศาสนาไหน นิกายไหนก็ต้องเผชิญค่ะ    

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ  

คำตอบ
(๑) ความเชื่อของบุคคลเป็นเรื่องของปัญญา เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก เจ้าของความเชื่อต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ผู้ที่สั่งสมบารมีธรรมมามาก จึงจะแก้ไขได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ถามปัญหาควรปล่อยวาง ไม่ควรไปเปลี่ยนความเชื่อแบบมหายานของท่าน

(๒) ผู้ที่ยังไม่ศรัทธาในวิปัสสนาธุระ จะยังไม่สามารถชักนำให้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไ จึงควรปล่อยวางท่านให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรมนั้นดีที่สุด

(๓) แดนสุขาวดี เป็นชื่อสวรรค์ของฝ่ายมหายาน มิใช่พระนิพพาน ตามแนวความคิดของผู้ทีพัฒนาจิตจนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง พระนิพพานเป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนาเถรวาท ผู้ที่จะเข้าถึงสภาวธรรมเช่นนี้ได้ จิตต้องปราศจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง สิ่งเศร้าหมองนั้นคือ กิเลสที่ผูกมัดใจให้เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสาร กิเลสที่ผูกมัดใจถูกสมมติให้ชื่อว่า สังโยชน์ การจะกำจัดสังโยชน์ได้ต้องพัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) ปัญญาจากการพัฒนาสมอง เป็นปัญญาสัญญา (จำได้หมายรู้) มีกำลังอ่อน ไม่สามารถกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้ ปัญญาจากสมอง ไม่สามารถสัมผัสกับรูปนามที่เป็นทิพย์ ที่มีอยู่ในวัฏสงสารของพุทธศาสนาได้ ปัญญาจากสมองเป็นความรู้ไม่จริง (อวิชชา) ที่มีระบุอยู่ใน ปฏิจจสมุปบาท อันนำมาซึ่งความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ไม่สิ้นสุดนั่นเอง
  

2617.
กราบเรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง

ขอเรียนถาม

1. ตังแต่เด็กจนโต ผมมักจะมีปัญหากับเรื่อง สังคมครับ เพื่อนฝูงมักจะจ้องเอารัดเอาเปรียบ และคอยแทงหลังตลอดเวลา
ทั้งที่ผมก็ปฏิบัติกับพวกเขาดี แต่พวกเขาก็มักจะมองเป็นลูกไล่ หักหลังผมถ้ามีโอกาส ผมต้องอำนวยประโยชน์ให้ทุกอย่าง
ทีกับคนอื่นไม่เห็นเป็นอย่างนี้ครับ แล้วพอท้วงสิทธิอะไรไปก็เป็นคนผิดทุกครั้งทั้งที่โดนเอาเปรียบ    เมื่อไหร่ก็ เป็นเรื่อง
ต่อให้เป็นเรื่องที่ถูกก็จะผิดครับ แล้วตัวเองจะต้องแก้ไขเรื่องราวตลอด วนลูป ตั้งแต่สังคม บ้าน - โรงเรียน - มหาลัย เลยครับ
รุ่นน้องก็ลามปามเลยเถิดเล่นหัวเกินพอดี ผู้ใหญ่บางคนก็หาเรื่องราวมาให้   หรืออยู่ดีๆก็มีคนท่าต่อยตีครับ
ทั้งที่ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเขาเลย ทำอะไรก็มีคนหมั่นไส้จับผิดทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับเขาเลย ถ้าผมอยู่คนเดียวจะไม่มีอะไร ทุกอย่าง ก็ราบรื่นครับ

2. จิตใจผมมีความพยาบาท คนกลุ่มหนึ่งที่ กลั่นแกล้ง ข่มขู่    เมื่อสัก 10 ปีก่อน คิดตลอดเวลา ว่าขอให้พวกมันไม่ตายดี
ผมพยายามสลัดความคิดนี้ไป ไหว้พระ ทำบุญ    มันก็ไม่ยอมหลุดไปครับ ทำอย่างไรดีครับ

ขอขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์

คำตอบ
(๑) ผู้ถามปัญหาต้องพิจารณาดูตัวเองว่า เพราะเรามีดีผู้อื่นจึงเอาเปรียบ เพราะเรามีดีผู้อื่นจึงคอยจับผิด เพราะเรามีดีมาตั้งแต่เด็ก จึงถูกจับผิดมาเรื่อยๆ ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ความดีที่มีอยู่ในใจตน แต่ต้องไม่ลืมดูตัวเองว่า พฤติกรรมของเราต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม แล้วความดีงามนั้นจะเป็นบารมีให้เติบใหญ่ยิ่งขึ้น

ผู้ที่ตกเป็นเบื้องล่างของผู้อื่นมาเรื่อยๆ ถือว่าเป็นวิสัยของผู้ที่จะเติบใหญ่ในวันข้างหน้า ดังนั้นจงอดทนสร้างขันติบารมีต่อไป

(๒) จิตที่คิดพยาบาทผู้อื่น เป็นจิตที่ไม่ดี มีกิเลสสั่งสม จงเลิกคิดพยาบาทด้วยการให้อภัยเป็นทาน ในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ แล้วความเต็มของบารมีจะมีมากขึ้น

ผู้ที่มีบารมีเติบใหญ่ ให้ผลเป็นที่เคารพนับถือของคนหมู่มากในวันข้างหน้า คนที่มีบารมีเติบใหญ่ ย่อมทำตนเป็นคนหูหนวก เป็นคนตาบอด เป็นคนใบ้ แต่มีกำลังใจกล้าแข็ง สามารถข้ามวัฏสงสารได้
  

2616.
กราบเรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง

ขอเรียนถาม
1. การที่หลานที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กทำธุรกิจแล้วผิดพลาดทำให้ผู้อื่นเสียเงิน อาจจะโดยไม่มีประสบการณ์ หรือโดยเขาหลอก หรือความโลภของตนเอง ทำให้ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ต้องมีปัญหาเรื่องเงินตลอด ซึ่งคงเป็นวิบากกรรมถ้าเราเข้าไปช่วยเหลือเราก็จะเป็นทุกข์ ไม่ช่วยใจก็เป็นทุกข์ ถ้าช่วยแล้ว เจ้ากรรมนายเวรเขาจะหันมาเล่นงานเราแทนหรือไม่ค่ะ

2. การที่เราอยากช่วยเพราะรู้สึกว่าเป็นความผิดของเราเองที่ดูแลเขาไม่ดีพอ ทำให้ไปเบียดเบียนคนอื่นให้เขาเดือดร้อน อีกอย่างก็อยากให้โอกาสเขา เพราะโดยนิสัยไม่ได้เลวร้าย แต่ผลลัพธ์คือมีคนหลายคนเดือดร้อนแล้ว อยากให้โอกาสเขาเผื่อที่ในอนาคตเขาจะได้ทำสิ่งที่ดีๆชดเชยสิ่งที่ทำในอดีตได้บ้าง แต่ช่วยแล้วคนช่วยก็กลัวจะลำบากเหมือนกัน

3. หากปล่อยไปโดยไม่ช่วยใจเราก็วางอุเบกขาไม่ได้ ช่วยแล้วจะรอดหรือไม่ก็ไม่รู้ ทำให้ใจเป็นทุกข์ทั้งสองด้าน
ทั้งๆที่ปฏิบัติธรรมมานานเข้าใจ สัจธรรมบ้าง แต่ธรรมคงยังเข้าไม่ถึงใจจริงๆ จึงยังทุกข์เหลือเกิน

ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ

คำตอบ
ผู้เห็นถูกตามธรรมย่อมเห็นว่า กฎแห่งกรรมมีผลต่อทุกชีวิตที่มาเกิดอยู่ในวัฏสงสาร

ผู้ทำกรรมดี (กุศลกรรม) ไว้แต่อดีต เมื่อกรรมให้ผลเป็นวิบาก ผู้ทำกรรมดีย่อมเสวยกุศลวิบาก ตรงกันข้าม หากทำกรรมไม่ดี (อกุศลกรรม) ไว้แต่อดีต เมื่อกรรมไม่ดีให้ผล ผู้ทำกรรมไม่ดีต้องเป็นผู้เสวยอกุศลวิบาก

เรื่องในทำนองเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล เมื่อพระอานนท์ แนะนำพระพุทธเจ้าให้หนีออกจากแคว้นวัชชี ด้วยเหตุที่สงฆ์แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย แล้วชาวบ้านไม่นำอาหารมาใส่บาตร พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ในทำนองที่ว่า "จะหนีไปที่แห่งใด ก็หนีใจตัวเองไม่พ้น จงอยู่แล้วสู้สิ" พระพุทธเจ้าอยู่แคว้นวัชชีจนสงฆ์สองฝ่ายปรองดองกันได้ ชาวบ้านจึงหันมาใส่บาตรแก่พระสงฆ์ พระพุทธโคดมจึงได้จากแคว้นวัชชีไป

ดังนั้น ผู้มีสติระลึกเท่าทันอยู่ทุกขณะตื่น ย่อมคิด พูด ทำ แต่กรรมดี (กุศลกรรม) อยู่เสมอ แล้วปัญหาดังที่บอกเล่าไปจะไม่เกิดขึ้น

(๒) ผู้ตอบปัญหา ได้พูดบอกญาติธรรมอยู่เสมอว่า "จงดูคนอื่นเป็นครูสอนใจ หากเขาคิด พูด ทำดี เราจะทำเช่นเขา แล้วเราก็จะดีเหมือนเขา แต่ถ้าเขาทำตรงกันข้าม เราจะไม่ประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่เลวเหมือนเขา ชีวิตจึงจะมีปกติสุขได้"

(๓) เมื่ออกุศลวิบากเกิดขึ้นแล้ว ต้องยอมรับและชดใช้หนี้เวรกรรมไปจนกว่าจะหมดสิ้น คนที่รู้และมีธรรมคุ้มครองใจย่อมประพฤติเช่นนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะผู้รู้จริง ย่อมรู้ว่าตราบใดที่หนี้เวรกรรม (อกุศลวิบาก) ยังชดใช้ไม่หมด ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ จะหมดไปไม่ได้
  

2615.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง

เพราะเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ได้เรียนรู้วิชาการที่เป็นสมมติมาก็พอสมควร ทำให้ผมก็ความคิดเป็นของตนเอง
ในขณะที่บิดามารดาพอมีอายุมากขึ้นก็ไม่ได้รับข้อมูลใหม่ๆเท่าเด็กรุ่นใหม่ ผลก็คือพูดกันไม่รู้เรื่อง
ในบางครั้งข้อมูลของท่านไม่ได้การ update เท่า ทันกับสถานกาณ์ปัจจุบัน ในฐานะบุตร ผมก็อดไม่ได้ที่จะ บอกท่านว่า ปัจจุบันมันเป็นอีกแบบหนึ่งแล้ว เรื่องเล็กๆน้อยผมก็ไม่ได้อยากจะพูด แต่บางเรื่องมันเกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัย ซึ่งผมพิจารณาว่าควรที่จะพูดควรที่จะบอก แต่แล้วบอกไปส่วนใหญ่จะถูกต่อว่าอย่างมาก

พอโดนต่อว่าบ่อย มันเป็นการสะสมความกดดันในจิตใจ ทำให้อยากต่อต้านท่านไปเสียทุกเรื่อง  
( เพราะตอนเด็ก โดนบังคับในดำเนินชีวิตในแบบของท่าน เช่นสอบได้คณะที่เราเลือก แต่โดนบังคับไม่ให้เรียน อยากเรียนภาษาต่างประเทศ แต่โดนต่อว่าตลอดเวลาเราฝึกภาษา แต่พอโตท่านก็ไม่ค่อยมาวุ่นวายแล้ว แต่ในใจจำได้แทบทุกเรื่องที่บังคับให้เราไม่ทำ)

คำถาม
1. ผมควรทำอย่างไร เวลาพ่อแม่บอกเล่าข้อมูลที่มันไม่ถูกต้องในเวลาปัจจุบันแล้ว ?
2. ผมควรจะทำอย่างไรที่จะเลิกต่อต้านพ่อแม่ ลึกๆผมยังโกรธอยู่ครับท่าน โกรธที่ทำไมเราถึงต้องโดนบังคับ
ทำอย่างไรถึงจะปล่อยวางความโกรธนี้ครับท่าน

ขอความกรุณาด้วยครับท่าน

คำตอบ
สรรพสิ่งในวัฏสงสารมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ผู้เห็นถูกย่อมแนะนำแล้วให้สิทธิแก่เด็ก ในการเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเด็กเอง ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่จะมีชีวิตอยู่กับเด็กได้อีกไม่นาน ก็จำเป็นต้องทิ้งขันธ์ลาโลกไป ปล่อยให้เด็กต้องดำรงชีวิตด้วยตัวของเขาเองโดยลำพัง ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำแก่เด็ก ส่วนเขาจะทำตามหรือไม่ทำตามก็เป็นสิทธิ์ของเขา ผู้เห็นถูกตามธรรมประพฤติเช่นนี้

(๑) เด็กควรชี้แจงเหตุผลต่อพ่อแม่ด้วยอารมณ์สงบ ว่าปัจจุบันวิชาการทางโลกดำเนินไปแบบไหน เราต้องทำตัวอย่างไรจึงจะก้าวทันโลก

(๒) เด็กควรสงบนิ่งและประพฤติตามที่ตนเห็นชอบ ส่วนเรื่องความโกรธสามารถกำจัดได้ ด้วยการให้อภัยต่อทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ หากเด็กใช้ขันติ สัจจะ และความเพียร เป็นแรงสนับสนุน ความโกรธย่อมหมดไปจากใจได้ง่าย
  

2614.
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ

  ขอสอบถามดังนี้ค่ะ

1. ทำอย่างไรให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้เราคะ เพราะเราตั้งใจทำบุญทุกอย่างทั้งทาน ศีล สมาธิ
เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่ส่งผลกรรมให้เราตอนนี้ แต่นานแล้วก็ยังไม่หลุดกรรมสักที
หรือบางทีเจ้ากรรมนายเวรจะไม่ยอมรับบุญที่เราส่งไปให้ เราควรทำอย่างไรคะ

2. หากกรรมที่เรากำลังชดใช้เป็นเรื่องของความเจ็บปวดทางใจมากกว่าทางกาย
เราจะใช้ชีวิตช่วงนี้อย่างไรไม่ให้ทุกข์คะ ที่บอกแยกกายออกจากจิต ไม่ให้จิตทุกข์
ซึ่งก็ยังทำได้ไม่ถึงจุดนั้น เราจะรักษาจิตใจของเราอย่างไรคะ

3. เวลานั่งสมาธิมีความรู้สึกง่วงมากค่ะ จะเคลิ้มหลับระหว่างนั่ง เรามีวิธีแก้อย่างไรคะ

ด้วยความเคารพอย่างสูงคะ

คำตอบ
(๑) บุญใหญ่ได้แก่ การปฏิบัติธรรม (ทาน ศีล ภาวนา) คำว่า "ภาวนา" มิใช่เป็นเพียงพัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (วิปัสสนากรรมฐาน) อีกด้วย

เรื่องคำว่า "บางที" ไม่มีในจิตของผู้ที่รู้จริงแท้ (พระอริยบุคคล) ผู้ที่ล่วงลับจะได้บุญจากการที่ผู้มีบุญส่งไปให้นั้น ผู้ล่วงลับจะต้องไปเกิดอยู่ในภพที่มาอนุโมทนาบุญได้ ซึ่งมีปรทัตตูปชีวีเปรตเท่านั้นที่จะมาอนุโมทนาบุญได้ เหตุเป็นเพราะเปรตประเภทนี้มีอกุศลวิบากบางเบา ยังต้องรับอกุศลวิบาก อดข้าวอดน้ำเป็นกำลัง จึงรอคอยผู้ที่อุทิศบุญให้ แล้วเขามาอนุโมทนา จึงจะได้บุญนั้น ดังตัวอย่างของญาติขุนคลัง (อดีตพระเจ้าพิมพิสาร นับย้อนหลังไป ๙๒ กัป) แอบบริโภคอาหารก่อนพระสงฆ์ แอบนำอาหารที่เขาเตรียมไว้เผื่อพระสงฆ์ ไปให้บุตรภรรยาที่บ้านรับประทานกัน ตายแล้วจึงต้องลงไปเกิดในนรกยาวนาน จึงได้มาเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต ในครั้งพุทธกาลของพระพุทธโคดม

อนึ่ง เหตุที่ยังไม่หมดไปจากการชดใช้หนี้เวรกรรม จึงไม่สามารถมาอนุโมทนาได้ หรือหนี้เวรกรรมมีมากกว่าบุญที่ส่งไปให้ จึงต้องชดใช้หนี้เวรกรรมอีกยาวนาน

ดังในกรณีตัวอย่างของพระเทวทัต ที่ถูกธรณีสูบลงไปเกิดเป็นสัตว์ (รูปนาม) อยู่ในอเวจีนรก จำเป็นต้องเสวยอกุศลวิบากยาวนานถึง ๑ กัป จึงจะพ้นจากหนี้เวรกรรมนั้น หากมีผู้ถามปัญหาว่า ๑ กัปของพระพุทธโคดม ยาวนานแค่ไหน โปรดอ่านเรื่องพุทธันดร ที่ผู้ตอบปัญหาเขียนบอกไว้ และได้มอบให้ชมรมกัลยาณธรรมเป็นผู้จัดการดูแล

(๒) หากจำเป็นต้องลงไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิ ควรสร้างและสั่งสมบารมี ๑๐ ให้มากไว้ สัตว์ในอบายภูมิยังต้องเสวยทุกข์ทางกายอย่างมาก แต่ทุกข์ทางใจนั้น บารมี ๑๐ ป้องกันได้

(๓) ดูวิธีแก้ง่วงที่พระพุทธโคดม ชี้แนะแก่พระโมคคัลลานะ ในสมัยที่ยังเป็นพระโสดาบัน ด้วยการแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

ก. เมื่อนึกว่าตนง่วง ให้เอาความง่วงนั้นมาพิจารณาให้มาก

ข. หากพิจารณาแล้วยังไม่หายง่วง ให้หมั่นตรึก (คิด) ถึงธรรมที่ศึกษาจนขึ้นใจ

ค. หากยังไม่หายง่วง ให้ท่องบ่นธรรมที่ได้ศึกษาจนขึ้นใจนั้น

ง. หากยังไม่หายง่วง ให้ใช้วัสดุยอนหูทั้งสองข้าง แล้วเอามือลูบตัว

จ. หากยังไม่หายง่วง ให้ลุกขึ้นยืน ให้เอาน้ำลูบตา เหลียวดูดาวในท้องฟ้า

ฉ. หากยังไม่หายง่วง ให้นึกถึงแสงสว่างตลอดเวลา

ช. หากยังไม่หายง่วง ให้เดินจงกรมและสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน

ซ. หากยังไม่หายง่วง ให้นอนแบบสีหไสยา โดยมีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าพร้อมจะลุกขึ้น (ไม่หาความสุขจากการนอน หรือากรเคลิ้มหลับ)

หลังจากนั้นให้พิจารณาธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ว่าไม่ใช่ตัวตนของเราแท้จริง ผลปรากฏว่าพระโมคคัลลมนะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด และได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวก

เรื่องของการง่วงนี้ ผู้ตอบปัญหาเคยเกิดอาการง่วงนอนอย่างมากในตอนบ่ายขณะเดินจงกรม จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าไม่หายง่วงนอน จะไม่เลิกเดินจงกรม" ด้วยจิตที่มีสัจจะและมีความเพียรเป็นแรงสนับสนุน ผลปรากฏว่า ชั่วระยะเวลาไม่นาน อาการง่วงนอนหายไป ในขณะที่ยังเดินจงกรมอยู่นั้น
  

2613.
กราบเรียนอาจารย์คะ

คำถาม
1. อาชีพที่คุณพ่อทำเป็นบริษัทส่งแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งท่านอยากจะให้ดิฉันสานต่อ
อยากทราบว่าเป็นอาชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะข้อ 2 . เกี่ยวกับกันการใช้แรงงานทาสตามพระพุทธเจ้าให้ไว้รึเปล่าคะ
ถ้าเป็นควรต้องเลิกอาชีพนี้ไปเลยรึเปล่าคะ หรือว่าถ้าทำได้ควร ปฏิบัติอย่างไรให้ถูกตามหลักธรรมเพื่อไม่ให้มีบาป
เพราะเปิดมานานกว่า 41 ปี และคุณแม่ป่วยมานาน 30 ปี เกี่ยวกับโรครูมาตอย
ไม่ทราบว่ากรรมเกี่ยวกับอาชีพที่พ่อทำอยู่รึเปล่าคะ

2. อาชีพที่สองคืองานออกแบบจิวเวลรี่และผลิตของดิฉัน
เป็นอาชีพที่มีบาปเกี่ยวกับทำให้คนหลงในวัตถุรึเปล่าคะ

กราบขอบพระคุณอย่างสูงคะ

คำตอบ
(๑) ผู้ปฏิบัติธรรม (สมถวิปัสสนากรรมฐาน) เพื่อนำพาจิตวิญญาณให้โคจรพ้นไปจากวัฏสงสาร
จึงจัดอาชีพประเภทนี้ว่าเป็น มิจฉาอาชีวะ ครับ

จงดูตัวอย่างของปิปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะ) และภัททกาปิลานี ยกสมบัติทั้งปวงที่ตนมีให้กับบริวาร
แล้วทั้งสองจึงได้ไปบวชเป็นภิกษุและภิกษุณีอยู่ในพุทธศาสนา ทั้งสองได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหัตผล
ด้วยเหตุที่เห็นโทษของการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) และนำตัวออกห่างจากกาม
จนจิตเป็นอิสระจากกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์ ๑๐) ได้ จึงได้เป็นพระอรหันต์

อนึ่ง สัตว์ที่เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในภพต่างๆของวัฏสงสาร มีพลังของกรรมเป็นแรงผลักดันจิตวิญญาณไปสู่ภพต่างๆ
ผู้ที่เกิดมาแล้วเจ็บป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ เหตุเป็นเพราะอดีตเคยสร้างอกุศลกรรมไว้
เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว เขาจึงต้องรับอกุศลวิบากนั้น

(๒) การนำให้คนหลงติดในวัตถุ เป็นเดรัจฉานวิชา (ขวางทางพระนิพพาน)
พระพุทธโคดมจึงห้ามภิกษุผู้ปรารถนานำพาจิตวิญญาณไปสู่พระนิพพานประพฤติ
  

2612.
เรียน ท่านอาจารย์สนอง ค่ะ

หนูติดตามท่านอาจารย์บ่อยค่ะ หนูมีปัญหาอยากสอบถามท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ

1. หนูไปฟังธรรมบรรยายของสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง บอกว่า
การทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ได้บุญหรอก
นอกจากเปรตปรทัตอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าจะให้ได้ต้องทำบุญแล้วอุทิศให้แก่พระอินทร์
ท้าวสักกะเทวราช หรือ พระจตุโลกบาลทั้ง4 เมื่อท่านได้บุญแล้ว ก็บอกให้นำข่าวสารนี้
ไปบอกแก่พ่อแม่เราที่ล่วงลับไปแล้วนั่นแหละ เขาถึงจะได้บุญนั้น ให้พ่อแม่กล่าวอนุโมทนาบุญ
ก็จะได้บุญนั้นอันนี้ สามารถทำได้ใช่ไหมคะ (คือทำแล้ว พ่อแม่เราไม่ว่าอยู่ที่ไหนก้อได้บุญ)


2. ต้องปฎิบัติธรรมถึงขั้นไหนคะ จึงจะสามารถเห็นว่า พ่อแม่เราซึ่งท่านเสียไปแล้วไปอยู่ที่ไหน สามารถติดต่อเขาได้ค่ะ
(คือสามารถเห็นนรก สวรรค์ได้ค่ะ)

ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ท้ายนี้ ขอให้ท่านอาจารย์ มีสุขภาพแข็งแรง อายุ วรรณะ สุขะ พละอยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ให้ แก่เราชาวพุทธที่ใผ่ในธรรม
นานๆนค่ะ กรรมใด ที่ล่วงเกินท่านอาจารย์ ไม่ว่า ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ได้โปรดขออโหสิกรรม ให้หนูด้วยนะค่ะ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

คำตอบ
(๑) การไปได้รูปนาม (เกิด) เป็นเทวดา ต้องบำเพ็ญทานและศีลอยู่เสมอ
เพราะทั้งสองกุศลธรรมนั้น มีกำลังผลักดันจิตวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปเกิดเป็นเทวดาได้
มนุษย์เกิดมาเพราะพลังของศีลเพียงอย่างเดียว เราจึงไม่มีสิทธิ์ไปใช้เทวดาให้นำข่าวสารนี้ไปบอกกับพ่อแม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
พระพุทธโคดมมิได้สอนให้ฆราวาสประพฤติเช่นนั้น ยิ่งพ่อแม่ตายแล้ว ไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิ
ต้องไปเสวยอกุศลวิบากจนหมดสิ้น จึงยังไม่มีโอกาสที่จะได้รับบุญกุศลนั้น ยกเว้นไปเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต
หรือไปเป็นสัตว์รอเกิด (สัมภเวสีหรือผี) ที่ได้รับการสื่อสารถึง จึงจะได้รับโอกาสมาอนุโมทนาได้

(๒) การปฏิบัติสมถกรรมฐาน จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌานได้เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว
จึงจะสามารถติดต่อกับจิตวิญญาณของพ่อแม่ผู้ล่วงลับไปแล้วได้
อย่าปลงใจเชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ดูด้วยทิพพจักขุของจิตตนเอง

สุดท้าย ผู้ตอบปัญหาบอกว่าไม่มีโทษ พร้อมทั้งอโหสิกรรมให้แล้วครับ
  

2611.
กราบเรียน อ.ดร.สนอง ที่เคารพ

ขอสอบถาม ดังนี้ค่ะ

1. เคยทำผิดศีล และตอนนี้สำนึกผิดอย่างมาก หยุดกระทำและตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ทำผิดอีกตลอดชีวิต

ซึ่งตอนนี้รับผลกรรมนั้นอยู่ ทุกข์ทรมานมาก ตอนขณะเกิดเรื่องเราไม่มีสติเลย
คิดไม่ได้ถึงผิดชอบชั่วดี ใจมันไม่มาตอนนี้เรามีสติ เรารู้หมดทุกความรู้สึก ยังแปลกใจมากว่าขณะที่ทำผิดทำไมคิดไม่ได้แบบนี้เลย
คงเป็นวิบากกรรมเก่าที่เราเคยกระทำไว้ในชาติปางก่อน อันนี้เข้าใจได้ถูกต้องมั้ยคะ

ทั้งที่เราก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ทุกคนรวมถึงตัวเองก็งงกันหมดกับการกระทำที่ผ่านมาของเรา

อยากถามว่าการที่เราสำนึกผิดแล้วนั้น เราจะต้องรับกรรมทั้งหมดหรือมันจะเบาบางลง
จะหมดกรรมนี้เร็วขึ้นมั้ยคะ ระยะเวลาที่เรารับกรรมจะสัมพันธ์กับระยะเวลาที่เราทำกรรมนั้นๆไว้หรือไม่คะ
เช่น ทำกรรม 6 เดือน ต้องรับกรรม 6 เดือน อย่างนี้หรือไม่คะ


2. และตอนนี้เราอยู่ในศีลในธรรม สวดมนต์นั่งกรรมฐานทุกวัน ทำบุญทุกอย่าง ผ่านมาหลายเดือนแล้ว
แต่ก็ยังคงมีความทุกข์ใจอยู่ เป็นเพราะกรรมยังไม่หมด บุญที่เราทำยังไม่ส่งผลใช่หรือไม่คะ
เราต้องทำบุญใหญ่อะไรที่จะทำให้บุญส่งผลกับเราเร็วๆคะ


3. ไปทำพิธีแก้กรรมใหญ่ โดยการให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติอโหสิกรรมให้เรา
มีผลได้จริงหรือไม่คะ และถ้ามีจริง เราไม่ต้องรับกรรมนั้นๆแล้ว   หมั่นทำกรรมดี
เศษกรรมไม่ดีก็ตามเราไม่ทัน อันนี้เข้าใจได้ถูกต้องหรือไม่คะ


4. ถ้าเราทำผิดกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราควรแผ่บุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรเค้า
หรือแผ่ให้กับคนคนนั้นโดยตรงเลยคะ แล้วเค้าจะได้รับได้อย่างไรคะ
เมื่อเค้ารับแล้วจะทำให้จิตใจเค้าเมตตากับเราได้จริงหรือไม่คะ

ด้วยความเคารพ

คำตอบ
(๑) องคุลีมาล ชาวแคว้นโกศล เคยประพฤติเป็นโจรฆ่าคนมาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อรู้ว่าไม่ดีแล้วหยุดประพฤติ
หันมาปฏิบัติธรรมยังบรรลุอรหัตผลได้ และได้พูดไว้กับภิกษุผู้ร่วมปฏิบัติธรรมว่า

พระองค์คุลีมาล : ท่านทั้งหลายไม่ควรประมาท ไม่ควรสนิทสนมกับกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย)
ควรพิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ ย่อมบรรลุถึงความพ้นทุกข์ได้

อีกกรณีหนึ่งของอิสิพาสี ชาวแคว้นอวันตี ต้องเลิกรากับสามีถึงสามคน ยังสามารถบรรลุอรหัตผลได้
ด้วยอดีตเคยเกิดเป็นผู้ชายและเป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น จึงต้องตกนรกยาวนาน เมื่อพ้นจากนรกแล้วยังต้องเกิดเป็นลิง
เกิดเป็นแพะ เกิดเป็นวัว เกิดเป็นกระเทย เกิดเป็นลูกสาวคนจนและเป็นชู้กับสามีของคนอื่น จากอกุศลกรรมที่เคยทำไว้แต่อดีต
ภายหลังได้มาบวชเป็นภิกษุณีปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุอรหัตผลได้

จากสองกรณีที่ยกขึ้นมาอ้าง ผู้ตอบปัญหาจึงพูดอยู่เสมอว่า อย่าได้ปรามาส (ดูถูก) บุคคลใดๆ
แต่ให้ดูเขาเป็นครูสอนใจตัวเอง หากดีแล้วทำไม่ดีต้องไม่กระทำ แล้วจะไม่ต้องรับอกุศลวิบากดังกล่าว
ส่วนจะรับอกุศลวิบากยาวนานแค่ไหน พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญูจะรู้ได้

(๒) เมื่อรู้ว่าตนได้กระทำดีแล้ว จงทำเรื่อยๆไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด
ความเป็นผู้ชนะจึงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อชดใช้หนี้เวรกรรมหมดแล้ว

(๓) การเจริญจิตภาวนา (ปฏิบัติธรรม) เป็นบุญที่ให้อานิสงส์ใหญ่สุด
ท่านเจ้าคุณโชดก แนะนำให้ผู้ตอบปัญหา อุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งเมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ

(๔) จากข้อ (๓) ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่หนี้เวรกรรมจบสิ้นลง ผู้ถามปัญหาจะไม่ระลึกถึงเรื่องนี้อีกต่อไป
ตรงกันข้ามผลแห่งการปฏิบัติธรรม ย่อมบรรลุความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว .... สู้

 

2610.
กราบสวัสดีค่ะอาจารย์

ขอถามคำถามดังนี้ค่ะ

การดูดวงกับคนที่เค้าดูจิตดูว่าเราโดนของหรือไม่ หรือหมอดูตาทิพย์ นั้น มีจริงหรือไม่คะ
ทำไมเค้าถึงเห็นหรือทำนายเกี่ยวกับเราได้

ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ

คำตอบ
การใช้เหตุและผลที่เป็นความรู้สูงสุด เช่นเดียวกับผู้ที่ใช้ทิพพจักขุญาณดูเหตุและผล (ความจริง)
ว่าผู้ที่ถูกดูนั้น ทำเหตุไว้อย่างไร จึงให้ผลเป็นเช่นนั้น

ผู้ใดปฏิบัติสมถกรรมฐาน จนจิตเข้าถึงความตั้งมั่นสูงสุด (ฌาน) ได้แล้ว
เมื่อนำจิตออกจากความทรงฌาน ทิพพจักขุญาณได้เกิดขึ้น และเห็นความจริงว่า
ผู้นั้นได้ทำเหตุไว้อย่างไร ผลจึงเกิดขึ้นเช่นนั้น

ผู้ตอบปัญหาพูดความจริงสูงสุดให้ฟัง แต่ผู้รับฟังได้เพียงความจำหรือสัญญา
หากผู้ถามปัญหาปรารถนาเข้าถึงความจริงด้วยปัญญา ต้องพัฒนาจิตตนเอง (สมถกรรมฐาน)
จนเข้าถึงความตั้งมั่นสูงสุด (ฌาน) แล้วทิพพจักขุญาณก็จะเกิดขึ้น และรู้ความเป็นจริงด้วยจิตของตนเองครับ
 

2609.
กราบเรียนถาม ท่านอาจารย์ดร.สนอง ดังนี้ค่ะ

1. เมื่อเสียชีวิต มีการทำพิธีรดน้ำ แล้วสวดพระอภิธรรม 3-7 วัน นั้น แล้วจึงฌาปณกิจนั้น  
มีความจำเป็นต้องทำตามพิธีเหล่านี้หรือไม่ สำหรับชาวพุทธ

2. การทำบุญในข้อ 1. การสวดพระอภิธรรม 3-7 วัน นั้นความหมายในบทสวดคืออะไรคะ
และเหมือนกันหรือไม่ ในการสวดแต่ละวัน

3. ถ้าแต่ละวันสวดไม่เหมือนกัน ความหมายในแต่ละวันคืออะไร
และสวด 7 วันจะได้บุญมากว่าสวด 3 วัน หรือไม่คะ

4. ผู้ที่ได้บุญคือผู้ทำบุญ   หรือผู้ล่วงลับไปได้บุญ  
และถ้าผู้ล่วงลับไปไม่มาโมทนาบุญ จะได้บุญหรือไม่คะ

5. ควรทำบุญแบบไหน เพื่อผู้ล่วงลับไป จึงจะได้อานิสงส์ สูงกว่า การทำแบบข้อ 1. คะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ เป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
(๑) ทำดีกว่าไม่ทำ ชาวพุทธที่รู้จริงนิยมประพฤติตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

(๒) การสวดมนต์เป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วการอุทิศบุญจึงส่งถึงผู้รับได้ง่าย

(๓) การสวดมนต์ในแต่ละวัน ผู้สวดมนต์ได้เจริญสติให้เกิดขึ้นกับจิต แล้วการอุทิศบุญจึงส่งถึงผู้รับได้ง่าย
ส่วนการจะสวดเหมือนเดิมหรือต่างจากเดิม ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้สวดมนต์

(๔) ถ้าผู้ล่วงลับไม่มาอนุโมทนาบุญ ผู้ล่วงลับจะไม่ได้บุญที่มีผู้ส่งไปให้

(๕) การทำบุญด้วยการให้ปัญญาหลุดพ้นทุกข์เป็นทาน เป็นการให้ทานที่สูงสุด
 

2608.
สวัสดีค่ะดร.สนองที่เคารพ
ดิฉันภัทร์วิภาภรณ์ค่ะ มีคำถามอยากปรึกษาดังนี้ค่ะ

  ดิฉันได้ฟังท่านอาจารย์บรรยายทาง YouTube และเห็นด้วยทุกเรื่องตามที่อาจารย์บรรยาย
ไม่ว่าจะเป็นการเห็นวิญญาณ หรือสื่อกับวิญญาณได้ อย่างที่อาจารย์เล่าเรื่องศาลพระภูมิ  

  ดิฉันได้ฝึกสมถกรรมฐานมานานแล้ว ก่อนจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ และยังปฏิบัติไม่ขาดค่ะ
แต่ก็ไม่เข้าใจบางอย่าง ขอถามท่านอาจารย์เป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ  

 1. ดิฉันจะไปวัดไทยทุกอาทิตย์ บางครั้งจะมีคนมาทำบังสุกุล ให้ผู้ที่เสียชีวิต ก่อนที่พระจะฉัน
ขณะฟังพระสวด ดิฉันก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ที่เสียชีวิต ว่าเค้ามีอาการก่อนตายเป็นอย่างไร
ซึ่งดิฉันไม่รู้จักผู้ตายมาก่อนเลย. บางรายก็สื่อเข้ามาร้องไห้  
และก็ถามกับญาติที่มาทำบุญก็จะตรงทุกครั้งกับอาการที่วิญญาณส่งมา
ดิฉันจึงอยากทราบว่าสิ่งที่ดิฉันติดต่อวิญญาณได้ เป็นเพราะจากการทำสมาธิใช่ไหมค่ะ  

  2. อีกเรื่องที่ดิฉันไม่เข้าใจอย่างมาก ซึ่งเกิดขึ้นกับดิฉันหลายครั้ง   เช่น  
เพื่อนมาบอกดิฉันว่าปวดท้องมากเลย จะไปหาหมอแล้ว  
สักพักดิฉันก็รู้สึกเหมือนมีวิญญาณเข้ามาติดต่อกับดิฉัน
และก็ทำให้ดิฉันเห็นภาพของผู้หญิงที่ถูกผู้ชายทำร้าย ที่เห็นนี้ คือเห็นในจิตค่ะ
แล้ววิญยาณนั้นก็สื่อมาถึงดิฉัน คือร้องไห้ ดิฉันก็ร้องไห้อย่างหนัก.
แล้วก็เล่าเรื่องเหมือนเจ้ากรรมนายเวรคค่ะ เพื่อนเห็นดังนั้นก็ขอโทรและขออโหสิกรรม
แต่กว่าจะยอมก็เหนื่อยเลยค่ะ แล้วเพื่อนก็หายปวดท้องอย่างปลิดทิ้ง โดยไม่ต้องไปหาหมอเลยค่ะ  
อย่างเป็นเพราะอะไรค่ะ ?  
( ดิฉันปฏิบัติตามเทปของพระอาจารย์เสริมชัย วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามค่ะ)

  ขอรบกวนอาจารย์เพียงเท่านี้ค่ะ

        กราบขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
(๑) ปกติ จิตวิญญาณของปรทัตตูปชีวีเปรต จิตวิญญาณของสัตว์รอเกิด และจิตวิญญาณของผู้มีคุณธรรมที่อยู่บริเวณนั้น สามารถรับรู้ถึงการสื่อสารได้ จากคำถามขอตอบว่า ผู้ที่ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิและมีความถี่คลื่นจิตเป็นขนาดเดียวกัน สามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณได้ครับ

(๒) กรรมมีพลังผลักดัน จิตวิญญาณที่ทิ้งรูปขันธ์ (ร่าง) แล้ว ให้โคจรไปเกิดเป็นรูปนามอยู่ในภพต่างๆของวัฏสงสาร ผู้รู้เมื่อสัมผัสกับสัตว์ในภพนั้นๆ นิยมอุทิศบุญกุศลให้กับรูปนามที่ถูกเห็น ให้พบกับความสวัสดี วิธีการเช่นนี้เป็นการกระทำที่ได้ความเป็นเพื่อน เขาจึงเลิกจองเวร (หายปวดท้อง)
 

2607.
สวัสดีค่ะ

จะสอบถามเกี่ยวกับงานค่ะ ขายประกันชีวิตเกือบ 14 ปีแล้วค่ะ
แต่ปัจจุบันนี้คิดได้แล้วค่ะ เพราะไปฏิบัติธรรมหลายปีแล้วค่ะ มีสติขึ้นค่ะ  
และรู้ว่าประกันไม่ได้มั่นคงคุ้มครองชีวิตใครไม่ได้ค่ะ
คนขายประกันก็ขายความกลัวให้ลูกค้าเพื่อจะให้ลูกค้าซื้อประกัน
และลูกค้าที่ซื้อประกันก็กลัวไปล่วงหน้าก็เลยต้องซื้อประกันค่ะ อยากจะทราบในสิ่งที่ไม่ทราบค่ะ ดังนี้

1. ถ้าเราขายประกันให้ลูกค้าแล้ว ลูกค้าซื้อประกันเพราะเรา พอส่งไปประกันไปสักพัก ไม่มีเงินใช้
อยากจะถอนประกันก็ถอนไม่ได้ ได้แค่บางส่วน อยากทราบว่าผลที่ลูกค้าเดือดร้อนเงิน จะส่งผลถึงคนขายไหมคะ

2. ขายประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรงต่างๆ มีผลถึงคนขายไหมค่ะ เวลาลูกค้าต้องเจ็บป่วยค่ะ

3. เพราะกรรมเป็นเหตุจึงทำให้ต้องมาขายประกัน ทำอย่างไรจะหมดกรรมเร็ว ๆ คะ

4. ถ้าเรารู้ความจริงของอาชีพของเราแล้ว เราควรปล่อยวางแล้วหยุดเลยใช่ไหมคะ  

ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
(๑) เรื่องที่ถามไป จะต้องส่งผลถึงคนขายประกันฯ ตามกฎแห่งกรรมครับ

(๒) คำว่า "สุขภาพ" หมายถึง ภาวะที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ฉะนั้น งานที่ทำมิได้ประกันสุขภาพ
แต่ประกันโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงต่างๆ (ตามที่เขียนบอกไป)

โรคภัยไข้เจ็บจะเกิดได้ ด้วยการทำกรรมไม่ดี เช่น ทำร้าย ทุบตี กักขัง ฯลฯ เป็นการกระทำที่ผิดศีลข้อแรก
หากมิได้เป็นผลมาจากอกุศลกรรมเก่า บุคคลผู้ประพฤติสุจริตมาแต่อดีต ไม่ต้องรับผลของอกุศลวิบากนั้น การเจ็บป่วยย่อมไม่เกิดขึ้นแน่นอน

(๓) เพราะอกุศลวิบากเป็นเหตุให้ต้องมาประกอบอาชีพขายประกัน ผู้ประสงค์นำพาชีวิตให้พ้นไปจากอกุศลวิบากประเภทนี้
สามารถเลือกทางชีวิตให้กับตัวเองได้ ด้วยการนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรมตามหลักไตรสิกขา เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว บุคคลจึงจะสามารถเลือกทางเดินของชีวิตให้กับตัวเองได้

(๔) ควรหยุด แล้วปฏิบัติธรรมตามข้อ (๓) .... สู้ ทางเดินของชีวิตเลือกได้ครับ
  

2606.
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์สนอง วรอุไร

หนูมีความสงสัยเกี่ยวกับความฝันค่ะ คือถ้าหากว่าฝันทั่ว ๆ ไปมันก็ไม่แปลก ไม่สงสัย
แต่ที่หนูฝันเป็นการฝันถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นลูกชายเจ้าของบริษัทที่หนูเคยทำงานเมื่อก่อนค่ะ
ตอนนี้ไม่ได้ทำงานที่นั่นมาประมาณ 7 ปี แล้วค่ะ ปัจจุบันเขาก็ยังมีชีวิตอยู่และแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
สิ่งที่หนูสงสัยคือหนูฝันถึงเขาเป็นระยะ สักอาทิตย์ สองอาาทิตย์ก็จะฝันถึงเขาค่ะ
ในความฝันเหมือนว่าเราเป็นคนรักกัน จะอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา มีความรักความอบอุ่นให้กันเสมอ
ปัจจุบันหนูแต่งงานแล้ว มีลูก 1 คนค่ะ และก่อนนอนหรือตลอดทั้งวันก็ไม่ได้นึกถึงเขาเลย
ทำไมหนูถึงฝันถึงเขาตลอดเลยคะ หรือเคยผูกพัน สัญญาอะไรกันไว้หรือเปล่า หนูไม่อยากฝันแบบนี้แล้วค่ะ
อาจารย์ช่วยแนะนำหนูหน่อยนะคะ

ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงค่ะ

พิมพ์พร

คำตอบ
พระพุทธเจ้าโคดม มิได้สอนให้พุทธบริษัท ผู้ปรารถนานำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ (พ้นวัฏสงสาร)
ด้วยการประพฤติเดรัจฉานวิชา
ด้วยเหตุนี้ ผู้ตอบปัญหาจึงขออภัย ที่ไม่สามารถตอบคำถามที่เป็นเดรัจฉานวิชาได้
ผู้รู้จริงแท้ มิเอาจิตไปหมกมุ่นอยู่กับความฝัน แต่ให้นำความฝันมาพิจารณาตามกฎไตรลักษณ์
จนกระทั่งความฝันผันเข้าสู่ความเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)
แล้วจึงจะมีชีวิตเป็นอิสระจากความฝันนั้นได้
 

2605.
สวัสดีค่ะ
 
หนูมีคำถามอยากถามอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไรค่ะ
คือหนูฟังบรรยายธรรมจากอาจารย์มาระยะหนึ่งแล้วหนู หนูเริ่มปฏิบัติตาม คือมีศีลคุมใจในทุกขณะตื่นอาจจะยังทำได้ไม่ดี นั่งสมาธิ สวดมนต์ ทำบุญทำทานเป็นประจำร่วมสามอาทิตย์แล้ว มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตหลายอย่าง และมีสิ่งหนึ่งที่เป็นความตั้งใจจะปฏิบัติคือ อยากบวช ยังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนใจค่ะ และตั้งใจว่าจะทำ คำถามก็คือ
  
หนูมีครอบครัวมีลูก 2 คน คนเล็กพึ่ง 7 เดือนกว่า มีกิจการยังคงต้องรับผิดชอบอยู่ ทั้งคนงาน ลูก และสามี หากไม่มีหนูสักคนคงลำบาก และสามีเสียใจมากและทำใจไม่ได้ เมื่อหนูบอกความตั้งใจ ในใจคิดจะทิ้งไปหมดทุกอย่างไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว ต้องการคือความสงบไม่มีพันธะผูกพันกับอะไรทั้งนั้น
ถ้าหนูทิ้งไปหมดทุกอย่าง หนูบาปไหมคะ หนูควรปฏิบัติอย่างไรคะ
 
ขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
หากยังมิได้รับอนญาตจากหัวหน้าครอบครัวแล้วหนีไปบวช ถือว่าผิดครับ

เรื่องในทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล เมื่อปิปผลิมาณพถูกพ่อแม่จับให้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสอนเห็นชอบร่วมกันและมีเอกฉันท์ว่า จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน เมื่อพ่อแม่ของทั้งสองตายแล้ว ปิปผลิมาณพจึงได้ไปบวชเป็นพระมหากัสสปะ และเจ้าสาว (ภัททกาปิลานี) ได้ไปบวชเป็นภิกษุณีปฏิบัติธรรม จนได้เป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ในกรณีนี้ ต่างคนต่างเห็นชอบร่วมกัน มีฉันทนุมัติร่วมกัน และเป็นอิสระซึ่งกันและกัน จึงไม่ถือว่าผิดธรรมในพุทธศาสนา
 

2604.
กราบเรียน อ.ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพอย่างสูง ครับ

กระผมขอเรียนสอบถามดังนี้ครับ

1. ศาสตร์ฮวงจุ้ยเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้หรือไม่ครับ และถ้าเชื่อถือได้ต้องยึดหลักศาสตร์ใดครับ เพราะเนื่องจากมีหลายสำนัก หลายบุคคลครับ

2. ต้องอธิษฐาน หรือสร้างเหตุอย่างไรครับ จึงจะได้เป็นผู้ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ

3. หากเราปรารถนาที่จะเป็นอย่างเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อสนับสนุนพระพุทธศาสนา แต่เป็นในยุคนี้ หรือในยุคที่มีพระพุทะศาสนา ต้องอธิษฐานหรือสร้างเหตุไว้อย่างไรครับ

กราบขอบพระคุณ อ.สนอง อย่างสูงครับ
ธนภัทร และครอบครัว

คำตอบ
(๑) พุทธศาสนาสอนพุทธบริษัท ให้ศรัทธาและเคารพความจริง (เหตุผล) เป็นหลัก หากเป็นชาวพุทธที่แท้จริงแล้ว ต้องไม่เอาศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

(๒) อธิษฐาน หมายถึง ตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม เช่น ต้องรู้และมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น ศีล ๕ ได้แก่
๑. เว้นจากทำลายชีวิต
๒. เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. เว้นจากการประพฤติผิดกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากการเสพสิ่งมึนเมา

ต้องรู้และมีธรรม ๕ (เบญจธรรม) คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น เบญจธรรมได้แก่
๑. มีเมตตากรุณา
๒. มีสัมมาอาชีวะ
๓. มีกามสังวร
๔. มีสัจจะ
๕. มีสติสัมปชัญญะ

บางคนเรียกว่า มีศีลธรรมประจำใจ

นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสสอนชาววัชชี ให้ประพฤติแต่ความเจริญของชีวิต แล้วจะไม่มีผู้ใดทำลายได้ ธรรมะที่ทรงสอนนั้นเรียกว่า อปริหานิยธรรม ซึ่งมีอยู่ ๗ อย่างดังนี้

๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. พร้อมเพรียงมาประชุมและพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระองค์ได้บัญญัติไว้แล้ว และไม่เพิกถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว
๔. เคารพนับถือผู้เป็นใหญ่ ผู้เป็นประธาน
๕. ไม่ลุแก่อำนาจของตัณหา (กามตัณหา ,ภวตัณหา ,วิภวตัณหา)
๖. มีความเคารพและประพฤติตนให้ถูกตรงตามธรรมของชาววัชชี
๗. ต้องมีความเห็นถูกว่า ผู้มีศีลที่ยังไม่มาสู่แคว้นขอให้มา และผู้ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

หากประพฤติได้ถูกตรงเช่นนี้แล้ว ชาววัชชีจะมีแต่ความเจริญถ่ายเดียว

(๓) หากปรารถนาจะเป็นเช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี

- ต้องสงเคราะห์คนยากไร้อนาถา อย่างสม่ำเสมอ
- ต้องอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์อยู่เสมอ
- ต้องเป็นคนศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ด้วยการสร้างวัด (เชตวัน) ให้พระสงฆ์ได้อยู่อาศัย
- ต้องพัฒนาจิตจนเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน)
   ฯลฯ

เหล่านี้เป็นคุณธรรมที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

เมื่อใดที่ผู้ถามปัญหาทำเหตุได้ถูกตรง และมีผลเป็นปัจจัยลงตัวแล้ว การเป็นดังเช่นอนาถบิณฑิกฯ ย่อมสมปรารถนาได้ .... สาธุ
  

2603.
เรียนถาม ท่านอาจารย์สนอง ที่เคารพ

คือว่าผมมีอาการอย่างหนึ่งซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอาการทางจิตหรือไม่ ที่จะเรียนถามท่านอาจารย์ คือผมมีความคิดไม่ดี (คำด่า) ต่อพระรัตนตรัย ซึ่งมันผุดขึ้นมาในหัวเองครับมันมากมายมาก ซึ่งมันอาจเป็นเพราะผมไปบังคับจิตตนเองว่าถ้าอยู่ต่อหน้าพระหรือเข้าวัด หรือในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรก็แล้วแต่ ห้ามมีความคิดที่ไม่ดีผมก็ทำอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นอายุประมาณยี่สิบปีเกิดอยากนั่งสมาธิ ิและก็เหมือนเดิมครับผมบังคับจิตแต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่จิตกลับคิดค้านทุกเรื่องที่ผมตั้งใจ ทีนี้มีทั้งคำด่าและอื่นๆในหัวเต็มไปหมดเลย ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ทันผมต้องหยุดนั่งสมาธิ

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็คิดฟุ้งซ่านและจมอยู่ในกองทุกข์อย่างเดียวเพราะผมคิดว่านรก รอเราอยู่เบื้องหน้าแน่ๆ ติดอยู่ในใจแบบนี้ทุกวันกังวลว่ามันจะเกิดขึ้นอีก และมันก็เป็นจริงจิตหวนคิดไปคิดมาทุกวันหลังจากที่มันไปแล้ว กลับทิ้งความไม่สบายใจให้ผมทุกวัน เป็นอยู่ประมาณปีเศษก็หายไป เพราะผมเริ่มทำงานผมกังวลกับงานมากกว่า (แต่ไม่หายขาด)

ในตอนนี้เวลาผ่านมาเป็นสิบปีผมเริ่มมีอารมณ์ที่เบื่อหน่าย เริ่มพิจารณาว่าสิ่งรอบตัวเรา หรือแม้แต่เรามันไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง เราน่าจะเดินมาผิดทางแล้ว อายุมากแล้วเสบียงบุญไม่มีเลยให้รีบทำเข้าเวลาเหลือน้อยแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยคิดสวดมนต์ ไหว้พระ เข้าวัดทำบุญทำทานบ่อยขึ้นเท่าที่จะทำได้ อาจารย์ครับ ตอนนี้อารมณ์เก่าที่เคยเป็นก็กำเริบขึ้นมาอีกเป็นหนักมากกว่าเดิม ถึงขนาดนอนไม่หลับรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเพราะมันผุดขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เครียดและกังวลมาก โรคประจำตัวที่เป็นอยู่ก็กำเริบหนักขึ้น ด้วย พอจะทำสมาธิจะมีตัวนี้ผุดขึ้นมาตลอด จนไม่สามารถทำสมาธิได้

บางครั้งผมทำสมาธิ พอตัวนี้เกิดขึ้น ผมใช้คำว่า คิดหนอ คิดหนอ คิดหนอ มันก็ไม่หายครับ มันกังวลใจมากว่าผลที่ได้รับในการปรามาสพระรัตนตรัยที่เกิดขึ้นนี้มันแรงมาก มันร้อนรุ่มอย่างไรบอกไม่ถูกก็เลยทำสมาธิไม่ได้

ผมพยายามฝึกระงับอาการโดยมีสติจดจ่ออยู่กับงานและกิจกรรมในปัจจุบันมันก็หายไปเป็นพักๆ แต่อย่างที่กล่าวมาล่ะครับ ความกังวลว่ามันเป็นบาปกรรมหนักมันทำให้ผมคิดแก้ไขด้วยการคิดให้ถูกต้องมันก็คิดค้านอีก และห้ามคิดไม่ได้ด้วยครับมันเป็นอาการคิดย้ำคิดย้ำทำไปอย่างนี้เรื่อยๆ ผมพยายามคิดว่ามันไม่เที่ยงเกิดดับตลอดเวลาเสียเวลากับการทำความดีอย่างอื่น เราหมกมุ่นมากไปมันก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็กลับไปกังวลเหมือนเดิมผมปลงอารมณ์นี้ไม่ตกจนผมเครียดมากและทุกข์มากในเวลานี้

ดังนั้นผมจึงขอเรียนถามท่านอาจารย์ดังนี้ครับ
1. ผลของการกระทำอย่างนี้เป็นการปรามาสพระรัตนตรัยไหมครับ มันเป็นกรรมหนักไหมครับ

2. ถ้าเป็นการปรามาส ผมตั้งนะโม แล้วกล่าวคำขอขมาพระต่อหน้าพระพุทธรูป กรรมนี้จะหายไหมครับ

3. ที่ผมมีความคิดไม่ดีแบบนี้ มันเป็นกรรมเก่า หรือเปล่าครับ และกรรมอะไรครับ

4. ผมควรจะฝึกปฏิบัติ (จิต) อย่างไรจึงจะหายขาด และสามารถทำสมาธิได้ หรือต้องคิดไปในทิศทางใดครับ

5. ถามเรื่องประสบการณ์ของผมหน่อยนะครับคือมีอยู่ครั้งหนึ่งผมนั่งสมาธิประมาณตีสองครับ
วันนั้นผมนั่งได้ดีเพราะว่าจิตสงบเงียบมาก นั่งสักพักผมรู้สึกว่าเหมือนเราขึ้นลิฟท์แล้วพวกที่ผมกังวลก็มากันเต็มเลย แต่กลับไม่คิดตามมันมันก็ดับไป ผมรู้สึกว่าความสงบตรงนั้นมันสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
จนติดนิ่งที่ใดที่หนึ่งที่เงียบและเย็น(วัดจากความรู้สึก) แต่สิ่งที่ผมได้แน่นอนก็คือเป็นสุขมาก แต่ก็แป๊ปเดียวเท่านั้นเองผมก็มีอาการเหมือนลิฟท์ตกครับ อาการอย่างนี้แสดงว่าจิตเราเป็นสมาธิใช่อัปนาสมาธิไหมครับ

ผมรบกวนเรียนถามท่านอาจารย์เพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณครับ
ธีร์

คำตอบ
บุคคลผู้ใฝ่ดีต้องมีปัญญาเห็นถูกว่า ชีวิตของมนุษย์ดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม อดีตทำอกุศลกรรมได้ เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว กรรมไม่ดีให้ผลเป็นอกุศลวิบาก ที่ผู้ประพฤติเหตุไม่ดีต้องรับอกุศลวิบากและต้องชดใช้จนกว่าหนี้เวรกรรมจะหมดไป

วิธีทำให้อกุศลวิบากหมดไปเร็ว ต้องทำบุญใหญ่อยู่ทุกขณะตื่น บุญใหญ่ที่ว่านั้น คือการเจริญจิตภาวนา (ปฏิบัติธรรม) เมื่อแล้วเสร็จในรอบวัน ต้องอุทิศผลของบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง ทำดังนี้เรื่อยไปจนกว่าหนี้เวรกรรมจะหมดไป ผู้มีศีล มีสัจจะ มีความเพียร และมีบุญใหญ่คุมใจเท่านั้น จึงจะหยุดคิดในทางที่เป็นอกุศลได้

ปัจจุบัน พลโลกมีประมาณเจ็ดพันล้านคน ทุกคนมีสมบัติติดตัวคือ เกิด-แก่-ตายมาแต่อดีตชาติ ผู้ไม่ประมาทต้องเตรียมตัวก่อนตาย ด้วยการประพฤติบุญกิริยาวัตถุอยู่เสมอ เมื่อเข้าถึงตัวบุญ (จิตภาวนา) ได้แล้ว เขาจึงจะเลือกเกิดหรือเลือกปิดอบายภูมิได้

ในโลกนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ พระพุทธเจ้าเป็นได้เพียงผู้ชี้ทาง สัตว์บุคคลจึงต้องเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเองครับ

(๑) ใช่แล้วครับ เป็นกรรมหนัก ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิบัติธรรมให้ถูกตรง

(๒) ถ้ามีศีล มีสัจจะ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น การขอขมากรรมนั้นสามารถทำให้วิบากของกรรมหมดไปได้ แต่จะผลนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอกุศลกรรมที่ทำไว้เป็นเหตุ

(๓) เป็นผลของการคิดและการพูดที่ไม่ดี (อกุศลกรรม) ที่ผู้ถามปัญหาได้ทำไว้แต่อดีต

(๔) หากผู้ถามปัญหาประสงค์จะเลือกทางเดินของชีวิตที่ดีให้กับตัวเอง ต้องมีศีลและมีสัจจะคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น หลังจากทำได้แล้วต้องนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรม (สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา) โดยมีขันติและมีความเพียรเป็นแรงสนับสนุน ปัญหาดังกล่าวจึงจะหมดไปได้ครับ

(๕) อาการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งดีที่ได้จากการปฏิบัติธรรมแบบสมถภาวนา ควรดำเนินการต่อด้วยวิปัสสนาภาวนา (สติปัฏฐาน ๔) โดยจิตต้องไม่อยากให้เกิดอาการเหมือนเดิม เพราะความอยากให้เหมือนเดิมนั้นคือ ตัณหา ที่เป็นตัวขัดขวางการพัฒนาจิต ไปสู่ความเป็นอิสระในวันข้างหน้า

2602.
กราบเรียน ท่านอาจารย์สนอง ค่ะ
 
หนูขอเรียนปรึกษาดังนี้นะคะ
 
1. ญาติๆ ของหนูต่างต้องการให้หนูมีบุตรมากๆ   จนหนูเบื่อมากเลยค่ะ
เพราะใจจริงแล้วไม่อยากมีบุตร ไม่อยากต้องรับผิดชอบและดูแล แต่ก็เป็นห่วงตัวเองว่า หากแก่เฒ่าแล้ว
ใครจะดูแลหนูและสามี ท่านอาจารย์พอจะชี้แนะหนูได้อย่างไรบ้างไหมคะ
 
2. ครั้งหนึ่่งหนูได้ฝันไปว่า มีผู้ชายแต่งชุดขาวมาขอเกิดเป็นลูก แต่หนูปฏิเสธไป  
จึงอยากทราบว่าการไม่ให้คนมาเกิดจะมีผลอะไรไหมคะ
 
3. หนูอยากขายบ้านให้ได้ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์พอจะชี้แนะหนูได้อย่างไรไหมคะ
 
สุดท้ายนี้หนูกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากนะคะ ที่ได้เมตตาชี้ทางสว่างให้ค่ะ
 
บุศรา

คำตอบ
(๑) ผู้ไม่ประสงค์จะมีบุตร สามารถทำเหตุให้ตรงได้โดย
   ก. พัฒนาตัวเองให้มีศีล ๘ คุมใจ
   ข. บวชเป็นชี
   ค. พัฒนาใจให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) แล้วใช้ปัญญานั้นกำจัดสังโยชน์ ๕ ให้หมดไป

หวังพึ่งคนอื่นเมื่อยามแก่เฒ่าสามารถพึ่งได้ แต่การพึ่งตนเองนั้นดีที่สุด พึ่งตนเองด้วยการพัฒนาจิตแล้วปิดอบายภูมิให้ได้

(๒) มีผลครับ เขาไม่สามารถมาเกิดเป็นลูกได้

(๓) การตั้งจิตปรารถนาขายบ้าน สามารถทำได้ แต่เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้น ด้วยการขออนุญาตจากเจ้าของบ้านเดิม เจ้าของที่เดิม โดยให้เหตุผลที่จำเป็นจะต้องขายบ้าน
   

2601.

กราบเรียน อ.ดร.สนอง   สรอุไร ที่เคารพอย่างสูง ครับ

กระผมมีข้อสงสัยที่ไม่สามารถหาคำตอบได้จากที่ใด จึงขออนุญาตเรียนสอบถามจากท่าน อ.ดร.สนอง วรอุไร ด้วยครับ

1. การที่สามี-ภรรยา และคนในครอบครัวได้ทำบุญด้วยกัน เช่น การถวายสังฆทาน อาจจะไม่ได้ถือด้วยกัน พร้อมกัน แต่ใจมุ่งที่จะทำเหมือนกัน จะได้บุญเหมือนกันหรือไม่ครับ

2. การเลี้ยงลูกให้โตมามีทั้ง คุณธรรม จริยธรรม และสติปัญญา ต้องอาศัยคุณธรรมข้อใดบ้างครับ และผู้เป็นบิดามารดาต้องมีคุณธรรมในเรื่องใดบ้างครับ

3. หากชีวิตของเรายังต้องพบเจอปัญหา ไม่ว่าจะเรื่อง การเงิน หรือประสบอุบัติเหตุ นอกจากต้องมีศีล 5 , กุศลกรรมบถ 10 , ให้ทาน เป็นต้น เราจะต้องปฏิบัติในเรื่องใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ครับ

4. หากเรามีความประสงค์จะสร้างสำนักปฏิบัติธรรม เพื่อสนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนา และตอบแทนพระคุณของพระพุทธเจ้า และครูอาจารย์ เราต้องอธิษฐาน อย่างไรครับจึงจะสำเร็จ

5. หากเราให้เงินพ่อ-แม่อย่างเดียวโดยไม่ได้ทำบุญอย่างอื่นเลย เราจะได้พบกับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตหรือไม่ครับ อาจารย์ หากไม่มีปัจจัยมากพอที่จะถวายให้กับพระ ครับ

6. ก่อนที่เราจะนั่งภาวนา กระผมขอคำแนะนำบทสวดมนต์เฉพาะที่จำเป็นด้วยครับผม

7. หากเรามีอาชีพที่ไม่ดี (ไม่ผิดกฎหมาย) เราต้องทำอย่างไรถึงจะหนีจากอาชีพนี้ได้ และได้ทำงานที่ดี หรือทำงานที่ได้สะสมแต่กุศลครับ

8. ขอรบกวน อ.สนองเป็นข้อสุดท้ายครับ หากเราเป็นผู้นำบอกบุญให้ผู้อื่นร่วมบุญกับเรา อานิสงค์จากการทำเช่นนี้จะเป็นอย่างไรครับ

กราบขอบพระคุณ อ.สนอง อย่างสูงครับ อ.สนองผู้เป็นผู้ทำให้ครอบครัวของกระผมตาสว่าง และมีปัญญา หากสิ่งใดผมและครอบครัวได้เคยล่วงเกิน อ.สนอง ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งที่ระลึกได้ และระลึกไม่ได้ กระผมและครอบครัวกราบขอขมา ขอให้ อ.สนองได้โปรดอโหสิกรรมให้กระผมและครอบครัวด้วยครับ หากชาตินี้มีบุญสัมพันธ์ จะเดินทางไปกราบท่าน อ.สนอง สักครั้งครับผม กราบขอบพระคุณครับ

ธนภัทร และครอบครัว

คำตอบ
(๑) ได้บุญเหมือนกัน แต่ความมากน้อยของบุญไม่เท่ากัน ทั้งนี้อยู่กับความตั้งใจในการถวายสังฆทาน จิตที่มีความมุ่งมั่นมากได้บุญมาก จิตที่มีความมุ่งมั่นน้อยกว่า ได้บุญน้อยกว่า

(๒) ต้องอาศัยความเพียรในการทำความดี ทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย ทำแล้วไม่ผิดศีล ทำแล้วไม่ผิดธรรม จะได้ผลแห่งความดีนั้นมาก

ด้วยเหตุนี้ผู้เป็นบิดามารถา ควรกระทำอย่างยิ่ง และอย่างน้อยต้องมีเบญจศีล (เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นประพฤติผิดกาม เว้นพูดเท็จ และเว้นเสพของมึนเมา) ต้องมีเบญจธรรม (มีเมตตากรุณา มีสัมมาอาชีวะ มีกามสังวร มีสัจจะ มีสติสัมปชัญญะ) คุมครองใจอยู่ทุกขณะตื่น นอกจากนี้ยังต้องมีจริยธรรมของการเป็นพ่อแม่ที่ดี (ห้ามปรามป้องกันลูกไม่ให้ทำชั่ว ดูแลอบรมลูกให้เป็นคนดี ให้การศึกษาแก่ลูก จัดคู่ครองให้ และมอบทรัพย์มรดกเมื่อถึงโอกาส ฯลฯ)

(๓) เมื่อมีศีล ๕ คุมใจและมีกุศลกรรมบถ ๑๐ คุมใจแล้ว ยังเกิดปัญหา ต้องยอมรับความจริงเรื่องกฎแห่งกรรม ทำไม่ดี (อกุศลกรรม) แต่อดีตเมื่อเหตุปัจจัยลงตัว ผู้ที่เคยกระทำอกุศลกรรมไว้ ต้องรับ(เสวย) อกุศลวิบาก เมื่อถึงคราวที่กรรมให้ผล ต้องชดใช้หนี้กรรมเก่าไปจนกว่าจะหมด และต้องไม่สร้างหนี้กรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอีก

(๔) อธิษฐานเป็นบารมีตัวหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม แต่การอธิษฐานจะสำเร็จตามที่จิตตั้งปรารถนาไว้ ต้องทำเหตุให้ตรง ทั้งนี้ผู้อธิษฐานควรสั่งสมบุญและพัฒนาจิตให้มีสติ มีปัญญา เห็นถูกตามธรรม เหตุปัจจัยลงตัวเมื่อใด ความสมปรารถนาในอธิษฐานจึงจะเกิดขึ้นได้

(๕) การให้เงินหรือทรัพย์ที่บริสุทธิ์กับพ่อแม่ เป็นความกตัญญูกตเวที เมื่อกรรมให้ผล ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตย่อมเกิดขึ้น แต่ไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ (เข้านิพพาน) ได้ครับ

(๖) ก่อนนั่งภาวนา ควรเตรียมใจให้พร้อมด้วยการสวดมนต์บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย (อิติปิโส .... ฯ , สวากขาโต .... ฯ และสุปฏิปันโน .... ฯ ครับ)

(๗) อาชีพไม่ดี คือ อาชีพที่ทำแล้วผิดกฎหมาย หรือผิดศีล หรือผิดธรรม ถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่ดี (อกุศลกรรม) เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว อกุศลวิบากย่อมเกิดขึ้นให้ผู้ที่ทำกรรมไม่ดีต้องรับหรือเสวย วิธีแก้ไขคือ ต้องทำเหตุดีให้ถูกตรง ด้วยการพัฒนาจิตให้มีสติกล้าแข็ง และพัฒนาจิตให้มีปัญญาเห็นถูกตามธรรม (สัมมาทิฏฐิ) ได้เมื่อใดแล้ว ตนเองจึงจะหนึจากอาชีพไม่ดีนั้นได้

ความรู้ใดที่นำมาใช้ประกอบอาชีพแล้ว เป็นเหตุให้ขวางทางพระนิพพาน เรียกความรู้เช่นนั้นว่า เดรัจฉานวิชา ส่วนการพูดจาใดๆเป็นเหตุให้ขวางทางพระนิพพาน เรียกการพูดเช่นนั้นว่า ติรัจฉานกถา ดังนั้นผู้ปรารถนานำพาชีวิต ให้พ้นไปจากวัฏสงสาร จึงไม่มีทั้งเดรัจฉานวิชา ติรัจฉานกาถา และยังมีศีลบริสุทธิ์คุมใจอีกด้วย .... ยาก แต่มีคนทำได้ครับ

(๘) อานิสงส์ได้เพื่อที่มีจิตเป็นกุศลมาก .... ครับ
  

2600.
สวัสดีค่ะอาจารย์สนอง

ดิฉันขอขอบคุณที่อาจารย์ช่วยตอบคำถามคลายข้อสงสัยให้กับดิฉันมาก่อนหน้านี้ (ข้อ 2597) อาจารย์คะ
ดิฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์แนะนำค่ะ และดิฉันจัดสรรเวลาก่อนนอนสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิเพื่อความไม่ประมาทในชีวิต
ดิฉันชวนลูกชายวัย 7 ขวบสวดมนต์และนั่งสมาธิด้วย
โดยให้เขานับลมหายใจเข้า-ออก นับ 1 หายใจเข้า-ออกนับ 2 ... และให้เขานับจนถึง 50 แล้วก็หยุด ดิฉันอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ 2 เรื่องด้วยกันค่ะ


1. การที่ดิฉันให้ลูกนั่งสมาธิด้วยวิธีการนี้ถูกต้องหรือเปล่าคะ **
   ขอคำแนะนำจากอาจารย์เรื่องการนั่งสมาธิสำหรับการเร่ิมฝึกหน่อยนะคะ

2. การนั่งสมาธินั้น ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยแนะนำ สามารถทำได้หรือเปล่าคะ

ดิฉันขออภัยด้วยค่ะที่รบกวนเวลาของอาจารย์ และขอให้อาจารย์มีความสุขทั้งกายและใจนะคะ

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

พิมพ์พร สุเชาว์อินทร์

คำตอบ
(๑) การนับลมหายใจดังที่บอกเล่าไป ถือว่าทำได้ถูกต้อง หากจิตมิได้ระลึกอยู่กับลมหายใจที่เป็นปัจจุบันขณะ ถือว่าไม่ถูกต้อง

(๒) เมื่อไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ แต่จิตสามารถระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะที่ใช้เป็นองค์ภาวนา ถือว่าถูกต้อง ทำได้ครับ
  

2599.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ สนองค่ะ

หนูได้ฟังธรรมบรรยาย ของท่านอาจาย์บ่อยๆ และติดตามผลงานของท่านอาจารย์มาตลอดค่ะ

ตอนนี้ หนูมีคำถาม ที่อยากจะขอรบกวนให้ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะค่ะ

1. หนูทำงานที่บริษัท แห่งหนึ่ง หัวหน้าเราเป็นคนไม่พูดความจริง เช่น ลูกน้อง ไม่ชอบสีชมพู เขาก้อจะบอกคนอื่นว่า ลูกน้องคนนี้ ชอบสีชมพู และอีกอย่างคือไหลไปตามคนส่วนใหญ่ไม่ช่วยอะไรเรา เหมือนๆจะเข้าใจ แต่ไม่ลงมาช่วยเหลืออะไร ทำให้เราลำบากมากในการจะพูดจาอะไรเราต้องเป็นคนพูดโกหก เพื่อความอยู่รอดของเรา มันจะทำให้เราศีล5 พร่องด้วยไหมค่ะเพราะที่ทำงานแห่งนี้ พูดจาโกหกเพื่อความอยู่รอดของเขา เราควรจะปฏิบัติอย่างไรกับหัวหน้างานแบบนี้และ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับเพื่อนร่วมงานแบบนี้


2. เราจะมีวิธี แก้ความฟุ้งซ่าน ได้อย่างไรค่ะ เป็นคนฟุ้งซ่านมากค่ะ หนูคิดว่าการที่เราฟุ้งซ่านมาก
จะทำให้เราสร้างเรื่องประติดประต่อไปมาก สร้างภพสร้างชาตินะค่ะ

รู้สึกเกรงใจท่านอาจารย์ แต่บางปัญหา ก็ ทำเอาเราสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขให้เข้ากับธรรมที่เรายึดถือค่ะ


ท้ายนี้ ขอให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญ แก่ชาวพุทธ ไปเรื่อยๆนะค่ะ และต้องขออโหสิกรรมด้วยนะค่ะ หากล่วงเกินท่านอาจารย์ไม่ว่า ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลังค่ะ

ขอขอบพระคุณค่ะ ท่านอาจารย์

คำตอบ
(๑) ผู้ตอบปัญหาในขณะบรรยายธรรม ได้พูดอยู่เสมอว่า “จงดูคนอื่นเป็นครูสอนใจ หากเขามีพฤติกรรม (คิด พูด ทำ) ไม่ดี มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ผิดศีล ผิดธรรม จงอย่าประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่เลวเหมือนเขา ตรงกันข้าม หากเขามีพฤติกรรมดี จงทำเช่นเขา แล้วเราก็จะดีเหมือนเขา”

ผู้ร่วมงานนิยมพูดโกหก เราต้องไม่คลุกคลีและไม่พูดโกหกเหมือนเขา ตายแล้วจิตวิญญาณของเรา จะไม่ลงไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิเหมือนเขา

(๒) ผู้ถามปัญหาประสงค์กำจัดความฟุ้งซ่านของจิต สามารถทำได้สองแนวทางคือ พัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) จนเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌาน แล้วความฟุ้งซ่านจะหายไปชั่วคราวขณะจิตทรงอยู่ในฌาน และวิธีที่สองดีที่สุด คือพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) จึงจะเรียกผู้นั้นว่า จิตมีสติสัมปชัญญะ แล้วจะกำจัดความฟุ้งซ่าน ให้หมดไปจากจิตได้อย่างถาวร

สุดท้าย ผู้ตอบปัญหา อโหสิกรรมให้ครับ
  

2598.
กราบอาจารย์สนองที่เคารพค่ะ

    หนูปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งจิตเกิดรู้ว่า จิตรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(อ๋อ ! แบบนี้เหรอที่ครูบาอาจารย์บอกว่าการรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง 6 เป็นแบบนี้นี่เอง)
มีสติสัมปชัญญะรู้ทั่วพร้อม รู้ว่ากายยืนอยู่ จิตรู้จิตแจ่มชัด การกำหนดอารมณ์ เห็นหนอ เสียงหนอ คิดหนอ รู้หนอ ดับทันที
ง่ายๆ มีสติรู้ทั่วพร้อมทั้งกายใจ อยู่กับสภาวะแบบนี้หลายวัน เป็นเวลาที่สงบมากค่ะ
เหมือนอยู่กรอบแก้วที่กั้นออกจากสิ่งภายนอก มีแต่จิตที่รู้ที่เห็น การเกิดดับเท่านั้น แต่สภาวธรรมเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นค่ะ

1.  สภาวธรรมแบบนี้เขาเรียกว่าปัญญา ใช่หรือเปล่าคะ

2.  อีกนานมั๊ยที่หนูจะเข้าถึงธรรมปิดอบายภูมิได้ (บรรลุโสดาบัน)

3.  จิตเกิดรู้ขึ้นมาว่า ถ้าตายตอนนี้จะไปเกิดที่สวรรค์ชั้นจุฬามณี จะเป็นจริงมั๊ยคะ

กราบขอบคุณอาจารย์ด้วยความเคารพค่ะ

คำตอบ
ผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตจนเกิดปัญญาเห็นแจ้งระดับต้นได้แล้ว แต่ยังไม่ครบทั้งหมด (ญาณ ๑๖) ปัญญาตัวนี้เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก จงเดินหน้าต่อไปแล้วจะดีเอง

คำว่า "สติ" เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของจิต ที่มีความหมายว่า ระลึกได้ นึกได้ ไม่ลืม

คำว่า "สัมปชัญญะ" เป็นตัวปัญญาเห็นแจ้ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของจิต มีความหมายว่า รู้ คิด นึก แต่รู้เหตุผลที่เป็นจริงแท้ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

(๑) ปัญญาที่เข้าถึงนั้นเป็นปัญญา (วิชชา) จากดวงจิต มิใช่ปัญญาจากสมอง (อวิชชา)

(๒) อีกนานไหมจึงจะปิดอบายภูมิได้ ขออภัย คนโง่ชอบถามคำถามนี้ แต่คนฉลาดเร่งความเพียรพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงญาณ ๑๖ (ปัจจเวกขณญาณ) สามารถรู้ เห็น เข้าใจว่า สังโยชน์ ๓ หมดไปจากจิตหรือยัง

(๓) ต้องขออภัยอีกครั้งที่ปรารถนาสมบัติด้อยค่า (จุฬามณี) พระพุทธโคดมมิได้ตรัสสอนให้พัฒนาจิตเพื่อสวรรคสมบัติและพรหมสมบัติ แต่ทรงสอนพุทธบริษัทผู้ศรัทธา ให้พัฒนาจิตตนเองจนเข้าถึงนิพพานสมบัติ แล้วชีวิตจึงจะปลอดจากภัยทั้งปวง
  

2597.
สวัสดีค่ะอาจารย์

ดิฉันขอคำแนะนำจากอาจารย์เพื่อคลายข้อสงสัยหน่อยนะคะ

ดิฉันเป็นแม่บ้านค่ะ ต้องดูแลลูกไปด้วยทำงานหารายได้ด้วย ดิฉันรับแปลภาษาค่ะ
ส่วนสามีดิฉันทำงานบริษัท ดิฉันจึงหาเวลาที่จะนั่งสวดมนต์หน้าพระไม่ค่อยได้ เพราะเวลาทำงานไม่ค่อยแน่นอน
เมื่อได้รับงานเวลาใดก็ทำตอนนั้นค่ะ ส่วนใหญ่ดิฉันตื่นนอนมาก็จะนึกสวดมนต์ในใจในขณะที่ทำงานบ้านไปด้วยค่ะ
คือเริ่มสวดตั้งแต่อะระหังจนกระทั่งแผ่เมตตาเลยค่ะ ไม่ทราบว่าใช้วิธีแบบนี้ถือเป็นการสวดมนต์เหมือนที่เรานั่งสวดต่อหน้าพระพุทธรูปหรือเปล่าคะ

การสวดมนต์กับการภาวนาต่างกันอย่างไรและให้ผลต่างกันอย่างไรคะ

ขอรบกวนเวลาของอาจารย์เพียงแค่นี้ค่ะ ขอให้อาจารย์มีความสุขกาย สบายใจตลอดไปค่ะ

ขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

พิมพ์พร สุเชาว์อินทร์

คำตอบ
งานที่มนุษย์ผู้ไม่ประมาท ต้องทำมีอยู่ ๒ งาน คืองานภายนอก (แปลหนังสือ) ที่ทำให้กับสังคม แต่เมื่อตายแล้วต้องไปเกิดอีก จึงต้องทำงานภายในให้กับตัวเอง มนุษย์ที่มุ่งทำงานภายนอก และไม่ได้ทำงานภายในก็นับว่าเป็น คนประมาท ทุกคนได้เวลามา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากัน แต่ผู้ประมาทเห็นว่า งานภายในไม่สำคัญ จึงไม่ทำหรือทำแบบเสียมิได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ไม่ประมาท นิยมแบ่งเวลาให้กับงานทั้งสองอย่างเหมาะสม ว่าจะทำงานให้สังคมกี่ชั่วโมง และทำงานให้กับตัวเองกี่ชั่วโมง

ขณะนี้มีประชากรโลกประมาณ ๗ พันล้านคน ทุกชีวิตต้องเกิด-แก่-ตาย ตามกฎธรรมชาติ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ตายแล้วต้องไปคนเดียว จะไปชวนคนอื่น เขารังเกียจไม่ตายตามเราไปด้วย ฉะนั้น ต้องถามตัวเองว่า ตายแล้วจะไปเกิดใหม่ที่ไหน จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ต้องมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น จะไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า ต้องมีการบำเพ็ญทานและรักษาศีลอยู่เสมอ จะไปเกิดเป็นพรหม ต้องพัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) จนเข้าถึงความตั้งมั่นระดับฌาน จึงจะมีโอกาสไปเกิดเป็นพรหมได้ หรือปรารถนาจะไม่ลงไปเกิดอยู่ในอบายภูมิ ต้องพัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วกำจัดอย่างน้อยสังโยชน์ ๓ ให้หมดไปจากใจ จึงจะปิดอบายภูมิได้ ฉะนั้นพึงเลือกทำเหตุให้ถูกตรงตามที่ชอบเถิดครับ
  

2596.
กราบเรียนถามท่านอ.ดร.สนองค่ะ

ดิฉันเป็นโรคเวียนหัว บ้านหมุน ครั้งแรก 20 ปีก่อน จากนั้นก็เป็นมาเรื่อยๆ เว้นห่างกัน 5-6 ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งก็ไปหาหมอ กินยาก็จะหายเป็นปกติ แต่มาครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ที่ดิฉันมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน อาเจียน กำเริบขึ้นมา แต่ไปหาหมอ กินยา แล้ว ไม่หาย มีอาการตลอดมาจนถึงปีนี้ เปลี่ยนหมอมา 4-5 คนแล้วก็ยังไม่หาย ทั้งหมอแผนปัจจุบันและแผนจีน ดิฉันจึงกลุ้มใจมากเพราะเป็นโรคที่ทรมานมาก เวียนหัว มึนหัว ตลอดเลยค่ะ พยายามถวายยา (ยาสมุนไพรแผนโบราณ) เป็นสังฆทาน สวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วอธิษฐานให้หาย ก็ไม่หาย

จึงอยากขอเรียนถามอ. ถึงวิธี การที่ถูกต้องตามธรรม ที่จะช่วยให้หายจากโรคได้เร็ว มีอะไรบ้างคะ แล้วสาเหตุที่ครั้งนี้ ไปหาหมอแล้วไม่หาย เป็นเพราะอะไรคะ

กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
ผู้ปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรมแล้ว จิตย่อมเป็นอิสระจากกาย จึงไม่ต้องพึ่งยารักษาโรคใดๆของร่างกาย นี่เป็นเครื่องบ่งชี้ผลของการพัฒนาจิต จงปฏิบัติธรรมกับครูผู้เห็นถูกตามธรรม โดยมีขันติ มีความเพียร มีสติและมีปัญญาเห็นแจ้ง เป็นเครื่องคุ้มรักษาใจผู้ไม่แพ้ใจ เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาโรคใดๆกับร่างกายอีกต่อไป ....สู้
  

2595.
กราบเรียนอจ.ดร.สนองที่เคารพค่ะ

หนูเพิ่งได้ตระหนักว่าความทุกข์ยากชีวิตหนูที่ผ่านมา เป็นเพราะหนูผิดศีลข้อสามค่ะ ไม่มีแฟนเหมือนใครเค้า ไม่สมหวังในความรัก โดนรังเกียจโน่นนี่ เป็นที่ริษยาของคนอื่น   และเจอแต่คนมีครอบครัวหรือเจ้าของแล้วมาทำกะลิ้มกะเหลี่ยม มาเข้าใกล้ชอบพอ

หลายๆคนพูดว่าอิจฉาหนูเพราะมีเสน่ห์เหลือเฟือ คนนั้นคนนี้มาชอบ และว่ามันเป็นบุญที่หนูทำ ทว่าเค้าไม่ทราบว่านั่นเป็นผลบาปกรรมต่างหาก มิเช่นนั้น หนูคงได้มีแฟน แต่งงาน สมหวังมีชีวิตคู่กับผู้ชายแสนดีคนนึงไปนานแล้ว

แม้กรรมต่างๆที่หนูประสบมา จะทำให้หนูมีใจต้องการรักษาศีลห้าให้ได้บริสุทธิ์ตามที่ท่านอาจารย์ได้ชี้ทางแนะนำสอนสั่ง ด้วยเมล็ดพันธุ์ที่ผิดเล็กๆเม็ดเดียว ผลทุกอย่างที่เกิดตามมา มันผิดหมดเลยค่ะ และตอนนี้หนูก็ต้องมานั่งรอเวลาที่จะตรวจเลือดและภาวนาให้ผลเลือดหนูปกติ ไม่ติดโรคร้ายใดๆจากเพศสัมพันธ์ที่ผิดนี้   หนูเองได้แต่ถามตัวเองว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมหนูจึงปล่อยให้ชีวิตตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้  

หนูจึงเขียนมาเรียนอาจารย์เพื่อปลงอาบัติแก่ตัวเอง และเป็นข้อเตือนใจตัวเองและคนที่อาจได้อ่าน และหนูก็ตั้งใจในเรื่องการรักษาศีลห้าให้ได้มั่นคงในทุกขณะตื่น ตามที่ท่านอจ.แนะนำเรื่อยมา

ขอให้บุญกุศลที่หนูพากเพียรสร้างมา คุ้มครองรักษาท่านอาจารย์ให้มีอายุมั่นขวัญยืน สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ป่วยไม่ไข้ และอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นกัลยาณมิตรและที่พึ่งแก่พวกหนูด้วยค่ะ

หากมีกรรมใดที่หนูประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินท่านอจ.ไป จะด้วยกายวาจาใจก็ดี รู้ไม่รู้ก็ดี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอท่านอจ.ได้โปรดยกโทษอโหสิกรรมให้หนูด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
กิเลสกรรมที่ทำแล้ว ย่อมให้ผลเป็นอกุศลวิบากที่ยิ่งใหญ่เสมอ ด้วยเหตุนี้ การมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น จึงดีกว่าการรักษาใจให้มีศีล 5 คุม เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจิตมีกำลังของสติอ่อน จึงไม่สามารถต้านอำนาจของกิเลสมารได้ และเมื่ออกุศลวิบากเกิดขึ้นแล้ว ผู้ประพฤติอกุศลกรรมต้องชดใช้ ไปจนกว่าจะหมดหนี้เวรกรรม ผู้ฉลาดถึงเอาอกุศลวิบากเป็นบทเรียน ว่าในวันข้างหน้าจะไม่ประพฤติอกุศลกรรมเช่นนั้นอีก

ผู้เขียนได้อุทิศอโหสิกรรมให้กับทุกคนแล้ว โปรดอ่านข่าวสารกัลยาณธรรมฉบับสุดท้ายเองเถิดครับ
  

2594.
ขอกราบเรียนถามท่าน ดร.สนอง   วรอุไร ช่วยไขปมความทุกข์ให้ดิฉันด้วยค่ะ

ดิฉันและสามี   มาซื้อที่ไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เริ่มต้นอยากได้ที่แค่ 1 ไร่ไว้ปลูกบ้านอยู่กันเองตายาย
แต่จบลงที่ได้ที่แปลงใหญ่มาเพราะไม่มีที่เล็กขาย จนต้องมาทำธุรกิจ
คือเมื่อปลูกบ้านเราเสร็จแล้วก็ตั้งใจว่าจะตัดแบ่งที่ส่วนที่เหลือขาย หรือถ้าใครจะให้เราปลูกบ้านแบบที่เราอยู่เราก็จะสร้างให้   

แต่จวบจนปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าเรามีบ้านอยู่ในที่บ้านเดียว พร้อมคนงาน ที่ต้องคอยดูแล  บอกขายทั้งบ้านทั้งที่อะไรทั้งหมด ก็ยังไม่ได้ซักอย่าง มีคนมาดูที่ดูบ้านอยู่เรื่อยๆ แต่เงียบไปทุกรายต่างก็ให้เหตุผลต่างกันไป การเมืองบ้าง เศรษฐกิจบ้าง ใหญ่ไปบ้าง แพงไปบ้าง ฯลฯ ทุนรอนที่มีกันทั้งหมดก็อยู่ที่ที่ดินและบ้านนี้ไม่มีรายได้อื่นกันเลย ไม่มีอะไรจะขายแล้วนอกจากที่นี่ ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆรายเดือนมากเหลือเกิน แต่ไม่มีรายได้อะไรเลยมาตลอด 10 ปีนี้  แต่เราสองคนก็ยังไม่เคยละความพยายาม ยังทำอยู่และจะทำจนกว่าจะสำเร็จ ในการติดต่อลูกค้าหาลู่ทางในการขายทั้งหมดที่มีอยู่ แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่สำเร็จ  

ดิฉันอยากขอคำแนะนำและมุมมองและแง่คิดของท่านในการที่จะไม่ทุกข์กับปัญหาอันหนักอึ้งนี้ด้วยค่ะ ดิฉันก็ทำบุญ ปฏิบัติธรรม ถวายเพลทุกวันพระ   และปฏิบัติธรรมอื่นๆ ไม่ขาด ส่วนตัวก็สวดมนต์ปฏิบัติกรรมฐาน แผ่เมตตาทุกวันไม่เว้นบุญทานอะไรที่ทำได้ดิฉันก็ทำหมดทุกอย่าง   

ดิฉันยังพร่องส่วนใดอยู่ ที่จะช่วยให้ชีวิตผ่านพ้นอุปสรรค์ที่ติดขัด หนักอึ้ง หรือสำเร็จในธุรกิจการงานที่ได้ตั้งใจไว้นี้ได้ค่ะ    

กราบขอบพระคุณท่าน ดร.สนอง ล่วงหน้า ที่เมตตาช่วยตอบคำถามค่ะ

คำตอบ
ด้วยเหตุที่ไม่ทราบรายละอียด ต้องขออภัยไม่สามารถตอบปัญหาของผู้ถามได้

คำว่า "เมตตา" หมายถึง ความรัก ความปรารถนา ให้ผู้อื่นได้ประโยชน์และความสุข ผู้มีเมตตามีอารมณ์สงบและเย็น (ไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด) การแผ่ที่ตนไม่มี (เมตตา) เป็นการกระทำที่สูญเปล่า (โมฆะ)

เคยมีเรื่องเช่นเดียวกันนี้เกิดในอดีต หลังจากพูดคุยกันแล้ว ผู้ทำหน้าที่ขายที่ดิน (นายหน้า) มาบอกกับผู้ตอบปัญหาว่า เขาประสบความสำเร็จในที่ดินแปลงนั้นแล้ว ด้วยการจุดธูปบอกกับเจ้าของที่เดิมว่า หากเขาขายที่ดินได้ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปสร้างสถานปฏิบัติธรรม แล้วอุทิศบุญกุศลให้กับอดีตเจ้าของเดิม ผลปรากฏว่า เขาสามารถขายที่แปลงนั้นได้ภายในเจ็ดวัน นี่เป็นเรื่องจริงที่ไม่ควรเชื่อตามหลักกาลามสูตร
  

2593.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพอย่างสูง

    กระผมได้มีโอกาสฟังธรรมของท่านอาจารย์ เพียงฟังครั้งแรกเท่านั้นผมก็ปฏิญาณกับตนเองเลยว่าผมจะรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต
    หลังจากนั้นผมก็ได้ผมก็ได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมเหยงคณ์ ในแต่ละวันก็จะให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาควบคู่กันไป
    ผมจึงมีคำถามที่จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ดังนี้

    ๑. บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่า สภาวะที่เกิดกับร่างกายและจิตเข้าไปรับรู้ เป็นคนละส่วนกัน กายก็ส่วนกาย จิตก็ส่วนจิต รู้ก็สักแต่ว่ารู้ แบบนี้เรียกว่า แยกกายกับจิตถูกไหมครับ

    ๒. การพิจารณาตามกฏไตรลักษณ์ เพื่อให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง   อนัตตา ต้องพิจารณาโดยการคิด หรือว่าสิ่งเหล่านั้นจะปรากฏให้เห็นตามกฏไตรลักษณ์เอง

กราบขอบพระคุณอาจารย์ครับ

คำตอบ
(๑) ผู้ตอบปัญหาได้ถูกส่งให้ไปพัฒนาสมองมาจากต่างประเทศ จนเข้าถึงความรู้สูงสุดในทางโลก (ปริญญาเอก) เมื่อกลับสู่ประเทศไทย ได้ไปพัฒนาจิตจนเข้าถึงความรู้สูงสุด (ญาณ ๑๖) จึงได้พบเหตุผล (ความจริง) มาจนทุกวันนี้ การพัฒนาสมองสามารถรู้จำ แต่บัดนี้ไม่เป็นความจริง แต่การพัฒนาจิตเป็นความรู้จริงแท้

คำว่า “รู้สักแต่ว่ารู้” หากเกิดจากสมองสามารถวัดได้ด้วยพฤติกรรมที่ยังมีความเห็นแก่ตัว ยังคล้อยตามโลกธรรม ๘ ยังมีความโลภ ยังมีความโกรธ ยังมีความหลง จิตยังเป็นทาสของกิเลสต่างๆเหล่านั้น ตรงกันข้าม คำว่า “รู้สักแต่ว่ารู้” หากเกิดจากดวงจิต จะไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่ติดในโลกธรรม ๘ จิตไม่เป็นทาสของความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมมีพฤติกรรมเป็นอิสระ มีหูเสมือนเป็นคนหูหนวก มีตาเสมือนเป็นคนตาบอด มีปากเสมือนเป็นคนใบ้ แต่มีกำลังมาก สามารถนำพาชีวิตให้พ้นไปจากวัฏสงสารได้

สาธุ จงเอาศีลลงคุมให้ถึงใจ มีขันติ มีความเพียร มีสติ มีปัญญาเห็นถูกตามธรรม .... แล้วบัวก็จะบานออกได้

 

2592.
พอดีที่บ้านไม่ทานเนื้อวัวเลย น่าจะมาจากการนับถือเจ้าแม่กวนอิมหรือเทพที่ห้ามทานค่ะ
หนูก็ไม่ทานเลยแต่บังเอิญเพิ่งซื้อกระเป๋าหนังวัวมาใช้โดยลืมไตร่ตรองให้ดีก่อนค่ะ
อยากทราบว่าจะเป็นบาปเป็นการละเมิดมั้ย แล้วต้องทำยังไงบ้างคะ

คำตอบ
ในครั้งพุทธกาล พาหิยะและทัพพะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด ขณะยังเป็นฆราวาส มีศีล ๕ ข้อคุมใจ อุตราและเสลาบรรลุอริยธรรมสูงสุด หลังจากบวชเป็นสามเณรี มีศีล ๑๐ ข้อคุมใจ ด้วยเหตุนี้ พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู มิได้ทรงบัญญัติคำว่า มังสวิรัติ ไว้เป็นข้อห้าม เพียงแต่ทรงชี้แนะว่า ต้องไม่ทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วง ด้วยการไม่ได้สั่งให้เขาฆ่าเพื่อเรา ไม่เห็นเขาฆ่าสัตว์เพื่อเรา และไม่สงสัยในขณะบริโภคอาหารนั้น

ฉะนั้น การบริโภคใช้สอยกระเป๋าหนังวัว หากจิตไม่คิดว่าตนเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าวัว ไม่เห็นเขาฆ่าวัว และไม่สงสัยขณะใช้สอยกระเป๋าหนังวัวนั้น ถือว่ามิได้ประพฤติทุศีล
 

2591.
กราบเรียนถาม อจ.สนองที่เคารพ
ผมใคร่ถามว่า 

  การสวดมนต์ภาวนาเพื่่อสงบจิตใจในท่านั่งสมาธิ หรือ ในขณะที่นั่งสำรวมจิตบนเก้าอี้ โดยที่ไม่ได้ยกพนมมือ สามารถทำได้มั้ยครับ จะเป็นการควร/ไม่ควร ประการใด

กราบเรียนด้วยความเคารพครับ

โกเมศ

คำตอบ
อิริยาบถใด ที่ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย อิริยาบถนั้นควรทำอย่างยิ่ง ไม่ถือว่าผิดธรรม