ท่านอาจารย์ดร.สนอง ตอบปัญหา

สนทนาภาษาธรรม
เล่ม ๑-๒๖

 

 

 


 

2583.
กราบเรียนอาจารย์ ดร.สนองที่เคารพ

               หนูได้มีโอกาสไปอ่านเจอข้อความหนึ่งระบุว่าโพชฌังคปริตรนั้นต้องให้ผู้อื่นสวดให้คนป่วยฟัง

ถ้าคนป่วยสวดเองจะไม่มีผลและไม่ควรสวดปริตรนี้บ่อยเกินไป   ส่วนตัวหนูไม่เชื่อในข้อที่ว่าไม่ควรสวดบ่อย

เกินไป   แต่ในส่วนที่ต้องให้ผู้อื่นสวดให้ฟังนั้นไม่แน่ใจค่ะเพราะเมื่ออ่านคำแปลของปริตรนี้ก็พบว่าแม้แต่เวลา

ที่พระพุทธเจ้าประชวรเองท่านก็รับสั่งให้พระจุนทเถระกล่าวโพชฌงค์ถวาย จึงขอความกรุณาอาจารย์ช่วย

ไขข้อข้องใจในปัญหานี้ทีนะคะ

              กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
โพชฌงค์ ๗ เป็นองค์คุณธรรมแห่งการตรัสรู้ การที่พระพุทธโคดม สั่งให้พระจุนทเถระ (น้องชายของพระสารีบุตร) สวดบทมนต์โพชฌงค์ ๗ ให้ฟัง เป็นความจริง เมื่อพระพุทธองค์ได้ฟังบทมนต์ แล้วมีจิตสงบพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง (โยนิโสมนสิการ) จิตจึงเกิดปีติอย่างมาก โรคภัยไข้เจ็บจึงได้หายเป็นปลิดทิ้ง

เหตุที่ให้คนอื่นสวดโพชฌงค์ ๗ ให้ฟัง เพราะผู้สวดมีกำลังของจิตมากกว่าคนเจ็บป่วย ผู้ป่วยเพียงแต่รับฟังอย่างเดียว ย่อมเกิดปีติขึ้นกับจิตของผู้ป่วยได้มาก การเจ็บป่วยจึงหายได้ ดังนั้นการสวดมนต์ยังไม่สำคัญเท่ากับการเกิดปีติของผู้รับฟัง แล้วโยนิโสมนสิการบทมนต์จะดีกว่าครับ
 

2582.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไร

ก่อนอื่นดิฉันขออนุโมทนาบุญหลายๆอย่าง ทั้งการแสดงธรรม เผยแพร่ธรรมะ เป็นต้น ที่ท่านอาจารย์ได้กระทำไว้ด้วยกาย วาจา ใจ ที่เป็นกุศลนะคะ

ปัญหา: ดิฉันพยายามนั่งสมาธิค่ะ แต่ที่ใจคือมันหนักอยู่ตลอดเวลา ตอนที่ไม่ได้นั่งก็เป็นนะคะ เมื่อทำบาปก็เก็บมาว่าราได้ทำบาปอีกแล้ว พอนั่งสมาธิ (พยายามบริกรรมพุทโธแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรตั้งจิตไว้ที่ไหนค่ะ) มันก็ร้อน หนัก ไปหมด จิตใจไม่เป็นสมาธิ อันนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุนะคะ คือตอนนี้เป็นเกือบตลอดเวลาเลยค่ะ ตอนทำบุญเราก็อยากให้จิตเป็นเกษม เรารู้ว่าเราไดัทำดีอีกแล้ว แต่จิตมันคับ อึดอัด แห้ง เผา ร้อน เครียด หนัก อย่างนี้อ่ะค่ะ

คำถาม:
1. อยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่ามีวิธีกำจัดตัวนี้ยังไงคะ หรือว่าเรากังวลระวังการทำบาปมากไปเลยเหมือนเป็นการบีบใจให้คับ ให้อึดอัดอ่ะค่ะ อาจารย์ช่วยกรุณาแนะนำด้วยนะคะ

2. และให้ช่วยแนะการทำสมาธิแบบขั้นต้นที่ถูกต้องด้วยค่ะ

กราบขอบพระคุณในเมตตาของท่านอาจารย์และอนุโมทนาในบุญนั้นด้วยค่ะ

คำตอบ
การให้ธรรมะเป็นการ เป็นการให้ที่สูงสุด เพราะผู้รับมีโอกาสนำพาชีวิตสู่นิพพานได้

การนั่งสมาธิ (สมถภาวนา) เป็นการพัฒนาจิตให้มีสติ แล้วสมาธิย่อมเกิดขึ้น

การเจริญจิตภาวนา (วิปัสสนาภาวนา) เป็นการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง หรือคือปัญญาที่เห็นถูกตรงตามความเป็นจริง

(๑) วิธีกำจัดความกังวลให้หมดไปจากใจ ต้องพัฒนาใจให้มีศีลคุมอยู่ทุกขณะตื่น และกำจัดให้หมดไปชั่วคราว ด้วยการพัฒนาจิตตามแนวของสมถกรรมฐาน เมื่อใดจิตมีความตั้งมั่นแน่วแน่จนเป็นฌานได้แล้ว ความวิตกกังวลจะหมดไปชั่วคราวที่จิตตั้งมั่นเป็นฌาน และหากประสงค์กำจัดความกังวลให้หมดไปอย่างถาวร ต้องพัฒนาจิตจนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งทั้งสิบหกตัว

(๒) การทำสมาธิแบบขั้นต้นที่ถูกต้อง ควรปฏิบัติดังนี้

   ก. พัฒนาจิตตามแนวไตรสิกขา (ศีล – สมาธิ – ปัญญา)

   ข. ทำตัวเป็นคนโง่ แล้วทำตามผู้เข้าถึงธรรมชี้แนะจนเกิดผล

   ค. เร่งความเพียรในการพัฒนาจิต

     -ผู้ที่มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง

     -ผู้ที่มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐-๒๐ ชั่วโมง

     -ผู้ที่มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง

สรุป ผู้ที่มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมมาก บรรลุผลเร็ว ผู้ที่มีความเพียรน้อย บรรลุผลช้า ดังนั้นจงดูจุดอ่อนของตัวเอง แล้วปรับแก้ไขให้ถูกตรง ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้
 

2581.
เรียน ท่านอาจารย์สนอง ที่เคารพ

ลูกควรทำอย่างไร เมื่อแม่ปฏิบัติกับลูกแบบนี้

1. ตอนเด็ก เข้าไปได้ยินแม่พูดกับพี่ว่า "มากินมะม่วง แล้วอย่าไปบอกน้องล่ะ" พอเห็นว่าเราเดินเข้าไปได้ยินก็ไม่ยินดียินร้าย ไม่เข้ามาปลอบหรือแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น

2. ตอนเด็ก ชอบนินทาเรื่องเราให้กับพี่น้องตัวเองฟัง จนวันหนึ่ง น้าสาวพูดอย่างรังเกียจต่อหน้าแม่ว่า"รู้ตัวไว้นะว่าแม่เขารักพี่มากกว่า เขาไม่รักเราหรอก" พอมองหน้าแม่ แม่มีสีหน้าบึ้งตอบกลับมา ไม่สนใจเลยว่าลูกที่ยังเด็กจะเศร้าเพียงใด

3. ตอนเด็ก แสดงกิริยาโกรธเกรี้ยวเราที่มาช่วยซักผ้าช้า และพูดว่า "ปากดีนักนะ บอกจะมาช่วยแล้วมาช้า" โดยที่พี่ชายไม่ต้องทำงานหรือช่วยงานบ้านใดๆ ตื่นสายนอนดึก ขี้เกียจตัวเป็นขน แต่แม่ก็ห่วงและดูแลเป็นพิเศษ

4. ตอนที่เราไม่มีเงิน เพราะมีหนี้สิน แต่ไม่เคยขาดเรื่องให้เงินแม่ทุกเดือน กลับโดนตะคอกว่า " เอาเงินมาสิ หมดแล้ว" ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งกลางเดือน และพี่ชายไม่ต้องให้เงิน แต่ที่ไม่พอเพราะเอาเงินไปให้น้องตัวเองที่ไม่มีงานทำ เพราะไม่ยอมทำงาน

5. ตอนที่ขายที่ดินที่พ่อยกให้เป็นมรดกได้ แม่ไม่นึกถึงเราเลย กลับบอกว่า " แบ่งเงินให้พี่เขาด้วยล่ะ และก็เอาเงินมาให้ด้วยจะไปไถ่ของ" เราให้หมดเลย ไม่ขอมีส่วนแบ่ง เพราะทำงานแล้วตั้งใจว่า อะไรที่ไม่ใช่ของเรา แม้จะเป็นของพ่อแม่ก็ไม่เอา ทั้งที่ตอนนั้นแทบไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมเรียนโท

6. ขณะกินข้าวอยู่ แม่เดินมาพูดแบบน้ำเสียงไม่พอใจที่เห็นเรากินเยอะว่า" อย่ากินหมด แบ่งให้พี่เขาด้วย " ทั้งๆ ที่แม่ก็รู้ว่า เราไม่ใช่คนกินจุ ตอนนั้น กินข้าวเปล่ากับน้ำตาแทนเลย ตอนนั้นเงินซื้อข้าวยังแทบไม่มี ต้องหางานพิเศษทำเลิกดึก

7. แม่มักคิดถึงแต่น้องของตัวเองก่อน ไม่สนใจความรู้สึกของลูกว่า เสียใจแค่ไหน แต่น้องตัวเองไม่มีเงิน ก็มาเอาจากลูก ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง แม่ลูกจะเสียใจแค่ไหน ไม่เคยรับรู้ มีแต่จะบอกว่า จะเอามาให้เขาได้เมื่อไหร่ล่ะ และไม่เคยได้รับเงินคืนเลยสักบาทเดียว แม่ก็ไม่สนใจด้วยว่าน้องตัวเองจะคืนมั้ย มีแต่บอกว่า ให้เขาไป เขาก็ไม่มี ที่ไม่มีแต่เอาเงินเป็นล้านจากพี่ๆ ไปลงทุนแล้วเจ๊ง และไม่ยอมทำงานอะไรบอกว่าไม่ถนัดไม่ชอบงานนี้ พอไม่มีเงินมาขอแม่ที่เกษียณแล้ว จะเอาจากไหนถ้าไม่ใช่จากลูก

8. แม่เอาเงินที่เราเสียสละไม่เอาส่วนแบ่งจากขายที่ดิน ไปซื้อรถใหม่ให้พี่ที่ขับรถคันเก่าไปชนเสาไฟฟ้า เพราะขับซิ่ง โดยไม่สนใจว่า เราตั้งใจให้แม่ฝากสหกรณ์ไว้กินตอนแก่ แล้วสุดท้ายเมื่อไม่มีเงิน ก็มาไถจากเรา โดยที่พี่ชายไม่ต้องทำอะไรเลย ได้ทั้งเงินส่วนแบ่ง ได้ทั้งรถ 2 คันรวมคันแรกที่ซื้อให้ตอนเรียน ปวช. เพราะอยากมีรถ สุดท้ายลูกชายก็ขับไปซิ่งจนเละ ไม่มีการต่อว่าจากแม่สักคำ แม่ยังคงเห็นว่าพี่ชายทำอะไรไม่เคยผิดเสมอ

9. ตอนเรียน เรามีเงินเก็บ แม่ชอบเข้าไปค้น เพื่อดูว่ามีเท่าไหร่จะได้เอามา และพอมีใครอยากได้เงินเพื่อซื้อของฟุ่มเฟือย ก็จะมาบอกให้มาเอาจากเรา และไม่คืนด้วย

10. ตอนที่แยกบ้านออกมาแล้ว แม่ต้องการห้องน้ำใหม่ พอเรายังไม่ทำให้ ก็โกรธหาว่าแต่งงานแล้วเปลี่ยนไป ทั้งที่ความจริง เรายังไม่มีเงิน แต่กับพี่ชายที่อยู่ด้วยกันไม่ไปบอกให้ทำ เงินก็มีแล้ว กลับมาโกรธใส่เราที่ให้เงินเดือน พาไปหาหมอเอกชน เพราะไม่อยากให้แม่ลำบากไปคอย รพ.รัฐ เสียเงินแพงไม่รู้กี่เท่า ทำไมไม่นึกถึง กลายเป็นว่า เราเป็นคนแรกที่อยากได้อะไรจากเราต้องได้แบบนั้น แม่ไม่เคยไปเอาจากลูกชายจากน้องของตัวเองเลย ไม่เคยทำกิริยาไม่ดีกับคนอื่นยกเว้นเรา

11. พ่อต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา แม่มาบังคับให้เสียเงิน 4 หมื่นบาทเพื่อพาไปเอกชน แต่เราไม่ยอม เพราะใช้สิทธิ 30 บาทได้ เสียไม่เกินสามพัน แม่โกรธมาก หาว่าเงินแค่นี้ให้ไม่ได้ ทั้งที่ความจริง อยากเก็บไว้ยามจำเป็น เพราะแม่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ต้องเสียเงินอีกเยอะ โกรธเรามากถึงขนาดไปบ้านแล้วเดินหนีเข้าห้อง มันมีเหตุผลมั้ย ที่เราพยายามทำดีกับแม่ เพราะโรคที่แม่เป็นมันอยู่ได้ไม่นาน เราพยายามทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด แต่ทำไมสิ่งที่ได้ตอบกลับมาเป็นแบบนี้

12. แม่เพิ่งจะทำดีกับเรามาไม่นาน หลังจากที่เราทำดีกับแม่เสมอมา ทำให้เราคิดว่า ทำไมต้องมีเงื่อนไขถึงจะดีกับเราหรือ น้อยใจและเสียใจมาก

ปัจจุบันลูกแต่งงานแยกออกมาแล้ว คอยดูแลแบบห่างๆ ไม่เข้าไปใกล้ชิดเหมือนเก่า เพราะยิ่งใกล้ยิ่งทำให้เจ็บช้ำน้ำใจเรื่อยมา แต่แผลในใจไม่เคยหายไปเลย บางครั้งอยากให้แม่บอกว่า ขอโทษ แต่ก็คิดว่าบาปเปล่าๆ พยายามคิดว่า แม่อาจทำไปด้วยความไม่รู้ตัว แต่ความเสียใจไม่หายไปสักทีค่ะ ยังคงร้องไห้เมื่อคิดถึงขึ้นมา ร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นแม่ของคนอื่นดีกับลูกของตนเอง แล้วมาเปรียบเทียบกันยิ่งทำให้เสียใจ

พยายามคิดว่า สิ่งที่เราเจอมามันคือวิบาก ที่ต้องชดใช้ และคิดว่า หากไม่มีความกดดันเหล่านั้น เราคงไม่ได้ดีและไม่เข้าหาธรรมะอย่างเช่นวันนี้ค่ะ แต่สิ่งที่ผ่านมามันช่างโหดร้ายเหลือเกิน ใครทำร้ายเรามันไม่เจ็บเจียนตายเท่าคนในครอบครัวจริงๆค่ะ

อาจารย์สนอง ช่วยชี้แนะให้ลูกทีค่ะ สิ่งที่ลูกทำมันถูกแล้วใช่มั้ยคะ ที่ไม่เข้าไปใกล้ชิดเหมือนเก่า คอยดูห่างๆ ดีกว่า ยังไงก็ไม่ได้ทอดทิ้งนะคะ

ลูกเข็ดแล้วค่ะ แต่ลูกคิดว่าทำดีให้ถึงที่สุดแล้ว ไม่อยากเจอกันอีกเลยค่ะ ทำอย่างไรดีคะ สิ่งที่ลูกเจอน่าจะเพียงพอได้แล้วในชาตินี้นะคะ ตอนนี้พยายามภาวนาเพื่อหนีจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย และไม่อยากเจอแบบนี้อีกเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
(๑) ผู้รู้นิยมให้อภัยในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ เมื่อทำได้แล้ว จิตย่อมมีแต่ความสงบเย็น (เมตตา)

ในครั้งพุทธกาล พระมหากัจจายนะ เป็นผู้มีอารมณ์สงบเย็น ซ้ำยังมีสติสัมปชัญญะ อันเนื่องมาจากโยนิโสมนสิการธรรมที่ได้ยินได้ฟังจากผู้รู้จริงมาบอกกล่าว จนจิตบรรลุอรหัตตผล และมีสติสัมปชัญญะเกิดขึ้นกับดวงจิต ท่านมีหูเหมือนเป็นคนหูหนวก มีตาเหมือนเป็นคนตาบอด มีปากเหมือนเป็นคนใบ้ มีกำลังเหมือนเป็นคนอ่อนแอ

ลักษณะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นกับพระมหากัจจายนะ จึงทำให้ชีวิตมีแต่ความสวัสดี ด้วยเหตุนี้ ผู้ถามปัญหาไม่พึงเอาคำกล่าวที่ไม่ดีมาเป็นของตน ด้วยการให้อภัยเป็นทานและพัฒนาจิตจนเกิดสติสัมปชัญญะได้เมื่อใดแล้ว โชคดีย่อมเกิดขึ้นกับผู้ถามปัญหา

(๒) จงเอาคำพูดที่ได้ยินจากปากน้าสาว มาทำให้เกิดเป็นบุญกับตัวเอง ตามข้อ (๑) .... สาธุ

(๓) และ (๔) จงเอาคำพูดของแม่มาเป็นครูสอนใจ ว่าเราจะไม่พูดเช่นเขา และเราก็จะไม่มีบาปเหมือนเขา

(๕) เกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ผู้ใดประพฤติตนเป็นผู้ให้สิ่งดีงามกับผู้อื่นหรือสัตว์อื่นได้ ย่อมได้ชื่อว่าเกิดมาไม่สูญเปล่า ผู้รู้จึงนิยมประพฤติ ส่วนผู้ที่ไม่รู้ นิยมทำตนเบียดเบียนและหวงสิ่งของ แสวงหามนุษยสมบัติอันเป็นสมบัติกำพร้า นำติดตัวไปไม่ได้เมื่อตายลง ด้วยเหตุนี้ พึงเลือกเอาตามสติปัญญาของตนเองเถิด

(๖) สาธุ .... เขาสอนให้เรารู้ว่า การหวงสิ่งของและการเบียดเบียน เป็นการสร้างเหตุให้นำพาชีวิตลงไปเกิดเป็นสัตว์นรกเป็นอย่างมาก หรือหากเบียดเบียนไว้น้อย ตายแล้วมีโอกาสไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายได้

(๗) และ (๘) จงดูเขาเป็นครูสอนใจ ว่าเราจะไม่ประพฤติเยี่ยงเขา แต่ประพฤติให้อภัยเป็นทานในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ แล้วจิตของเราจะมีความสงบเย็น (เมตตา) .... สาธุ

(๙) จงดูคนที่ชอบไปก้าวล่วงในชีวิตของคนอื่น ว่าเป็นครูที่ไม่ดี พร้อมกับให้อภัยเป็นทานอยู่เสมอ การดูในลักษณะนี้เป็นการเรียนรู้พฤติกรรมของคนที่ตายลงวันใด จะมีโอกาสไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ .... จึงต้องขอบคุณเขาที่เป็นครูอยู่ใกล้ตัว ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องเสียเวลา ไปหาครูที่อยู่ห่างไกลยังไงล่ะ

(๑๐) หนี้เวรกรรมบางอย่างให้ผลข้ามชาติ จงก้มหน้าก้มตาชดใช้หนี้กรรมให้หมดไป จะได้ไม่ต้องเกิดมาพบกับสภาวะเช่นนี้อีก

ผู้ฉลาดนิยมนำตัวเองไปปฏิบัติธรรม แล้วขอความเมตตาผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมช่วยอุทิศบุญใหญ่ที่ตนมี ชดใช้หนี้เวรกรรมแทนให้ แล้วหนี้กรรมย่อมจบสิ้นได้เร็ว

(๑๑) การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นอกุศลวิบากของการประพฤติทุศีลที่ทำไว้แต่อดีต คือประพฤติตนเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นมาก่อน ผู้รู้ไม่นิยมประพฤติเช่นนั้น แล้วการเจ็บไข้ได้ป่วยจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง

อนึ่ง กรรมเป็นของเฉพาะตน ผู้ที่ทำกรรมไม่ดี (เบียดเบียน) กับผู้อื่นสัตว์อื่น จึงต้องเสวยอกุศลวิบากที่ไม่ดี (เจ็บป่วย) จนกว่าจะหมดหนี้เวรกรรม ผู้รู้จึงนิยมวางเฉยพร้อมกับอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเขา
 

2580.
เรียน อาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพ

กราบขออภัยที่รบกวนอาจารย์ครับ ผมมีปัญหาพ่อกับแม่ทะเลาะกัน (พ่อกับแม่อายุประมาณ 70 ปีแล้ว) ซึ่งปัญหาเริ่มก่อตัวมาหลายปีพอสมควรแล้ว แต่ช่วงหลังชักจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะทั้งสองท่านสะสมความไม่พอใจซึ่งกันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเป็นคนกลางก็พอจะมองออกว่าทั้งสองคนนั้นมีอัตตาแรงพอๆ กัน ทั้งสองคนต่างมีทิฐิที่ไม่ดีต่อกัน ผมก็พอจะมองออกว่าคนไหนมีอะไรที่จะต้องแก้ไขบ้าง แต่ผมก็บอกท่านไม่ได้เพราะกลัวจะเป็นการสอนพ่อแม่ ดังนั้นเมื่อไห ร่ ที่ท่านทะเลาะกันจนไม่มองหน้ากันหลายวัน (บางครั้งพ่อก็หนีไปอยู่บ้านย่าหลายวันจึงจะกลับมา) ผมก็ได้แต่ขอร้องให้หยุดทะเลาะกัน จากปัญหานี้ผมอยากจะเรียนถามอาจารย์ว่า การที่ผมทำอยู่ปัจจุบันนั้นถูกต้องหรือไม่ครับ และผมสามารถทำอะรได้มากกว่านี้หรือเปล่าครับ เพื่อให้ทั้ง 2 ท่านดีต่อกันแบบยั่งยืน

ขอขอบพระคุณอาจารย์ครับ

ด้วยความเคารพ

คำตอบ
ผู้เป็นลูกไม่มีสิทธิ์จะไปว่ากล่าวตักเตือนพ่อแม่ หากมีความเห็นผิดไปดุด่าว่ากล่าวผู้มีอุปการคุณแก่ตน ถือว่าเป็นผู้มีความอกตัญญู ที่ส่งผลถึงความวิบัติของชีวิตของผู้เป็นลูก ผู้รู้จริงวางเฉยและดูท่านทั้งสองเป็นครูสอนใจ ว่าตนจะไม่ประพฤติเช่นนั้น พ่อแม่ได้พัฒนาสมอง (ปัญญาทางโลก) พร้อมกับมี ego หรืออัตตาเกิดตามมา ปัญญาทางโลกเห็นเพียงความจริงชั่วคราว (สภาวสัจจะ) เมื่อกาลเวลาผ่านเนิ่นนานไป ความจริง (เหตุผล) ที่เคยเป็นจะไม่เป็นจริงอีกต่อไป แต่มนุษย์ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาจิตตนเองให้เข้าถึงความเป็นจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ความจริงแท้เช่นนี้จะคงเป็นความจริงตลอดไป และไม่เนื่องด้วยกาลเวลา

ส่วนความเห็นแก่ตัว ( ego ) จะเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติจากการพัฒนาสมอง หรือการพัฒนาปัญญาทางโลก ทางโลกนิยมประพฤติจริยธรรมที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดชีวิต แล้ว ego หรือความเห็นแก่ตัว จะถูกกลบฝังไม่ให้แสดงออก ตรงกันข้าม ผู้ที่ปรารถนาจะเข้าถึงปัญญาสูงสุดที่เป็นปัญญาเห็นแจ้ง ต้องพัฒนาจิตตนเองด้วยวิปัสสนา แล้ว ego หรือความเห็นแก่ตัว จะถูกกำจัดให้หมดไปจากใจได้อย่างถาวร

ผู้ที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงความเป็นจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ได้แล้ว ย่อมเข้าถึงต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา เมื่อใช้ปัญญาเห็นแจ้งดับต้นเหตุของปัญหา การทะเลาเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ หากผู้เป็นลูกประสงค์ให้พ่อแม่หยุดการทะเลาะเบาะแว้ง ลูกต้องนำพ่อแม่ไปเปลี่ยนความเห็นผิดให้กลับมาเป็นความเห็นถูก ในทางโลกต้องให้พ่อแม่ประพฤติจริยธรรมที่เกี่ยวข้องตลอดชีวิต แต่ดีที่สุด ลูกต้องพาพ่อแม่ได้มีโอกาสเข้าหาและสนทนาอยู่กับผู้มีความเห็นถูกอยู่เสมอ แล้วความคิดที่ผิด รวมถึงความเห็นแก่ตัว จึงจะหมดไปได้

สรุป
๑. จงดูท่านเป็นครูสอนใจตนเองว่า เราจะไม่ประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่มีพฤติกรรมไม่ดีเหมือนเขา

๒. จงนำท่านเข้าหา พูดคุย สนทนาอยู่กับสมณะผู้มีปัญญาเห็นถูกตามธรรมอยู่เสมอ แล้วปัญหาที่บอกเล่าไปจึงจะหมดไปได้
 

2579.
รบกวนท่านอ.สนอง ครับ ผมรักษาคนไข้แล้วเกิดผลแทรกซ้อนตามมา หดหู่ใจ มีหลักธรรมแนะนำผม

ผมทำงานด้านผิวหนัง เลเซอร์ผู้ที่มีปัญหาฝ้าบนใบหน้า ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาแทรกซ้อนอะไรกับคนไข้ เนื่องจากผมทำตามแนวทางการรักษาตลอด แต่ก็เกิดความผิดพลาดขึ้นมาจนได้ เมื่อเครื่องเลเซอร์ส่งพลังงานแรงกว่าค่าพลังงานที่เราตั้ง ซึ่งผมจะยึดค่าพลังงานเป็นหลัก เชื่อถือในตัวเครื่องมือ ไม่คิดว่าเครื่องมือมันจะส่งพลังงานเกินค่าที่ตั้ง เวลาผมทำเลเซอร์ ผมจะถามคนไข้ว่าร้อนมั้ยทุกคน แต่ คนไข้ก็บอกพอทนได้ ซึ่งพลังงานที่ตั้งค่านี้ก็ต่ำมากไม่เคยมีปัญหา เลยไม่ได้ถามย้ำคนไข้จนผมทำเลเซอร์ทั่วหน้า ผลสุดท้าย วันนั้นมีคนไข้หน้าไหม้กลับมาหาผม 3 คน ซึ่งไหม้ระดับไม่รุนแรง แต่ผลคือจะเกิดสะเก็ดรอยดำ และหลุดไป หลังหลุดจะเกิดรอยด่างขาว แล้วตามด้วยรอยดำ

ซึ่งถ้าคนไข้โดนแดดจะเสี่ยงที่รอยดำจะจางยากอยู่หลายปี แต่ถ้าไม่โดนแดด รอยดำจะจางไปเองภายในครึ่งปี ตรงจุดนี้ทำให้ผมกังวลมากๆ กลัวคนไข้ดูแลหน้าไม่ดี จนเกิดรอยดำนาน ผมรู้สึกหดหู่ สงสาร อยากร้องไห้ รู้สึกผิดตลอดเวลา รู้สึกกังวลแทนคนไข้ตลอดเวลา กลัวจะดูแลหน้าไม่ดี จนผมไม่มีอารมณ์ในการทำงาน ผมขอความกรุณา ท่าน อ.สนอง แนะนำธรรมะ วิธีคิด และวิธีทำใจต่อจากนี้ จักขอบพระคุณอย่างสูงครับ

คำตอบ
เครื่องมือทุกชนิดที่ใช้ความรู้ทางโลก (ทางวิทยาศาสตร์) มาประดิษฐ์คิดค้นให้เกิดขึ้น ย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปจากความจริงตลอดเวลา เพียงแต่ว่าความจริง (เหตุผล) ที่แปรเปลี่ยนไปนั้น จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับความรู้และคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้สร้างเครื่องมือนั้น เครื่องมือเลเซอร์ที่แพทย์นำมาใช้กับคนไข้ ก็เป็นไปในลักษณะนี้ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป (ผิดไปจากเป้าหมายเดิม)

ผู้ที่เข้าถึงความรู้ที่เป็นจริงเช่นนี้ ย่อมรู้และยอมรับอายุขัยการใช้งานของเครื่องมือ คือรู้ว่า ไม่มีเครื่องมือใดในทางโลก สามารถใช้งานให้คงมาตรฐานเดิมได้ตลอดไป

ผู้ที่เข้าถึงความจริงในความรู้ทางโลก ต้องยอมรับผลของการกระทำ (อกุศลวิบาก) แล้วกลับตัวเสียใหม่ หันไปพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงความเป็นจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ได้แล้ว ปัญหาความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
 

2578.
กราบเรียนท่าน ดร. สนอง วรอุไร

      แต่ก่อนหนูก็เคยไปฟังธรรมที่ชมรมกัลยณธรรมจัดค่ะ แต่ตอนนี้หนูไม่ได้ไปแล้วนานแล้วค่ะ

ตอนนี้หนูมีข้อสงสัย และมีความทุกข์ใจอย่างมากว่าหนูจะเลือกทางไหนดีเรื่องของหนูมีอยู่ว่า มีคนมาแนะให้หนูสวดมนต์ที่เป็นของนิกายมหายานค่ะ ที่มี อยู่ 6 คำ สวดซ้ำๆ ที่ต้องไปสมาคมด้วยอ่ะค่ะ แล้วหนูก็สวดได้ประมาณ 1 เดือนครึ่งแล้ว

หนูรู้สึกคิดถึงตอนที่หนูเคยได้ทำบุญ ไหว้พระ หนูก็อยากจะหยุดสวด แต่ถ้าหากหนูหยุดสวดก็กลัวว่า ชีวิตหนูจะดิ่งลง หนูควรจะทำอย่างไรดีคะบางครั้งมันทำให้หนูอยากกลับมาสวดมนต์ไทยเหมือนเดิม แล้วหนูก็กลัวเสียสัจจะคำอธิฐานไป หนูกลัวบาป หนูไม่รู้จะเลือกทำอย่างไรดีคะ ช่วยชี้ทางสว่างให้หนูด้วยค่ะ

ขอท่านอาจารย์ช่วยชี้นำหนูให้ถูกทางด้วยนะคะ หนูยังรู้สึกสับสนในตัวเองมากเลยค่ะ ถ้าหนูเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นหนูจะยังไหว้พระทำบุญได้ไหมคะ ที่หนูเปลี่ยนมาสวดมนต์อันนี้เพราะหนูกลัวคนอื่นมาแย่งแฟนหนูค่ะ เพราะหนูรักแฟนหนูมาก ชะตาชีวิตหนูเหมือนต้องเสียบางอย่างเพื่อให้ได้มาค่ะ หรือว่าหนูคิดมากไปเองก็ไม่รู้ตอนนี้หนูจะกลับมาทำบุญหินยานเหมือนเดิมได้ไหมคะ หนูต้องทำขอขมาหรือทำอย่างไรบ้างคะ แล้วหนูต้องทำยังไงบ้างคะเหมือนหนูตายจากเดิมไปแล้ว ก่อนหน้านี้หนูก็เคยไปไหว้ศาลหลักเมืองที่กรุงเทพ ตั้ง 4 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เพราะหนูไม่สบายใจหนูก็ไปไหว้พระอีก แล้วอยู่ ๆ หนูก็มาสวดมนต์อันนี้ แล้วหนูควรจะทำอย่างไรดีคะ เหมือนกรรมมันกำลังตามหนูอยู่หนู ก็เลยสวดมนต์อันนี้เหมือนหนูตายจากอันเดิมไปแล้ว หนูอยากได้ดีมีควมสุขกับเขาบ้าง เหมือนหนูไม่มีดีเลยหนูต้องทำอย่างไรบ้างคะ เหมือนหนูมาไกลแล้วเขาบอกว่าอย่าหยุดสวด หนูรู้สึกกลัวจังเลยค่ะกรุณาให้คำตอบ

ถ้าหากหนูเขียนไม่ถูกต้องหรือผิกยังไงอโหสิกรรมให้หนูด้วยนะคะ

ขอขอบคุณความเมตตาที่อาจารย์ให้คำตอบหนูด้วยนะคะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ
ก่อนอื่นต้องรู้ว่า พุทธศาสนาที่ถูกเผยแพร่ไปทางประเทศธิเบต จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นความรู้สายมหายาน เป็นการพัฒนาตนให้เป็นผู้สอนธรรม ให้รู้การประพฤติพิธีกรรม เช่น สวดมนต์ อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่องบ่นมนตรา ให้เกิดเป็นมงคลขึ้นกับชีวิต ตลอดจนพัฒนาชีวิตให้เข้าสู่พระนิพพาน ซึ่งสามารถเรียกการมีพฤติกรรมเช่นนี้ว่า พระโพธิสัตว์

ส่วนความรู้ในพุทธศาสนาที่ถูกเผยแพร่ไปสู่ประเทศลังกา พม่า ไทย ฯลฯ เป็นสายหินยานหรือเถรวาท ในสายนี้พุทธศาสนิกสามารถเข้าถึงความรู้ในพระพุทธศาสนา (พระไตรปิฎก) ได้สองแนวทาง คือ แนวทางที่เรียกว่า คันถธุระ หรือปริยัติ เป็นการพัฒนาสมองให้เกิดปัญญารู้จำ (สัญญา) โดยมีเปรียญธรรม ๓-๙ เป็นเครื่องรองรับปัญญาสัญญาที่พัฒนาได้ แม้จะพัฒนาสมองจนมีความรู้ได้มากเพียงใด ก็ไม่สามารถสัมผัสกับสิ่งอันเป็นทิพย์ได้ ไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่พระนิพพานได้ เว้นไว้แต่ว่า พุทธศาสนิกจะพัฒนาจิตจนเข้าถึงปัญญาสูงสุดโลกิยญาณและโลกุตรญาณได้แล้ว จิตจะสามารถสัมผัสกับสิ่งอันเป็นทิพย์ และสามารถนำพาชีวิตไปสู่การพ้นทุกข์ (นิพพาน) ได้ สรุปได้ว่า สายเถรวาทสามารถรู้และมีความรู้ในพระไตรปิฎก

บุคคลมีชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของตัวเอง จึงสามารถเลือกการดำเนินชีวิตได้ด้วยตัวเอง เมื่อรู้ว่าดำเนินชีวิตผิดพลาดไปแล้ว สามารถแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง ด้วยการสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย แล้วยกเลิกอธิษฐานเดิม ทั้งอธิษฐานใหม่ การประพฤติเช่นนี้มิได้ถือว่าเป็นการเสียสัจจะ

อนึ่ง การสวดมนต์มีเป้าหมายอู่ที่การพัฒนาจิตให้มีสติ และหากโยนิโสมนสิการ จนจิตเข้าถึงธรรมในบทมนต์ได้แล้ว โอกาสที่จิตจะพัฒนาไปสู่ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ การสวดมนต์มิได้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ป้องกันมิให้คนอื่นมาแย่งแฟน ผู้รู้จริงทุกสิ่งทุกอย่าง (สัพพัญญู) ตรัสว่า “มนุษย์มีทรัพย์สมบัติเป็นห่วงผูกขา มีสามี/ภรรยาเป็นห่วงผูกมือ มีบุตร/ธิดาเป็นห่วงผูกคอ” ดังนั้นบุคคลจะทำตัวให้สูญเสียอิสรภาพก็เลือกเอาตามที่ชอบเถิด

สุดท้าย พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญูยังตรัสว่า คนอื่นจะพูดอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่เขาพูด แต่ความเป็นจริงแท้แล้ว อยู่ที่การกระทำของเรา ด้วยเหตุนี้ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ราชมาณพ จึงได้พัฒนาตนเองให้มีจิตเป็นอิสระจากโลกธรรมและวัตถุทั้งปวง อุปติสสะ (พระสารีบุตร) ในสมัยที่เป็นพราหมณ์หนุ่ม จึงได้มีจิตปริวรรตจากปุถุชน ไปเป็นอริยบุคคลโสดาบัน เมื่อได้ฟังพระอัสสชิกล่าวว่า “พระศาสดาทรงสอนว่า สรรพสิ่งเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุ และตรัสถึงความดับแห่งเหตุนั้นไว้ด้วย” พระศาสดามีปกติตรัสดังนี้

.... จริงไหมครับ
 

2577.
เรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง(และทีมงาน)

ก่อนอื่นดิฉันต้องขออมาต่อทุกท่าน หากได้เคยล่วงเกินกันมานะคะ  

พ่อแม่ของดิฉันต้องการให้ดิฉันอยู่กับเขาตลอดเวลา ดิฉันก็มีพี่น้อง(เป็นผู้ชายอีก 3 คน และมีน้องสะใภ้อีกสองคนคะ) ดิฉันตระหนักได้ว่าพี่น้องของฉันจำเป็นต้องมาดูแลพ่อแม่บ้างแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณ(กตเวที) เพราะพ่อแม่แก่ลงทุกทีทุกที บางครั้งดิฉันเองก็มีธุระและไม่ได้ดูแลพ่อแม่ในบางเวลา ซึ่งพี่น้องของฉันก็จะเข้ามาดูแลแทน ดิฉันคิดไปเองว่าดิฉันมีเหตุอันสมควรที่จะไปทำธุระบ้าง เพราะตลอดเวลาดิฉันก็ทำตัวเป็นลูกที่ดีและดูแลพ่อแม่ เวลาที่พี่น้องคนอื่นๆไม่อยู่ พี่น้องและสะใภ้ก็ดูมีความสุขที่ได้ดูแลพ่อแม่เหมือนกันคะ

1. ท่านอาจารย์คะ ดิฉันควรบริหารจัดการในการแบ่งเวลา(อย่างชาญฉลาด)ให้กับพ่อแม่และตัวเองอย่างไรดีคะ ?

 2. การไม่ได้ดูแลพ่อแม่ในบางเวลา ถือว่าอกตัญญูหรือไม่คะ ?   แต่ถ้าดิฉัน จะไม่ดูแลพ่อแม่ไปเลย จะถือว่าอกตัญญูหรือไม่คะ ?

3. เวลาที่ดิฉันไม่ได้อยู่กับครอบครัว ดิฉันก็แผ่เมตตาให้เขา อย่างนี้ทดทนการดูแลที่บ้านได้มั้ยคะ ?

  ในบางครั้งที่สมาชิกในครอบครัวฉันกำลังเศร้ากับปัญหา แต่ดิฉันไม่ได้รู้สึกรู้ร้อนตามไปด้วยคะ ดิฉันสัมผัสได้ถึงความทุกข์ที่เขามีแต่ดิฉันไม่ได้ทุกข์ไปด้วย ดิฉันทำได้แค่แผ่เมตตาไปให้เพื่อให้บรรเทาทุกข์เขาไปบ้าง แต่มันทำให้ดิฉันรู้สึกแย่คะ เพราะดิฉันรู้สึกว่าดิฉันเห็นแก่ตัว คนในครอบครัวมีความทุกข์ขนาดนั้นแต่ตัวดิฉันยังปกติ พวกเขาสงสัยว่าทำไมฉันถึงยังกิน ยังหัวเราะได้ อยู่ปกติ

4. หลังจากที่ดิฉันได้เจริญสติ หรือทำกุศลกรรม ดิฉันแผ่เมตตาให้กับพี่น้องของฉัน เขาเป็นะเร็งคะ และพ่อแม่ของดิฉันก็เศร้าเอามาก ดิฉันอธิษฐานให้พวกเขาเปิดใจและให้เข้าถึงปัญญา ดิฉันตั้งจิตอธิษฐานให้พวกเขามีจิตเป็นกุศล และแข็งแรง แต่ดิฉันก็เห็นได้ว่าพวกเขาดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ดิฉันควรจะทำอย่างไรดีที่จะบรรเทาทุกข์ให้พวกเขาคะ

คำตอบ
(๑)  มนุษย์เกิดมามีงานต้องทำอยู่สองอย่างคือ
   ก.   งานภายนอก ได้แก่งานที่ทำให้กับสังคมส่วนรวม ครอบครัว เป็นสังคมที่ใกล้ตัว ที่ผู้รู้ไม่เว้นประพฤติ ความเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที เป็นยอดของคุณธรรม ดังตัวอย่างพระพุทธโคดม พระสารีบุตร หมอชีวกโกมารกัจจ์ ฯลฯ ล้วนต่างเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ความดีงามของชีวิตจึงได้เกิดขึ้น

  ข.  งานภายใน ได้แก่งานที่ทำให้กับตัวเอง เพื่อนำปัจจัยคือบุญไปเกิดใหม่ในปรโลภที่เป็นสุคติภพ ผู้รู้จึงนิยมประพฤติบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ตลอดชีวิต

(๒)  ผู้รู้นิยมประพฤติกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ให้ได้มากที่สุด ตรงกันข้าม ผู้ไม่รู้นิยมให้ผู้อื่นดูแลพ่อแม่แทนตน แล้วความเสื่อมของชีวิตย่อมเกิดตามมา

(๓)  ขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วลูกแผ่เมตตาให้เพียงอย่างเดียวยังไม่ถือว่าเป็นความกตัญญูกตเวทีที่เป็นรูปธรรม

(๔)  โรคมะเร็งเกิดจากเหตุประพฤติเบียดเบียนสัตว์ ด้วยเหตุนี้ผู้รู้จึงนิยมประพฤติศีล ๕ ให้มีอยู่กับใจทุกขณะตื่น

พ่อแม่เศร้าใจที่เห็นลูกเป็นมะเร็งก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ จงดูพ่อแม่เป็นตัวอย่าง แล้วอย่าประพฤติเช่นท่าน

การช่วยเหลือผู้เป็นมะเร็งแล้วอาจช่วยไม่ได้ แต่ผู้มีความรู้ทางโลกช่วยบรรเทาอาการได้ ดังนั้นญาติจึงนิยมส่งต่อให้หมอเป็นผู้ดูแลคนไข้แทนตน

การช่วยเหลือที่ดีที่สุดต้องสอนญาติให้ระวังรักษาตนมิให้เป็นมะเร็งด้วยการประพฤติศีล ๕ ตลอดชีวิต

 

2576.
กราบเรียนอาจารย์สนองที่เคารพ  

ตัวลูกได้มีโอกาสย้ายสายงานไปทำในแผนกที่สนใจ ทำให้ต้องไปที่ทำงานใหม่ ตอนไปก็เตรียมใจไว้แล้วค่ะว่า ทุกที่ล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เราเน้นทำงานให้ดีที่สุด พัฒนาตัวเองดีกว่า แต่พออยู่ไปซักพัก ใจที่เตรียมตั้งรับไว้ก็รู้สึกหดหู่ค่ะ เพราะได้เจอคนที่ทำตัวเป็นเจ้าถิ่น คอยบังคับคนนู้น คนนี้ ไม่ให้ช่วยเหลือเรา และแสดงให้เห็นต่อหน้าเลยว่าเขาไม่ให้ใครช่วยเรา มันทำให้รู้สึกอึดอัดมากค่ะ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่เคยมีความประสงค์ร้ายอะไรกับเขาเลย รู้สึกโดดเดี่ยวมาก และก็หดหู่ใจด้วยค่ะ (ที่ทำงานเก่าลูกก็เจอคนที่ทำตัวเป็นเจ้าถิ่นเช่นนี้เหมือนกัน)
อยากเรียนถามอาจารย์ว่า

1. ลูกควรมีแนวคิดอย่างไร เพื่อช่วยให้ลูกมีสติสามารถตั้งรับเหตุการณ์เช่นนี้ได้   ไม่ให้ใจหดหู่และเศร้าหมองยามเมื่อสิ่งเหล่านี้มากระทบใจ

2. ลูกควรปฏิบัติตนอย่างไรกับคนที่เป็นเจ้าถิ่นคนนี้ดีคะ  

3. ผู้หญิงเมื่อเจอใครที่มีฐานะดีกว่า หรือมีชาติตระกูล หรือมีหน้าตาดีกว่า ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบและจับกลุ่มต่อต้าน ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาคิดร้ายหรือเป็นศัตรู แต่ผู้หญิงเหล่านี้ก็ไม่ชอบ   เหตุการณ์แบบนี้เมื่อเจอกับตัวเอง ควรจะวางตัวอย่างไรดีคะ ถ้าเรายอมเขาตลอด เขาก็เหยียบย่ำเรา แต่ถ้าเราแข็งก็จะเป็นการทำให้เกิดความแตกแยก ลูกไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ดีค่ะ

3. ลูกจะมีวิธีไหน ให้ตัวเอง ได้ทำงาน ห่างไกลจากคนจิตใจไม่ดี และรายล้อมกับบุคคลผู้มีคุณธรรม และ เป็นกัลยาณมิตรกับลูกคะ

4. คนสอนงานลูก มีอายุและตำแหน่งไล่เลี่ยกับลูก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สอนอย่างเต็มที่ ลูกถามหาความรู้แต่ละครั้งก็อึดอัด จึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี หากจะไปถามความเข้าใจงานกับหัวหน้าโดยตรง ก็กลัวจะโดนมองว่าประจบสอพลอ แต่หากเราไม่รีบเรียนรู้งาน เมื่อหัวหน้าเรียกถามเรียกใช้
จะไม่สามารถทำงานให้กับหัวหน้าได้ เหตุการณ์เช่นนี้ลูกควรทำเช่นไรดีคะ

5. ลูกพบเจอหัวหน้าผู้ชายบางคน พูดจาละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว อย่างไม่มีมารยาท คนเช่นนี้ หากไม่ตอบ ตัวเราจะถูกมองว่าไม่เคารพผู้ใหญ่ พยายามเลี่ยงไม่พบเจอ แต่ก็หนีไม่พ้นในบางครั้ง บุคคลเช่นนี้ลูกควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับเขาดีคะ

6. ที่ทำงานใหม่ ลูกควรไหว้พระ , เจ้าที่เจ้าทาง , สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรคะ เพื่อช่วยให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองลูกให้ห่างไกลคนไม่ดีเหล่านี้

7. ลูกมีความประสงค์อยากสอบชิงทุนไปต่างประเทศ เพื่อนำความรู้มาพัฒนางานในสายตัวเอง หากแต่ก็กลัวว่าจะสอบไม่สำเร็จ เนื่องจากต้องแข่งขันกับคนจำนวนมาก อีกทั้งแผนกที่ลูกอยู่ก็ไม่นิยมให้ไปเรียนเมืองนอกหากไม่มีเส้นสายที่ใหญ่จริง ลูกควรใช้หลักธรรมใดในการปฏิบัติเพื่อพาลูกไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งหวังไว้ดีคะอาจารย์

สุดท้ายนี้ กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงสำหรับความเมตตาตอบคำตอบของลูกค่ะ  
ขอให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ช่วยชี้ทางสว่างให้กับลูกศิษย์ไปนานๆนะคะ
ทุกครั้งที่ลูกหลงทาง ลูกจะยึดแนวทางการทำงานของอาจารย์ที่อุทิศทั้งงานทางโลกและทางธรรมมาเป็นกำลังใจ
ให้เราตั้งใจทำงานทางโลกให้ดีที่สุด โดยไม่หวังตำแหน่งใดๆให้ใจหลง และละเลยการมุ่งเน้นทำงานอย่างแท้จริง

กราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ

คำตอบ
การดูคน ให้ดูที่พฤติกรรม (คิด พูด ทำ) คนดีต้องมีพฤติกรรมดี ไม่ผิดกฎหมาย หรือไม่ผิดศีล หรือไม่ผิดธรรม หากเป็นไปในทางตรงกันข้ามเรียกว่า คนไม่ดี

มนุษย์มีงานสองชนิดให้ทำคือ งานภายนอกที่ทำให้กับสังคม ส่วนงานภายในต้องทำให้ให้กับตัวเอง หากประสงค์ไปเกิดดีในสุคติภพ ต้องสั่งสมบุญเพื่อใช้เป็นปัจจัยเดินทางสู่สุคติปรภพ

(๑)  มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ก่อนนอนสวดมนต์ หลังสวดมนต์เจริญอานาปานสติ แล้วปัญญาเห็นถูกตามธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้ ผู้มีสติสัมปชัญญะ ดูคนอื่นเป็นครูสอนใจ หากเขามีพฤติกรรมดี จงทำอย่างเขา แล้วเราก็จะดีเหมือนเขา หากเขามีพฤติกรรมไม่ดี จะไม่ทำอย่างเขา แล้วจิตของเราจะสั่งสมบุญอยู่ทุกขณะตื่น

(๒)  ประพฤติอ่อนน้อมต่อคนดีนั้นดีที่สุด หากพบกับคนไม่ดี จงคิด พูด ทำ เท่าที่จำเป็น แล้วทำตัวให้อยู่ห่างไกลนั้นดีที่สุด

(๓)  คนดีย่อมประพฤติอ่อนน้อม คนดีนิยมให้สิ่งดีเป็นทานอยู่เสมอและไม่หวังผลตอบแทน คนดีมีศีลห้าคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น คนไม่ทำการงาน (ชอบคุย) คนที่ประพฤติต่อต้านสังคมเป็นคนไม่ดี ฉะนั้น พึงเสวนากับคนดีเท่านั้น หากเราประสงค์จะเป็นคนดี

(๔)  ในข้อ (๓) บอกวิธีดูคนดีและคนไม่ดีให้แล้ว เราจะเป็นคนแบบไหน พึงเลือกคบหาสมาคมด้วยตัวเองครับ

(๕)  คำว่า “ประสบสอพลอ” หมายถึง การประจบประแจงผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีฐานะสูงกว่า ด้วยการให้ร้ายป้ายสีผู้อื่นเพื่อเอาประโยชน์ตน หากผู้ถามปัญหามีเจตนาเพื่อเรียนรู้เพียงอย่างเดียว จึงมิได้ถือว่าเป็นการประจบสอพลอ หมายเหตุ สิ่งที่อยู่รอบข้างสามารถเป็นครูสอนใจได้ทั้งนั้น

(๖)  ควรคบค้าสมาคมเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง

(๗  หากผู้ถามปัญหาใช้เหตุผลถูกตรงตามธรรม สิ่งไม่ดีทั้งหลายจะไม่แผ้วพาน ส่วนการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่ประสาทไม่สามารถสัมผัสได้ เป็นเรื่องของปัญหาที่บุคคลสามารถสัมผัสได้ จึงไม่เกี่ยวกับคนอื่น

(๘)  ความกลัว เกิดจากความไม่รู้จริงในสิ่งที่กลัว ดร.โกลแมน วิจัยไว้ในต่างประเทศว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ใช้ปัญญาไอคิวร้อยละ ๒๐ แต่ใช้คุณธรรม ( EQ ) ถึงร้อยละ ๘๐ ดังนั้นจึงต้องพัฒนาตัวเองให้ถูกตรง อนึ่ง ชาวพุทธที่นิยมบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญจิตภาวนา ย่อมทำให้ตัวเองเกิดดวงดี (ชะตาดี) ความสมปรารถนาในที่ที่มุ่งหวัง ย่อมเกิดขึ้นกับผู้มีดวงดี
  

2575.
มีข้อสงสัยอยากจะถามค่ะ

คือเป็นคนชอบนั่งสมาธิอยู่เเล้ว เลยนั่งมาตลอด แต่พออ่านหนังสือธรรมเล่มหนึ่งเเล้วเขาบอกว่าถ้าเรานั่งไปเรื่อยๆพัฒนาจิตจนละเอียด จะสามารถเห็นวิญญาณได้ คือเลยทำให้กลัวมากจนไม่กล้าทำสมาธิอีก เพราะปกติเป็นคนกลัวผีมากถึงมากที่สุด ทำไงดีคะ ? คือมีวิธีที่เวลาปฏิบัติธรรมไปเเล้วไม่ต้องเห็นมีไหมคะ ? ไม่ต้องการมีญาณพิเศษอะไรทั้งนั้นค่ะ ขอให้แค่ได้นั่งสมาธิเท่านั้นล่ะค่ะ  
รำคาญตัวเองเหมือนกันค่ะว่ากลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว แต่มันก็กลัวอยู่ดีอ่ะ พยายามทำใจไม่ให้กลัวแล้วแต่ก็กลัวอยู่ดีค่ะ ทำไงดีคะ ?

คำตอบ
กลัวผีเป็นด้วยเหตุไม่รู้จริงเรื่องผี ผู้ตอบปัญหาเคยกลัวผี มาตั้งแต่วัยเด็กที่จำความได้ แม้กระทั่งบวชเป็นพระภิกษุก็ยังไม่เลิกกลัวผี จนวันหนึ่งได้เข้าไปปฏิบัติธรรม (พองหนอ-ยุบหนอ) อยู่ในวิหารร้างของวัดมหาธาตุฯ ลำพังเพียงรูปเดียว ในห้วงเวลาประมาณตีสองถึงตีสาม ได้ถูกผีบีบคอจนแทบจะหายใจไม่ออก จึงได้พูดออกไปว่า "ขอยอมตาย แต่ให้ได้ปัญญาเห็นแจ้งก็แล้วกัน" ผียอมแพ้จึงเลิกบีบคอ นับตั้งแต่คืนวันนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ไม่กลัวผีอีกเลย ซ้ำยังชอบคบผีเป็นเพื่อนอีกด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ตอบปัญหาเข้าถึงความจริงเรื่องผีจึงไม่กลัวผีอีกต่อไป

ผู้ใดปรารถนาไม่กลัวผี ไม่กลัวอมนุษย์ ไม่กลัวสิ่งลวงตาลวงใจใดๆ ต้องพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้แล้ว ความรู้จริงแท้ในสิ่งที่กลัวจะไม่เกิดขึ้น
 
2574.
เรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง

ดิฉันได้รู้จักท่านจากเพื่อนรักของดิฉัน เพื่อนของดิฉันช่วยแนะนำฉันเกี่ยวกับเรื่องปัญหาชีวิตแต่งงานของดิฉันคะ ดิฉันได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษของท่านแล้ว และมีกำลังใจที่ศึกษาธรรมะเพื่อการมีชีวิตอย่างมีสติคะ

1. เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันพึ่งรู้ว่าสามีของดิฉันแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงอื่นมาถึงห้าปีแล้วคะ ผู้หญิงคนนี้ทำงานเป็นลูกน้องของสามีฉันคะ เธอช่วยเหลืองานของสามีดิฉันเยอะเลยคะ อย่างไรก็ดีดิฉันก็ได้เตือนสามีฉันหลายครั้ง เพราะดิฉันรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ชอบสามีของดิฉันคะ (ซึ่งดิฉันรู้สึกได้เมื่อ 12 ปีที่แล้ว) ดิฉันจับพิรุธได้ครั้งหนึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนเขาบอกว่าเขากำลังทำงานอยู่ แต่จริงๆแล้วอยู่บนรถกับผู้หญิงคนนั้นคะ ดิฉันก็ยังเชื่อเขาอยู่และให้อภัยในครั้งนั้น 4 เดือนที่แล้วดิฉันพบว่าเขาแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันคะ เพราะฉันไปเจอข้อความในมือถือของเขาคะ มันเป็นข้อความแบบที่คู่รักส่งถึงกัน ดิฉันเสียใจและโกรธมากคะ

ดิฉันคิดที่จะจบความสัมพันธ์ไปเลย จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากับผู้ชายคนนี้ แต่ว่าเรามีลูกด้วยกันสองคนคะ และนี่เป็นสิ่งทีทำให้ฉันยังคงอยู่กับเขา แต่ว่าดิฉันไม่สามารถให้อภัยเขาได้เลย(เพราะดืฉันเคยบอกเขาแล้วว่าอย่าติดต่อกับผู้หญิงคนนี้) ดิฉันคิดว่าเราแต่งงานกันอย่างมีความสุขถึง 16 ปี.. ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ ?

2. ตั้งแต่เด็กๆ เวลาที่ฉันรวบรวมสมาธิ  ดิฉันมักจะมีความรู้สึกถึงความเป็นตัวตนของฉันในโลกนี้ โลกนี้เป็นของจริงคะ นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึก แต่จะรู้สึกได้เพียงแค่ไม่เกินนาทีคะ ดิฉันกลัวและรู้สึกไม่สบายใจเวลาที่ฉันรู้สึกถึงตัวตนของดิฉันในร่างกายนี้ นี่คือความรู้สึกอะไรคะ ? ดิฉันควรจะทำสมาธิและฝึกจิตอย่างไรดีคะ ?

ขอบคุณมากคะ

คำตอบ
(๑) บุคคลผู้พัฒนาจิตจนเข้าถึงความรู้สูงสุดระดับโลกิยญาณ ย่อมรู้ เห็น เข้าใจว่า รูปนาม (สัตว์) ที่เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในภพต่างๆของวัฏสงสาร หากสภาวธรรมในดวงจิตเป็นปุถุชน คือมีกิเลสกามสั่งสมอยู่ในดวงจิต ยังสามารถมีคู่ครองได้หลายคน ยกเว้นจิตที่เป็นพระอนาคามีขึ้นไป ย่อมมีจิตเป็นอิสระจากกาม จึงปฏิเสธการมีครอบครัวอย่างเด็ดขาด

ดังนั้น เรื่องที่บอกเล่าไป จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้ที่ยังมีจิตเป็นทาสของกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) ผู้รู้จริงแก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนาจิตตนเองให้มีความสงบและเย็น (เมตตา) ด้วยการให้อภัยเป็นทานแก่สามีที่เป็นเหตุทำให้ขัดใจ และดูแลรักษาครอบครัวให้คงอยู่ด้วยการประพฤติจริยธรรมการเป็นแม่ที่ดีของลูก และจะดีที่สุด หากผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตตนเองให้สามารถปิดอบายภูมิได้ แล้วการเกิดเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ จะไม่สูญเปล่า

(๒) โลกธรรมและวัตถุเป็นของที่มีอยู่จริงตามที่ตาเห็น ตรงกันข้าม ผู้ที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้แล้ว ย่อมเห็นด้วยจิตว่า สรรพสิ่งในโลก ล้วนเป็นของไม่มีอยู่จริงแท้ สรุปได้ว่า ปัญญาเห็นผิดหรือความไม่รู้จริง (อวิชชา) ย่อมเห็นโลกธรรมและวัตถุเป็นของที่มีอยู่จริง แต่ความรู้ที่เป็นจริงแท้ เห็นสรรพสิ่งในโลกเป็นของว่างเปล่า นี่เป็นปัญญาสูงสุดหรือปัญญาเห็นแจ้งที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ บัดนี้ประชากรโลกมีประมาณเจ็ดพันล้านคน ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย และทิ้งมนุษยสมบัติไว้เบื้องหลังให้เป็นของกำพร้า .... พิสูจน์ไหม?
 

2573.
กราบสวัสดีคุณอา ดร.สนอง ครับ

กระผมเป็นคนนึงที่เจริญสติ ในแบบสติปัฎฐานสี่ มาจากวัดอัมพวัน(หลวงพ่อจรัญ)ครับ

ก่อนอื่นกระผมขอกล่าวก่อนว่า ที่กระผมจะแนะนำ สภาวะธรรมตัวเองต่อไปนี้ กระผมมิได้ตอบตามตำราครับ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงกับตนเองล้วนๆครับ

กล่าวแบบคร่าวๆนะครับ กระผมปฏิบัติมา 2 ช่วงครับ คือครั้งแรกที่ปฏิบัติ ต่อเนื่องมาได้ 8 เดือน สภาวะธรรมถึงเห็นชัดในการเกิดดับของรูปนามที่กำหนดรู้อยู่ ไหลรื่นต่อเนื่องได้ดี แต่ยังไม่ถึงกับเห็นมันดับไปสนิท ไม่มีการเกิดให้เห็นเลย และหยุดไป 4 เดือน ไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้ ไหว้พระสวดมนต์เลย เนื่องจากไปทำธุรกิจขายตรงเจ้านึง กลับบ้านดึกๆมากทุกวัน เลยมาพิจารณาเห็นความเสื่อมถอยต่ำลงของจิตใจตนเองหลายอย่าง จึงเลิกธุรกิจขายตรงและกลับมาเริ่มปฏิบัติใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ผ่ า นสภาวะธรรมเดิมๆครับ จนมาเห็นความดับไปของรูปนาม ยกตัวอย่างคือท้องพองยุบ ไม่เห็นท้องพองยุบ ไม่เห็นอิริยาบทการก้าว ยกย่างแม้แต่น้อย ก็ทนปฏิบัติต่อไป ทำแบบไม่เห็นนั่นแหละครับ สัก 2 เดือน เกิดความเบื่อหน่ายแบบสุดขีด ง่วงหงาวหาวนอน จนคิดจะเลิกปฏิบัติอีก แต่ก็คิดว่า เอาน่ามาไกลขนาดนี้แล้วจะเลิกไปใย บังคับตนเองไปวัดอัมพวัน ปฏิบัติ 5 วัน วันสุดท้ายออกมาเริ่มมีรูปนามปรากฏจางๆให้เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ก็ยังดี ปฏิบัติมาเรื่อยๆ เวทนา เล็กๆน้อยๆ คันยุกยิก ปวดไม่มากนักแต่ก็ไม่หายปวด ผ่านมา จนเริ่มเห็นการเกิดดับของรูปนาม ไหลรื่นดีขึ้นเรื่อยๆ สมาธิมีมากเป็นพิเศษ กำหนดอะไรก็คล่องไปหมดบางครั้งมากไปจนไม่เห็นอิริยาบทของรูปนาม ทุกขเวทนาก็มีน้อย นั่งก็ดิ่งเข้าฌานไปเลยต้องถอยออกจากฌานบ่อยๆ ต้องเดินจงกรมให้มากๆ ถึงจะพอเอาอยู่ปักสติแรงๆด้วยครับ

เลยตัดสินใจไปวัดอัมพวันอีกครับ ปฏิบัติอีก 5 วันพึ่งกลับมาจากวัดเมื่อวานครับ กลับมาถึงบ้านที่กาญจนบุรี ตอนเย็นก็เปิดธรรมะที่หลวงพ่อท่านเจ้าคุณโชดกท่านได้แสดงไว้ เลยลองกำหนดเสียงเป็นวิปัสนาให้ได้ยินในรูหู (ประสาทหู) ปรากฏว่าเห็นการเกิดดับของเสียงในรายละเอียดของเสียงก็เห็นเกิดดับอีกด้วย เห็นไหลรื่นต่อเนื่อง จนถี่เข้าๆ หน้าเกร็งปากเบี้ยว กรามขากรรไกรล่างของปากบิดไปจนสุดจนปวดกราม กำหนดก็ไม่ทันมันถี่และเร็วแต่เห็น สักครู่ก็คลายลงมา กำหนดได้ยินต่อ ก็เกิดรู้เห็น ถี่เข้าๆต่อเนื่องไปอีก ครานี้หนักขึ้น +กับความอ่อนเพลียมาจากการเดินทางและการปฏิบัติเคร่งตลอด 5 วัน เลยหยุดกำหนด นอนฟังไปไม่กำหนด เลยเผลอหลับไป

เช้ามาปฏิบัติต่อ เดินจงกรมได้ราว 50 นาที ก็เกิดอาการเกร็งขา(จริงเริ่มเกร็งนาทีที่ 20) เกร็งจนเดินต่อได้ยาก เห็นการเคลื่อน ยก ย่างเหยียบ เอียงตัวไปมา เห็นไหลลื่นดีมาก เลยต้องกำหนดนั่ง ดูพองยุบไป สัก 10 นาทีก็เริ่มออกอาการเกร็งหน้าท้อง เริ่มพองยาวนานขึ้นเริ่มเห็นท้องพองนานและละเอียดขึ้นมากเรื่อยๆ แต่ท้องยุบไม่นาน และละเอียดน้อยกว่าท้องพอง แต่ก็ยังถือว่าละเอียด เห็นถี่เข้าๆ กำหนดไม่ทัน พยายามหายใจให้เป็นปกติ แต่ก ็ ยิ่งพองยาวและเกร็งหน้าท้องขึ้นไปเรื่อยๆ ทรงตัวบ้าง แล้วก ็ หนักขึ้นไปเรื่อย แล้วก็ลดฮวบ คลายลงมาได้สัก 4-5 วินาทีก็เริ่มถี่ขึ้นๆอีก เป็นอยู่ 3 รอบก็หมดเวลาปฏิบัติก่อนครับ จริงๆก็คิดว่าเป็นสภาวะธรรมหนึ่งที่ต้องเจอและก็ผ่านไปได้เหมือนที่เคยๆเจอหลายๆอย่างมานั่นแหละครับ แต่ก ็ อยากให้คุณอา แนะนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอะไร ที่เผื่อจะมีอะไรพอแนะนำครับ ผมจะกำหนดยืนหนอน้อยๆครับช่วงนี้ ถ้ายืนหนอมากแล้ว สมาธิมันมากไปมันจะล้ำหน้าสติครับ

สุดท้ายนี้ขอให้คุณอา ดร. มีสุขภาพแข็งแรงครับ ถ้าจะกรุณาตอบผม ก็ขอตอบเท่าที่ผมจำเป็นต้องทราบนะครับ กราบขอบพระคุณครับ

คำตอบ
ที่ผู้ถามปัญหาเขียนบอกเล่าไปทั้งหมด ถึงผลการปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน นั้นทราบแล้ว ต้องขออภัยผู้ถามปัญหาที่จะต้องพูดว่า การปฏิบัติสมาธิแบบพองหนอ-ยุบหนอ ผลที่ถูกทางจิตต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิ ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผลที่ถูกตรงจิตต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้งว่า สรรพสิ่ง (ผัสสะ) ที่เกิดขึ้นในดวงจิต เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ที่สุดแล้วผัสสะไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) จึงเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า จิตรู้ เห็น เข้าใจ (สนฺทิฏฐิโก) ดังนี้แล้ว ย่อมปล่อยวาง และว่างเป็นอิสระจากสิ่งที่เข้ากระทบจิต แต่ผลการปฏิบัติที่บอกเล่าไป จิตขาดสติจึงไประลึกอยู่กับอาการเกร็ง อาการปวด อาการหนักตัว อาการคัน ฯลฯ เหล่านี้เป็นการปฏิบัติธรรมที่ให้ผลไม่ถูกทาง คือ จิตยังเข้าไม่ถึงการมีสติ และจิตยังเข้าไม่ถึงการเกิดปัญญาเห็นแจ้ง

ฉะนั้น จึงขออนุญาตแนะนำว่า

  (๑) การปฏิบัติธรรม ต้องดำเนินตามกฎไตรลักษณ์

  (๒) ไม่ใช้สมองคิด แต่ใช้จิตตามดูจนเห็นว่า สรรพสิ่งล้วนตางดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ ในที่สุดไม่มีตัวตน

  (๓) ทำตัวเป็นคนโง่ แล้วปฏิบัติให้ถูกตรงตามคำชี้แนะของครูสอนกรรมฐานที่มีดวงตาเห็นธรรม

  (๔) เร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านเจ้าคุณโชดกได้ชี้แนะไว้ว่า

     -ผู้มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง

     -ผู้มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐-๑๒ ชั่วโมง

     -ผู้มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง

  (๕) ผู้ที่เอาชนะใจตนเองได้ ย่อมไม่มีอะไรที่จะต้องแพ้อีก ฉะนั้น .... สู้และปรับความเห็นให้ถูก

สุดท้าย ขอบใจที่อวยพรให้
 

2572.
ถามปัญหาธรรม กราบสวัสดีท่านอาจารย์ สนอง วรอุไร

หนูปฏิบัติธรรมมา 8 ปีแล้วโดยไม่เคยไปนั่งที่วัดเลยนั่งที่บ้านตลอดสวดมนต์ และนั่งสมาธิก่อนนอนนั่งโดยใช้พิจรณากาย กับอสุภะ ตอนนี้หนูมีปัญหาถามท่านค่ะ

1. พิจรณาจนจิตสงบเห็นตัวเองและมีพระล้อมรอบใส่จีวรสีกละ และมีเสียงนุ่มๆพูดว่าเอหิภิกขุ คืออะไรคะไม่รู้จักมาก่อนค่ะ

2 . เมื่อเวทนาเกิดมากก็ทนจนหายไป พออีกวันนั่ง ใหม่ก็ไม่ปวดเหมือนเดิม แต่มีบ้างมีเสียงบอกว่า รู้แล้วว่างและว่างแล้วหนูจะทำไงต่อคะ

3 . การสื่อจิตมาสอนคืออะไรคะ

4 . ตอนนี้มีคนบอกว่าเพี้ยนค่ะ
กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
(๑) หากนำจิตไปสนใจกับสิ่งที่ถูกเห็น เรียกว่า โมหะ ดังนั้นจึงขออภัยไม่ตอบ เพราะไม่เป็นเหตุให้พ้นทุกข์

(๒) เมื่อจิตว่างจากอารมณ์ปรุงแต่ง แล้วต้องใช้จิตตามดูความว่าง ว่าดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ เมื่อความว่างเข้าสู่ความเป็นอนัตตา จิตย่อมไม่ว่างดังที่ถามไป แล้วปัญญาเห็นในความว่างจึงจะเกิดขึ้น

(๓) สิ่งที่บอกเล่าไปแล้วถามไป เป็นความรู้ขั้นสูง (โลกิยญาณ) ไม่สามารถกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์) ได้

(๔) หากเป็นการเพี้ยนดี เพี้ยนสู่การเปลี่ยนสภาวธรรมในดวงจิต จากปุถุชนไปเป็นอริยบุคคล เพี้ยนสู่การนำพาชีวิตไปสู่สุทธาวาสพรหมโลก หรือเพี้ยนไปสู่การนำชีวิตหลุดพ้นไปจากวัฏสงสาร จงเพี้ยนต่อไป

ผู้มีสัมทิฏฐิรู้ว่า ชีวิตเป็นของตัวเอง จึงต้องเลือกทางชีวิตให้กับตัวเอง ใครจะพูดอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราอยู่ที่การกระทำดีด้วยตัวเอง นั่นแหละดีที่สุด
 

2571.
กราบเรียน อ.สนอง วรอุไร ที่เคารพอย่างสูง

ก่อนอื่นกระผมต้องขออโหสิกรรมต่อท่านอาจารย์หากได้เคยล่วงเกินท่านด้วยกายวาจาใจคะ
ขอเรียนสอบถามดังนี้ครับ
1. การที่เราได้โหลดหนังในเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไปที่ให้บริการให้ดูหนังออนไลน์นั้น ผิดศีลไหมครับ ถ้าไม่ผิดศีลจะผิดธรรมไหมครับ
2. ในวัฏสงสารไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องบังเอิญ จริงไหมครับ แต่สิ่งที่เกิด เช่น ฝนตก เหตุใดจึงสามารถพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้เช่นกันครับ
3. การที่จิตเราจะนิ่งเป็นสมาธิได้นั้นศีลต้องบริสุทธิ์ ศีลของเราต้องบริสุทธิ์อยู่ยาวนานเท่าใดจนกว่าจิตนั้นจะนิ่งเป็นสมาธิ หมายความว่าถ้าเราตั้งใจจะปฏิบัติในอีก 5 วันข้างหน้า ภายในเวลาก่อน 5 วันถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์ เพียงพอหรือไม่ครับ
4. การที่เราเคยคิดว่าอยากทำอาชีพต่าง ๆ หลาย ๆอย่าง แล้วเราได้ทำอาชีพต่างๆ นั้น เรียงลำดับมา หมายความว่าเกิดจากการอธิษฐานของเราหรือไม่ครับ   ถ้าอาชีพที่เราทำไม่สามารถสร้างรายได้ให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีได้ เราควรทำอย่างไรครับ
5. หากเราไม่มีโอกาสที่จะไปปฏิบัติกรรมฐานในที่ที่สมควร จะต้องฝึกที่บ้านอย่างไรครับ
6. ในจังหวัดจันทบุรีมีพระอาจารย์ที่สอนกรรมฐานถูกต้องตามธรรมไหมครับ
กระผมขอกราบขอบพระคุณ อ.สนอง วรอุไรเป็นอย่างสูงครับ

คำตอบ
(๑) ไม่ผิดศีล หากเจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ก๊อปปี้ (โหลด) ไปดูได้ ส่วนผิดธรรมนั้นมีแน่ เพราะจิตตกเป็นทาสของกาม

(๒) ในวัฏสงสาร ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ดังนั้นจึงไม่มีความบังเอิญ หากประสงค์จะพิสูจน์ด้วยปัญญาทางโลก ต้องพัฒนาสมองด้วยการอ่าน การฟังและการวิจัย ตรงกันข้าม หากประสงค์จะพิสูจน์ด้วยปัญญาสูงสุด ต้องพัฒนาจิต (สมถภาวนา) ให้เป็นสมาธิ และพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง จึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า สรรพสิ่งเกิดขึ้นด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล

(๓) ปุถุชนที่ประสงค์จะมีจิตนิ่ง ต้องเอาศีลมาคุมใจในห้วงเวลาที่ประสงค์จะให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

(๔) ความคิดอยากทำอาชีพต่างๆเป็นความเห็นถูกทางโลก แต่เป็นความเห็นผิดในทางธรรม เพราะความอยากเป็นกิเลส (ตัณหา) จึงไม่สามารถพัฒนาจิตให้พ้นไปจากวัฏสงสารได้

คำว่า "อธิษฐาน" หมายถึง การตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดี หากตั้งจิตปรารถนา เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา ขายเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว ในทางธรรมไม่ถือว่าเป็นการอธิษฐาน แต่หากมีจิตปรารถนาประกอบอาชีพที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม โดยใช้อิทธิบาท๔ ใช้ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น ความสำเร็จจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้

(๕) สวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน หลังสวดมนต์ เจริญอานาปานสติไปจนหลับ ตื่นขึ้นตอนเช้า จึงจะอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้ที่ทำได้ถูกตรงตามนี้ ความสมปรารถนาจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้

(๖) แนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดมาบจันทร์ จังหวัดระยอง (นอกความต้องการ) หรือที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเขาดินหนองแสง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี แต่จะเข้าถึงธรรมที่ปฏิบัติได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเองเป็นหลัก
 

2570.
กราบเรียน ดร สนอง ที่เคารพ

              เรียนอาจารย์ ดร. สนองคะ ตอนนี้ดิฉันเป็นทุกข์กับงานมากค่ะ ตอนนี้มีอาชีพรับราชการครู แต่เป็นงานที่แม่กับน้องชายเลือกให้เพราะอยากให้รับราชการ   ตั้งแต่ทำงานมาเกือบสองปี ดิฉันทำตามหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด   เหมือนที่อาจารย์กล่าว แต่งานที่ทำนั้นบางอย่างมันขัดหลักของศีลธรรม และกฎหมาย แต่ก็ต้องทำเพื่อองค์กร ตัวดิฉันเองศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำและรักษาศีล 5  จึงมักเกิดความสึกขัดแย้งในใจตัวเองตลอดเวลาว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดศีล ทำให้ดิฉันไม่มีความรักในงานที่ทำอยู่เลย   อีกทั้งเพื่อนร่วมงานขาดความสามัคคี แตกแยกกันเป็นหลายกลุ่ม ชอบนินทา และไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน   เมื่อไม่มีคนที่จริงใจยิ่งรู้สึกไม่มีกัลยาณมิตรปรึกษาใครก็ไม่ได้ รู้สึกแปลกแยก ไม่ค่อยคบใครเพราะคิดว่าในเมื่อหากัลยาณมิตรไม่ได้ก็อยู่คนเดียวดีกว่า

            เมื่อตอนกันยายนปีที่แล้วตั้งใจจะลาออกจากราชการ บอกแม่ไปว่าดิฉันเป็นคนมีความรู้มีความสามารถและขยันทำงานยังไงก็ไม่ตกงานแน่นอน แต่แม่ก็เป็นทุกข์ใจกับดิฉันมาก ท่านเครียดเป็นเดือนๆ   ดิฉันก็เครียด เรามีมุมมองในการทำงานไม่เหมือนกัน แม่ก็จะอยากรับราชการเพราะมีความมั่นคงมีสวัสดิการมาก แต่ดิฉันมองความรักในงานมาก่อน เพราะถ้าได้ทำงานที่รักและมีประโยชน์มีคุณค่าต่อตนและคนอื่นแล้วต่อให้หนักหนาทุกข์ยากเพียงใดดิฉันก็มีกำลังใจในการทำงาน อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นแม่ทุกข์ใจเพราะตัวเองนานขนาดนั้น ดิฉันก็รู้สึกผิดเพราะในชีวิตนี้ทำเพื่อแม่มาตลอดและตั้งใจจะทดแทนพระคุณแม่ให้มากที่สุด   เป็นคนที่เชื่อในเรื่องของความกตัญญูมาก   ตอนนั้นจึงเอาพวงมาลัยไปขอขมาแม่ให้อโหสิกรรมในบาปที่ทำให้บุพการีต้องทุกข์ใจแล้วก็ตั้งใจว่าจะกลับมารับราชการต่อ

            หลังจากนั้น ดิฉันก็พยายามปรับตัว อดทนกับงานที่ทำ แต่ยิ่งอดทนก็รู้สึกว่าทำไปวันๆ ไม่ใช่งานที่ชอบ ที่ทำอยู่ก็เพื่อแม่เท่านั้น   นานเป็นปีที่ดิฉันทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางวันกลับดึกมาก เกิดความเครียด เหนื่อยใจ ร้องไห้บ่อยมาก เพราะระบายกับใครก็ไม่ได้   บางทีก็คิดว่าเป็นวิบากกรรมของเราที่มาตกในถิ่นที่ปัจจัยแวดล้อม ไม่ได้เกื้อหนุนในทางธรรมเลยค่ะ ขาดกัลยาณมิตร ทุกข์ท้อก็ไม่อยากให้แม่รับรู้เพราะกลัวท่านจะทุกข์ไปด้วย จนบางทีก็กลัวตัวเองจะเป็นโรคประสาท   พยายามหันหน้าเข้าหาธรรมะ   แต่ก็ช่วยได้บางครั้งเพราะจิตฟุ้งมากค่ะ   ดิฉันรู้สึกท้อแท้กับชีวิตค่ะ ถ้าจะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก็ทำให้แม่ต้องทุกข์ใจ   แต่ถ้าทำเพื่อแม่ ตัวเองก็เป็นทุกข์เหลือเกิน จึงมีคำถามเรียนถามอาจารย์ให้ช่วยชี้แนะดังนี้ค่ะ

1. ถ้าต้องทำงานที่บางครั้งผิดกฎหมายผิดศีลธรรม ยังจะถือว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หรือไม่

2. การคิดว่าเมื่อไม่มีกัลยาณมิตร เราก็อยู่กับตัวเองเป็นกัลยาณมิตรให้ตัวเองนั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่

3. ขอความเมตตาอาจารย์ได้ชี้แนะแนวทางในการตัดสินใจเลือกว่าควรจะทำเพื่อแม่หรือเพื่อตัวเองคะ

4. ทำอย่างไรจะได้พบกัลยาณมิตรในทางธรรมคะ

5. หากต้องทำงานอยู่ต่อไป ดิฉันควรจะใช้หลักธรรมใดในการทำให้อดทนและไม่ท้อแท้กับงาน และอยู่ร่วมกับคนที่แตกแยกอย่างไรคะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่เมตตาค่ะ

คำตอบ
(๑) ผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เลือกทำแต่งานดี (ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม) โดยมีอิทธิบาท ๔ (ทำด้วยใจรัก ทำด้วยความพากเพียร ทำด้วยมีจิตจดจ่อ และใช้ปัญญาไต่สวนงานที่ทำ) เป็นแรงสนับสนุน

ผู้มีความเห็นถูก เลือกทางดำเนินชีวิตด้วยตนเอง

ผู้มีความเห็นถูก มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีอุปการคุณ ด้วยการประพฤติจริยธรรมลูกที่ดีต่อพ่อแม่

ดังนั้น หากผู้ถามปัญหามีความเห็นผิดไปจากธรรม (ทำตามใจแม่) บาปย่อมเกิดขึ้นกับผู้มีความเห็นผิด หากจำเป็นต้องทำตามใจผู้อื่น ต้องประพฤติบุญใหญ่อยู่เสมอ เพื่อให้บาปตามส่งผลไม่ทัน หรือดีที่สุดต้องพัฒนาจิต แล้วปิดอบายภูมิให้ได้ หรือหนีไปเกิดในสุทธาวาสพรหมโลก หรือหนีไปอยู่ในพระนิพพาน

คำว่า "ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่" ต้องรู้ให้ได้ว่า หน้าที่ที่ทำนั้นให้ผลเป็นบุญหรือบาป หากเป็นบุญจงทำ หากเป็นบาปจงงดเว้นไม่ทำ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกทำหน้าที่ในงานที่ดีครับ

(๒) ในครั้งพุทธกาล พระอานนท์ได้กล่าวไว้ในทำนองที่ว่า "ไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตรได้เท่ากายคตาสติ" ดังนั้นความคิดเห็นของผู้ถามปัญหาจึงเป็นสัมมาทิฏฐิ .... สาธุ

(๓) ผู้มีความเห็นถูก นิยมตัดสินใจเลือกทำงาน (งานดี) ด้วยตัวเอง และไม่ลืมประพฤติจริยธรรมต่อผู้มีอุปการคุณ

(๔) ต้องเข้าหาและสนทนาธรรม กับผู้มีความเห็นถูกอยู่เสมอ

(๕) งานที่ทำหากให้ผลเป็นบาป ต้องประพฤติกุศลธรรมอยู่เสมอ เพื่อให้บุญใหญ่กว่าบาป แล้วจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
 

2569.
กราบเรียนอาจารย์ ดร. สนอง ครับ

เรียนอาจารย์ครับ ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมพระน้องชายซึ่งบวชได้ไม่นานที่วัด และได้มีโอกาสสนทนากัน ผมก็ได้แนะนำให้พระได้ฝึกสมาธิ วิปัสสนา เล่าให้พระฟังว่า ตอนบวชผมปฏิบัติอย่างไร และก็พูดแนะนำ และก็พูดว่าบวชเพื่อให้ได้บุญในมุมองของผม คือบวชแล้วตั้งใจฝึกปฏิบัติ ให้มากเพราะอยากให้พระปฏิบัติให้มาก และก่อนกลับก็พูดว่า "ให้ท่านปฏิบัติให้ดี ให้ปฏิบัติชอบ ให้สมกับที่ญาติโยมได้กราบไหว้" การพูดแนะนำอย่างนี้ถือเป็นบาปหรือไม่ครับ

ด้วยความเคารพอาจารย์อย่างสูง

คำตอบ
คำว่า "บุญ" หมายถึง ความดี กุศล ความสุข ฯลฯ บวชแล้วหากมีพฤติกรรมเป็นบุญ กายวาจาใจต้องตรงกัน คือ ประพฤติตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างถูกต้องชอบธรรมดังนี้

๑. การให้สิ่งดีงาม

๒. การรักษาศีลและประพฤติดี

๓. การเจริญจิตตภาวนา

๔. การประพฤติอ่อนน้อม

๕. การขวนขวายรับใช้

๖. การเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น

๗. เมื่อเห็นผู้อื่นทำดี แล้วมีความยินดี

๘. การฟังธรรม

๙. การสั่งสอนธรรม

๑๐. การทำความเห็นให้ตรง

ดังนั้น หากแนะนำผู้บวชใหม่ให้ประพฤติบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ถือว่าเป็นการแนะนำให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ .... เป็นบุญครับ สาธุ
 

2568.
สวัสดีคะท่านอาจารย์ดร.สนอง
ก่อนอื่นดิฉันต้องขออโหสิกรรมต่อท่านหากได้เคยล่วงเกินท่านด้วยกายวาจาใจคะ

ตั้งแต่ปี 2009 ดิฉันตั้งใจที่จะพัฒนาสติ ทำบุญ(โดยการเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม และรวมถึงการเจริญสติในชีวิตประจำวัน) ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองนั้นยังเด็กมากในทางธรรม ดิฉันขอถามคำถามท่านดังต่อไปนี้คะ

1. ดิฉันได้ยินท่านสอนถึงเรื่องการไม่เอาธุระของคนอื่นมาเป็นของตน (ท่านกล่าวถึงคนอายุ 93 ที่ยังแข็งแรง ปีนต้นไม่ได้สบาย ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าไม่เอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นเรื่องของตน) ขอรบกวนท่านช่วยยกตัวอย่างและแนะนำวิธีด้วยคะ ดิฉันควรจะทำอย่างไรที่จะไม่เอาธุระของคนอื่นมาเป็นของตน และยังคงทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์ต่อคนทีสำคัญในชีวิต เช่น บิดามารดา

2. จากที่ท่านได้กล่าวถึงการอธิษฐาน ท่านบอกว่าหากตั้งโปรแกรมจิตไว้ในทางบวก ก็จะได้ในสิ่งนั้นในที่สุด สำหรับดิฉัน มีหมอดูเคยทักว่ายังก็จะไม่อดอยาก ดิฉันก็ระลึกถึงสิ่งนี้ได้ หลายๆครั้งที่ดิฉันเดินทางไปที่ที่ไม่มีใครรู้จัก โดยแทบจะไม่มีเงิน ดิฉันก็สามารถรอดมาได้

2.1 ดิฉันอยากทราบว่าสิ่งที่ดิฉันได้กล่าวมานั้นถือเป็นการตั้งโปรแกรมจิตในทางบวกหรือไม่คะ ?

2.2 ดิฉันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องตั้งโปรแกรมจิตเรื่อยๆ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล หรือว่า ดิฉันจะต้องทำอะไร เพื่อให้อธิษฐานสัมฤทธิผลคะ ?

2.3 การตั้งโปรแกรมจิตนั้นจะคงอยู่ตลอดไปมั้ยคะ ? อะไรที่จะทำให้มันหยุดคะ ?

2.4 หากโปรแกรมจิตในทางลบ จะเป็นอย่างไรคะ ?

3. ดิฉันคบกับผู้ชายคนนึงมาหลายปีคะ เวลาที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เขาก็มีคบกับคนอื่นคะ เขาเป็นคนที่โลเล ตัดสินใจไม่ได้คะ ดิฉันเลยเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม และแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาคะ หวังว่าเขาจะได้เป็นคนที่ไม่โลเลเสียที

ดิฉันเอง ยอมรับได้แม้กระทั่งเด็กที่เกิดกับผู้หญิงคนอื่นที่เขาคบเมื่อปีที่แล้ว ดิฉันเริ่มที่จะยอมรับอะไรๆได้มากขึ้น ไม่ว่าเขาจะมาหรือไม่มา แล้วจู่ๆดิฉันก็เกิดรู้สึกเฉยๆกับเหตุการณ์พวกนี้และดิฉันก็สามารถวางได้คะ

3.1 ดิฉันสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ ดิฉันถึงเจ็บปวดกับเรื่องนี้น้อยลงคะ ?
3.2 ดิฉันเคยได้ยินว่า ศีลของคนที่เป็นคู่กันต้องเสมอกัน ในกรณีคู่ของดิฉัน ดูเหมือนว่าจะไม่เสมอกัน ดิฉันเข้าใจถูกมั้ยคะ ? ( อย่างไรก็ดี ดิฉันก็จะยังคงปฏิบัติต่อไปและแผ่เมตตาให้ทุกคน)

ดิฉันรู้สึกขอบพระคุณท่านอย่างสูงที่กรุณาช่วยตอบคำถามให้กับดิฉันและคนหมู่มากนะคะ ขอให้พวกเราได้ถึงพระนิพพานกันคะ ขอบพระคุณมากคะ

คำตอบ
ก่อนตอบปัญหา ได้อโหสิกรรมให้กับผู้ถามปัญหาแล้ว

๑.  คำว่า “ไม่เอาเรื่องคนอื่นมาเป็นของตน” หมายความว่า ไม่เอากิเลสของคนอื่นมาเป็นของตน ตัวอย่างเช่น เรื่องของนาย ก. นิยมประพฤติคอร์รัปชั่น แล้วยังได้รับอุปโลกน์ให้เป็นใหญ่เป็นโต มีบริวารมาก มีอำนาจมาก ฯลฯ เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องของนาย ก. แล้วก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เอาเรื่องของนาย ก. มาคิด หรือมาทำให้จิตเกิดจินตนาการต่อเนื่อง ส่วนนางสาว ข. มีหุ่นดี มีหน้าตาสวยงาม เรียนอยู่ในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ฯลฯ เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องของนางสาว ข. แล้วไม่เอาเรื่องของนางสาว ข. มาคิด หรือไม่เอามาจินตนาการต่อเนื่อง อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ไม่เอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นของตน ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้จิตต้องมีสติและมีความเห็นถูกตามธรรม

ส่วนเรื่องของบิดามารดา หากท่านเจ็บป่วย ผู้เป็นบุตรธิดา ต้องดูแลต้องพาไปให้ผู้มีความรู้ (หมอ) ในด้านการเจ็บป่วยรักษา อย่างนี้จึงเรียกว่าเป็นลูกกตัญญู ส่วนอาการเจ็บป่วยของท่านจะหายหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของท่าน ผู้เป็นบุตรธิดาไม่เอาจิตมาจินตนาการให้เศร้าหมอง เพราะเราในฐานะลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านแล้ว ส่วนจะหายจากอาการเจ็บป่วยหรือไม่เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ท่านได้ทำเหตุไว้ก่อน

๒.  การตั้งโปรแกรมจิตไว้ในทางบวกหรือทางที่เป็นกุศล เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว ย่อมเกิดเป็นกุศลวิบาก (บุญ) ให้ผู้ที่กระทำเหตุดีได้รับ (เสวย)

ส่วนเรื่องหมอดูเคยทัก วิสัชนาว่า ศาสนาพุทธของผู้รู้จริงแท้ ผู้รู้จริงแท้ ไม่เคยสอนให้พุทธบริษัทเชื่อในคำพูดของคนอื่น แต่สอนให้เชื่อในการกระทำของตนเอง ผู้ใดทำเหตุไว้ดีเมื่อกรรมให้ผล ย่อมได้รับผลดีตอบกลับคืนมา

  ๒.๑  ศาสนาพุทธไม่สอนให้เชื่ออย่างงมงายไร้เหตุผลแต่สอนให้มีปัญญา (กาลามสูตร) ให้ใช้ปัญญาพิจารณาจนเห็นว่าคำกล่าวนั้นเป็นบุญเป็นกุศลหรือไม่ คำกล่าวนั้นมีโทษหรือไม่มีโทษแก่ผู้ปฏิบัติตาม ในฐานะที่ผู้ตอบปัญหารู้และมีธรรมอยู่ในใจตนเอง จึงบอกว่า ผู้ใดพัฒนาจิตจนสามารถเข้าถึงอภิญญา ๕ (แสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ รู้ใจคนได้ ระลึกชาติหนหลังได้ มีตาทิพย์) และพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้ แล้วกาลามสูตรย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

  ๒.๒  อยากเป็นอะไรหรืออยากได้รับผลเช่นไร ต้องทำเหตุให้ถูกตรงกับสิ่งที่ปรารถนานั้น บางคนปรารถนาไปเกิดเป็นเทวดาต้องบำเพ็ญทานรักษาศีลอยู่เสมอ บางคนปรารถนาไปเกิดเป็นพรหม ต้องพัฒนาจิต (สมถภาวนา)ให้เป็นสมาธิแน่วแน่ (ฌาน) แล้วตายในฌาน พลังของของฌานจึงจะผลักดันจิตวิญญาณให้ไปโอปปาติกะเป็นพรหม ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้ สุดท้าย บางคนปรารถนาปิดอบายภูมิ เหตุตรงคือ ต้องพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งดับอย่างน้อยสังโยชน์ ๓ ให้หมดไปจากใจ โอกาสฝึกอบายภูมิจึงจะเกิดขึ้นได้

  ๒.๓  การตั้งโปรแกรมจิต หมายถึงการตั้งจิตปรารถนา จะคงอยู่ตลอดไป หากได้รับพยากรณ์จากพระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู หรือมีสติมั่นคงที่จะกระทำเหตุให้ตรง

การตั้งโปรแกรมจิตหยุด คือไม่ได้รับในสิ่งที่ตนปรารถนา เหตุเป็นเพราะมีจิตขาดสติ อันเนื่องมาจากการประพฤติสัจจบารมียังไม่เข้มแข็ง จึงไม่สามารถประพฤติเหตุให้ตรงกับสิ่งที่ตั้งปรารถนาไว้

  ๒.๔  ผู้ที่ตั้งโปรแกรมจิตในทางลบ เช่น เผาพริก เผาเกลือ สาปแช่งให้ผู้อื่นวิบัติ เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว อกุศลวิบากที่เป็นลบ (บาป) ย่อมเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความเห็นผิดเช่นนั้น ตรงกันข้ามหากผู้ที่ถูกสาปแช่งมีคุณธรรมสูง มีศีล มีสติคุ้มรักษาใจ บาปย่อมเกิดได้เร็วกับผู้สาปแช่ง (ตั้งโปรแกรมจิตในทางลบ)

๓.  การแผ่ส่วนกุศล (บุญ)ไปให้ผู้อื่น หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงไม่มาอนุโมทนาบุญ เขาย่อมไม่ได้รับผลบุญที่มีผู้แผ่ไปให้นั้น

สาธุ ที่ไม่เอาเรื่องของคนอื่น มาทำให้จิตของตนต้องสูญเสียอิสรภาพ (เศร้าหมอง) พระอริยบุคคลนิยมประพฤติเช่นนั้น อุปติสสะ (พระสารีบุตร) ได้ฟังธรรมของพระพุทธที่พระอัสสชินำมาบอกกล่าว ในคำนองที่ว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดจากเหตุ ตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และตรัสถึงความดับไว้ด้วย ตถาคตมีปกติตรัสดังนี้” คือเห็นด้วยใจที่สงบว่าสรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) จึงปล่อยวาง แล้วจิตว่างเป็นอิสระจากสิ่งที่เข้ากระทบจิต ผลที่เกิดตามมาคือจิตได้ปริวรรตเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลได้ขณะที่ยังอยู่ในเพศฆราวาส

  ๓.๑  เหตุเพราะจิตเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น

  ๓.๒  คู่สร้างคู่สมมีคุณธรรมสี่อย่างใกล้เคียงกัน
   (๑) สมสัทธา
   (๒) สมสีลา
   (๓) สมจาคา
   (๔) สมปัญญา

หากคุณธรรมทั้งสีมีความห่างกัน ก็เป็นคู่ปากคู่กัด คู่จองเวร

หมายเหตุ : ผู้ที่มีจิตเป็นทาสของกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) ตายแล้วยังต้องไปเกิดอยู่ในกามภพ (นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา) เป็นพระอริยบุคคลหรือเข้านิพพานไม่ได้


2567.
กราบเรียนอาจารย์ ดร.สนอง ครับผมมีขอสงสัยเกียวกับธรรม

หลังจากสวดมนต์ตอนเช้าเสร็จแล้วผมตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าผมเกิดชาติใดๆก็เกิดพบพระพุทธศาสนา และได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติธรรมจนมีดวงตาเห็นธรรม และเข้าถึงพระนิพพานนี้เป็นการตั้งจิตอธิฐานที่ถูกต้องหรือเปล่า

คำตอบ
คำว่า "อธิษฐาน" หมายถึง การตั้งจิตปรารถนาในสิ่งดีงาม ดังนั้นที่ถามมา จึงเป็นการอธิษฐานที่ถูกต้องครับ

การสวดมนต์ หากสวดช้าๆและมีใจจดจ่ออยู่กับบทมนต์ที่สวด สติย่อมเกิดขึ้น ขณะสวดมนต์ต้องมีจิตระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ระลึกถึงคุณของพระธรรม และระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ (อริยสงฆ์) ย่อมมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิและบุญเข้า ยิ่งไปกว่านั้นหากใช้จิตพิจารณาความหมายของบทมนต์ที่สวด ย่อมเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง (โลกุตตรญาณ) ได้ ทั้งสติและปัญญาเห็นแจ้งสามารถปริวรรตจิต ให้เข้าถึงความเป็นอริยบุคคลได้ ผู้รู้จึงนิยมสวดมนต์ก่อนนอน และยิ่งเป็นนักบวชแล้ว ต้องสวดมนต์เช้า-เย็น (ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น) การสวดมนต์ยังเป็นการให้เสียงเป็นทานแก่มนุษย์ เทวดา และสรรพสัตว์ที่ได้ยินได้ฟังอีกด้วย

การเข้าถึงจุดหมายสูงสุดในพุทธศาสนานั้น หากผู้ถามมีศีลคุมใจ มีสัจจะ มีความเพียรอยู่ทุกขณะตื่น ย่อมมีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่ปรารถนาในวันข้างหน้าได้
 

2566.
กราบเรียนท่านอาจารย์ด้วยความเคารพค่ะ

รบกวนเล่าและสอบถามคำถามท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ

ดิฉันโดนเข้าใจผิดและใส่ร้ายมาเป็นเวลานานแล้วจากคนกลุ่มนึง และแผ่ขยายวงกว้างเรื่อยๆ

ดิฉันศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่จึงเข้าใจว่าเป็นวิบากของตัวเอง ดิฉันจึงนึกย้อนไป และได้ไปก็ขออโหสิกรรมกับบางคนที่ทำได้

ความผิดอีกอย่างนึงที่พอจำได้คือ ได้เคยล่วงเกินคุณแม่ทางมโนกรรมครั้งนึง ซึ่งสำหรับดิฉันค่อนข้างแรงเนื่องจากครั้งนั้นโกรธท่านมาก ดิฉันไม่ได้เล่าแต่ได้กราบท่าน และขออโหสิกรรมจากท่านเรื่อยมา เช่นวันปีใหม่ สงกรานต์ เป็นต้น คุณแม่มักพูดว่าแม่ไม่ได้คิดอะไรกับลูก

ดิฉันขอความเมตตารับคำแนะนำจากท่านอาจาย์ว่า พอจะมีหนทางใดบ้างไหมคะที่จะทำให้วิบากเบาบางลงบ้าง เนื่องจากนับวันยิ่งดูเหมือนเหตุการณ์ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ

คำตอบ
ผู้รู้ รู้ว่า ปุถุชนพูดได้ทั้งดีและชั่ว แต่จะดีหรือชั่วอยู่ที่การทำตัวของเรา หากเขาชั่วดังที่เขาพูด เขาย่อมเป็นครูผู้มีพระคุณที่เราจะได้พัฒนาตัวเองให้ดี ตรงกันข้าม หากเรามีพฤติกรรมดีแล้ว แต่เขาพูดว่าเราไม่ดี เขาย่อมเป็นครูที่เห็นผิดสอนเราว่า เราจะไม่ประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่เป็นคนเห็นผิดเหมือนเขา

กฎแห่งกรรมมีจริง และมีอิทธิพลเหนือชีวิตของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร ดังนั้น เมื่อถูกคนเข้าใจผิดกล่าววาจาให้ร้าย ต้องให้อภัยเขา เพราะเขามีพระคุณที่ทำให้เราได้สร้างขันติบารมี ได้สร้างเมตตาบารมี ได้สร้างปัญญาบารมี ฯลฯ ในครั้งพุทธกาล ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี พระพุทธโคดมได้ตรัสกับภิกขุที่นั่งอยู่แวดล้อม ในทำนองที่ว่า "ตถาคต หมดราคะ โทสะ โมหะแล้ว จึงมิได้หวั่นไหวและมิได้หนีไปไหน"

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ ท่านเจ้าคุณโชดก ได้กล่าวกับผู้ตอบปัญหาว่า "คุณ เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จในรอบวัน ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร" ด้วยเหตุนี้ ผู้ตอบปัญหาจึงได้ปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์ เรื่อยมาจนทุกวันนี้

ผู้ใดมีพฤติกรรมล่วงเกินผู้มีอุปการคุณ (คุณแม่) ในชาตินี้ ต้องขออโหสิกรรมและไม่ประพฤติล่วงเกินท่านอีก แต่บุคคลยังมีแม่ในชาติที่ผ่านมาแล้วอีกนับไม่ถ้วน หากหลงลืมมิได้อุทิศบุญให้ หรือมิได้ขอขมากรรม ผู้รู้จริงแท้จึงมิบังอาจทำตัวเป็นศัตรูกับใครผู้ใด ตรงกันข้าม ทำตัวเป็นกัลยาณมิตรกับสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร

อนึ่ง พระสารีบุตรกล่าวว่า "สติ เป็นรากฐานแห่งคุณธรรมทั้งปวง" ซึ่งหมายความว่า ผู้ใดมีสติกำกับใจอยู่ทุกขณะตื่น กุศลธรรม (บุญ) ย่อมเกิดและสั่งสมอยู่ในดวงจิต ด้วยเหตุนี้ ผู้ไม่ประมาทพึงสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์เจริญอานาปานสติ แล้วอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง ชีวิตจึงจะพบกับความสวัสดี
 

2565.
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ

     หนูจะสอบถามเรื่องอาชีพประกันค่ะ ถ้าเรารู้แล้วว่า

- ประกันชีวิต ไม่สามารถประกันชีวิตเราให้มั่นคงได้

- คนที่ทำประกันเพราะคิดล่วงหน้าไปในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เป็นความกังวลไปเองของคนที่จิตไม่อยู่กับปัจจุบัน

- ทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี   ( เป็นหน้าที่ที่เราต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่คนที่ทำก็เพื่อจะเสียภาษีให้น้อยลง)

- ฝากเงินประกันเพื่อเน้นดอกเบี้ย (เป็นการลงทุน)

     ถ้าเรายังอยู่ในอาชีพนี้ โดยที่ไม่ได้ไปขายประกันให้ลูกค้า แต่ลูกค้าโทรมาซื้อประกันเอง แล้วเราก็เสนอไปตามที่ลูกค้าต้องการ โดยที่ให้ลูกค้าคิดเอง ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ และเราก็บอกรายละเอียดตามความเป็นจริงทุกอย่าง (แต่ไม่มีลูกค้าทำประกันกับหนูเลยค่ะ ตั้งแต่หนูทราบความจริงในอาชีพประกัน)  ทำอย่างนี้ถูกต้องมั้ยค่ะ

     ทุกวันนี้ หนูยังมีชื่อเป็นตัวแทนประกันชีวิต และหนูก็ปฎิบัติธรรมด้วยค่ะ ถ้าหนูปล่อยงานประกันไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ส่งงานเลย หนูก็ยังได้กินคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าอยู่ แต่เมื่อถึงเวลาประเมินยอด ถ้าหนูประเมินไม่ผ่าน หนูก็จะหลุดจากอาชีพประกันค่ะ   อยากทราบว่า หนูควรปล่อยไปหลุดจากอาชีพ หรือเราลาออกเอง (เร็วขึ้น)   หรือมีสติอยู่กับปัจจุบันดีกว่าค่ะ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุ และผลของมันค่ะ

    ท่านอาจารย์มีงานแบบไหนที่น่าจะเหมาะกับคนอย่างหนูบ้างไหมค่ะ ก็ไม่ได้ดิ้นรนหางานค่ะ แต่ก็ต้องหาไปตามหน้าที่ค่ะ   

   ขอแสดงความเคารพอย่างสูงค่ะ     

คำตอบ
พระผู้ทรงความสัพพัญญูตรัสไว้ในทำนองที่ว่า ผู้ที่ปรารถนามีชีวิตที่ปกติสุข หรือปรารถนาพ้นทุกข์ ต้องมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันสามารถดับต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาได้ สิ่งที่ผู้ถามปัญหาเขียนบอกเล่าไป เป็นการสร้างเหตุให้ชีวิตผูกติดอยู่กับมนุษยสมบัติ (ทรัพย์กำพร้า) ผู้รู้จริงจึงไม่ทำประกันด้วย หากผู้ถามปัญหา ปรารถนานำพาชีวิตของตนไปสู่อิสรภาพที่สมบูรณ์ (พ้นทุกข์) ต้องไม่เอาจิตไปผูกติดเป็นทาสของสิ่งที่เป็นของกำพร้า ตายแล้วต้องทิ้งไว้กับโลก ผู้ตอบปัญหาจึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงในชีวิตของผู้ถามปัญหา ดังนั้นจึงเป็นได้เพียงผู้ชี้ทางฯ ผู้ถามปัญหามีเอกสิทธิ์ในชีวิตเป็นของตัวเอง จึงต้องเลือกทางชีวิตให้กับตัวเองครับ
 

2564.
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร 

กราบเรียนถามท่านอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เป็นพุทธสานิกชนที่ดีงามและถูกต้องตามธรรมค่ะ

1. ปุธุชนคนธรรมดา ไม่ได้สมาทานศิล ไม่ได้เป็นนักบวช สามารถสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น ได้หรือไม่คะ หรือ สามารถสวดได้เฉพาะผู้ที่สมาทานศิลเป็นนักบวชเท่านั้น ส่วนปุธุชนต้องนำบทสวดอื่นๆสวดมนต์แทนคะ

2. เมื่อสวดมนต์และปฏิบัติสมาธิจิตสงบแล้วแผ่เมตตาแผ่ส่วนกุศลให้ตามบทแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล ดิฉันสงสัยว่าการที่เราแผ่ส่วนบุญกุศลให้เจ้าที่เจ้าทางดูแลบ้านเรือน ถ้าเป็นวิญญานเจ้าที่ก็เป็นธรรมดา แต่ดิฉันสงสัยว่าถ้าบ้านเรือนที่อาศัยนั้นมีเจ้าเป็น งู (เช่นที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆที่นำเสนอ เช่น งูเจ้าที่) จะมีผลอย่างไรคะ เราควรสวดบทแผ่ส่วนกุศลอย่างไรให้ถูกต้องค่ะ  

3. เมื่อพบหรือได้อ่านธรรมเทศนาแล้วเห็นว่าเป็นธรรมเทศนาที่ดีมีประโยชน์กับแนวทางปฏิบัติกายใจ แล้วนำไปโพสท์ บทสาธยายธรรมของหลวงพ่อท่านเทศน์ ให้บุคคลอื่นในกลุ่มไลน์ได้อ่าน ได้อนุโมทนาบุญ สามารถทำได้มั้ยคะ เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาติกับท่าน  

ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาค่ะ

คำตอบ
คำว่า "ปุถุชน" หมายถึง คนที่จิตหนาแน่นไปด้วยกิเลส และคำว่า "พุทธศาสนิกชน" หมายถึง ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ

ดังนั้นการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีงาม ต้องมีศีลธรรมคุ้มครองใจ คือมีอย่างน้อย เบญจศีล (ศีล ๕) และมีเบญจธรรมคุ้มครองใจอยู่ทุกขณะตื่น

(๑) ในครั้งที่ผู้ตอบปัญหาไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุ ท่านเจ้าคุณโชดกได้พูดว่า "คุณ ถ้าไม่เอาศีลลงคุมให้ถึงใจ ใจจะไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ" ซึ่งหมายความว่า ถ้าจิตไม่มีศีลคุมแล้ว จะพัฒนาจิตให้มีสติย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และในครั้งพุทธกาล พระพุทธโคดมได้ตรัสกับภิกษุในทำนองที่ว่า การประพฤติตามกฎไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) เป็นหนทางของการนำจิตสู่ความพ้นทุกข์ นั่นคือจิตหรือใจที่มีศีลคุม เมื่อนำไปพัฒนา (สมถภาวนา) แล้วสมาธิจึงจะเกิดขึ้นได้ และจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิที่สมควรแล้ว จึงจะพัฒนา (วิปัสสนาภาวนา) ไปสู่การเกิดปัญญา (เห็นแจ้ง) ได้

ด้วยคำกล่าวดังข้างต้นนี้ ฆราวาสที่ไม่มีศีลคุมใจ สามารถสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นได้ แต่จิตไม่สามารถเข้าถึงมรรคผล (สมาธิ) ได้ แม้จะนำบทมนต์อื่นมาสวดแทน ก็เป็นการสวดมนต์ที่สูญเปล่า คือจิตไม่เกิดสมาธิที่เป็นไปเพื่อการเกิดของปัญญาเห็นแจ้ง

(๒) คำว่า "จิตสงบ" หมายถึง สงบจากอารมณ์ปรุงแต่งใดๆ จิตสงบประเดี๋ยวประด๋าว (ขณิกสมาธิ) เป็นจิตที่อารมณ์ปรุงแต่งหลากหลาย จิตสงบจวนแน่วแน่ (อุปจารสมาธิ) เป็นจิตที่มีอารมณ์ปรุงแต่งอันเนื่องจาก กาย เวทนา จิต ธรรม (สติปัฏฐาน ๔) และสุดท้ายจิตที่สงบแน่วแน่ (อัปปนาสมาธิ) ไม่มีสิ่งกระทบภายนอกใดๆสามารถทำให้จิตเกิดเป็นอารมณ์ขึ้นได้ แม้แต่นิวรณ์ ๕ (กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ก็ไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อใดจิตถอนออกจากอัปปนาสมาธิ (ฌาน) แล้ว ความรู้สูงสุดที่เรียกว่า โลกิยญาณ หรือ อภิญญา ๕ (อิทธิวิธิ ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสนุสติญาณ ทิพพจักขุ) ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ แต่ไม่สามาถนำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

ผู้ที่มีจิตสงบ ย่อมเป็นผู้มีบุญ แต่มิใช่เป็นบุญสูงสุด ผู้ที่ใช้ปัญญาเห็นแจ้งกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์ ๑๐) ได้ เป็นผู้ที่มีบุญมากกว่า จนถึงมีบุญสูงสุด เมื่อกำจัดกิเลสที่เป็นสังโยชน์ ๑๐ ให้หมดไปจากใจได้

คนที่มีเมตตา มีอารมณ์สงบและเย็น (ไม่มีโทสะ) สัตว์ (รูปนาม) กายหยาบหรือสัตว์กายทิพย์ย่อมเข้าใกล้ ด้วยเหตุนี้บ้านเรือนที่มีงูเจ้าที่คุ้มรักษา ย่อมสัมผัสกับบุญกุศลที่มีผู้อุทิศให้ได้ง่ายกว่าสัตว์ที่อยู่ห่างไกล

(๓) สามารถทำได้ครับ เพราะหลวงพ่อท่านมีเจตนาให้ธรรมะเป็นทาน และผู้โพสต์คำบรรยายมิได้ทำเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์เงินทอง หรือความโลภ
 

2563.
กราบเรียนอาจารย์สนอง วรอุไร ที่เคารพอย่างสูง

ขณะนี้ใน Social Network เช่น Facebook มีผู้ทำบุญในงานต่าง ๆ แล้วนำมาเผยแพร่ ให้ผู้คนได้มาอนุโมทนากันมากมาย กระผมอยากทราบว่า
   - เป็นบุญที่ถูกต้องตามบุญกิริยาวัตถุ 10 หรือไม่
   - ได้บุญเท่ากับการที่ไม่ได้บอกกล่าวหรือไม่

กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ 

คำตอบ
- ถูกต้องตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ข้อที่ว่าด้วยมีความยินดีในความดีของผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย)

- หากมีเจตนาเฉลี่ยความดีให้คนอื่นมาอนุโมทนาบุญที่ตนทำ ไม่ถือว่าเป็นบาป ซ้ำยังทำให้มีบุญเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้าม หากการบอกกล่าวนั้นมีเจตนาโอ้อวด ว่าตนได้ทำบุญแล้ว ถือว่าเป็นบาป การกระทำในลักษณะนี้ จึงได้ทั้งบุญและได้ทั้งบาป
 

2562.
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพ

ดิฉันมีข้อสงสัยว่า กรรมที่ผู้หญิงต้องมานั่งเสียใจเพราะผู้ชายมีภรรยาน้อย และกรรมที่ผู้หญิงบางคนต้องมาเป็นภรรยาน้อยคนอื่นเขา

กรรมนี้เป็นกรรมใหม่ที่ผู้ชายและภรรยาน้อยสร้างขึ้นใหม่ หรือ เป็นกรรมเก่าที่ภรรยาหลวงต้องชดใช้ จึงทำให้ผู้ชายนอกใจคะ

สงสัยมากเลยว่า สมมติว่าการต้องมาเป็นภรรยาน้อยคนอื่นเขา บาปหรือไม่ หรือเป็นกรรมที่กำลังใช้อยู่คะ. ที่ทำให้ไม่สามารถมีคู่ครองของตนเองได้

ขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ
เพราะทั้งชายและหญิงมีกำลังของสติอ่อน จิตจึงเป็นทาสของกามทุกข์

กรรมคือการกระทำ ที่เขียนถามไปเป็นทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่

ถือว่าเป็นบาปทั้งสองฝ่าย เหตุเป็นเพราะจิตไม่สามารถต้านกิเลสมารได้
 

2561.
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพ

รบกวนอาจารย์กรุณาช่วยคลายความสงสัยด้วยนะคะ พอดีตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องนรก-สวรรค์อยู่ มีความคับข้องใจมากค่ะ

1. เทวดานางฟ้าบนสวรรค์ ในแต่ละชั้น สามารถมีคู่ครองเรือนกันได้หรือไม่

2. สงสัยเรื่องเทวดากับบริจากา(ภรรยา) ที่เทวดาบางรูปมีภรรยาถึง 500-1000 รูปที่เกิดมาพร้อมตอนจุติ

- ต้องเกิดสวรรค์ชั้นใดบ้างถึงได้บริจากา

- การมีภรรยาของเทวดาหลายๆคนเหตุใดจึงไม่บาปคะ ทั้งๆที่บนโลกมนุษย์สามารถครองคู่ได้เพียงคนๆเดียว และสามารถเลือกคู่ครองคนเดียวได้หรือไม่คะ

- มีหน้าที่อะไรบ้าง บริจากาทุกคนต้องมีหน้าที่สู่สมหรือไม่ อ่านเจอทราบมาว่า การกอดกันคือการสมสู่บนเทวโลก

- เหตุใดการเกิดเป็นเทพบุตรจึงมีบริจากา และนางฟ้า มีบริจากาด้วยหรือไม่

- เทวดาผู้มีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรม แต่ยังมีบริจากาคอยดูแลอยู่ สามารถละเว้น และมุ่งปฏิบัติธรรมได้หรือไม่ อย่างเทวดาบางรูปจุติพร้อมบริจากา แต่ถ้าบรรลุโสดาบัน สกิทาคามี เหล่าบริจากาจะหายไปหรือไม่

2. มีความปรารถนาเกิดบนเทวโลก แต่ไม่อยากมีบริจากา เพราะเห็นว่ามากแก่กาม ถ้าหากบุญไม่ถึงชั้นพรหม เพราะไม่สามารถนั่งถึงฌานได้ มีเทวดาชั้นใดบ้างที่มีกามน้อยและมุ่งปฏิบัติธรรม

3. หากล่วงเกินอาจารย์ไว้ ทางใดก็ตามขออโหสิกรรมจากอาจารย์ด้วยนะคะ

กราบขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ
เป็นปก

ติธรรมดาของชาวพุทธที่สงสัย หากศึกษาพระไตรปิฎกตามหลักคันถธุระ (ปริยัติ) ตรงกันข้าม ผู้ที่ศึกษาตามแบบวิปัสสนาธุระ จะไม่มีความสงสัย ทั้งนี้เป็นเพราะสามารถรู้ เห็น เข้าใจ ด้วยจิตของตนเอง

ทุกคำถามเป็นเรื่องของกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) หากจิตยังเป็นทาสของกาม จะเข้านิพพานไม่ได้

(๑) เทวดาที่เป็นนางฟ้า มีวิมานอยู่อาศัยยังเสพกามได้ แต่มีลักษณะเป็นทิพย์

(๒) คำว่า "บริจากา" ไม่มีในพจนานุกรม แต่มีคำว่า "บริจาริกา" หมายถึง หญิงรับใช้

ในสวรรค์ทุกชั้นมีบริจาริกาไม่เท่ากัน ตามความจำเป็นในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์เทวดามีบาทบริจาริกามากกว่าชั้นอื่น

เหตุที่เทวดามีภรรยาหลายคน แล้วไม่บาป เป็นเพราะสมมติบัญญัติของเทวดาว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอาณาเขตของตน ถือว่าเป็นของตนโดยปริยาย ส่วนจะมีคู่ครองคนเดียว หลายคน หรือไม่ปรารถนาคู่ครอง ขึ้นอยู่กับสภาวธรรมในดวงจิตของเทวดา

บาทบริจาริกา ทำหน้าที่รับใช้ทุกอย่างที่เทวดาเพศชายต้องการ และเทพนารี (นางฟ้า) มีบาทบริจาริกาได้

เทวดาโสดาบันมีในทุกชั้นของสวรรค์ ยังเสพกามได้ เทวดาสกทาคามีไม่นิยมเสพกาม และพรหมอนาคามีไม่เสพกาม

จิตมิได้สูญหายไปไหน จิตที่มีสภาวธรรมต่างกัน ย่อมโคจรไปเกิดในภาพที่ต่างกัน พระป่าเล่าให้ฟังว่า จิตมิได้สูญอย่างที่มนุษย์คิด แต่จิตที่บริสุทธิ์ (ปราศจากสังโยชน์ ๑๐) ยังสามารถโคจรมาสู่วัฏสงสารได้ แต่ไม่มาเกิดเป็นรูปนามอยู่ในวัฏสงสารอีกต่อไป .... ต้องพิสูจน์

(๒) เทวดา (นางฟ้า) ชั้นยามา มุ่งปฏิบัติธรรมมากกว่ามุ่งเสพกาม

(๓) อโหสิให้แล้วครับ
 

2560.
ต้องกราบขออภัยและขอขมากรรมหากสิ่งใดล่วงเกินอาจารย์ทั้งกาย วาจา และใจค่ะ   ขออาจารย์ได้โปรดเมตตาและอโหสิกรรมให้ด้วยค่ะ

  ๑ หนูตั้งใจกินแต่ผักมาได้แปดปีแล้ว เพื่อฝึกตนเอง เคยเครียดกับตัวเองขนาดที่ว่าอดข้าวเพราะหาอาหารที่เป็นผักไม่ได้ ร้องไห้และอึดอัดหากมีชิ้นเนื้อสัตว์เข้าปาก เคยดูถูกคนที่ยังกินเนื้อสัตว์ ฯลฯ ทำให้ทั้งกายและใจไม่สบายอย่างมาก เมื่อได้ศึกษาเพิ่มเติมและรู้ว่าถึงแม้ตัวไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ใจไม่สงบ กุศลก็ไม่เกิด หรือเกิดน้อย   จนปัจจุบันนี้ หากจำเป็นจริงๆหนูจึงอนุญาตให้ตัวเองเลือก(เขี่ย)กินอาหารที่เหลือแล้วจากที่ผู้อื่นกิน(ส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว) เนื่องจากคิดว่าเป็นอาหารที่เขาให้ทานมา หากไม่กินก็จะต้องถูกทิ้ง เสียของ ก่อนกินก็จะแผ่เมตตาให้น้องเนื้อสัตว์ แล้วพิจารณาใจตัวเองว่ารู้สึกอะไรอยู่ ถ้ารู้สึกอยาก ก็จะรู้ๆๆจนความอยากหมดไป และเริ่มกิน ขณะกินก็สังเกตว่ารู้สึกอะไร ก็บริกรรมตามนั้น   การที่หนูอนุญาตให้ตัวเองเขี่ยกินแบบ "รู้" นี้ เหมาะสมตามหลักไปนิพพานหรือไม่อย่างไรคะ

  ๒ เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่มักจะเขียนร้องเรียน หรือแสดงความคิดเห็นในด้านต่างๆเพื่อปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานนั้น โดยเฉพาะภาครัฐด้วยความเกลียด รำคาญ ดูถูก ฯลฯ   แต่ช่วงหลังๆ หนูจะกันอกุศลเกิดด้วยการนั่งดูใจก่อนเขียน พอว่างๆเบาๆก็เริ่มเขียน พอเขียนไปแล้วใจอกุศลด้วยความเกลียด หมั่นไส้ รำคาญ ก็จะหยุด "รู้"   แต่บางครั้งก็ไม่บริกรรม   และรอจนว่างๆ เฉยๆ   แล้วก็จะเขียนต่อจนเสร็จ   

   - การแสดงความคิดเห็น โดยมีสติ "รู้" อยู่เรื่อยๆแบบนี้ ถือว่าเป็นการทำให้อกุศลเกิดมั้ยคะ ต้องปรับปรุงอย่างไร   หรือว่าหนูเลิกไปดีกว่า แล้วรอให้"ธรรมชาติ"ดูแลไป (ทำอะไรก็จะได้อย่างนั้น)  

          ตั้งใจไปนิพพานค่ะ จึงพยายามลดอกุศลใหม่ ใช้กรรมอกุศลเก่า และสร้างกุศลใหม่ให้มากที่สุดไปเรื่อยๆ  

          ขอให้ความดีงามที่อาจารย์และผู้ถามทุกคนได้ทำร่วมกัน เป็นปัจจัยให้ถึงพร้อมส่งพวกเราทุกคนไปนิพพานในที่สุดด้วยเทอญ สาธุ

คำตอบ
(๑) การเว้นบริโภคเนื้อสัตว์นั้นเหมาะกับร่างกายของบางคน แต่หากจำเป็นต้องบริโภคเนื้อสัตว์ ต้องไม่สั่งให้เขาฆ่าสัตว์นั้นเพื่อเรา ต้องไม่เห็นเขาฆ่าสัตว์เพื่อเรา และขณะบริโภคต้องไม่สงสัยว่าเราเป็นต้นเหตุให้เขาฆ่าสัตว์ เพื่อนำเนื้อมาปรุงเป็นอาหารให้เรา

หากเป็นไปในลักษณะดังกล่าว บุคคลสามารถบริโภคได้โดยไม่ถือว่าเป็นปาณาติบาต

อนึ่ง หากบริโภคเนื้อสัตว์ แล้วทำให้เจ็บป่วย ต้องเว้นไม่บริโภคเนื้อสัตว์

การนำพาชีวิตไปสู่พระนิพพานนั้น ต้องใช้ปัญญาเห็นแจ้ง กำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์ ๑๐) ให้หมดไปได้แล้ว จิตวิญญาณจึงจะสามารถโคจรพ้นไปจากวัฏสงสารได้

(๒) ผู้ที่ยังมีจิตข้องอยู่กับสังคมหรือผู้อื่น ไม่สามารถพัฒนาจิตให้เข้าถึงภาวะนิพพานได้ สิ่งที่บอกเล่าไปเป็นมิจฉาสติสั่งสมอยู่ในดวงจิต ตรงกันข้าม หากเป็นสัมมาสติแล้ว ต้องเอาจิตไประลึกรู้อยู่กับอย่างใดอย่างหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ (รูป เวทนา จิต ธรรม) ว่าดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ เมื่อเห็นผัสสะเป็นอนัตตา ปัญญาเห็นแจ้งจึงจะเกิดขึ้น แล้วโอกาสที่จิตวิญญาณจะโคจรพ้นไปจากวัฏสงสาร ย่อมมีได้เป็นได้

สุดท้าย .... สาธุ
 

2559.
สวัสดีค่ะอาจารย์

หนูมีประเด็นตรงที่ว่าหนูเห็นว่าการมีครอบครัวนั้นเป็นทุกข์มาาาาาาาาาก   ไม่อยากมีสามี ไม่อยากมีลูก และจะดูแลพ่อแม่พี่น้องที่มีอยู่ให้ดีที่สุด   แต่แอบอธิษฐานไว้(เผื่อมีเจ้ากรรมนายเวรในรูปของสามีและลูก หลังจากที่เชื่อและศรัทธาเอาจริงว่าเจ้ากรรมนายเวรมีจริง)ว่า ถ้าชาตินี้จะมีคู่ครองขอให้เขาเป็นคนมีธรรม เป็นคู่บุญ และจะครองเรือนตามหลักธรรม เพื่อเกื้อหนุนกันไปพบนิพพานในที่สุด 

      จนปี ๕๓ ก็ได้พบและคบกับคู่คนปัจจุบันซึ่งเป็นชาวยิว ซึ่งเขาก็อยากมีครอบครัวที่มีพระเจ้า (หลักธรรม) นำทาง แต่ติดตรงที่หนูไม่ใช่ยิว เขาจึงไม่นับหนูเป็นภรรยาตามหลักศาสนายูดาย แต่ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันก็ได้เอาหลักธรรมของสองฝ่ายมาปรับใช้ ชวนกันทำบุญตามแนวทั้งสองศาสนา (ให้ทาน วิปัสสนา ฟังธรรม (วันอาทิตย์วัดอุโมง ค์ ) ตักบาตร เป็นอุปปัฏฐากแก่สงฆ์ คิดดี ทำดี ฯลฯ) รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อธรรมตามศาสนาอยู่เนืองๆ

        และตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็จะย้ำกับเขาตลอดว่าหนูปรารถนาให้เขามีครอบครัวยิวที่ดีนะ (รู้ตัวว่าไม่ใช่หนูแน่นอน  ^^ เพราะลูกจะเป็นยิวได้ ต้องเกิดจากแม่ที่เป็นยิวเท่านั้นค่ะ) จนครั้งที่เขากลับไปประเทศบ้านเกิดปลายปี ๕๕ ดิฉันก็บอกเขาว่า "ไม่ต้องห่วงทางนี้ กลับไปคราวนี้ขอให้ได้เจอผู้หญิงยิวที่ดีและมีครอบครัวที่ดี และเดินในทางของพระเจ้านะ" เพราะหนูไม่ต้องการผูกเวรผูกกรรมกับเขา หากเขาอยากคบและสร้างครอบครัวกับผู้หญิงยิวขึ้นมา   จนวันหนึ่งเขาก็บอกว่ากำลังคบกับผู้หญิงยิวคนหนึ่ง

                จากนั้นดิฉันก็ฝึกปฏิบัติวิปัสสนา ฟังธรรม มากขึ้นกวาปกติ (พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ^^ เพื่อดูแลใจตัวเอง และแผ่เมตตาให้ตัวเอง และเขาทั้งคู่) แต่ผู้หญิงก็ท้องขึ้นมาและขอเลิกกับเขา เขาจึงกลับมาเมืองไทย เพื่อวางแนวที่จะสร้างครอบครัวกับหนู และตอนนี้เขากำลังอยู่ที่บ้านเกิดเพื่อจะจัดการทุกอย่างให้จบลง(ด้วยดี) และกลับมาสร้างครอบครัวที่เมืองไทย   จึงใคร่เรียนถามว่า

          ๑ เพราะเหตุใดความปรารถนาของหนูในเรื่องมีคู่ชีวิตที่ดี จึงมีอุปสรรคคะ (หนูคบกับเขา แต่เขาก็ได้คบผู้หญิงอื่น)

          ๒ เป็นไปได้หรือไม่ อย่างไรคะ ที่เขาได้มีโอกาสเจอกับผู้หญิงอีกคนนั้นเพราะมาจากแรงปรารถนาของหนู

          ๓ เพราะเหตุใดความปรารถนาของหนูในเรื่องให้เขามีคู่ชีวิตที่ดี จึงมีอุปสรรคคะ (เขาเลิกกัน)

          ๔ ถ้าหนูจะอธิษฐานอย่างให้มีกิเลสน้อยที่สุด ในเรื่องที่จะสร้างครอบครัวกับเขาต้องทำอย่างไรคะ และมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องกับการนี้บ้างที่จะทำให้ถึงพร้อม

          ๕ หลังจากที่ห่างกันไปอีกครั้งในรอบนี้ บางครั้งก็รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีครอบครัวนะ เดินบนทางของเราไป(นิพพาน) ที่ผ่านมาทำดีที่สุดกับทั้งตัวเองและทั้งสองคนแล้ว   แล้วปล่อยทุกอย่างไปตามวิบากของใครของคนนั้น แผ่เมตตาอโหสิกรรมให้กันไป....นี่หมายถึงว่าชาติก่อนๆหนูปรารถนาว่าขอนิพพานและขอให้มีอุปสรรคน้อยลง ซึ่งมีกำลังแรงกว่าความปรารถนาที่จะมีครอบครัวรึเปล่าคะ

          ๖ การแผ่เมตตาให้ผู้อื่นทั้งๆที่ตัวเองยังอ่อนแอทางใจอยู่นี่ เหมาะสมหรือไม่อย่างไรคะ และควรทำอย่างไรให้เหมาะสม

          ๗ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่่ทำให้เราสามคนต้องมาพัวพันกันอย่างไรดีคะ ให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน แบบเจ้ากรรมนายเวรไม่ผูกใจเจ็บทุกคน

          ๘ ตอนนี้ต้องมาเฝ้าพี่ชายในโรงพยาบาลที่กวางโจว รู้ตัวว่ามีความกังวลเรื่องพี่ชาย เรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการสร้างครอบครัวฯลฯ จึงตั้งใจว่าพอมีเวลาว่างจะบังคับให้ตัวเองวิปัสสนา แบบว่ามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง แนวยุบ พอง สามหนต่อวัน หนละชั่วโมง แต่ไม่ได้เดินจงกรม อาศัยรู้หนอในกิริยาและความรู้สึกให้ได้มากที่สุด   จนรู้สึกตึงเปรี้ยะขึ้นมาในวันที่สี่ เครียด อึดอัดจนร้องไห้ พอวันที่ห้าขอเลิกทุกอย่าง แล้วมีสติกับกิริยาและความรู้สึกให้บ่อย สวดมนต์แล้วแผ่เมตตา และอธิษฐานเรื่องการสร้างครอบครัว

          - หนูต้องปรับการปฏิบัติธรรมอย่างไรในสถานการณ์นี้คะ

            รู้ตัวว่ายังมีกิเลสค่ะ "อยาก"มีเพื่อนเดินไปพบนิพพาน เลยรบกวนถามอาจารย์ให้ช่วยชี้ทางให้ผู้ที่ยัง"อยาก"ครองเรื่อน เพราะรู้สึกว่าพอมีคู่แล้วมีแรงเดินไปนิพพานมากขึ้น เหมือนมีสังฆะอยู่ใกล้ตลอดเวลาหน่ะค่ะ  

                                            ขอขอบพระคุณค่ะที่สละเวลามาตอบจดหมายของหนูผู้มีกิเลสแต่แอบใฝ่ดี สาธุค่ะ

คำตอบ
(๑) ผู้มีความเป็นสัพพัญญูตรัสว่า คู่ครองที่อยู่ด้วยกันและมีความสุข ต้องมีธรรมะสี่ข้อใกล้เคียงกัน คือ

- สมสัทธา

- สมสีลา

- สมจาคา

- สมปัญญา

ฉะนั้น จงนำชีวิตด้วยสติปัญญา และเป็นผู้ที่ไม่แพ้ใจตัวเอง ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้

(๒) และ (๓) ไม่ใช่แรงปรารถนาของผู้ถามปัญหา แต่เป็นแรงใจของเขาที่มีกำลังของสติอ่อน จึงไม่สามารถต้านกิเลสมารได้

(๔) อิสรภาพของชีวิต มีความสุขมากกว่า ความสุขที่เกิดจากกิเลสกาม หากผู้ถามปัญหาไม่แพ้ใจตนเอง ประพฤติตามข้อ (๑) ได้แล้ว ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้น

(๕) ผู้ใดชนะใจตนเองได้ ผู้นั้นจึงจะมีความสุข

(๖) การให้อภัยเป็นทาน ย่อมเกิดผลเป็นความสงบและเย็น และยังถูกเก็บสั่งสมอยู่ในดวงจิตเป็นเมตตาบารมี

คนที่มีเมตตาจะไม่เกิดโทสะ ปฏิบัติสมถกรรมฐาน แล้วยังมีโอกาสไปเกิดเป็นพระพรหมได้

(๗) ทุกครั้งที่บุคคลพัฒนาจิต (ปฏิบัติธรรม) ย่อมเกิดอานิสงส์เป็นบุญใหญ่ สามารถไปเกิดเป็นพรหม หรือเปลี่ยนสภาวธรรมในดวงจิตเป็นอริยบุคคลได้ ฉะนั้น พึงมีสติและอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง อุปสรรคและปัญหาของชีวิตย่อมลดน้อยลง และหมดไปได้ในที่สุด

(๘) ผู้ถามปัญหาควรแสวงหาที่เหมาะสม (สัปปายะ) แล้วปฏิบัติธรรมกับครูสอนกรรมฐานที่เข้าถึงธรรม โดยมีสัจจะ มีขันติ มีความเพียรเป็นแรงสนับสนุน และชีวิตอิสระจึงจะเกิดขึ้นได้

อนึ่ง ผู้ที่มีจิตเป็นทาสของกาม (อยากครองเรือน) ไม่สามารถพัฒนาจิตให้เข้าถึงสภาวะนิพพานได้ครับ
 

2558.
กราบเรียนถามท่านอ.ดร.สนอง

หนูเป็นคนที่ชอบโดนเซลหลอกขายของที่มีตำหนิให้ค่ะ เคยซื้อกล้องก็โดนเซลหลอกเอากล้องมีปัญหามาให้ หนูก็มาตรวจเจอตอนหลังก็ช้ำใจค่ะ ครั้งล่าสุดนี้หนูซื้อมอเตอไซด์ เซลบอกว่าเป็นรถใหม่ แต่พอซื้อแล้ว ถึงเพิ่งมารู้ว่าเป็นรถเก่า หนูเห็นเอกสารภายหลังว่าจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2555 ทั้งๆที่หนูก็ซื้อกับบริษัทที่เชื่อถือได้แต่ก็มาเจอเซลที่ทำงานในบริษัทนั้นๆแบบนี้ตลอดๆเลยค่ะ เซลอ้างว่าตัวแทนจำหน่ายมอเตอไซค์ยี่ห้อนั้นไม่ได้บอกเขา อยากกราบเรียนถามท่านอจ.ดังนี้ค่ะ

1 เวลาหนูเจอกรณีแบบนี้ หนูควรแจ้งร้องเรียนกับฝ่ายบริการหลังการขาย เพื่อให้เขาทราบพฤติกรรมของเซลคนนั้นๆไหมคะ เขาจะได้ไม่ประพฤติเช่นนี้กับลูกค้าคนอื่นอีกต่อไป หรือว่าหนูควรคิดว่ามันเป็นกรรมของหนู ที่ชาติก่อนอาจเคยทำมาค้าขายแล้วหลอกลวงลูกค้าไว้มากมาย ควรวางอุเบกขา คิดว่าชดใช้กรรมไป ไม่ต้องทำอะไร   โปรดชี้แนะด้วยค่ะ

2 หนูอยากได้เงินคืนบางส่วน เพราะเขาแจ้งว่าเป็นรถใหม่ แต่นี่ปรากฏว่าเป็นรถเก่า 2 ปีแล้ว หนูเห็นราคาที่ประกาศขายในท้องตลาดจะลดลงประมาณ 40-50% หนูควรจะเจรจากับเขา เพื่อขอเงินคืนบางส่วนไหมคะ หรือคิดว่าชดใช้กรรมแล้วปล่อยไป โปรดชี้แนะด้วยค่ะ

3 การที่หนูซื้อของที่ราคาแพงๆ แล้วเจอแบบนี้บ่อยๆ หนูจะทำบุญอะไรที่จะแก้ไขได้บ้างคะ ที่ต่อไปจะไม่ต้องเจออีกค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอ.อย่างสูงค่ะ

คำตอบ
ข้อ (๑) และ (๒) เรื่องที่บอกเล่าไปแก้ปัญหาได้สองทาง

ก. หากจะชดใช้หนี้เวรกรรมให้หมดไปชั่วคราว ต้องให้อภัยเป็นทาน และต้องยุติการซื้อสิ่งของ จากร้านหรือบริษัทดังกล่าวอีกต่อไป

ข. หากผู้ถามปัญหาประสงค์จะผูกเวรต่อเนื่อง ต้องร้องเรียนผู้มีอำนาจเหนือกว่า ให้เขาจัดการให้
 

2557.
รบกวนเรียนสอบถามดังนี้ครับ
 
1. ถ้าเรานับถือเจ้าแม่กวนอิม จำเป็นไหมที่ต้องไม่ทานเนื้อ จำพวก เนื้อโค หรือเนื้อ กระบือ
2. สัญญาณใดที่แสดงให้เรารู้ว่าบุญได้ส่งผลแล้ว
3. เราควรอธิษฐานอย่างไรเมื่อต้องออกจากบ้านเดินทางไปที่ต่าง ๆ
4. เมื่อไม่นานมานี้กระผมได้ให้เงินบิดา ( 500 บาท) และบิดาข้าพเจ้าดีใจมาก โดยแสดงออกถึงความดีใจอย่างมาก และกระผม ก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นอย่างมากเช่นกัน กรณีเช่นนี้ได้บุญหรือไม่ครับ เมื่อเงินที่ให้เพียงเล็กน้อย
5. ถ้าเรารู้ว่าการที่เราให้เงินบิดา-มารดาไป แล้วท่านนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี เราจะไม่ให้ได้หรือไม่ครับ

สุดท้ายนี้ ถ้ากระผมได้ล่วงเกินอาจารย์ทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เจตนาก็ดี มิได้เจตนาก็ดี กราบขออภัยและขออโหสิกรรมด้วยครับ

ธนภัทร

คำตอบ
(๑) จำเป็นครับ

(๒) เมื่อบุญได้ส่งผลแล้ว ความสุขกายสุขใจย่อมเกิดขึ้น

(๓) คำว่า "อธิษฐาน" หมายถึง การตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม บุคคลสามารถบรรลุคำอธิษฐานได้ต่อเมื่อ ต้องมีศีลคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น และยิ่งมีสัจจะด้วยแล้ว คำอธิษฐานย่อมศักดิ์สิทธิ์

ก่อนเดินทางออกจากบ้าน ต้องมีสติคุมใจ พร้อมทั้งอธิษฐานให้เดินทางด้วยความสะดวก ราบรื่นและปลอดภัย ทั้งไปและกลับ

(๔) การให้ทรัพย์เป็นทานต่อบิดาผู้มีอุปการคุณ เมื่อให้แล้วย่อมเกิดบุญกับผู้ให้ และยิ่งบิดาอนุโมทนาการให้ทานของบุตร บุญย่อมเกิดเพิ่มมากขึ้น พระสารีบุตรเปลี่ยนความเห็นผิดของแม่ (นางสารี) จากปุถุชนมาเป็นอริยบุคคลโสดาบัน ถือเป็นการให้ทานสูงสุด

(๕) เมื่อรู้ว่าทรัพย์ที่บุตรให้แก่บิดามารดานั้น ถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นอกุศล แล้วบุตรยุติการให้ทรัพย์แก่พ่อแม่ ไม่ถือว่าเป็นบาป
  

2556.
สวัสดีท่านอาจารย์ที่เคารพ และกราบอนุโมทนากับอาจารย์ที่ชี้หนทางแห่งการพ้นทุกข์ให้กับที่เบื่อการเวียนว่ายตายเกิด.  

ตอนนี้อยากจะถามอาจารย์ว่า พอปฎิบัติแล้วยิ่งเบื่อในการเรียนบทเรียนชีวิตพอเห็นคนก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย   มีแต่ความโลภ  โกรธ.   หลงคิดว่าไฟสามกองนี้มันร้อนจึงหาวิธีที่จะดับไฟสามกองนี้ก็หันเข้ามาปฎิบัติ  พอปฎิบัติถามตัวเองอยู่เพื่ออะไรไปเพื่อไร สมัยก่อนไม่รู้จักตัวเองรูแต่เรื่องของคนอื่น ไม่เคยโทษตัวเองเลยโทษแต่คนอื่นแต่พอปฎิบัติจริงเราเดินทางผิด ทางที่พระพุธทเจ้าบอกว่าถ้าอยากพ้นทุกข์ให้ดูที่ตัวเองค้นหาตัวให้ได้ว่าตัวเรามีอะไร พอค้นหาก็มีแต่ธาตุและขันธ์หรือรูปกับนามไม่เห็นมีตัวเราเลย พอปฎิบัติก็เห็นการเกิดมันเป็นทุกข์  จึงหาหนทางดับการเกิดการแก่การตาย ไม่อยากกับมาเรียนบทเรียนอีกถึงมันจะยากแต่ถ้าเรามีความเพียรตอนที่ทำอยู่ คือทานศีลภาวนาครั้งนี้พิมพ์ครั้งแรกถ้าพิมพ์ผิดก็ขอโทษด้วยนะคะ

อยากให้อาจารย์ชี้แนะด้วยคะเพื่อเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ขอกราบอนุโมทนากับอาจารย์จะรอคำตอบ

คำตอบ
คนขาดสติ นิยมเอาเรื่องที่ไม่ดีของคนอื่นมาทับถมใจตัวเอง คนที่ใช้อารมณ์นำพาชีวิต ย่อมมีความโลภ ความโกรธ ความหลง สั่งสมอยู่ในจิต หากตายลงในวันใด กิเลสใหญ่ทั้งสามนั้นมีพลังผลักดันจิตวิญญาณ ไปสู่ภูมิที่ปราศจากความเจริญ (อบายภูมิ) ตรงกันข้าม บุคคลที่ใช้สติสัมปชัญญะ ส่องนำทางให้กับชีวิต ตายแล้วพลังของกุศลธรรม (บุญ) ย่อมผลักดันจิตวิญญาณสู่สุคติภพ ดังนั้นการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และใช้สติสัมปชัญญะ ส่องนำทางให้กับชีวิต ต้องทำงานภายนอกที่ดีให้กับสังคมส่วนรวม และยังต้องทำงานภายในให้กับตัวเอง เพื่อสั่งสมบุญเดินทางไปสู่ปรโลกที่เป็นสุคติภพ

ผู้ที่ใช้สติสัมปชัญญะส่องนำทางชีวิต ย่อมรู้ว่า ชีวิตเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตน จึงต้องเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเอง ตลอด ๔๕ พรรษาที่พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญูออกเผยแพร่ธรรม พระพุทธองค์มิได้เข้าไปก้าวล่วงในชีวิตของคนอื่น แต่พระองค์เป็นได้เพียงผู้ชี้ทางสู่คติและสู่ทุคติ ให้พุทธศาสนิกเลือกประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้ถามปัญหาจะนำพาชีวิตไปทางไหน ต้องเลือกด้วยตัวเองครับ
 

2555.
กราบสวัสดีค่ะ

1. จะถามเรื่องพ่อค่ะ  เวลาว่างๆ ของพ่อ   พ่อชอบไปตกปลา ตกกุ้ง ค่ะ ทำอย่างไรจะให้พ่อเลิกตกปลา ตกกุ้งค่ะ เพราะตอนเช้าท่านก็ทำงาน ช่วงหลังเที่ยงเป็นต้นไปก็ว่าง  เป็นแบบนี้ทุกวันค่ะ    เลยเป็นข้ออ้างของพ่อค่ะว่าว่างไม่มีอะไรทำ   ตกได้ปลาได้กุ้งมาก็นำมาทำอาหารทานค่ะ (ทั้งๆ ที่ สามารถหาซื้อทานเองได้ค่ะ)    เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม พ่อก็คงเลิกไปเองน่ะค่ะ แค่ต้องการทราบว่ามีทางไหนช่วยให้ท่านเลิกได้เร็วขึ้นค่ะ  เมื่อก่อนเคยบอกพ่อไปหลายครั้งแล้วค่ะ ว่าสงสารปลา กุ้ง แต่ปัจจุบันก็แค่รู้เฉยๆ ค่ะ ว่าพ่อ ไปตกปลา ตกกุ้ง ถ้าเห็นกุ้ง ปลา ที่พ่อตกมา ที่ยังไม่ตาย ก็เคยนำไปปล่อยกลับลงสู่คลองหลายครั้งแล้วค่ะ ถ้าพ่อโกรธหรือด่าเราที่นำปลา กุ้ง ของท่านไปปล่อย (บาปไหมค่ะ)  

2. เวลานั่งสมาธิ เมื่อต้องอุทิศบุญ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเราก่อนทุกครั้ง แล้วจำเป็นต้องอุทิศให้เทวดาประจำตัวไหมค่ะและต้องการทราบว่า บุคคลอื่นๆ (ภูตผีปีสาททั้งหลาย เทพบุตรเทพธิดาทุกๆ พระองค์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย) ต้องอุทิศทุกครั้งหลังจากที่นั่งสมาธิหรือทำบุญอะไรก็ตาม หลังจากที่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรแล้วใช่มั้ยค่ะ จำเป็นต้องเน้นให้เจ้ากรรมนายเวรเราก่อนและอุทิศบ่อยๆ  ส่วนบุคคลอื่น ควรอุทิศตอนไหนบ้างค่ะ จำเป็นต้องอุทิศทุกวันไหมค่ะ(บุคคลอื่นๆ)   ช่วยอธิบายด้วยค่ะ  

           ขอแสดงความเคารพอย่างสูงค่ะ  

คำตอบ
(๑) วิธีแก้ปัญหาที่บอกเล่าไป ลูกต้องนำพ่อเข้าวัดและสนทนากับพระสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมบ่อยๆ แล้วผู้เป็นพ่อก็จะเลิกตกกุ้งตกปลาไปเอง

การขัดใจแล้วทำให้ผู้อื่นบันดาลโทสะ (โกรธ) ผู้เป็นต้นเหตุขัดใจได้รับผลบาปครับ

(๒) การบำเพ็ญจิตตภาวนา เป็นบุญใหญ่สุด เพราะสามารถนำพาชีวิตไปสู่พระนิพพานได้ ด้วยเหตุนี้ผู้รู้จึงนิยมทำตัวเป็นผู้ให้สิ่งดีงาม (อุทิศบุญ) แก่สรรพสัตว์ เพราะให้สิ่งดีงามแก่ผู้อื่น ย่อมได้รับความเป็นเพื่อนตอบกลับคืนมา ผู้รู้จริงนิยมอุทิศบุญทุกครั้งที่นึกได้ หรืออุทิศบุญก่อนนอนทุกวัน ส่วนการอุทิศบุญให้กับสัตว์ (รูปนาม) ใดนั้น ขึ้นอยู่กับการระลึกได้ของผู้อุทิศ
 

2554.
กราบเรียนท่านอ.ดร.สนอง วรอุไรครับ

- ครั้งหนึ่งผมมีกิจกรรมที่ต้องไปค้างคืนนอกสถานที่ ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้จุดธูปเพื่อบอกกล่าวเจ้าที่และ เทวดาที่อารักขา ณ บริเวณนั้น ว่าจะมีกิจกรรมเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น และผมมีจุดประสงค์ที่จะสวดมนต์บทธารณปริตร ให้เหล่าเทวดาที่อารักขาอยู่ได้ฟังด้วย แต่ในขณะที่ผมสวดอยู่ ผมมีอาการร่างกายและเสียงสั่นเองไปโดยอัตโนมัติ โดยจิตภายในก็รู้อยู่ ว่าตัวเองกำลังสั่น แต่ก็ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ จึงอยากเรียนถามว่า อาการเช่นนี้ เกิดจากอะไร ทำไมอาการแบบนี้จึงเกิดขึ้นและ มีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ
- เหตุการณ์ต่อมา คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามไร้สาระสักหน่อยครับ ในช่วงกลางคืน มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น เช่น โปรเจคเตอร์เปิดได้เอง จอเลื่อนลง-ขึ้นเอง เป็นต้น เหตุการณ์เช่นนี้ผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากความผิดพลาดของอุปกรณ์เอง หรือจากสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ถ้าเกิดจากสิ่งเหล่านี้จริง ผมอยากทราบว่า เกิดจากอะไร และเขาเหล่านั้นต้องการอะไรหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้ ผมได้กรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้ไปแล้วครับ

ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตาครับ

คำตอบ
ร่างกายสั่น เสียงสั่น เหตุเป็นเพราะ จิตมิได้จดจ่อ (ขาดสติ) อยู่กับคำที่ใช้ในบทสวดมนต์ แก้ไขโดยการสวดมนต์ด้วยใจจดจ่อ แล้วจะทำให้การสวดมนต์ช้าลง และต้องสวดไม่ผิดไปจากอักขระของบทมนต์

ตอนท้ายที่ถามไป เหตุเป็นเพราะ ผู้ถามปัญหามิได้เอาจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ ตรงกันข้าม เอาจิตไปจดจ่ออยู่กับการเปิด การเลื่อนจอภาพขึ้น-ลงของคอมพิวเตอร์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงเกิดเป็นจินตนาการของจิตไปต่างๆนาน .... ผิดทางครับ
 

2553.
สงสัยเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ

ดิฉันขอรบกวนท่านช่วยตอบข้อสงสัย เนื่องจากมีปัญหาในการทำสมาธิค่ะ ดิฉันนั่งสมาธิเจริญภาวนาเป็นประจำทุกวัน   โดยเดินจงกรม 30 นาที   แล้วนั่งสมาธิ 30 นาที   จนวันหนึ่งเหมือนกับตัวเองมองดูตัวเองทุกอากัปกิริยา ตั้งแต่เดินจงกรม นั่งสมาธิ เหมือนกับคนที่เดิน-นั่งอยู่นั้นไม่ใช่ตัวเอง และมีอยู่ชั่วหนึ่ง รู้สึกสัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ผุดออกมาจากรูขุมขนทุกรูขุมขน และมีอาการเช่นเดิมเป็นเวลาเกือบ   1 อาทิตย์ แล้วก็ไม่มีอาการเช่นนั้น   หลังจากนั้นมานั่งสมาธิแล้วแทบไม่รู้สึกอะไรเลย นิ่งมาก เหมือนนั่งเฉยๆ เหมือนไม่ได้อะไรเลย จะแก้ไขได้อย่างไร ขอขอบคุณค่ะ

ขอบคุณค่ะ
เสาวนีย์   หีตลำพูน

คำตอบ
ตามที่บอกเล่าไป ผู้ถามปัญหาดำเนินมาได้ถูกทางแล้ว แต่มีแก้ไขเล็กน้อยคือ ขณะจิตนิ่ง ไม่มีอารมณ์ใดๆเกิดขึ้น ต้องกำหนดว่า "นิ่งหนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆ จนกว่าความนิ่งจะหายไป แล้วเอาจิตมาสู่การบริกรรมเดิมที่ทำอยู่
 

2552.
กราบเรียนท่าน อ.ดร.สนอง วรอุไร
 
ผมสังเกตว่าตัวผมเองนั่งสมาธิใช้คำบริกรรมแล้วฟุ้งซ่านได้ง่ายกว่าไม่ใช้คำบริกรรมแต่ตามลมหายใจอย่างเดียว
ทั้งนี้มีความรู้สึกว่าเวลาใช้คำบริกรรม จิตไปอยู่กับคำบริกรรม ยุบหนอ พองหนอ หรือ พุท โธ มากกว่าเอาจิตไปอยู่ที่ท้อง หรือ ลมหายใจจริงๆ แล้วก็กลายเป็นว่า ในหัวท่องคำบริกรรมไป แต่ใจยังหลุดไปคิดเรื่องอื่น แต่พอลองไม่ใช้คำบริกรรมมาดูลมหายใจอย่างเดียวกลับรู้สึกว่าจิตเป็นสมาธิได้ง่ายกว่า เพราะโฟกัสจุดเดียวที่ลม ที่ท้องไปเลย ทั้งนี้ผมก้อเพิ่งเริ่มฝึก ไม่ได้ฝึกมานาน  ( คนละกรณีกับบริกรรมจนถึงจุดที่คำบริกรรมหายไปเอง)   ไม่ทราบว่าผมมาถูกทางหรือไม่ เพราะ ได้ยินว่าช่วงแรกคำบริกรรมจะช่วยดึงจิตไว้ได้ดีกว่าสำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่   ถ้าไม่บริกรรมจะฟุ้งซ่านได้ง่าย  ( แต่ผมตรงข้าม)  

อยากให้ท่านอาจารย์ให้คำแนะนำ ว่าควรฝึกแบบนี้ต่อไปหรือไม่ ถ้าควร โดยหลักผมต้องตามลมหายใจทั้งสาย หรือ ตามเฉพาะท้องยุบ ท้องพอง แล้วถ้าไปคิดเรื่องอื่น หรือ ปวด คัน ง่วง ต้องพิจารณา หรือกำหนด อย่างไร
ทั้งนี้ถ้าผมถูกจริตกับวิธีการนี้ จะไปศึกษา ปฏิบัติ ปรึกษาหรือสอบอารมณ์ได้กับท่านไหน ที่ไหนได้บ้าง เพราะโดยมากสำนักต่างๆจะสอนให้ใช้คำบริกรรม

ขอบพระคุณครับ

คำตอบ
วิธีการใดที่นำมาบริกรรมแล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย จงใช้วิธีการนั้น ตรงกันข้าม วิธีการใดนำมาใช้แล้วมีจิตฟุ้งซ่าน จงเลิกใช้วิธีการนั้น

ถามไปว่า : ดำเนินปฏิปทาถูกทางหรือไม่

ตอบมาว่า : ผิดทางครับ ผู้ที่ดำเนินปฏิปทาได้ถูกทางมีผลเป็นดังนี้

ก. เจริญสมถกรรมฐานแล้ว จิตต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ข. เจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จิตต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้ง

ถามไปว่า : ควรฝึกแบบนี้ต่อไปหรือไม่

ตอบมาว่า : วิธีการใดที่นำมาใช้พัฒนาจิตแล้ว ทำให้จิตตั้ง มั่นเป็นสมาธิ จงใช้วิธีการนั้น

ผู้ที่เข้าถึงมรรคผลแห่งธรรมได้ง่าย ต้องปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา คือต้องเอาศีลบริสุทธิ์คุมใจให้ได้ก่อน แล้วเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรม (๕-๖ ชั่วโมงต่อวัน) ทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
 

2551.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันมีความทุกข์ใจเนื่องจากสามีนอกใจมีหญิงอื่น เพื่อนแนะนำให้ฟังธรรม ก็ได้ search มาเจอการบรรยายธรรมะของท่่าน รู้สึกเลื่อมใสการเผยแพร่ธรรมของท่านอจ.มาก ก่อนหน้านี้ก็เคยอ่านหนังสือของท่านอจ.  

ดิฉันอยากเรียนถามท่านอจ.ว่าชีวิตครอบครัวจะแตกแยกหรือไม่   ดิฉันควรทำอย่างไรดี ลูกสาวก็ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ลูกสาวตอนนี้เรียนปริญญาตรีที่ london จบเดือนมิยนี้แล้วอยากจะเรียนฝังเข็ม ถ้าดิฉันตัดสินใจพลาด เกรงว่าจะกระทบอนาคตลูก ดิฉันอยู่ต่างประเทศค่ะ สามีก็เป็นคนต่างประเทศ

อยากขอความเมตตาจากท่านอจ.ช่วยแนะนำค่ะ

ขอแสดงความเคารพอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู ได้ตรัสในทำนองที่ว่า ผู้ใดปรารถนามีชีวิตคู่ที่ดีงาม ต้องทำเหตุสี่อย่างให้มีกำลังใกล้เคียงกัน

๑. มีความเชื่อพอๆกัน (สมสัทธา)

๒. มีศีลเสมอกัน (สมสีลา)

๓. มีการสละบริจาคพอๆกัน (สมจาคา)

๔. มีปัญญาใกล้เคียงกัน (สมปัญญา)

นอกจากนี้พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู ยังได้ตรัสในทำนองที่ว่า

๑. มนุษย์มีสมบัติ เป็นห่วงผูกขา

๒. มนุษย์มีสามี/ภรรยา เป็นห่วงผูกมือ

๓. มนุษย์มีบุตร/ธิดา เป็นห่วงผูกคอ

และพระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู ยังได้ตรัสไว้อีกว่า

"มนุษย์สมบัติ สวรรคสมบัติ พรหมสมบัติ เป็นสิ่งที่ครอบครองได้ชั่วคราว ตายแล้วต้องทิ้งไว้ให้ ไร้เจ้าของ (กำพร้า) แต่นิพพานสมบัติ (วิมุตติสุข) เป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน สามารถครอบครองได้ตลอดไป"

ดังนั้นผู้ถามปัญหาพึงเลือเอาเองตามสติปัญญาเกิด

เส้นทางชีวิตของลูกจะดำเนินไปอย่างไร ผู้รู้จริงแท้ไม่เข้าไปก้าวล่วง บุคคลมีชีวิตเป็นของตนเอง จึงต้องเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเอง
 

2550.
กราบอ.ดร.สนอง วรอุไร

หนูปฎิบัติธรรมมาพักหนึ่ง   เข้าคอรส์ปฎิบัติมีพระอาจารย์แนะนำตลอดและคิดว่าตนเองปฎิบัติไม่ผิดทางแน่นอน
พระอาจารย์ว่าปฎิบัติในชีวิตจริงมันยาก และถ้าไม่เปลี่ยนเราจะแย่กว่าเดิม ซึ่งตอนนี้หนูมีปัญหามากๆ   แบบว่าทุกข์มาก ทนไม่ไหวแล้ว หนูไม่อยากทำแล้ว   และมันไม่มีแรงทำด้วยค่ะ จิตมันลอยๆไปเลย แขนขามันไม่มีแรงเลย และหนูก็ไม่ได้บริกรรมด้วย จิต เหมือนมันก็ยังรู้ๆอยู่และที่แย่คือมันเจอวิบากตลอด ทุกข์มากป่วยกาย ป่วยใจ ทำอะไรผิดนิดผิดหน่อย กรรมมันเล่นแรงเลย

หนูไม่อยากอยู่อย่างนี้ แต่มันไม่ยอมให้หนูออกจากวงจรกิเลส กรรม วิบาก นี้เลย มันสิงหนูอยู่ทุกวันเลยทำอย่างไรดีค่ะ ? หนูดูอยู่รู้อยู่
ไม่ไหวแล้ว ไม่ได้หนี ขอออกมาพักก่อนได้ไหม ทำอย่างไรค่ะ ? ที่ว่าต้องมีกำลังพละ 5 ต้านทานมาร รู้อยู่ แต่ยังไม่อยากทำตอนนี้ แบบว่าออกมาพักก่อน เพราะยิ่งปฎิบัติยิ่งเจออะไรแรงๆ แรงขึ้นแรงขึ้น สติหนูน้อยนิดเอง มันรุมทีเดียวหนูทนไม่ไหวแล้วค่ะ   ขอทราบวิธีออก ออกไม่ได้ค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์ที่เมตตาตอบคำ ถามค่ะ

คำตอบ
การปฏิบัติธรรมคือการพัฒนาจิต หากปฏิบัติได้ถูกทางต้องได้รับผลดังนี้

ก. ปฏิบัติสมถกรรมฐาน แล้วจิตต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ข. ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แล้วจิตต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้ง

เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วได้รับผลเป็นอย่างอื่น แสดงว่าปฏิบัติไม่ถูกทาง

ผู้ใดไม่ยอมแพ้ใจตัวเอง พัฒนาจิตจนมีกำลังของพละ ๕ กล้าแข็งได้แล้ว มารทั้งห้า (ปัญจมาร) ไม่สามารถครอบงำจิตได้
 

2549.
กราบเรียนท่านอ.ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพ

หลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีอาการคิดไม่ดีเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด คือคิดไม่ดีต่อพระรัตนตรัย เลยพยายามหนีโดยบิดเบือนความคิดนั้น หรือคิดเพ้อฝันไปเรื่องอื่นเพื่อจะได้ไม่ว่างคิดสิ่งไม่ดีต่างๆ และได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน รู้สึกดีขึ้นมากค่ะ แต่ว่าไม่ไดปฏิบัติต่อเนื่อง อาการเก่าจึงกลับมาอีก ในบางครั้งจะมีคำหยาบคายผุดขึ้นมาด้วยค่ะ ในตอนนี้มักเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ รู้สึกว่าตัวเองคิดมากและกลัวบาปจนเกินไป ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเองสักเท่าไหร่ค่ะ ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีแก้ไขด้วยค่ะ

ขอขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
ดังที่พูดอยู่เสมอว่า ผู้ใดพัฒนาจิตให้มีสติคุมอยู่ทุกขณะตื่น ความดีงาม (คุณธรรม) ทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดตามมา ตามที่พระสารีบุตรได้กล่าวไว้ในทำนองที่ว่า "สติเป็นมารดาแห่งคุณธรรม" นั่นเอง

วิธีแก้ไข ต้องพัฒนาจิตของผู้ถามปัญหา ให้มีศีล ๕ และมีสติคุมอยู่ทุกขณะตื่น ด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์แล้วเสร็จต้องเจริญสติภาวนา ตามวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผู้มีศีล มีสัจจะ และมีความเพียร ย่อมแก้ไขปัญหาได้เป็นผลสำเร็จ
 

2548.
กราบเรียน ท่าน อ.ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพอย่างสูง

กระผมมีข้อสงสัยเรื่องหนึ่งมานานแล้วเกี่ยวกับครอบครัว ต้นตระกูลของกระผม กระผมขออนุญาตเล่ารายละเอียดย่อ ๆ นะครับ เท่าที่กระผมทราบก็คือ ต้นตระกูลเป็นพระยาคนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถมาก และได้เป็นครูสอนหนังสือให้กับเหล่าบรรดาผู้มีศักดิ์สูง (กระผมใช้คำหลีกเลี่ยง) แต่ด้วยความที่เป็นคนโมโหร้าย ดุร้าย จึงได้ทำร้ายลูกศิษย์จนเสียชีวิต ซึ่งหลังจากนั้นพ่อแม่พี่น้องของเขาก็สาปแช่งให้วิบัติ 7 ชั่วโคตร ซึ่งภายหลังมาจนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครในตระกูลนี้ก็ไม่มีใครเจริญงอกงาม แม้กระทั่งตัวกระผมเอง เรื่องดังกล่าวนี้กระผมเองไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ก็คิดว่าบุญและกรรมของเราเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดสิ่งที่เป็นอยู่ และสิ่งที่จะเกิดต่อไปภายภาคหน้า กระผมอยากเรียนสอบถาม อ.สนอง ดังนี้ครับ

     1. พ่อแม่พี่น้องของเขาสาปแช่งจะมีผลตามที่เขาเจตนาได้หรือไม่

     2. ถ้าเป็นจริงเราจะแก้ไขสิ่งที่เราไม่ได้เป็นคนก่อได้ไหมครับ

     3. จากที่เคยเรียนสอบถาม อ.สนอง ในคำถามที่ 2539 ขอสอบถามเพิ่มเติมอีกประเด็นเดียวครับ คือ เมื่อเราสร้างกระท่อมที่อยู่บนพื้นที่ของกรมทางหลวงไปแล้ว แต่ขณะนี้ไม่ได้ใช้แล้ว เพราะได้ปฏิบัติตามที่ อ.สนองได้แนะนำ เราต้องรื้อกระท่อมด้วยหรือไม่ครับ

สุดท้ายนี้ ถ้ากระผมได้ล่วงเกินอาจารย์ทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เจตนาก็ดี มิได้เจตนาก็ดี กราบขออภัยและขออโหสิกรรมด้วยครับ

ธนภัทร

คำตอบ
ความคิดเห็นของผู้ถามปัญหาที่ว่า "บุญและกรรมของพวกเราเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนด" ความคิดเห็นเช่นนี้ ถูกตรงตามธรรมครับ

(๑) หากผู้ถูกสาปแช่ง มีศีลและมีสติคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น คำสาปแช่งไม่สามารถทำให้บุคคลผู้มีคุณธรรมดังกล่าววิบัติได้ และหากเมื่อใดผู้ถูกสาปแช่งพัฒนาจิตจนเป็นอริยบุคคลได้ ความวิบัติย่อมเกิดขึ้นกับผู้กล่าววาจาสาปแช่ง

(๒) คำว่า "ถ้า" ไม่มีในพุทธศาสนา แต่มีคำว่า "เหตุ" และ "ผล" เท่านั้น

(๓) ผู้ใดรู้ว่าไม่ดีแล้วเลิกประพฤติ (รื้อทิ้ง) ถือว่าเป็นคนมีจิตสำนึกที่ดี (คนดี)
 

2547.
กราบเรียนอาจารย์สนองที่เคารพอย่างสูง

กระผมอยากทราบว่าการที่เราเป็นโรคผิวหนังคันตามตัวมาก เกิดจากเจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่าครับ
แล้วจะมีวิธีแก้ไขให้ทุเลาเบาบางได้อย่างไรครับ หรือจะทำบุญอย่างไรครับ

สุดท้ายนี้ขอให้อาจารย์มีความสุขยิ่งๆขึ้นไป ครับ

คำตอบ
ในเรื่องที่บอกเล่าไป (คันตามตัว) เป็นอกุศลวิบาก เหตุเกิดจากผู้ถามปัญหาเคยประพฤติกรรมไม่ดีไว้ก่อน เมื่อกรรมไม่ดีให้ผล อกุศลวิบากจึงได้เกิดขึ้นตามกฎแห่งกรรม

ในครั้งพุทธกาล โกกาลิกภิกขุ ได้กล่าววาจาปรามาส (ดูถูก) พระอัครสาวกทั้งสอง พระพุทธเจ้าทรงห้ามก็ไม่ยอมหยุดมิจฉาวาจาเช่นนั้น ผลจึงได้เกิดพุพองตามผิวหนัง แล้วแตกเป็นน้ำหนอง (เลือดเสีย สีขาวข้น) ต้องนั่งบนใบตองอยู่ที่หน้าวัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แต่หนี้เวรกรรมยังใช้ไม่หมด จึงต้องลงไปเกิดอยู่ในปทุมนรก (อเวจี)

หากผู้ถามปัญหาประสงค์หนีอาการคันและพุพองได้ชั่วคราว ต้องหนีไปเกิดเป็นชาวฟ้าชาวสวรรค์ ด้วยการพัฒนาตนให้มีศีลคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น และบำเพ็ญทานอยู่เสมอตลอดชีวิต ก็สามารถหนีไปเกิดเป็นเทวดา และหากพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนจิตตั้งมั่นเป็นฌาน ตายแล้วพลังของฌานย่อมมีโอกาสผลักดันจิตวิญญาณไปสู่พรหมโลก ทั้งเทวดาและพรหมเป็นสัตว์ (รูปกาย) ทิพย์ ไม่มีโรคดังกล่าว

หากผู้ถามปัญหาประสงค์หนีจากอาการคันและพุพองได้อย่างถาวร ต้องพัฒนาจนให้ปิดอบายภูมิได้ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาที่พัฒนาได้ ไปดังอย่างน้อยสังโยชน์ ๓ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) ให้หมดไปจากใจ หากจิตวิญญาณโคจรมาเป็นเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นโรคดังกล่าวเพราะมีจริยธรรมคุ้มรักษา หากโคจรไปเกิดเป็นรูปกายทิพย์ (เทวดาหรือพรหม) จะไม่มีอาการคันและพุพองเกิดขึ้น ตาย-เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ จิตวิญญาณจึงจะโคจรพ้นไปจากวัฏสงสารได้
 

2546.
กราบเรียนถามท่านอาจารย์

ผมมักชักชวนเพื่อนๆให้ทำบุญ และมักจะสำรองเงินล่วงหน้าไปก่อน โดยเพื่อนๆจะเอาเงินมาให้ทีหลัง
อยากถามว่า เงิน( ตัวแบงค์ และเหรียญ) ที่เพื่อนเอามาให้ผมในภายหลัง ที่เขาได้ตั้งใจทำบุญและอธิษฐานไว้
ผมสามารถนำมาใช้โดยชอบธรรมเลยใช่หรือไม่ มีข้อควรระวังอะไรบ้างหรือเปล่าครับ
จริงๆถ้าคิดดูมันก้อคือเงินผมแล้ว เพราะผมสำรองของตัวเองออกไปก่อนเพื่อทำบุญตามที่เพื่อนตั้งใจ
แต่ก็อยากถามเพื่อความมั่นใจ และสบายใจครับ

อีกข้อคือ สมมติผมตั้งใจทำบุญยี่สิบบาท แต่มีแต่แบงค์ร้อย ผมสามารถใส่แบงคร้อยในพานทำบุญ
และหยิบเงินทอน แปดสิบบาท จากพาน ที่คนอื่นได้ใส่ทำบุญไว้ก่อนแล้ว ได้หรือไม่ครับ จะบาป หรือถือเป็นเงินทำบุญแล้วหรือไม่ครับ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

คำตอบ
บุญเกิดทุกครั้งที่มีเจตนา แล้วประพฤติตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ผู้ที่บอกล่วงหน้าว่าจะทำบุญ โดยมีผู้อื่นออกให้ก่อน เมื่อมีโอกาสเปิดให้และผู้บอกบุญได้ประพฤติถูกตรงตามนั้น ผู้บอกบุญและผู้ทำบุญย่อมได้รับผล (อานิสงส์) แห่งบุญนั้น ในวันเวลาที่ได้กระทำเสร็จลงแล้ว

มีเจตนาทำบุญ ๒๐ บาท โดยเอาแบงก์ ๑๐๐ ใส่ลงในพานที่เปิดวางไว้ให้ทำบุญ แล้วหยิบเงินทอนกลับคืนมา ๘๐ บาท เป็นเจตนาที่ประพฤติถูกตรง ถือว่าเป็นบุญ ตรงกันข้าม หากมีเจตนาหยิบเงินทอนกลับคืนมามากกว่า ถือว่าเป็นบาป หากลืมจำนวนที่มีเจตนา แล้วหยิบเงินทอนกลับมาน้อยกว่า ถือว่าได้ทั้งบุญและได้ทั้งบาป หากลืมเจตนา แล้วหยิบเงินทอนมามากกว่า ได้บาปมาก ได้บุญน้อย
 

2545.
กราบเรียนอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพ ค่ะ
 
    ดิฉันอายุ   33   ปียังไม่แต่งงาน ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดิฉันทีชีวิตที่ล้มเหลว ทำอะไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จ   ชีวิติมีอุปสรรคตลอด เรียนไม่จบทั้ง ๆ ทีก่อนหน้านี้มีความมุ่งมั่นในชีวิต , การงานก็ไม่สำเร็จ เปลียนงานบ่อย เข้างานที่ไหนก็เจอแต่เพื่อนร่วมงานแย่ๆ   หัวหน้างานไม่ดี , ถูกใส่ร้ายป้ายสี , ถูกเข้าใจผิดตลอด ไม้รู้ว่าเป็นกรรมอะไรค่ะ ทำงานไม่มีความสุขเลย   กับครอบครัวก็ทะเลาะกับแม่ตลอดถูกแม่ด่าประจานชาวบ้านตลอด เขาเป็นคนที่โทสะรุนแรง ควบคุมความโกรธไม่ได้ จนบางครั้งรู้สึกเกลียดในความเป็นแม่ตัวเอง เขาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล , บางครั้งรู้สึกเกลียดชีวิตตัวเอง , อยากตาย , ไม่มีแรงใจในการดำเนินชีวิต   ปัจจุบันดิฉันต้องไปพบจิตแพทย์   หมอบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง หมอจ่ายยาให้ 2 ชนิดค่ะ คือยาลดความวิตกกังวลและยาลดอาการซึมเศรัา   ดิฉันปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปี 2549 แต่จิตไม่สงบเลย ไม่ก้าวหน้า ตอนที่ปฏิบัติธรรมใหม่ๆ บางครั้งรู้สีกกลัวตัวเองจะเป็นบ้าควบคุมสติตัวเองไม่ได้ แต่พอเปลียนแนวกรรมฐานมาที่ยุบหนอพองหนอเห็นสติตัวเองมากขึ้น รู้วิธีกำหนดจิต   ปัจจุบันอาการดังกล่าวหายไปค่ะ   แต่การปฏิบัติธรรมก็ยังไม่ก้าวหน้า จิตไม่ค่อยสงบ    ดิฉันมีคำถามจะถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ
 
     1. ในบางครั้งรู้สึกจิตตกมาก , จิตใจอ่อนแอ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ รู้สึกทุกข์กับการอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายเหมือนชีวิตอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ เกิดจากกรรมอะไรค่ะ ดิฉันต้องแก้อย่างไรถึงจะหาย ถึงจะมีจิตใจที่เข้มแข็ง ต้องฝึกจิตอย่างไรบ้างค่ะ
 
    2. โรคซึมเศร้าที่ดิฉันเป็นอยู่ มีโอกาสหายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาหรือไม่ค่ะ ถ้าดิฉันฝึกกรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4

    3. การฝึกสมาธิตากหลักสติปัฏฐาน 4 นั้นจะช่วยสามารถปรับสารเคมีในสมองเราได้จริงหรือเปล่า (เคยอ่านเจอในหนังสือค่ะ) กรณีคนที่เป็นโรคซึมเศร้าค่ะ

    4. การที่ดิฉันถูกคนอื่นเข้าใจผิดในการคิด พูด ทำ เกิดจากกรรมอะไรค่ะ มีวิธีแก้อย่างไรถึงจะไม่เจอเหตุการณ์เหล่านี้อีกค่ะ

    5. ดิฉันอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากมีบ้านมีรถเป็นของตนเอง ปัจจุบันอยู่อพาร์ทเม้นท์ รู้สึกเบื่อมากเพราะอยู่มาตั้งแต่อายุ 16 ปี   สิ่งเหล่านี้เราสามารถอฐิษฐานได้หรือเปล่า จะผิดบาปหรือเปล่า ถ้าได้   ทำอย่างไรถึงจะอฐิษฐานได้สำร็จค่ะ
  
     6. ดิฉันรู้สึกว่าจิตใจตัวเองปลี่ยนไป หงุดหงิดง่าย โกรธเร็วขึ้น   พอเจอสิ่งที่ไม่ได้ดังใจที่เราปรารถนา ก็รู้สึกหงุุดหงิดอารมณ์เสียง่าย มีอาการอยากด่าสิ่งรอบข้างขึ้นมาทันที   แต่ก่อนไม่เป็นแบบนี้ค่ะ   มีวิธีแก้อารมณ์และจิตใจตัวเองอย่างไรบ้างค่ะ  
 
        สุดท้ายนี้ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ค่ะ
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงปกป้องคุ้มครองอาจารย์ค่ะให้พบเจอแต่ความสุขในชีวิตค่ะ

คำตอบ
อุปสรรคเป็นมารเข้ามาขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุความดี หากบุคคลพัฒนาจิตให้มีสติและมีปัญญาเห็นถูกตามธรรม (สติสัมปชัญญะ) แล้วใช้ส่องนำทางให้กับชีวิต ย่อมนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่ดีที่ตนปรารถนาได้ ทั้งนี้ต้องมีความอดทนและมีความเพียรเป็นกำลังสนับสนุน

ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมมองคนไม่ดีเป็นครูสอนใจ ว่าเราจะไม่ประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่ดีเหมือนเขา ในทางตรงกันข้าม จงมองคนที่มีความประพฤติดีเป็นครูสอนใจ ว่าเราจะประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะดีเหมือนเขา

อนึ่ง การปฏิบัติธรรม ต้องประพฤติตนให้ตรงตามธรรม (ทาน ศีล ภาวนา) ประพฤติตนเป็นผู้ให้สิ่งดีงาม (ให้ทาน) กับสัตว์บุคคล ที่ต้องการโดยไม่หวังผลตอบแทน ทำกาย วาจา และใจ ให้มีศีล ๕ คุมอยู่ทุกขณะตื่น แล้วจึงนำตัวไปปฏิบัติธรรมให้ถูกตรง ปฏิบัติสมถภาวนาแล้วจิตต้องมีสติตั้งมั่นเป็นสมาธิ ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา แล้วจิตต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้ง (โลกุตตรญาณ)

สรุปได้ว่า หากปฏิบัติธรรมได้ผลถูกตรงแล้ว ต้องมีสิ่งดีงามเกิดขึ้นกับจิต ดังนั้นต้องดูตัวเอง แล้วปรับแก้ไขเหตุที่ผิดพลาดให้ถูกตรง ผู้ใดชนะใจตัวเองได้ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องแพ้อีก .... สู้

(๑) ผู้รู้ไม่เอาจิตไประลึกอยู่กับอดีต แต่เอาจิตระลึกอยู่กับปัจจุบัน สวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยก่อนนอนทุกวัน แล้วตามด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก (การนั่งหรือนอนภาวนาย่อมทำได้) ภาวนาหรือกำหนดจนหลับไป ตื่นนอนตอนเช้าจึงอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร

(๒) จงอย่าบันทึกเรื่องติดลบ (โรคซึมเศร้า) ไว้ในดวงจิต แล้วประพฤติตามข้อ (๑)

(๓) จงเลิกอ่านหนังสือ แล้วพัฒนาจิตด้วยการปฏิบัติสมถภาวนา เมื่อจิตจดจ่อหรือระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะได้แล้ว โรคซึมเศร้าจะไม่เกิดขึ้น .... พิสูจน์ไหม?

(๔) คนมีธรรมประจำใจ ไม่เอาจิตไประลึกหรือจดจ่ออยู่กับเรื่องของคนอื่น แต่ระลึกอยู่กับการกระทำของตัวเอง สิ่งใดทีจิตสั่งให้คิด สั่งให้พูด สั่งให้กระทำ หากไม่ดีต้องแก้ไข ตรงกันข้าม หากคิดดี พูดดี ทำดี จงทำดีต่อไปให้มีความดี (บุญ) มากขึ้น

(๕) อธิษฐานในสิ่งดีๆที่ตนปรารถนาได้ แต่จะสำเร็จต้องทำเหตุให้ตรง ผู้รู้จริง (ผู้มีปัญญาเห็นถูก) อธิษฐานให้จิตมีสติคุมอยู่ทุกขณะตื่น เมื่อทำเหตุให้ถูกตรงแล้ว สิ่งดีงามที่ตนปรารถนา (อธิษฐาน) จึงจะสำเร็จได้

(๖) ต้องทำเหตุให้ถูกตรงสามอย่าง

ก. อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ คุมใจ

ข. พัฒนาจิต (สมถภาวนา) ให้มีสติอยู่ทุกขณะตื่น

ค. ให้อภัยเป็นทาน ในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ แล้วความสงบเย็น (เมตตา) ย่อมเกิดขึ้นในดวงจิต

หากผู้ถามปัญหาทำเหตุทั้งสมให้ถูกตรงแล้ว ความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้
 
2544.
กราบเรียนท่านอจ.ดร.สนองที่เคารพอย่างสูง

หนูประสบปัญหาด้านอาชีพการงานมากค่ะหนูตกงานมา 2 ปีแล้ว สมัครงานไปหลายสิบแห่งก็ไม่มีใครรับเลยค่ะ หนูพยายามขายของเองบ้าง แต่ก็ขายได้น้อยมาก แม้จะขายลดราคาแล้ว แต่ลูกค้าก็ต่อแล้วต่ออีก  

หนูอยากขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีโอกาสหางานได้ หรือถ้าหาไม่ได้จริงๆ  ก็สามารถประกอบอาชีพค้าขายเองได้ประสบความสำเร็จดี หรือทำมาค้าคล่องได้

ทุกวันนี้หนูพยายามรักษาศีล 5 แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นคุมใจได้ค่ะ พยายาม เดินจงกรม นั่งสมาธิทุกวัน แต่สภาพการณ์ก็ยังเหมือนเดิม  เหมือนหนูมีกรรมเก่าอยู่ จึงไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพเลย และหนูเป็นคนไม่เก่งอะไรซักอย่างเลยค่ะ คือไม่มีความชำนาญด้านใดเป็นพิเศษ

ทุกวันนี้ก็พยายามจะเรียนรู้งานสายอาชีพอยู่ค่ะ เพราะอยากมีความชำนาญเฉพาะด้านบ้าง ทั้งที่อายุมากแล้ว แต่เหมือนใจมันไม่สู้ ใจไม่มีแรง ห่อเหี่ยว ไม่กล้า ไม่มั่นใจในตนเอง   ทำให้เรียนรู้ได้ช้ามากค่ะ

ขอท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะ ให้ชีวิตหนูได้มีโอกาสทำมาหาเลี้ยงชีพได้ดีด้วยค่ะ

กราบขอบพระคุณอย่างสูง

คำตอบ
จากงานวิจัยที่ทำในต่างประเทศ ดร.โกลแมนพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ใช้ปัญญาทางโลก (I.Q) ร้อยละ ๒๐ ใช้คุณธรรม (E.Q) มากถึงร้อยละ ๘๐ ซึ่งผู้ตอบปัญหาเคยพูดกับนักศึกว่า หากพัฒนาตนเองให้มีความถ่องแท้ (ทำได้หรือทำเป็น) จนเป็นที่ต้องการเรียกหา เรียกใช้ได้แล้ว จะไม่ตกงาน ดังนั้นต้องดูตัวเองแล้วทำเหตุให้ถูกตรง ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้

ในทางพุทธศาสนาพบว่า ผู้มีชะตา (ดวง) ดีไม่วิบัติ การจะมีดวงดีได้ต้องประพฤติทาน ศีล ภาวนา อยู่เสมอ จนคุณธรรมทั้งสามให้ผล แล้วดวงย่อมดีแน่นอน

ศีล ๕ เป็นคุณธรรมที่ผลักดันจิตวิญญาณให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ผู้มีกาย วาจา และโดยเฉพาะใจ ต้องมีศีล ๕ คุมอยู่ทุกขณะตื่น เมื่อนำตัวเองไปปฏิบัติธรรม (สมถภาวนา) แล้วจิตจึงจะมีสติเกิดขึ้นได้ สติเป็นมารดาแห่งคุณธรรมทั้งปวง หมายความว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น แล้วถูกเก็บบันทึกไว้เป็นบุญอยู่ในดวงจิตของผู้มีสติ
 

2543.
กราบสวัสดีท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ค่ะ

ขออนุญาตถามนะคะ

1. หนูเป็นคนชอบศึกษาเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะค่ะ อ่านหนังสือพวกนี้แล้วรู้สึกสบายใจ ชอบสวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่ว่าไม่ชอบเข้าวัด หนูก็ไม่รู้ทำไม เพราะเวลาหนูไป พวกญาติผู้ใหญ่ชอบพูดเชิงเปรียบเทียบในบางเรื่อง  

2. หนูอยากฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีสัจจะ บางทีหนูตั้งใจมากที่จะทำเรื่องนั้นๆให้สำเร็จ แต่ก็ท้อจนล้มเลิกไปง่ายๆ

3. บ่อยครั้งที่หนูรู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ ตั้งใจฟังอาจารย์สอนตลอดเวลา แต่บางครั้งหนูก็คิดเรื่องอื่นบ้าง หนูควรทำอย่างไรคะ

4. หนูอยากได้คำแนะนำในการใช้ชีวิตในวัยเรียน  

ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
(๑) ความชอบคือความพอใจ ความถูกใจเป็นเรื่องของปัญญาที่มีพอๆกัน หรือมีปัญญาระดับเดียวกันกับความรู้ในธรรมะที่มีคนเขียนบอกได้

เหตุที่นั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน แล้วทำให้จิตสงบ เพราะที่บ้านมีความเป็นสัปปายะ (เหมาะสม)

เหตุที่ไม่ชอบคนอื่นพูด เพราะผู้ถามปัญหามีกำลังของสติสัมปชัญญะอ่อนกว่ากำลังของมาร จึงรับเอาคำพูดที่ไม่ดีของคนอื่น มาปรุงเป็นอารมณ์ไม่ดี (บาป) ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

คนที่พัฒนาจิตจนมีสติสัมปชัญญะส่องนำทางชีวิต

คนอื่นพูดไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา ไม่รับเอามาเป็นเรื่องของเรา

คนอื่นพูดดีก็เป็นเรื่องของเขา ไม่รับเอามาเป็นเรื่องของเรา

หากผู้ถามปัญหา คิด พูด ทำดี แล้ว ความมดีย่อมเกิดขึ้นและสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณของผู้ถามปัญหา .... จริงไหม?

(๒) อยากมีสัจจะต้องทำตนให้มีศีลคุมใจ แล้วพัฒนาจิต (สมถภาวนา) ให้มีสติระลึกทันสิ่งกระทบทุกขณะตื่น เมื่อใดคุณธรรมทั้งสองคุมใจได้แล้ว การมีสัจจะจึงจะเกิดขึ้นได้

(๓) ต้องพัฒนาจิตด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์กำหนดลมหายใจเข้า-ออก อย่างน้อย ๓๐ นาที เมื่อสองกิจกรรมแล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร

(๔) ทำตามข้อ (๓) เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว คลื่นสมองย่อมเป็นระเบียบโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้มีความจำเพิ่มขึ้น ตามกำลังของสติที่พัฒนาได้ .... ลองพิสูจน์ดูสิ
 

2542.
สวัสดีขอรับท่านอาจารย์สนอง

เกล้ากระผมขอความเมตตากรุณาตอบคำถามเพื่อคลายความสงสัยครับผม คนฉะเชิงเทราเหมือนกันนะขอรับกระผม

เริ่มข้อแรกเลยขอรับกระผม
-คือคุณแม่เป็นคนรู้ธรรมะเยอะเหลือเกินไม่ค่อยฟังใคร ธรรมะของปุถุชนนักเทศน์ต่างๆท่านปฏิเสธหมด ต้องเป็นพระอริยะหรือเกจิอาจารย์เท่านั้นถึงสอนแล้วท่านถึงจะฟัง แต่ถ้ากระผมจะบังคับโยมแม่ให้ทำกรรมฐานจะเป็นบาปไหมขอรับ เพราะท่านปฏิเสธตลอดไม่เคยฟังกระผมเลย คือกระผมอยากได้บุญกับคุณแม่มาก และถ้าเป็นท่านอาจารย์สนองจะมีวิธีการสอนคุณแม่ยังไง ?

ข้อสอง
-กระผมได้มีโอกาสส่งอาหารให้กับผู้ปฏิบัติธรรมะถึงเข้าอธิษฐานจิตคนหนึ่ง ในวัดแห่งหนึ่งที่ไปปฏิบัติธรรมปรากฏว่าเขาเข้าสมาธิได้นานตั้ง 24 ชม.ในอิริยาบทนั่งอิริยาบทเดียว แต่เจตนาของเกล้ากระผมไม่เต็มร้อยเปอเซนต์ และรู้สึกไม่ค่อยมีศรัทธาและปีติในขณะนั้น แต่มารู้ทีหลังว่าจะได้อานิสงส์มาก แล้วอย่างนี้อานิสงส์ จะส่งผลในชาตินี้ไหมขอรับกระผม กระผมเคยได้ยินว่าผู้ใดได้ทำบุญกับคนที่เข้านิโรธสมาบัติถ้ามีศรัทธาทั้ง ในขณะทำ ก่อนทำ และหลังทำ จะได้อานิสงสในชาตินั้นเลย  

คำตอบ
(๑) ความเชื่อจะเกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้นั้นต้องมีปัญญาเสมอกัน หรือมีปัญญาสูงกว่า นี่เป็นสาเหตุที่หนึ่ง

ในครั้งพุทธกาล พระพุทธโคดมได้เป็นปัญหานี้ จึงได้ตรัส กาลามสูตร ให้กับชาวกาลามะ แห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ถึงเรื่องสิบอย่างที่อย่าพึงปลงใจเชื่อ จนกว่าจะได้พิจารณาด้วยปัญญาว่า สิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เป็นธรรมะที่เป็นโทษ หรือเป็นธรรมะที่ปราศจากโทษ เป็นธรรมทีนำไปปฏิบัติแล้วมีชีวิตเจริญ หรือมีชีวิตวิบัติ ฯลฯ

ผู้ตอบปัญหาในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ถูกสอนให้เชื่อในความจริง (เหตุผล) และได้ไปปฏิบัติธรรม (สมถภาวนา) จนเข้าถึงอภิญญา ๕ และปฏิบัติธรรม (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงญาณ ๑๖ ได้ จึงได้รู้ด้วยจิตของตนเองว่า กาลามสูตรนั้นศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และเป็นพุทธวจนะที่เป็นจริงมาจนทุกวันนี้ .... พิสูจน์ไหมครับ

สาเหตุที่สอง จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ขึ้นอยู่กับความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ที่ตัวเองไปแสวงหากความรู้ ด้วยการพัฒนาสมองแบบคันถธุระ (ปริยัติ) จึงเชื่อคนอื่นยาก ทั้งนี้เป็นเพราะรู้จำ แต่ไม่รู้จริงในความรู้นั้น จึงไม่ยอมเชื่อใครผู้ใด แต่เชื่อสถาบันหรือเชื่อครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้นั้นให้ ยกตัวอย่างเช่น ศาสนาพุทธสอนว่า ภพต่างๆในวัฏสงสาร มีทั้งสัตว์ (รูปนาม) กายทิพย์และสัตว์กายหยาบ ผู้ที่เห็นผิด ไม่เคยสัมผัสกับผี (สัมภเวสี) ไม่เคยสัมผัสกับเทวดา ไม่เคยสัมผัสกับพญานาค ฯลฯ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สัตว์กายทิพย์มีอยู่จริง จึงไม่เชื่อ

ผู้ใดยังกล่าวติรัจฉานกถา ยังประพฤติติรัจฉานวิชา ยังไม่มีศีล ๕ คุมใจ ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้ ทำให้มารมีอำนาจเหนือใจ ความเชื่อในสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสาทสัมผัส จึงไม่เกิดขึ้นแล้วทำให้ไม่เชื่อ

ดังนั้นการบังคับโยมแม่ให้ไปปฏิบัติกรรมฐาน โดยโยมแม่ยังไม่เต็มใจถือว่าเป็นบาป ตรงกันข้าม หากโยมแม่เชื่อลูกและเต็มใจไปปฏิบัติธรรม ผู้แนะนำจึงจะได้บุญ

(๒) การนั่งปฏิบัติธรรม และสามารถนั่งได้ในอิริยาบถเดียวนาน ๒๔ ชั่วโมง นั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่า จิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิหรือความทรงฌาน หากตายในขณะจิตทรงฌาน จิตวิญญาณย่อมถูกพลังของฌาน ผลักดันไปสู่พรหมโลก อันเป็นภพสูงสุดในวัฏสงสาร แต่ยังมีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นปุถุชน

ผู้มีจิตตั้งมั่นแน่วแน่ (อัปปนาสมาธิ) ได้ในชาตินี้ ย่อมเข้าถึงฌานสมาบัติสุขซึ่งละเอียดอ่อน ประณีต และยืนยาวกว่ากามสุข ผู้มีจิตทรงฌานสามารถหนีปัญหาได้ สามารถหนีความเจ็บป่วย (อาพาธ) ได้ ทำให้มีอายุยืนยาวได้ ทำให้มีปัญญาสูงสุด (โลกิยญาณ) หรืออภิญญา ๕ ได้ แต่ยังมีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นปุถุชน เวียนตาย-เวียนเกิดในวัฏสงสารไม่สิ้นสุด

การทำบุญเป็นคนแรกกับผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ย่อมได้บุญมาก ดังตัวอย่างของฤาษีสรทะ (อดีตพระสารีบุตร) ทำอาสนะดอกไม้ ยืนกางร่มดอกไม้ถวายพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ซึ่งนั่งเข้านิโรธสมาบัตินานา ๗ วัน ซึ่งส่งผลให้มาเกิดเป็นพระสารีบุตรในครั้งพุทธกาล ซึ่งเป็นอัครสาวกที่มีปัญญามาก

พระมหากัสสปะ พระอรรหันต์ทักขิไณยบุคคล นั่งเข้านิโรธสมาบัตินาน ๗ วัน ในวันที่ ๘ ได้รับการถวายน้ำผักดองผัก จากหญิงชรายากจน ผลปรากฏว่า หญิงชรายากจนตายแล้วไปเกิดเป็นเทพการีอยู่ในวิมานชั้น นิมมานรดี มีนางอัปสรเป็นบริวารแวดล้อมมากมาย

ฤาษีโคตมะ (อดีตพระปุณณมันตานีบุตร) ถวายอาสนะดอกไม้และยืนกั้นร่มถวายพระปทุณุตตระพุทธเจ้า ผู้เข้านิโรธสมาบัตินาน ๗ วัน ตอนหลังฤาษีโคตมะได้มาเกิดอยู่ในครั้งพุทธกาล และบวชเป็นภิกษุที่มีชื่อว่า พระปุณณมันตานีบุตร ได้บรรลุอรหันต์ที่มีความชำนาญในการแสดงธรรม

สรุป ผลแห่งความดี (อานิสงส์) ที่เกิดจากการถวายทานกับผู้ที่ออกจากนิโรธสมาบัติเป็นคนแรก ตามที่ยกตัวอย่าง มิได้เกิดในชาติปัจจุบันที่ถวายทาน แต่ผลเด่นชัดได้เกิดขึ้นในอีกหลายชาติถัดไป
 

2541.
กราบเรียนอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพ

ในช่วงนี้ดิฉันมักจะคิดในทางที่ไม่ดี เช่น ปรามาสต่อพระรัตนตรัย คิดไม่ดีต่อบุคคลรอบข้าง โดยความคิดมักจะเกิดขึ้นมาเอง และรับสิ่งต่างๆรอบตัวเข้ามาปรุงเป็นอารมณ์ ในตอนนรู้สึกเสียความมั่นใจมากค่ะ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี ดิฉันขอคำแนะนำจากอาจารย์ในการแก้ไขในสิ่งที่เป็นอยู่ค่ะ

ขอขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
การคิดไม่ดี (ปรามาส) พระรัตนตรัย หรือคิดไม่ดีกับคนรอบข้าง เหตุเกิดจากจิตของผู้คิดไม่ดี มีกำลังสติอ่อน ดังนั้นควรพัฒนาจิตให้มีกำลังของสติเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเอาศีลอย่างน้อย ศีล ๕ มาคุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น ตามด้วยสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยก่อนนอน หลังสวดมนต์แล้วเสร็จต้องกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จนกระทั่งหลับไป ตื่นนอนตอนเช้าต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร หากผู้ถามปัญหามีสัจจะพัฒนาจิตตามที่ชี้แนะมา จิตย่อมมีกำลังของสติมากขึ้น กุศลธรรม (บุญ) ย่อมเกิดขึ้นกับจิตที่มีสติคุม หลังจากนั้นจึงอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร แล้วหนี้เวรกรรมจึงจะลดลงได้
 
อนึ่ง จิตที่มีสติกำกับ ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาเห็นถูกตามธรรม แล้วความคิดติดลบ ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี จะไม่เกิดขึ้น

ผู้ใดมีสัจจะ ไม่ยอมแพ้ใจตัวเอง เชื่อ แล้วทำตามที่ผู้รู้ชี้แนะ ความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาย่อมเกิดขึ้น .... สู้
 

2540.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันมีปัญหาจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ดังนี้ค่ะ

เพื่อนของดิฉันเพิ่งเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ 30 ธค 56 ตอนเวลา ประมาณ 15:30 น ตรงดอยนางแก้ว ดอยสะเก็ด และ ได้เข้าฝันญาติว่าอยากทำบุญที่อยู่อาศัย ไม่ทราบว่า ท่านอาจารย์จะแนะนำวิธีการทำบุญด้านที่อยู่อาศัยตามที่เพื่อนของดิฉันบอกเล่ามา ว่าควรจะไปทำที่ไหน อย่างไรค่ะ ที่เพื่อนสามารถได้รับส่วนบุญในครั้งนี้อย่างเต็มที่ และต้องบอกกล่าวเขาอย่างไรตอนทำบุญ สำหรับการตายแบบสัมพเวสีของเขาค่ะ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากนะค่ะ
พัชรา

คำตอบ
ต้องเป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพ สร้างกุฏิถวายภิกษุหรือสามเณร เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือสร้างสถานปฏิบัติธรรมกับวัดที่ต้องการ เมื่อสร้างแล้วเสร็จต้องอุทิศบุญกุศลให้กับผู้ล่วงลับ (บอกชื่อและนามสกุล) หากผู้ล่วงลับมาอนุโมทนาบุญได้ เขาย่อมได้รับอานิสงส์ของบุญนั้น
 

2539.
กราบเรียน ท่าน อ.ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพอย่างสูง

กระผมขอเรียนสอบถามปัญหา 2 ข้อครับ

1. การสร้างกระท่อม(เพื่อขายของ) ริมทางหลวง ผิดศีลหรือไม่ครับ และการวางรถเข็นบนถนนสาธารณะหน้าบ้านเราเองเพื่อขายของผิดศีลหรือไม่ครับ

2. เมื่อบุคคลเป็นพระอริยะ (พระโสดาบัน) แล้ว จะถอยหลังกลับมาเป็นปุถุชนอีกหรือไม่ครับ

สุดท้ายนี้ ถ้ากระผมได้ล่วงเกินอาจารย์ทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เจตนาก็ดี มิได้เจตนาก็ดี กราบขออภัยและขออโหสิกรรมด้วยครับ

ธนภัทร

คำตอบ
(๑) การสร้างกระท่อมริมทางหลวง หากมีวัตถุประสงค์ใช้ในทางที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม นั้นเป็นสิ่งดีที่ควรทำ หากประพฤติแล้วผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้รู้จริงแท้จะไม่ประพฤติ เพราะเป็นเหตุให้มีชีวิตวิบัติได้

(๒) พระโสดาบันเป็นผู้ที่มีสภาวธรรมในดวงจิต ปราศจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส หรือดูได้จากพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น มีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น ไม่พูดติรัจฉานกถา ไม่ประพฤติดิรัจฉานวิชา ฯลฯ และไม่ถอยกลับมามีสภาวธรรมเป็นปุถุชนอีก

พระสารีบุตร เคยกล่าวไว้ในครั้งพุทธกาล ในทำนองที่ว่า "บางครั้ง เรากระทำความดี กลับมีผู้อื่นมองเห็นเป็นเรื่องไม่ดี ก็มีอยู่ถมเถไป ประสาอะไรกับใจของปุถุชน มักถูกกิเลสชักพาใจให้เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี แล้วเที่ยวพูดให้ร้ายป้ายสีคนอื่นให้ต้องเสียหายโดยไร้เหตุผล"

สุดท้าย อโหสิให้ และไม่มีโทษใดๆต่อกัน
 

2538.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันมีปัญหาจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ดังนี้ค่ะ

1.      ดิฉันได้ไปปฏิบัติกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุ หลังจากได้ฟังท่านอาจารย์ทางซีดี มีผลเกิดขึ้นบ้างเช่น เมื่อนั่งไปนานๆ ความเจ็บปวดขณะนั่งไม่ได้หายไปค่ะ แต่รู้สึกว่าความเจ็บปวดมันแยกออกจากตัวเรา เหมือนเราแค่เป็นผู้ดู ไม่รู้สึกทรมานกับความเจ็บปวดนั้น อาการเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรคะ

2.     ดิฉันไม่มีโอกาสได้ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไปได้แค่ช่วงปิดเทอม และไม่ได้ค้างคืน ทุกครั้งที่ไปจะมีลักษณะแปลกๆ เกิดขึ้นบ้าง รู้สึกว่าก้าวหน้าขึ้น แต่พอกลับมาปฏิบัติที่บ้านรู้สึกว่าไม่เหมือนกับที่วัด ทั้งๆที่ดิฉันก็ไม่ได้มีความกังวลใดๆ แต่กลับรู้สึกว่าไม่ก้าวหน้าเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นคะ (อยู่ที่วัดแค่ประมาณครั้งละ 3 ชั่วโมงค่ะ)

3.     เราจะเจริญสติในชีวิตประจำวันได้อย่างไรคะ

4.     ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัตินะคะ สุนัข หรือ แมว ที่มีเจ้าของเป็นชาติสุดท้ายที่เค้าจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานใช่ไหมคะ ชาติต่อไปเค้าจะเป็นคนหรือเปล่าคะ

สุดท้ายนี้ ถ้าดิฉันได้ล่วงเกินอาจารย์ทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เจตนาก็ดี มิได้เจตนาก็ดี กราบขอภัยและขออโหสิกรรมด้วยนะคะ

วัฒนี

คำตอบ
(๑) หมายความว่า ปัญญาเห็นแจ้ง เริ่มเกิดขึ้นกับผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

(๒) ปฏิบัติธรรมที่บ้านไม่สัปปายะ เหมือนกับการปฏิบัติธรรมที่วัด ซึ่งมีความสัปปายะมากกว่า ความก้าวหน้าในธรรมที่ปฏิบัติจึงได้เกิดขึ้น

(๓) ผู้มีศีลและมีสัจจะคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น สามารถพัฒนาจิตให้มีสติในชีวิตประจำวันได้ ด้วยการสวดมนต์ (สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย) ก่อนนอน หลังสวดมนต์เจริญสติภาวนาที่ประพฤติอยู่เป็นประจำ ทำทุกครั้งที่นึกได้ ทำทุกครั้งที่ว่างจากงาน ก็สามารถทำให้จิตมีกำลังสติเพิ่มขึ้นได้

(๔) การที่สัตว์เลี้ยง (สุนัข) ตายแล้ว จะไปเกิดเป็นคนในชาติถัดไปได้ ผู้อยู่ใกล้ชิดต้องสังเกตดูพฤติกรรมที่สุนัขทำไว้เป็นเหตุ หากสุนัขมีพฤติกรรมถูกตรงตามศีล ๕ อยู่เป็นนิจ เมื่อตายแล้วจิตวิญญาณของสุนัข จึงจะมีโอกาสไปเกิดเป็นมนุษย์ได้
 

2537.
กราบสวัสดี ท่านอาจารย์ ดร.สนองครับ

ขอเรียนถามปัญหา 2 ข้อครับผม

ข้อ 1. คือตัวผมสงสัยว่าทุกครั้งที่เราทำความดีไม่ว่าจะไปทำบุญที่วัด ถวายสังฆทาน ให้อาหารปลา หรือทำบุญอยู่ที่บ้าน สวดมนต์นั่งสมาธิ หรือช่วยคนอื่น เวลาจะอุทิศบุญ ผมต้องท่องบทสวดแผ่ส่วนกุศลทุกครั้งเลยหรือเปล่าครับ หรือว่าให้นึกอยู่ในใจว่า บุญกุศลนี้ข้าพเจ้าอุทิศให้กับ......ครับได้เลยครับไม่ต้องท่องตามบทแผ่ส่วนกุศล  

ข้อ 2. คือบุญที่ผมส่งให้อยากส่งให้ถึงพวกเขา จะมีวิธีเตรียมจิตระหว่างการ อุทิศบุญ อย่างไรครับต้องมีสมาธิในระหว่างอุทิศบุญใช่หรือไม่ครับ

ขอบคุณท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ครับที่สละเวลามาตอบปัญหาครับผม

คำตอบ
(๑) ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ก่อนแล้ว เมื่ออุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่นสัตว์อื่น ไม่จำเป็นต้องท่องบทสวดแผ่ส่วนบุญกุศล ทั้งนี้เป็นเพราะใจของผู้อุทิศบุญ ย่อมสื่อถึงกันได้กับใจของผู้มารับบุญกุศลที่มีผู้อุทิศให้

(๒) ผู้อุทิศบุญกุศลที่มีใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมแผ่บุญกุศลไปได้ไกล ตรงกันข้าม ผู้ที่มีใจเป็นสมาธิอ่อน การทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิด้วยการหยาดน้ำขณะกำลังอุทิศบุญนั้น
 

2536.
เรียนท่านอาจารย์ดร.สนองที่เคารพ

กระผมได้ติดตามการชี้ทางธรรมจากท่านมานาน และได้ทดลองปฏิบัติและศึกษาเพิ่มเติมเมื่อมีโอกาส
ตามสถานปฏิบัติธรรม และสื่อธรรมต่างๆ จนได้ผลที่น่าพอใจขึ้นตามลำดับ
ผมมีข้อสงสัยต้องการเรียนถามท่านอาจารย์ดังนี้
1) ผมเคย ไปอบรมสัมมนา ที่ต่างจังหวัด ซึ่งต้องฟังบรรยาย และเดินทางเป็นเวลาหลายวัน จนทำให้
เป็นลม ขณะที่ลุกจากอ่างน้ำ ซึ่งนั่งแช่น้ำร้อนจนเหงื่อออก แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อเปิดน้ำเย็นจากฝักบัว
เพื่อให้ร่างกายเกิดความสดชื่น แต่พึ่งยืนอาบได้ครู่เดียวก็เป็นลมหมดสติไป เป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่เกิดอาการอย่างนี้ เพราะผมชอบออกกำลังกายมาตลอด พึ่งจะหยุดไปเมื่อปีสองปีก่อนนั้น
( ขณะนั้นผมอายุประมาณสี่สิบห้าปี) เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่ากำลังนอนอยู่บนพื้นห้องน้ำและ
รู้สึกเจ็บบริเวณกระโหลกท้ายทอย แต่ไม่มีแผลเลือดออก เมื่อลองพิจารณาดูแล้วผมคงหงายหลัง
จากในอ่างน้ำแล้วหัวฟาดกับขอบปูนที่ก่อไว้วางอ่างล้างหน้า แล้วล้มมาอยู่บนพื้นห้องน้ำหมดสติไป
จากนั้นผมก็เฝ้าเช็คอาการตัวเองตลอด พบว่าปกติดี มีเพียงอาการเจ็บเล็กน้อยสองวันก็หายเจ็บ
เมื่อจบสัมมนา ผมก็ไปสถานปฏิบัติธรรมใกล้ๆโรงแรม เพื่อถามพระเกี่ยวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งท่านก็บอกว่า จากประสบการณ์ของท่าน เคยเจอแต่พระด้วยกันล้มแต่หัวท่านฟาดโดนส้วมเสีย
ชีวิต ท่านก็ให้คำตอบแก่ผมไม่ได้ ผมได้แต่ตั้งสมมุติฐานไว้ดังนี้
   1.1) เป็นกำลังสติอัตโนมัติ ทำงานรักษากายเมื่อจิตอยู่ในภวังค์ เหตุคือ อานิสงค์จากการปฏิบัติธรรม
   1.2) หลังจากปฏิบัติธรรม ผมเพิ่มนิสัยอย่างหนึ่งคือเมื่อผ่านบริเวณที่สังเกตุเห็นศาล เช่นดอยขุนตาล
หรือต้นไม้ใหญ่ต่างๆที่มีพวงมาลัยคล้อง เช่นโค้งรัชดา ผมมักจะระลึกถึงตอนทำบุญ แล้วอุทิศส่วนกุศลออกไป
ตอนเข้าโรงแรมที่สัมนา ผมเห็นศาลพระพรหมใหญ่ตั้งอยู่หน้าโรงแรม ผมก็ทำเช่นกัน เหตุนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงช่วยคุ้มครอง
   1.3) โชคดี แต่อาจารย์เคยพูดไว้ว่า เรื่องบังเอิญไม่มีในทางพุทธศาสนา
ขออาจารย์ช่วยเมตตาชี้แนะด้วยครับ ว่าผม เห็นถูก หรือ เห็นผิด ตรงไหนบ้าง

2) ห่างกันประมาณห้าหกเดือน ผมไปสัมมนาทางภาคใต้สองสามวัน จึงได้มีโอกาสแวะวัดข้างทาง
ผมจึงเข้าไปเพื่อไหว้พระเป็นศิริมงคลและซื้อของฝาก บังเอิญพบพระแก่ๆรูปหนึ่งตะโกนถามผมว่า
มาทำอะไร ผมก็ตอบไปว่ามาใหว้พระ ท่านก็ไม่ว่าอะไรแล้วก็เดินไปสอนพระหนุ่มที่ยืนอยู่อีกทาง เมื่อ
ผมไหว้พระพุทธรูปเสร็จและเดินดูสวนเล็กน้อยก็เดินกลับ ก็มาพบท่านอีกครั้งบริเวณใกล้ประตูหน้า
ผมจึงเดินเข้าไปสนทนากับท่านเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ท่านก็เมตตาสอนให้หลายอย่าง ขณะนั้นฝน
เริ่มตกปรอยๆ ท่านก็ยังคอยตอบสิ่งที่ผมสงสัยโดยไม่แสดงความอึดอัดรำคาญแต่อย่างใด เมื่อผม
ถามถึงเรื่องที่ผมเป็นลมแล้วทำไมจึงยังเป็นปกติอยู่ ท่านกลับตอบว่า " จริงๆแล้วตัวเราเองก็ไม่มีอะไร "
และเมื่อผมถามว่าเวลาผมทำบุญเสร็จ ผมจะอธิษฐานว่านิพพานังปัจโยโหติ ทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่
ท่านก็ยัง พูดทำนองว่า จริงๆแล้วอะไรๆมันก็ไม่มี ซึ่ง ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดี
พอดีคนที่มารับท่านยืนรออยู่นานก็เดินจะมากางร่มให้ท่าน ผมรู้สึกตัวว่ารบกวนมานาน
จึงลาท่านแล้วเดินแยกกลับมา ขอถามอาจารย์ว่า คำตอบของพระท่านเป็นหลักธรรมอะไรครับ

ท้ายนี้ หากมีการกระทำใดล่วงเกินกับท่านอาจารย์ กระผมขออโหสิกรรมมาณที่นี้
และขออาราธณาคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์ทั้งหลายปกป้องคุ้มครองท่านอาจารย์และกัลยาณมิตร
ตราบจนถึงนิพพานด้วยเทอญ

คำตอบ
ก่อนอื่นต้องแสดงความยินดีที่ผู้ถามปัญหา ยังไม่ยอมแพ้ใจตนเองในการทำความดี

(๑) ขณะแช่น้ำอุ่น การไหลเวียนของเลือดในร่างกายย่อมเกิดขึ้นเร็ว จึงทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงอย่างฮวบฮาบ อาการเป็นลมหมดสติจึงเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ในครั้งต่อไป หากจะมีการแช่น้ำอุ่นเกิดขึ้นอีก ต้องเตรียมชงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากไว้ดื่ม เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการเป็นลมหมดสติ ครับ

(๑.๑) มิใช่เหตุผลที่ทำให้เกิดอาการหมดสติครับ

(๑.๒) พฤติกรรมที่บอกเล่าไป เป็นการให้สิ่งดีงามกับรูปตามที่อยู่ต่างมิติ ถือว่าเป็นการได้เพื่อนที่ดีครับ

(๑.๓) จริงตามที่เคยพูดว่า "ความบังเอิญไม่มีในทางพุทธศาสนา" ดังนั้น หากพัฒนาจิตให้เกิดอภิญญา ๕ ได้แล้ว จึงจะสามารถสัมผัสกับเพื่อนในต่างมิติได้

(๒) การที่นักบวชรูปนั้นตอบว่า "จริงๆแล้ว อะไรๆมันก็ไม่มี" การกล่าวเช่นนั้นย่อมเกิดขึ้นกับจิตที่เข้าถึงดวงตาเห็นธรรมแล้ว ย่อมเห็นสรรพสิ่งในวัฏสงสารเป็นเพียงสมมติ มีเกิดขึ้นชั่วคราว แล้วดับไป คือไม่มีนั่นเอง

สุดท้าย อโหสิให้แล้ว
 

2535.
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันได้ปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐานสี่ แต่ขณะปฏิบัติจิตฟุ้งซ่านมาก กำหนดแล้วยังไม่หาย และกำหนดยืนหนอไม่ค่อยได้ ทำให้เกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติ   อยากเรียนถามอาจารย์ว่าจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรคะ
 
ด้วยความนับถืออย่างสูง
ศุทธินี

คำตอบ
การปฏิบัติธรรมเป็นการพัฒนาจิตอย่างหนึ่ง หากประสงค์จะพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ต้องปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) เมื่อเอาศีลมาคุมใจได้แล้ว จึงจะเริ่มปฏิบัติสมถกรรมฐาน เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้แล้ว จึงตามด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) ด้วยการใช้จิตที่ตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ ตามดูผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ ที่เกิดขึ้นกับจิตว่า ดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ เมื่อใดที่ผัสสะเข้าสู่ความเป็นอนัตตาอย่างถาวร เมื่อนั้นปัญญาเห็นแจ้งในผัสสะย่อมเกิดขึ้น

คนส่วนมากในยุคสมัยนี้กำลังความเพียรอ่อน ย่อมแพ้ใจตัวเอง ยอมปล่อยให้มารเข้ามามีอำนาจเหนือใจ เจ้าคุณโชดกเคยพูดไว้ว่า ผู้มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง ผู้มีความเพียนปานกลางปฏิบัติธรรมวันละ ๑๕-๑๖ ชั่วโมง ผู้มีความเพียรน้อยปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องดูใจตัวเอง ว่าตนยังมีความด้อยในเรื่องความเพียรอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เพราะปัญญาเห็นแจ้ง ย่อมเกิดขึ้นกับผู้มีความเพียรเป็นเลิศ หรือย่อมพูดได้ในอีกทางหนึ่งว่า ปัญญาเห็นแจ้งย่อมเกิดขึ้นกับผู้ที่เอาชนะใจตนเองได้
 

2534.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนองค่ะ

หนูเป็นคนหนึ่งซื่งติดตามผลงานท่านอาจารย์มานาน พอสมควรค่ะ

สิ่งแรกคือ กราบขออภัยและขอขอมกรรมหากสิ่งใดล่วงเกินท่านอาจารย์ค่ะ
ขออาจารย์ได้โปรดเมตตาและอโหสิกรรมให้ด้วยค่ะ

คำถามที่หนูขอรบกวนท่านอาจารย์คือ หนูสงสารคุณแม่ ซื่งป่วยเป็นอัมพาตค่ะมาได้ 7ปีแล้วค่ะ
หนูอยากลาออกจากงานเพื่อมาดูแลท่าน และมานั่งกรรมฐานช่วยเหลือท่านค่ะ
ท่านอาจารย์ว่าเห็นสมควรหรือไม่ค่ะ พี่สาวหนูบอกว่า หนู ออกมาก็คงดูแลคุณแม่ ไม่เป็นไม่ได้มากนัก  
ช่วยเบื้องต้น ไม่ได้เท่าไรนัก แต่บุญที่เราทำกรรมฐาน หนูอยากทำตรงนี้ให้คุณแม่เพื่อที่ท่านอาจจะดีขึ้นค่ะ นอกจากนี้พี่สาวหนูยังบอกอีกว่าที่หนูอยากออกจากงานเพราะต้องการ หนีจากสิ่งที่ไม่ชอบ ซึ่งหนูอยากออกมาทำอาชีพงานแปล หนังสืออยู่กับบ้าน หนูไม่ชอบงาน เข้าสังคม

หนูจะทำดีหรือไม่ค่ะ ซึ่งทางบ้านเราก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินค่ะ แล้วก็มาปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่หนูชอบ และก้อไม่ได้หวังอะไรในชีวิตอีกแล้ว นอกจากอยากเห็นแม่อายุยีน แข็งแรง พูดได้ ซึ่งตอนนี้เป็นอัมพาต
ขยับตัวไม่ได้เลย และยังพูดไม่ได้ จะทำอะไรก้อคงไม่ได้ดั่งใจค่ะ

พี่สาวบอกว่า การที่หนูออกจากงาน เป็นการหนีปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหา แต่หนูคิดว่า มันทำให้เราสบายใจมีความสุข ได้อยู่กับแม่เรามีเวลาให้กับท่านมากขึ้นค่ะ รบกวนท่านอาจารย์ตอบปัญหาให้ด้วยค่ะ

ท้ายนี้หนูขอคุณพระศรีรัตนตรัย จงบันดาลให้ท่านอาจารย์มีความสุข เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร แก่ชาวพุทธตลอดกาล

นานเทอญ
ขอบพระคุณค่ะ

อรุณี

คำตอบ
ก่อนอื่น อโหสิกรรมให้ครับ

ผู้รู้จริงแท้ไม่ประพฤติก้าวล่วงในชีวิตของคนอื่น ผู้รู้จริงแท้เป็นได้เพียงผู้ชี้ทางให้ผู้อื่น เลือกประพฤติด้วยตัวเอง

คนอื่น (พี่สาว) พูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราอยู่ที่การกระทำของตัวเอง คนที่คิดตอบแทนบุญคุณของแม่ คือคนดีที่นักปราชญ์สรรเสริญ อนึ่ง คนโบราณกล่าวว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกาย หากอยู่ในสภาพที่สมดุลแล้ว ความเจ็บป่วยทางกายจะไม่เกิดขึ้น เหตุที่แม่เป็นอัมพาต เป็นเรื่องของวิบากกรรมที่แม่เคยประพฤติเบียดเบียนมาก่อน ผู้รู้จริงแท้รู้ว่า เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นเรื่องของการกระทำ (กรรม) จึงอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ ด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน เจริญสติหลังสวดมนต์ ทำดังนี้ทุกครั้งที่นึกได้ ทำดังนี้ทุกครั้งที่ว่างจากการงาน เมื่อใดจิตทิ้งรูปขันธ์ (ตาย) พลังของสติย่อมผลักดันจิตวิญญาณให้โคจรไปสู่สุคติภพ

จิตที่เป็นทาสของกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) หากมีสติกำกับ จิตย่อมโคจรไปสู่คติกามภพ (มนุษย์และเทวดา) ได้ และหากจิตเป็นอิสระจากกาม ย่อมมีโอกาสโคจรไปสู่พรหมโลกได้ แต่ผู้รู้จริงแท้พัฒนาจิตจนสามารถปิดอบายภูมิได้ ตาย-เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ย่อมเข้าสู่ภาวะนิพพานเป็นเบื้องสุด

2533.
กราบอาจารย์ดร. สนอง วรอุไร

ปฏิบัติแบบดูกายดูใจค่ะ ไม่ค่อยได้เดินจงกรมนั่งสมาธิเพราะเวลาจำกัดมีข้อสงสัยเรียนฤามอาจารย์ค่ะ
1. เวลาปฎิบัติจะเกิดจุดที่ติดขัด แต่ก็ทำๆไปจะเข้าใจปัญหานั้นๆ คือดูกิเลสตัวนั้นได้พอรู้จัก แต่ก็ยังมีกิเลสอยู่นั่นแหละ แต่รู้ว่านี้คือกิเลสแล้วจะโล่งโปร่งเบาสบาย แต่หลังจากเกิดปัญญาเรื่องหนึ่งแล้วชีวิตมันจะตกวูบเลย ต้องกลับมามีกิเลสที่แรงกว่าเดิม จะกำหนดยากขึ้น สติมันจะบางๆเบาๆแล้วต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม กว่าจะตั้งหลักได้ใหม่กำหนดใหม่ ก็ใช้เวลา พอเกิดปัญญารู้ในเรื่องนั้นแล้ว ชีวิตก็ตกต่ำอีก เรียนฤามว่าเป็นการปฎิบัติที่ฤูกต้องไหมค่ะ   พอสงบเกิดปัญญาแล้วต้องกลับมาชำระกิเลสใหม่ใช่หรือไม่ ปัญญาที่เกิดในการรู้เห็นเข้าใจในครั้งหนึ่งๆแล้วไม่ได้หายไปไหนใช่ไหมค่ะ เก็บไว้ในจิตหรือเปล่าค่ะ

2. ในบุคคลที่เข้า ถึ งธรรมนั้น จิตจะต้องโปร่งโล่งเบา ทรงตัวอยู่ได้ตลอดเลยหรือเปล่าค่ะ

3. เวลาที่เผลอทำผิดไป ผิดศีลผิดธรรม ผิวกายที่แขนเปลี่ยนจากขาวเนียนเป็นสีคล้ำกระดำกระด่าง มันจริงไหมค่ะ หรือจิตหลอกตัวเอง

4. ในเมื่อฤ้าเจ้ากรรมนายเวรเป็นตัวเราเอง ทำไมบทแผ่เมตตาจึงว่าขอแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยทำไม่ดีค่ะ

5. แผ่เมตตาให้คนเป็น อุทิศผลบุญให้คนเสียชีวิตแล้วใช่ไหมค่ะ ถ้าว่าขอแผ่เมตตาอุทิศบุญ แล้วนึกฤึงใบหน้าคนเป็นคนตายทีเดียวได้ไหมค่ะ


กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยตอบข้อสงสัยค่ะ กราบขอขมาอาจารย์ที่เคยล่วงเกินอาจารย์ไป ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจค่ะ  
หนูรู้ว่าจะต้องระวังรักษาจิตให้ดีกว่าเดิม เพราะมันชอบคิดเองอยู่บ่อยๆ

คำตอบ
การพัฒนาจิต (ปฏิบัติธรรม) สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ฯลฯ

(๑) การดูกิเลสต้องเอาใจดู ใจที่มีปัญญาเห็นแจ้งย่อมเห็นสิ่งต่างๆได้ถูกตรงตามธรรม ใจที่มีกำลังของพละ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ย่อมต้านทานอำนาจของมารทั้งห้า (กิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร เทวปุตตมาร มัจจุมาร) ได้ ดังนั้นหากผู้ถามปัญหาเจริญพละ ๕ อยู่ทุกขณะตื่น อาการดิ่งวูบของจิตจะไม่เกิดขึ้น คนที่มีสติสัมปชัญญะ เมื่อรู้ว่าประพฤติผิดพลาดแล้วหยุดไม่ประพฤติต่อ พร้อมกับประพฤติเหตุใหม่ให้ตรงตามธรรม ย่อมนำพาชีวิตผ่านพ้นความวิบัตินั้นได้

ดังนั้น ที่ถามไปจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาจึงได้เกิดขึ้น ความดีงามในธรรมจะไม่จางหายไปจากจิตที่มีพละ ๕ กล้าแข็งครับ

(๒) บุคคลที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงอริยธรรม มีลักษณะดังนี้
       ก. ปฏิบัติสมถภาวนา แล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
       ข. ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา แล้วจิตต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้ง

แล้วความเป็นอิสระในโลกธรรม ในวัตถุ ในกิเลสตัณหา อุปาทาน ฯลฯ ย่อมเกิดตามมา

ส่วนการทรงตัวของจิตที่พัฒนาได้แล้ว ต้องมีกำลังพละ ๕ ครับ

(๓) อริยบุคคลที่ยังมิได้บรรลุธรรมสูงสุด จะไม่ประพฤติผิดศีล แต่ยังมีการประพฤติผิดธรรมบางอย่างได้ อาทิ ยังมีกามราคะ ยังมีปฏิฆะ ยังมีรูปราคะ ยังมีอรูปราคะ ฯลฯ ได้

เหตุที่ผิวกายเศร้าหมองนั้น เกิดจากกิเลสที่เข้าปรุงแต่งจิต เช่น คนที่มีความวิตกกังวล ย่อมมีสีหน้าเศร้าหมอง เทวดาก่อนจุติย่อมมีรัศมีกายเศร้าหมอง ฯลฯ

(๔) เจ้ากรรมนายเวรที่มิใช่ตัวเรา เช่น เอาก้อนดินขว้างปาสุนัขบ่อยๆ เมื่อคนปากับสุนัขมาเจอกัน สุนัขย่อมเป็นเจ้ากรรมนายเวร (กัด) กับมนุษย์ที่ไปทำให้เขาบาดเจ็บ

เจ้ากรรมนายเวรคือตัวเขา เช่น คนที่คิดว่าตัวเองเป็นมะเร็ง หากคิดบ่อยๆย่อมเกิดมะเร็งขึ้นได้ เจ้ากรรมนายเวรคือผู้ที่คิดติดลบนั่นเอง

ผู้ที่พัฒนาจิตดีแล้ว ย่อมมีสติคุ้มครองใจอยู่ทุกขณะตื่น กุศลธรรมทั้งปวงจึงเกิดตามมาเป็นบุญให้ผู้มีสติได้รับ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวร

ดังนั้นการแผ่บุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร จึงมีทั้งให้กับตัวเองและให้กับสัตว์อื่น ที่ผู้ขาดสติเคยประพฤติเบียดเบียนเขา

(๕) คำว่า "แผ่เมตตา" หมายถึง อุทิศเมตตาให้กับผู้อื่นสัตว์อื่น ผู้อุทิศเมตตาให้ ต้องมีเมตตาอยู่ในใจก่อนแล้ว ผู้อื่นสัตว์อื่นจึงจะได้รับเมตตาที่แผ่ให้นั้น

คำว่า "อุทิศบุญกุศล" ได้แก่ การประพฤติบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ผู้ใดประพฤติแล้ว ผู้นั้นย่อมมีบุญเกิดขึ้นและถูกเก็บสั่งสมอยู่ในใจ ในกรณีนี้จึงอุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่นสัตว์อื่นได้

ความสมปรารถของการแผ่เมตตาหรืออุทิศบุญกุศล ผู้ที่ถูกอุทิศให้ต้องมาอนุโมทนา ความสำเร็จในการกระทำทั้งสองจึงเกิดขึ้นได้

สุดท้าย อโหสิให้แล้วกับผู้ถามปัญหา
 

2532.
เรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันมีปัญหาจะสอบถามท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ
๑. ทำอย่างไรจึงจะหาวิธีคลายความขี้เกียจได้คะ ทุกครั้งที่ตั้งใจจะตื่นมาสวดมนต์ตอนเช้า ก็ต่อสู้ความง่วงความขี้เกียจไม่ได้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรคะ

๒. หากดิฉันได้เคยล่วงเกินท่านอาจารย์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ขอให้อาจารย์อโหสิกรรมให้กับดิฉันด้วยค่ะ

 
วิลาวรรณณ์

คำตอบ
(๑) ความขี้เกียจเกิดจากจิตขาดสติเป็นต้นเหตุ จิตจึงรับเอาสิ่งกระทบเข้าปรุงให้เกิดอารมณ์ฟุ้งซ่าน เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ลุล่วง จึงต้องพัฒนาจิตให้มีสติ ด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์ต้องเจริญอานาปานสติจนกระทั่งหลับไป หรือหลังสวดมนต์แล้วเสร็จ ต้องกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หากจิตไปคิดถึงเรื่องอื่น ต้องกำหนดว่า "รู้หนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆจนกว่าอาการคิดถึงเรื่องอื่นจะดับไป แล้วดึงจิตกลับมาสู่ลมหายใจเข้า-ออกดังเดิม วิธีนี้เป็นการทำให้จิตมีกำลังของสติเพิ่มขึ้น แล้วความขี้เกียจจึงจะหายไปไปได้ .... สู้

(๒) อโหสิให้ครับ
 

2531.
กราบสวัสดี อาจารย์ ดร.สนองค่ะ

ขอเรียนปรึกษาปัญหาธรรมสำหรับผู้ปฎิบัติขั้นต้นค่ะ

๑. การสร้างความเพียรให้เกิดมีขึ้นในจิตใจควรจะต้องปฎิบัติอย่างไรบ้างคะ อุปสรรคในขณะนี้ของผู้ปฎิบัติคือขาดความเพียรที่มากพอที่จะปฎิบัติธรรมให้เกิดผลได้ ทั้งๆที่ปัจจัยในด้านอื่นๆก็มีพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ผู้ปฎิบัติอาศัยอยู่ สถานะภาพของผู้ปฎิบัติและความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา จึงอยากรบกวนขอคำแนะนำจากอาจารย์ในวิธีการปฎิบัติให้ได้มากกว่านี้ เพราะถ้าพ้นจากชาตินี้ไปไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้มีโอกาสเหมือนในชาตินี้อีกหรือเปล่า

๒. เวลาเดินจงกลมจะรู้สึกเวียนหัวอยู่บ่อยคร้้งค่ะ ทำให้รู้สึกไม่ค่อยชอบการเดินจงกลม ควรจะทำอย่างไรดีคะ (เวลาเดินจงกลมจะใช้คำบริกรรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอค่ะ)

๓. การปฏิบัติธรรมสำหรับผู้มีความเพียรน้อย ประมาณ ๕-๖ ช.ม.ตามที่ท่านเจ้าคุณโชดกเคยกล่าวไว้ จำเป็นต้องปฎิบัติติดต่อกันไปในคราวเดียวเลยหรือเปล่าคะ ถ้าเราจัดสรรเวลาปฎิบัติในช่วงเช้าและ ก่อนนอน ส่วนในระหว่างวันใช้วิธีเจริญสติในอิริยาบทต่างๆแทนจะได้เหมือนกันมั๊ยคะ เพราะยังต้องมีหน้าที่การงานที่จะต้องทำอยู่ค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยตอบปัญหาธรรม และชี้นำทางให้ผู้ปฎิบัติได้เดินไปอย่างถูกต้องไม่หลงทาง ขอกราบขอพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ  
พจมน

คำตอบ
(๑) กาย วาจา และใจ ต้องมีศีลคุม ความเพียรจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้
      คนที่มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง
      คนที่มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐-๒๐ ชั่วโมง
      คนที่มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง

อนึ่ง ผู้มีศีลคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น ตายแล้วโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ย่อมมีได้

ผู้มีทานและศีลอยู่ทุกขณะตื่น ตายแล้วโอกาสไปเกิดเป็นเทวดาย่อมมีได้

ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌาน ตายแล้วโอกาสไปเกิดเป็นพรหมย่อมมีได้

ดังนั้นพึงเลือกประพฤติเหตุให้ถูกตรงด้วยตัวเอง ... ครับ

(๒) ขณะเดินจงกรมแล้วเวียนหัว ต้องเอาจิตไปจดจ่ออยู่กับหัวที่เวียน แล้วกำหนดว่า "เวียนหัวหนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆจนกว่าอาการเวียนหัวจะดับไป แล้วค่อยเอาจิตมาจดจ่ออยู่กับเท้าที่ย่างก้าว

(๓) การทำความดี (เจริญกรรมฐาน) แล้วมักน้อย โอกาสที่จิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิย่อมเกิดได้ยาก ตรงกันข้าม คนฉลาดมักมากในการทำความดี จิตจึงบรรลุความดีได้ง่าย ควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้อกุศลกรรมเข้ารบกวนจิต

ขณะทำงานต้องเอาจิตจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

2530.
กราบเรียน อาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพ
 
     หนูมีปัญหาอยากสอบถามอาจารย์เกี่ยวกับพุทธศาสนา และ การรักษาทางการแพทย์ (เรื่องมอร์ฟีน)
 
     เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว หนูเพิ่งสูญเสียคุณแม่ไปด้วยโรคมะเร็งที่ท่อน้ำดี และที่ปอด    นอกจากความเศร้าโศกเสียใจที่ยังคงอยู่ หนูยังต้องทนทุกข์ทรมานกับความคิดที่ว่าหนูเป็นคนฆ่าแม่หรือเปล่า ?
 
    เพราะหลังจากที่แม่อยู่โรงพยาบาลมาเกือบ 3 เดือน คุณหมอก็บอกกับหนูว่า ด้วยอายุ และ ด้วยร่างกายของคุณแม่ หมอไม่สามารถรักษาอะไรได้นอกจาก ประคองอาการให้คนไข้ไม่ต้องเจ็บปวดทรมานมาก และอยากให้คนไข้ได้มีโอกาสกลับบ้านบ้าง หนูก็พาคุณแม่กลับบ้าน ในขณะที่อยู่ที่บ้าน คุณแม่ก็ต้องใส่เครื่องออกซิเจนเล็กๆ ไว้ที่จมูกเกือบตลอดเวลา แต่ดูว่าแม่ก็ยังมีความสุขที่ได้กลับบ้านเหมือนที่หมอบอก
 
    หลังจากนั้นสัก 10 วัน แม่ก็เริ่มหายใจไม่ค่อยออก หนูเลยพาแม่กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ครั้งนี้แม่นอนอยู่ในห้องฉุกเฉิน หมอมาดูอาการและถามหนูว่า
     1) จะให้ใส่ท่อออกซิเจนไหม ?  แต่ต้องบอกก่อนว่าแม่คุณจะทรมานมาก   ใหนจะปวดมะเร็ง ใหนจะมีท่ออยู่ในลำคอตลอดเวลา
     2) หรือจะให้หมอใช้มอฟีนประคองอาการให้คนไข้ไม่เจ็บปวด ทรมาน และ   ให้ร่างกายค่อยๆ ปิดระบบแล้วหลับไป  
 
มันฟังดูดีนะ แต่ในความรู้สึกหนู เหมือนเค้าจะฉีดยาให้แม่หนูตายยังงัยก็ไม่รู้ ......   หนูก็เลยบอกหมอแต่เพียงว่า หนูขอใช้เครื่องใส่ออกซิเจนธรรมดาแล้วกัน หลังจากนั้นแม่จะไปก็ให้เขาไปตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาติเขาโหดร้ายกว่าที่เราคิด   แม่เริ่มหายใจถี่และแรงขึ้นจนหมอต้องเปลี่ยนหน้ากากออกซิเจนเป็นตัวใหญ่สุดที่สามารถครอบเพื่อปิดคลุมทั้งใบหน้า แต่หมอบอกว่าวิธีนี้แม่คุณก็จะทรมานเหมือนกัน เพราะสายรัดของเครื่องนี้จะแน่นมาก (คือมันต้องรัดหัวอย่างแน่นมาก) แล้วก็ดูเหมือนว่าแม่จะทรมานจริงๆ เพราะพอใส่ปุ๊บ   มือของแม่ก็เริ่มปัดเครื่องที่อยู่บนหน้าพร้อมส่ายหัวไปมาดูท่าจะไม่ไหว หนูก็เลยก้มลงถามแม่ว่าไหวไหม ? จะเปลี่ยนเป็นใส่ท่อหรือเปล่า แม่ยังไม่ทันตอบอะไร คุณพยาบาลก็เดินมาจูงหนูออกไปข้างนอกและถามหนูว่า คุณหมอ ได้อธิบายเรื่องมอฟีนหรือยัง หนูบอกว่าอธิบายแล้ว แต่พี่รับไม่ได้ พี่มีความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังจะฆ่าเขา.....   คูณพยาบาลก็เลยเรียกทั้งหัวหน้าพยาบาลและคุณหมออีกท่านมาอธิบายว่า   มอฟีนไม่ได้ฆ่าเขา เพียงแต่จะช่วยไม่ให้เขาทรมาน หนูก็เลยเถียงกับเขาว่า แต่คุณหมออีกคนบอกว่าให้มอฟีนแล้วร่างกายจะค่อยๆ ปิดระบบแล้วหลับไป อย่างนี้ไม่ฆ่าเหรอ ?   คุณหมอก็เลยถามหนูว่า  " ถ้าคุณคิดอย่างนั้น แล้วการที่คุณไม่ใส่ท่อให้แม่มันไม่หนักกว่าเหรอ "    คำพูดของหมอมันทำให้หนูอึ้งและบอกเขาเพียงว่า "   งั้นเดี๋ยวขอคิดดูก่อน "   สุดท้ายพอมองห้องกระจกไปยังเตียงแม่ก็ยังเห็นมือแม่ที่ปัดไปมาอยู่ที่หน้ากากออกซิเจนตัวนั้น หนูก็เลยเดินกลับมาหาหมอแล้วตอบตกลงเรื่อง มอร์ฟีน (โดยที่ยังไม่ได้มาถามแม่)
 
     หลังจากกลับบ้านหนูก็คิดแต่เพียงว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกหรือผิด ตกลงเราฆ่าแม่หรือเปล่า ? หนูก็ไม่รู้จะทำยังงัยหรือหาคำตอบจากใคร หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่าเอาล่ะ คนสุดท้ายที่เราควรถามมากที่สุดน่าจะเป็นแม่ เพราะขณะนั้นแม่ยังมีสติและยังพอที่จะพูดโต้ตอบเราได้ ทำไมเราไม่ถามเขาสักคำ ? รุ่งเช้าวันถัดมา หนูก็เลยตัดสินใจที่จะคุยเรื่องนี้กับแม่ตรงๆ   และให้แม่เป็นคนติดสินใจเลือกวิธีการรักษาเอง........ แม่ถามคำหนึ่งว่า ให้มอร์ฟีนแล้วเป็นแบบตอนนี้ใช่ไหม ? ( คือ ณ ขณะนั้นออกซิเจนตัวใหญ่ก็ถูกเอาออก แม่ใส่แต่เพียงหน้ากากออกซิเจนตัวเล็กธรรมดาที่ไม่ทรมานแล้ว)   หนูตอบว่าใช่ .......... แม่ก็เลยเลือกที่จะใช้มอร์ฟีน ความรู้สึกดีๆ ระหว่างหนู กับมอร์ฟีน   ก็เลยบังเกิด เพราะในขณะที่ให้มอร์ฟีนแม่ก็ยังมีชีวิตอยู่หายใจก็ดีขี้นไม่ต้องใส่เครื่องออกซิเจนตัวใหญ่ให้แม่ทรมาน แต่ก่อนกลับบ้านคืนนั้นพยาบาลพูดทิ้งท้ายแต่เพียงว่า " ถ้าคนไข้หายใจเร็วและแรงแบบเมื่อวานอีก หมอต้องเพิ่มมอร์ฟีนเพื่อให้คนไข้หัวใจเต้นช้าลงและหายใจช้าลงนะคะ   หนูก็รับทราบเพราะคิดว่าแม่จะดีแบบวันนี้   พอรุ่งเช้าอีกวันคุณพยาบาลก็โทรมาบอกว่าต้องเพิ่มมอร์ฟีนแล้วนะคะจาก 5 เป็น 10 หนูก็ตอบค่ะโดยไม่ได้ถามอะไรมากเพราะคุณพยาบาลได้อธิบายให้ฟังก่อนกลับแล้ว แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ประมาณ 4 ชั่วโมง คุณแม่ก็สิ้น..... หนูก็เลยอยากถามอาจารย์ว่า
             
    1)  การให้มอร์ฟีนในลักษณะที่กล่าวมานี้เป็นการรักษาหรือการฉีดยาให้เขาตาย ถ้าเป็นการทำให้แม่ตายถือว่าหนูสั่งฆ่าแม่หรือเปล่า ?

    2) ในกรณีที่แม่ยินยอมที่จะให้มอร์ฟีนถือว่าแม่ฆ่าตัวตายไหม ?

 
"  ถ้าใช่ "   หนู   หรือ แม่ ต้องรับกรรมอะไรบ้าง รบกวนอาจารย์ช่วยตอบด้วยนะคะ   ( ขอเพียงรู้เท่านั้น หนูรับได้ทุกคำตอบคะ)
 
         ขอขอบคุณและแสดงความเคารพอย่างสูง   
           วรธมน  

คำตอบ
(๑) การให้มอร์ฟีนเป็นการรักษาอาการทางโลก ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ (หมอและพยาบาล) เมื่อนำคนไข้ไปให้หมอรักษาแล้ว ก็ต้องเป็นหน้าที่ของหมอผู้รักษาโรค เจ้าของคนไข้ที่ฉลาดจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ตรงกันข้าม ถ้าเจ้าของคนไข้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตายของคนไข้ เจ้าของคนไข้ย่อมมีส่วนร่วมในการกระทำปาณาติบาตนั้นด้วย

(๒) เป็นเรื่องของคนไข้ (แม่) ที่ยินยอมให้หมอใช้มอร์ฟีน คนป่วยมิได้มีเจตนาฆ่าตัวตาย แต่มีเจตนาบรรเทาทุกขเวทนาให้หมดไป จึงไม่ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตาย
 

2529.
กราบสวัสดีท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ผมนายอำนาจ ศีลาชัย เคยถามปัญหากับอาจารย์มา 2 ครั้งแล้วคับ ครั้งนี้ครั้งที่ 3 มีเรื่องสงสัยในอาการที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ ผมทำสมาธิมาหลายปีแล้วคับ แต่ช่วงหลังไม่เข้าใจอาการ ขี้ลืม กับอาการเหมือนคนขี้เกียจ

1. ผมเหมือนเป็นคนขี้ลืมมากๆ แต่ผมว่าผมเป็นคนไม่อยากจะจำอะไร ( เรื่องของโลกๆ ) อะไรจะผ่านมาผมไม่สนใจเลย สนใจแต่เรื่องธรรมมะ กับการนั่งสมาธิอย่างเดียว ขนาดวัน เดือน ปีก็ยังนึกได้ยากยกเว้นเรื่องที่จำเป็นจริงๆเท่านั้นที่จะจำ   นอกนั้นแทบนึกไม่ค่อยได้เลยคับ ยิ่งเรื่องที่เป็นอดีตยิ่งแย่ใหญ่นึกแทบไม่ได้ ผมปัฏิบัติอะไรผิดหรือเปล่าครับ

2 เรื่องขี้เกียจ คิด อีกเรื่องด้วยคับ นับวันก็ยิ่งขี้เกียจ คิดไปทางอนาคต ค้าขายก็แค่ออกไปขาย ผลออกมาอย่างไรไม่ชอบที่จะคิดต่อ ใครจะทำอะไร หรือมาบอกเล่าอะไรก็ขี้เกียจ คิดตาม เหมือนจะเป็นคนโง่ๆ คิดอะไรไม่ออกอย่าไงก็ไม่รู้ครับ แต่ท่าจะลองมานั่งคิดเรื่องยากๆก็คิดได้นะคับ แค่ขี้เกียจ คิดเฉยๆเลยเป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ( ซึ่งแต่ก่อนเป็นคนรู้เรื่องอะไรเยอะมาก ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไรเลย มันชอบอยู่เฉยๆ ความคิดนะคับ ทำงานยังทำได้ปกติครับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ อีกครั้งนะครับ

คำตอบ
อาการขี้ลืมและอาการขี้เกียจ เกิดกับผู้มีกำลังของสติอ่อน ในครั้งพุทธกาล พระอนุรุทธเถระมีสติกล้าแข็งกำกับจิต จึงไม่นอนเป็นเวลายาวนานถึง ๕๕ ปี ในปัจจุบันผู้ตอบปัญหาได้สนทนาธรรมกับพระป่าแล้วรู้ว่า ท่านนอนคืนละ ๑ ชั่วโมง เป็นเวลายาวนานหลายสิบปีแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะจิตมีกำลังสติกล้าแข็งนั่นเอง

(๑) ทุกสิ่งกระทบที่จิตสัมผัสได้ หากปล่อยให้ผ่านเลยไปโดยมิได้พิจารณา ท่านเจ้าคุณโชดกพูดกับผู้ตอบปัญหาว่า โมหะย่อมเกิดขึ้นกับผู้มีจิตขาดสติเช่นนี้ หากผู้ถามปัญหามีความประสงค์จะมิให้เป็นเช่นนั้น ต้องพิจารณาทุกสิ่งที่เข้ากระทบจิต ว่าดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วปัญญาเห็นแจ้งจึงจะเกิดขึ้น ดังนั้นผู้ตอบปัญหา จึงควรปรับแก้ไขตามที่ผู้รู้จริงชี้แนะ

(๒) คนมีสติย่อมระลึกอยู่กับเรื่องที่เป็นปัจจุบันขณะ มิใช่เอาจิตไปติดอยู่กับเรื่องในอนาคต เหตุที่ทำให้จิตมีสติคือ สวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์เจริญจิตภาวนา เมื่อสองกิจกรรมแล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง

อนึ่ง ผู้ไม่ประมาท เจริญพละ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อยู่เสมอที่นึกได้ อยู่เสมอที่ว่างจากงาน จนกระทั่งจิตมีกำลังกล้าแข็งแล้ว จึงจะสามารถต้านพลังอำนาจของกิเลสมาร (ขี้ลืม ขี้เกียจ) ได้
  

2528.
กราบเรียนถามอาจารย์สนอง

เจ้ากรรมนายเวรมาทวงสัญญาเมื่อชาติที่แล้ว

ผมคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง มีการทำกรรมรวมกัน คือการทำแท้งด้วยกรรมนั้นส่งผลให้เค้าไม่ได้เจอพ่อแม่ของเค้าอีกเลย แถมยังเกือบโดนข่มขื่น โดนรถชน ผมทำเค้าเสียใจและพยายามจะเลิกหลายครั้งทุกครั้งเค้าจะพยายามฆ่า

ตัวตายจนผมไม่เลิก แล้วครั้งนึงเค้าได้ทำการฆ่าตัวตาย ครั้งนั้นทำให้เค้าได้พบกับลูกที่ทำแท้ง แต่เค้าไม่ตาย จากนั้นเค้าสามารถนั่งสมาธิแล้วพบลูกได้ แลัวพวกเราทำการขออโหสิกรรมแก่เค้าแล้วเค้ายอมอโหสิกรรมให้พวกเราแล้ว แล้วผมก็ได้รับผลกรรมต้องห่างจากพ่อแม่มาต่างประเทศด้วย ผมกับเค้าช่วยดูแลลูกที่เค้าสามารถติดต่อได้แต่ผมไม่ได้รักเค้าแล้ว เป็นความห่วงใยความพูกพันมากกว่าจนผมเลิกกับเค้า ผมต้องการจะคบกับคนอื่น จึงเกิดเรื่องนี้ครับเจ้ากรรมนายเวรได้มาหาลูกผมแล้วทำร้ายเค้า ที่เค้าถูกทำร้ายเพราะลูกผมเค้ารับแทนผม เพราะเจ้ากรรมนายเวรจะไปทำคนที่ผมรักหากผมพบเค้า หรือไม่ถ้าลูกไม่รับเค้าจะมาทำพ่อแม่ผม เจ้ากรรมนายเวรคนนี้เค้าชื่อบุญมีครับ ผมเรียกเค้าว่าท่านบุญมี ท่านบุญมีบอกว่าผมได้ทำสัญญากับผู้หญิงคนที่ผมจะเลิก ว่าจะดูแลกัน ผมดันทำผิดศีลหลายเมียมาชาตินี้ผมยังทำอีก ผมบอกท่านบุญมีว่าผมขอโอกาสปรับปรุงแก้ไขตัวเองผมไม่รู้ว่าชาติที่แล้วผมทำอะไรไว้บ้าง ผมจะเลิกทำผิดศีลข้อ 3 ผมพยายามละเนื้อสัตว์ ผมขออโหสิกรรม ถอดคำสัญญาเมื่อชาติที่แล้ว ท่านบุญมีบอกว่าถึงพวกมึงถอดกูก็ไม่อโหสิกรรมให้ ก็ทำร้ายลูกผม ให้ผมเลิกกับผู้หญิงที่ผมรักอย่างเดียว

โอกาสของผมที่ท่านบุญมีให้ผมคือไม่ให้ผมคบผู้หญิงคนนี้ แต่ผมกับเค้ารักกัน แล้วทำตัวอยู่ในศีลธรรม ซึ่งผมตั้งใจจะทำอยู่แล้ว ผมรู้แล้วว่าผมทำกรรมมาเยอะมาก ก่อนหน้านี้ผมก็ปฏิบัติหลังจากทำงานบ้างทำบุญทำทานบ้างตามโอกาสครับ ตอนนี้ผมยอมท่านบุญมีแล้ว ยอมเลิกแล้ว แต่ในใจผมกับผู้หญิงยังรักกันยังอยากคบกันอยู่ ผมควรทำอย่างไรผมกับผู้หญิงคนนี้รักกันแต่ถ้าผมคบเค้าเค้าจะทำร้ายลูกผมผู้หญิงคนนี้ ครอบครัวผม แล้วท่านบุญมีบอกมาว่า หากผมคิดจะบวชให้บวชตอนบั้นปลายชีวิตจะได้สิ้นแรงกรรมต่อกัน

ผมมีคำถามอีกครับผมนั่งสมาธิทีไรหลับทุกครั้งเลย วิธีที่ถูกควรทำอย่างไรครับ

คำตอบ
ผู้มีสติอยู่ในดวงจิต ย่อมระลึกอยู่กับปัจจุบันขณะ ปัญหาที่บอกเล่าไป เป็นอกุศลวิบากที่ผู้ถามปัญหากำลังเสวยอยู่ในภพปัจจุบันเป็นความวิบัติของชีวิต ผู้ที่จะพ้นความวิบัตินี้ไปได้ ต้องประพฤติไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) จนจิตเข้าถึงธรรมที่ปฏิบัติ สิริมาโสเภณีในครั้งพุทธกาลได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว คือสามารถปิดอบายภูมิได้ บัดนี้ได้ไปเกิดเป็นนางฟ้าโสดาบันอยู่ในสวรรค์ชั้นสูงสุด

นั่งสมาธิแล้วหลับ ต้องเดินจงกรมจนกว่าอาการง่วงนอนจะหมดไป ผู้ไม่แพ้ใจตัวเองแก้ปัญหานี้ได้ครับ .... พิสูจน์ไหม

2527.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไรที่เคารพ

ผมพักอยู่ชลบุรีอายุ 47 ปีครับ ผมสนใจในธรรมมะ อยากปฏิบัติธรรม แต่ไม่เคยไปฝากตัวหรือหาอาจารย์ที่ไหน ได้แต่พยายามจะทำสมาธิด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือธรรมมะ อาจารย์พอจะแนะนำวัดหรืออาจารย์ ที่สอนปฏิบัติธรรมะที่อยู่จว.ใกล้ๆหรือแถวชลบุรี ให้ผมได้ใหมครับ และอยากเรียนถามอาจารย์ว่า

1. ระหว่างภาวนาพุธโธกับยุบหนอพองหนอ ควรจะภาวนาอย่างไหนครับ

2. ระหว่างทำงาน,ขับรถ,หรือทำอะไรก็แล้วแต่ พยายามจับลมหายใจอันนี้คือการทำสมาธิใช่ใหมครับ

3. การท่องอิติปิโส ไปเรื่อยๆ ตอนจะนอน ขับรถ อันนี้เราจะได้อะไรครับ

ขอขอบคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ
กิตติ

คำตอบ
แนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช ครับ

(๑) กรรมฐานบทไหนก็ได้ ที่ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว

(๒) การเอาจิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออก เรียกว่า การเจริญอานาปานสติ
หรือ พัฒนาจิตให้มีสติ ที่พระพุทธโคดมได้ตรัสสอนไว้แต่ครั้งพุทธกาล บัดนี้ยังใช้ได้ดีเหมือนเดิม
อานาปานสติเหมาะกับผู้มีวิตกจริตและมีโมหจริต หากพัฒนาอยู่เสมอย่อมทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้
ทำให้จิตเกิดปัญญาเห็นแจ้งได้

ขณะขับรถยนต์ไม่ควรเจริญอานาปานสติ เพราะหากจิตเป็นสมาธิแล้วอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้
ดังนั้นการเอาจิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จึงเป็นการพัฒนาจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิครับ

(๓) การท่องบทมนต์ "อิติปิโสฯ" ก่อนนอน หากท่องบ่นไม่ผิดอักขระ ย่อมทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้
และไม่ควรท่องบทมนต์ขณะขับรถ

2526.
กราบเรียนท่านอจ.ดร.สนองที่เคารพอย่างสูง

หนูมักจะทะเลาะกับแม่เป็นประจำ ส่วนใหญ่พูดกันได้นิดหน่อยก็จะต้องทะเลาะกันแล้วเพราะความเห็นไม่ตรงกัน
หนูคิดว่าแม่ไม่ชอบให้หนูมีความเห็นต่างออกไป และส่วนใหญ่หนูจะต้องบ่นแม่เกี่ยวกับความสะอาดในบ้านเป็นประจำ
พร้อมกับทำหน้าหงิกงอ เช่น แม่ทำกับข้าวหกเลอะทิ้งไว้อีกแล้วเนี่ย! แม่ก็จะไม่พอใจแล้วพูดว่า mang ขี้บ่น ship เป๋งเลย จะไล่ gu เหรอ!
หนูไม่เข้าใจเลยที่หนูบ่นเรื่องทำเลอะ แค่แม่ไม่ทำเลอะอีกก็ไม่ต้องบ่นอีกต่อไป
แต่แม่กลับเบี่ยงประเด็นไปเป็นเรื่องไล่แกออกจากบ้านไปได้ นิสัยหนูเป็นคนชอบเถียง
แม่ก็ชอบประชด แดกดัน ใส่หนู พอหนูประชดกลับ แม่กลับไม่ชอบ แต่ทำไมถึงชอบทำกับหนู
บางทีแกก็แช่งหนูว่า พูดอย่างนี้ส่วนใหญ่จะไปนรก แกจะชอบพูดแทนตัวเองว่า "ชั้น" และเรียกหนูว่า "นัง..."
ซึ่งไม่ใช่ชื่อหนูแต่แกชอบเรียกหนูด้วยชื่ออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ชื่อหนู

ชีวิตหนูตกต่ำลงเรื่อยๆไม่รู้เพราะโดนแม่แช่งด่าเป็นประจำหรือป่าว

ตอนนี้หนูเลยแก้ปัญหาด้วยการพูดกับแกน้อยลง ถามคำตอบคำ  ไม่มีการเล่าเรื่องที่หนูพบเจอเหมือนเคย
พออยู่บ้านพร้อมกัน หนูก็รีบปลีกตัวเข้าห้อง พยายามไม่เจอหน้าแม่ให้มากที่สุด หนูพบว่า ทำอย่างนี้แล้วแม่ไม่ด่าเลย
กลับพูดกับหนูดีขึ้นมาก แล้วพูดแทนตัวเองว่า "แม่" และเรียกหนูด้วย "ชื่อหนู"  แม่มีการมากอดทั้งที่ไม่ได้กอดมานานมาก
แต่หนูรู้สึกอึดอัดที่ไม่ได้เล่าเรื่องเหมือนเคย แม่ก็รู้สึกผิดปกติ ถามว่า เป็นอะไร เครียดเรื่องงาน หรือโกรธแม่หรือป่าว มีอะไรให้บอก
แต่หนูก็ไม่ได้บอกแก เพราะถึงบอกแกไปว่า เพราะแกชอบด่า หนูคิดว่าแกก็เปลี่ยนไม่ได้อยู่ดี
 
อจ.เคยสอนว่า อย่าคิดเปลี่ยนคนอื่น ต้องเปลี่ยนที่ตัวเรา หนูคิดว่าสเต็ปต่อไปหนูอาจจะไปทำงานด้านปลูกป่าเพื่อช่วยแผ่นดินแบบ
ไม่ต้องกลับบ้านสัปดาห์ละ 4-5 วันเพื่อพบเจอแม่น้อยลง ชีวิตหนูจะได้เจริญขึ้นบ้างเพราะได้ช่วยตอบแทนคุณแผ่นดินและ
ไม่ต้องอยู่กระทบกระทั่งกับแม่และโดนแม่แช่งด่า ซึ่งหนูก็ห่วงแม่อยู่เหมือนกันเพราะแม่ก็เป็นหลายโรค แต่ยังดูแลตัวเองได้
แต่หนูคิดว่าต่อไปแกคงเป็นอัลไซเมอแน่นอนเพราะแกเริ่มลืมเรื่องที่ผ่านมาใกล้ๆแล้ว
พี่ๆที่ทำงานด้านนี้อยู่ก็บอกว่าอานิสงที่ตอบแทนคุณแผ่นดินจะช่วยให้ครอบครัวดีขึ้น อยากขอคำแนะนำอจ.ว่า  

1 การแก้ปัญหาด้วยการพูดกับแม่แบบ ถามคำตอบคำ อย่างนี้ถูกต้องตามธรรมหรือป่าวคะ
เพราะจะได้ไม่ต้องพูดเพ้อเจ้อเหมือนเคยด้วยค่ะ แต่ถ้าไม่ถูก
ขออจ.ช่วยแนะนำวิธีที่ถูกต้องตามธรรมด้วยค่ะ  ที่จะทำให้หนูจะไม่โดนแม่แช่งด่าอีกต่อไปค่ะ

2 หนูควรไปทำงานด้วยช่วยตอบแทนคุณแผ่นดินไหมซึ่งจะทำให้ไม่ค่อยได้กลับบ้านไหมคะ
ดีกว่าการไปรับใช้บริษัทเอกชนและอานิสงจะช่วยให้ความสัมพันธ์แม่กับหนูดีขึ้นไหมคะ
โปรดแนะนำวิธีที่ถูกต้องตามธรรมด้วยค่ะ

คำตอบ
การทะเลาะเบาะแว้ง เป็นเหตุนำชีวิตไปเกิดในอบายภูมิ ดังนั้นผู้มีสติสัมปชัญญะพึงดูผู้อื่นเป็นครูสอนใจ หากเขาประพฤติไม่ดี (ทำสิ่งของหกเลอะเทอะ) จงอย่าทำเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่เป็นเหมือนเขา จงดูเขาเป็นผู้มีอุปการคุณ ทำให้เราได้พัฒนาจิตตนเองด้วยการให้อภัยเป็นทาน แล้วความมีอารมณ์สงบเย็น (เมตตา) ก็จะเกิดขึ้น ผู้รู้จริงแท้ คือผู้มีปัญญาเห็นถูกตามธรรม มีปากเหมือนเป็นคนใบ้ มีหูเหมือนเป็นคนหูหนวก มีตาเหมือนเป็นคนตาบอด มีกำลังเหมือนเป็นคนอ่อนแอ ดังนั้น จงถามใจตัวเองว่า เราเป็นผู้รู้ถูกตรงตามธรรมหรือไม่ แล้วปรับแก้ไขให้ถูกตรง ผลดี (กุศลวิบาก) ย่อมเกิดขึ้นกับเราในวันข้างหน้า

อนึ่ง ผู้รู้จริงแท้ไม่หนีปัญหา แต่อยู่กับปัญหาแล้วพัฒนาจิตตนเองให้มีกำลังของสติกล้าแข็ง เมื่อใดประพฤติได้แล้ว กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเกิดตามมา ให้ผู้มีปัญญาเห็นถูกตามธรรมได้เสวย .... พิสูจน์ไหม

ขออภัย คนโง่ชอบเอาจิตไปไว้ที่คนอื่น เอาความไม่ดีของคนอื่นมาปรุงเป็นอารมณ์ไม่ดีให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

(๑) การแก้ปัญหาตามที่บอกเล่าไป ทำได้เกือบถูกตามธรรม แต่หากประสงค์ให้ถูกตามคำชี้แนะของผู้รู้จริงแท้ ต้องประพฤติตามที่เสนอแนะ

(๒) ควรไปทำงานปลูกป่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของผู้ถามปัญหา เพราะได้ชี้แนะแนวทางไว้ให้แล้ว จะหนีปัญหาไปอยู่ในที่แห่งใดในวัฏสงสาร ย่อมหนีปัญหาไม่พ้น เพราะไม่สามารถหนีใจตนเองได้ ผู้รู้จริงแท้ จึงอยู่กับปัญหา แล้วดับที่ต้นเหตุให้หมดไป ปัญหาจึงไม่เกิดตามมาแน่นอน
 

2525.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไรที่เคารพ

ขออนุญาตถามท่านอาจารย์ครับ

1 สัตว์นรก  มีสติระลึกหรือไม่ครับ  
หากกำลังรับโทษทัณฑ์อยู่สามารถนึกถึงบุญที่ตัวเองทำแล้วเปลี่ยนภพภูมิได้ไหมครับ

2 ถ้าเราประพฤติ ศีล 5   ธรรม   5   อยู่  ศีลอาจจะด่าง แต่ยังไม่มี และก็ทำทานรักษาศีล  
เจริญจิตภาวนาทุกวัน  เทวดาจะรักษาตัวเราหรือไม่ครับ ถ้าไม่รักษาเราจะรักษาตัวเราเองด้วยอะไรครับ

3 ทำไมบวชเป็นพระแล้วฝึกสมาธิแล้วทำไมเห็นนิมิตมากเหลือเกินครับ
เหมือนกับเราดูหนังภาพยนต์เลย เห็นแม้กระทั้งตัวหนังสือที่เราท่องสวดมนต์เกือบจะอาจได้
ไสมากเหมือกระจกคันฉ่อง  แต่พอออกมาครองเรือนแล้วนั้งสมาธิเท่าไหร่ก็มืดตื้อมืดมิด

4 เมื่อจิตนิ่งแล้วตกศูนย์วูบลงไปเห็นนิมิตกายตัวเองท่านั้งสมาธิภาวนาตัวขยายใหญ่ขึ้น  
อยากถามท่านอาจารย์ว่าเป็นสมาธิขั้นไหน  ถึงปฐมฌานหรือยังครับ

ทำไมวันนั้นมีความสุขเหลือเกิน  เห็นครั้งเดียวก็ไม่เห็นอีกเลย  
สำหรับผมการครองเรือนจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก  

5  ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ตั้งความปราถนาว่าจะบวชอุทิศชีวิตถวายเป็นพุทธบูชา
เพื่อนำตัวเองพ้นจากกองทุกข์ บุตรและภรรยาอนุญาตแล้วแต่ยังไม่พร้อม
ยังมีหนี้สินอยู่ครับ เพราะว่าทำบาปมาเยอะเหมือนกันไม่รู้ว่าจะรอดอบายภูมิหรือเปล่า

6  ถ้าผมได้กล่าววาจาล่วงเกินท่านอาจารย์ เนื่องด้วยด้อยสติปัญญา ขอให้ท่านอาจารย์อโหสิกรรมให้ด้วยครับ

คำตอบ
(๑) สัตว์นรกมีจิตขาดสติ จึงระลึกไม่ได้ แต่ต้องเสวยอกุศลวิบากจนครบอายุขัย

(๒) ผู้มีทานและศีลบกพร่อง สามารถบำเพ็ญจิตภาวนาได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงธรรมที่ตนปฏิบัติ และไม่มีเทวดาคุ้มรักษา

(๓) อดีตเคยพัฒนาจิต จึงปรากฏนิมิตข้ามภพชาติได้ ปัจจุบันเปลี่ยนสภาวะมาอยู่ในเพศครองเรือน กิเลสเข้าครอบงำจิต ทำให้มีจิตขุ่นมัว นิมิตจึงไม่ปรากฏให้จิตสัมผัสได้

(๔) ผู้ที่ประสงค์จะทราบว่า ตนเองเข้าถึงจิตตั้งมั่นเป็นปฐมฌานหรือยัง ต้องใช้จิตที่เห็นนิมิตดูที่จิตตนเองว่า มีสภาวธรรมเป็นวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา หรือจิตไม่รับสิ่งกระทบภายนอกใดๆมาปรุงเป็นอารมณ์ หรือนิวรณ์ ๕ (กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิททะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ไม่ปรากฏ จึงจะแสดงว่า จิตเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับรูปฌานที่หนึ่ง

(๕) ผู้ที่จะรู้ว่า ตัวเองพัฒนาจิตจนสามารถรอดพ้นจากอบายภูมิได้แล้ว ต้องมีจิตเป็นอิสระจากสังโยชน์อย่างน้อยสามอย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส ครับ

(๖) ผู้ที่เห็นสรรพสิ่งในวัฏสงสารเป็นอนัตตา ผู้นั้นย่อมไม่มีโทษเกิดขึ้นกับชีวิต .... สุดท้าย อโหสิกรรมให้
 

2524.
อยากถามท่านอาจารย์เรื่องการปฏิบัติธรรม  

1. แต่ก่อนเป็นคนไม่ดี ชอบดื่มเหล้า  สูบบุหรี่  ตอนนั้น ทุกข์มาก  แต่ไม่รู้   ก็ได้ไปบวชเป็นพระ 1   พรรษา
ปฏิบับติธรรมนั้งสมาธิ  รู้สึกว่าเคร่งเครียดมาก เลย นอน  แล้วจิตมันหลุดออกไป
เห็นพระประธานในโบสถ์เห็นตัวเองนอนอยู่  ตอนยังไม่รู้อะไร  ไม่นานมันเหมือนมีพลังงานดึงดูด  
ดูดไปในมิติมืดสีดำมากน่ากลัวโดยที่เราไม่อยากไป  แต่ผมก็นึกถึงคำภาวนา  
และแล้วจิตก็นิ่งไม่กลัวอะไรจากมิติที่มืดก็สว่างเห็นร่างตัวเองนอนอยู่ มีความรู้สึกว่า
เข้าร่างตัวเองถึงสามครั้ง  พอลืมตาขึ้น  รู้สึกตัว เหมือนไม่มีแรง  ประมาณ   3 นาที่  ถึงลุกขึ้นได้

อยากถามท่านอาจารย์ว่ามันคืออะไร เหมือนกับว่าไม่มีเรา เขาทำงานของเขาเองโดยเราเป็นผู้ดู

2. พอสึกออก ตั้งจิตว่าจะเป็นคนดี แต่ก็หันหน้าไปดื่มเหล้า  ติดบุหรี่อีกทั้งยาเสพติด ทีนี่หนักเลยครับ
ไม่รู้ใครมากที่บ้าน  เดินอยู่ข้างบน โยนข้าวโยนของลูกเมียตกใจกลัวมากแต่เข้าก็ไม่ได้ทำอะไร มาเป็นอาทิตย์
ผมก็เลยตัดสินใจ รักษาเลิกเหล้า  บุหรีทุกอยาก  สวดมนต์เจริญภาวนา โดยรักษาสัจจะ
อยากทราบใครมา  พระที่บ้านท่านว่าผมไปเรียกเขามา โดยสวดมนต์บทที่เรียกเขามา และอุทิศบุญให้เขาไม่สมำเสมอ

3. เมื่อจิตนิ่งดีแล้วจิตมันหมุนดิ่งลงไปแล้วเกิดเป็นนิมิต  เห็นตัวเองในดวงจิตใสมากเหมือนแก้วลอยไปข้างๆตัวผมที่อยู่ในดวงจิต
เห็นแต่ซากศพเต็มสสองข้างทาง ผมก็เอาจิตตามดูไปเรื่อยๆ  มันมีเสียงเหมือนเสียงผู้ชายดังก้องกังวานมาก
แต่ไม่รู้เป็นเสียงหรือภาษาอะไร ผมก็แปลกใจพอนิมิตจบเสียงจบจิตก็กลับสู่ภาวะปกติ  ผมก็เข้าใจในความหมายว่า  ไม่ให้ประมาท  
อยากถามท่านอาจารย์ว่าเป็นปัญญาเห็นแจ้งหรือเปล่าครับ

ต้องขอขอบคุณท่านอาจาย์มาก  ผมศัทธาท่านอาจรย์สนองมาก  แต่ผมกำลังพิสูจน์สัจจะธรรมของพระพุทธองค์

ชาติหน้าผมจะไม่ไปอบายภูิม  ด้วยสัจจะ

คำตอบ
(๑) สิ่งที่บอกเล่าไป เป็นการรู้ เห็น เข้าใจ ความจริงในวัฏสงสารว่า การเกิดการตายเป็นเพียงการทำงานของจิต ที่ยังวนเวียนอยู่กับการเข้าการออกจากร่างกายของสัตว์บุคคล

(๒) ผู้มีศีลมีสัจจะ นิยมการสวดมนต์แล้วเจริญจิตตภาวนาอยู่เสมอ เพราะรู้ว่าการประพฤติเช่นนั้นทำให้บุญใหญ่เกิดขึ้น และไม่ลืมที่จะอุทิศบุญใหญ่ให้กับเจ้ากรรมนายเวร หลังจากทำกิจกรรมแล้วเสร็จ

(๓) ตอบว่าเป็นปัญญาสูงสุด (โลกิยญาณ) ที่สามารถรู้ เห็น เข้าใจสภาวธรรมของชีวิตในวัฏสงสารว่าเป็นเช่นนั้นเอง ยังมิใช่ปัญญาเห็นแจ้ง (โลกุตตรญาณ หรือ ญาณ ๑๖) ที่นำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์

อนึ่ง จิตที่จะไม่โคจรไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิ (ปิดอบายภูมิ) ต้องเป็นจิตที่อย่างน้อยปลอดจากสังโยชน์ ๓ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส)
 

2523.
กราบสวัสดีท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร
 
กระผมขอเรียนถามปัญหาดังนี้
 
ผมเป็นนักศึกษาอยู่ต่างประเทศ โดยปกติก็เป็นคนที่สนใจธรรมะพอสมควร
ตั้งแต่เด็กมาสวดมนต์ทุกคืน แต่แทบไม่ได้นั่งสมาธิจริงจังเลย ยังคิดว่าไว้ให้แก่กว่านี้ก่อนค่อยมาปฎิบัติจริงจัง  
แต่ในระยะเวลาประมาณ เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มฟังธรรม และรู้สึกมีความสุข สงบ
เริ่ม สวดมนต์ แผ่เมตตา เจริญภาวนา โดยนั่งสมาธิ   และ/หรือ เดินจงกรม ประมาณอย่างละ ๑๕ นาที อย่างจริงจังทุกคืน
บางวันตอนเช้าด้วย ประกอบกับตอนนี้ ภาระมีแต่การเขียนงาน อยู่ในห้องคนเดียวเป็นหลัก
ภาวะจึงเอื้อต่อการปฏิบัติมาก ผมพยายาม เจริญสติตลอดเวลาทั้งวัน ซึ่งก้อมีหลุดๆ ไปตามธรรมดา
แต่พอนึกได้ก้อดึงกลับมาการนั่งสมาธิของผมใช้ยุบหนอ พองหนอที่ท้อง รู้สึกตามลมหายใจได้ดี
บางวันมีหลุด มีง่วง มีแกว่ง แต่ก็มีบางวันที่จิตใจสงบเป็นพิเศษ บางครั้งเคยเกิดอาการ
(ซึ่งผมเข้าใจว่าปิติ)เล็กน้อย เช่นสว่าง ขนลุก น้ำตาไหล ตัวเบา แต่ก็ไม่ได้บ่อย
 
ปัญหาที่เกิดขึ้นและแปลกใจคือ แม้ว่าระหว่างวันคือขณะตื่น ผมรู้สึกสงบสุข อิ่มเอมใจดี
แต่ผมกลับเริ่มฝันแปลกๆในระยะหลังที่เริ่มปฏิบัติจริงจังมานี้ สาม สี่ คืน มาแล้ว
บางทีเป็นความฝันที่มั่วๆจับสาระไม่ได้ บางครั้งก็ออกแนวน่ากลัว ตกใจ
เช่นเหมือนมีใครมาทำให้หายใจไม่ออก จะตกเตียง   จนผวาตื่น
ในฝันก้อเหมือนพยายามจะท่องบทสวดมนต์ แผ่เมตตาไปด้วย
 
ข้อเท็จจริงที่จะเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบเพิ่มเติมคือ
ปกติผมจะสวดมนต์  ( อิติปิโส , พาหุง , ชินบัญชร , ยอดพระกัณฑ์ , พระสูตร สลับกันไปตามโอกาสและเวลาจะอำนวย )
อารธนาศีล จากนั้นจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ แล้วจะแผ่เมตตาทุกครั้ง ซึ่งครอบคลุม เทวดา เปรตเจ้าที่เจ้าทาง
เจ้ากรรมนายเวรต่างๆด้วย และตอนนอนก้อพยายามพุทโธจนหลับไป แต่ก้ออาจจะมีหลุดๆไปตามปกติ
นอกจากนี้ช่วงหลังมานี้ก้อรักษาศีล ๕ เคร่งครัด
 
ด้วยเหตุนี้จึงแปลกใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่น่าจะเกิดกับกรณีไม่มีสติอยู่กับตัว
หรือ ไม่สวดมนต์ เจริญ ภาวนามากกว่า ในทางตรงข้ามก่อนที่ผมจะมาฏิบัติจริงจัง ก้อไม่ใช่คนช่างฝัน หรือฝันร้ายซักเท่าไหร่
 
ผมจึงลองวิเคราะห์สาเหตุแห่งความฝัน ๔ ประการดูว่ามีอะไรเป็นได้บ้างหรือไม่ดังนี้
๑. ธาตุโขภะ   อันนี้ผมยอมรับว่าเป็นโรคกระเพาะ มีลมแปรปรวนในกระเพาะ ลำไส้ ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นต้น
ซึ่งเป็นมานานแล้ว แต่ที่น่าแปลกก้อตามที่เรียนไปว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ฝันอะไรมากมาย ทำไมเพิ่งเป็น
๒. อนุภูตปุพฺพโต กรณีนี้ผมก็ไม่ได้หมกมุ่นครุ่นคริด กังวลไรก่อนนอนอยู่แล้ว
๓. เทวโตปสํหารโต   กรณี้นี้คิดว่าฝันผมมั่วๆจับสาระไม่ได้ คงไม่น่าใช่กรณีนี้
๔ . ปุพพนิมิตฺตโต   กรณีนี้ก็คงไม่ใช่เช่นกัน
 
ถ้ามองทางวิทยาศาสตร์   ที่ผมอยู่หนาว ก้อจะปิดหน้าต่าง เปิดฮีตเตอร์ อากาศอาจจะหมุนเวียนไม่เพียงพอหรือไม่
แต่ก็อย่างที่กล่าวไปคือก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ฝันมาก เพิ่งมาเป็น
 
จึงเรียนถามท่านอาจารย์ เผื่อว่าความฝันของผมจะอธิบายได้ด้วยเหตุประการใดๆ ไม่ว่าในทางวิทยาศาสตร์
หรือ ในทางศาสนา เรื่องแผ่เมตตา ผมก้อคิดว่าแผ่ครอบคลุมแล้ว หรือ อาจารย์จะมีคำแนะนำประการใดเพิ่มเติม
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยอมรับว่าทำให้มีความกังวลอยู่บ้างว่าเราทำไรผิดไป
หรือไม่สมบูรณ์หรือไม่ บางทีคิดไปว่าเราทำกุศล แล้วเลยมีอะไรมาขัดขวางรึป่าว
หรือ ภูตผีในต่างแดนมาขอบุญด้วย แต่ฟังไม่รู้เรื่อง คิดไปต่างๆนานา
และบางครั้งอาจท้อเพราะ ความฝันวุ่นวาย   และฝันร้ายเกิดขึ้นสวนทางกับความตั้งใจปฏิบัติ
กราบขอบพระคุณอาจารย์มา ณ โอกาสนี้
 
ปล. ผมอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ธรรมะส่วนหนึ่งจากยูทูบ ของท่านอาจารย์ครับ เปิดฟังอยู่เรื่อยๆ
ขอกราบขอบพระคุณ และอนุโมทนาครับ

คำตอบ
ท่านเจ้าคุณโชดก เคยกล่าวว่า

: คนที่มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง

: คนที่มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธ รรมวันละ ๑๐-๑๒ ชั่วโมง

: คนที่มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง

ฉะนั้น จงดูตัวเอง แล้วเลือกเอาตามศรัทธาเถิด

การปฏิบัติสมถกรรมฐาน หากทำได้ถูกตรง และมีเหตุปัจจัยลงตัวแล้ว จะทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ อารมณ์ลดลง นอนหลับง่าย หลับแล้วไม่ฝันร้าย และยังทำให้มีสุขภาพดีอีกด้วย การฝันในรูปแบบต่างๆ มิได้เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ ผู้รู้จึงไม่เอาจิตไประลึกถึงให้เสียเวลา ตรงกันข้าม ผู้รู้นิยมพัฒนาจิตให้มีสติกำกับอยู่ทุกขณะตื่น เพื่อกุศลธรรมทั้งปวงจะได้เกิดตามมา

ส่วนคำว่า "เมตตา" หมายถึง ความรักความปรารถนาให้สัตว์บุคคลอื่นได้ประโยชน์และมีความสุข ผู้มีเมตตามีอารมณ์สงบเย็นปราศจากโทสะ มนุษย์และอมนุษย์ย่อมนำตัวเข้าใกล้ ผู้มีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นได้เช่นนี้แล้ว ย่อมสัมฤทธิ์ผลในการแผ่เมตตา ปราศจากการผูกพยาบาทจองเวรใดๆเกิดขึ้น

เรื่องการสวดมนต์ ผู้รู้นิยมสวดบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยเป็นพื้นฐาน แล้วตามด้วยการอัญเชิญเทวดามาร่วมฟังการสวดพระปริตร หลังจากนั้นจึงจะสวดบทมนต์ที่ตนปรารถนา เช่น ป้องกันสัตว์มีพิษขบกัดต้องสวดมนต์บท ขันธปริตร ป้องกันการพลัดตกจากที่สูงต้องสวดมนต์บท ธชัคคปริตร ป้องกันอมนุษย์ (ผีหรือเทวดา) รบกวนต้องสวดมนต์บท อาฏานาฏิยปริตร ต้องการหายจากอาการเจ็บป่วย (อาพาธ) ต้องสวดมนต์บท โพชฌังคปริตร ฯลฯ นอกจากนี้ท่านเจ้าคุณโชดกยังได้กล่าวอีกว่า : ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ หลังจากปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ
 

2522.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ และ การดำเนินชีวิตประจำวันค่ะ

1. มีครั้งหนึ่ง ดิฉันท่องบทสวดมนต์ บารมีสิบทัต เมื่อสวดจบ จิตแย้งขึ้นมาว่า นี่ใครท่องแต่ปาก ไม่ทำก็ไม่ได้ประโยชน์
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นตัวมารกิเลส หรือ เป็นจิตที่เห็นถูกธรรม คะ

2. ขณะที่ดิฉันเดินจงกรม เมื่อหยุดยืน ขณะกำลังภาวนายืนหนอ เห็นพื้นที่ดิฉันลืมตามองอยู่เป็นลูกคลื่น
ลักษณะคล้ายธงปลิวเมื่อโดนลมค่ะ ไม่เป็นพื้นแข็งๆเหมือนปกติ ดิฉันรู้สึกแปลกใจ เมื ่ อเพ่งสมาธิก็คลาย
ก็เห็นเป็นพื้นปกติ ดิฉันควรจะปฏิบัติต่ออย่างไร จึงจะถูกต้องไม่ให้สมาธิหลุด ซึ่งต้องตั้งต้นภาวนาใหม่ค่ะ

3. วันหนึ่งดิฉันดูทีวีช่องพระเทศน์ธรรม ขณะดูจิตจดจ่ออยู่นั้น ภาพทีวีมีแสงสว่างกว่าปกติ
ส่วนภาพนอกกรอบทีวีนั้นเป็นภาพขาวดำหม่นทั้งหมด เห็นคนเดินผ่านบ้านก็มีแสงสว่าง
ส่วนภาพสิ่งแวดล้อมอื่นๆเป็นสีเทาหม่น ไม่มีแสง แต่ดิฉันยังฟังพระท่านเทศน์รู้เรื่องเข้าใจที่ท่านเทศน์อยู่คะ
อาการที่ดิฉันเป็นก็อะไรคะ ทั้งที่ดิฉันไม่ได้ทำสมาธิเลย อาการที่เกิดขึ้นไม่นานค่ะ เมื่อเกิดความสงสัย
อาการลักษณะนี้ก็หายไป แต่เมื่อดูรายการทีวีอื่นๆไม่เคยมีอาการที่ดิฉันเล่ามาเลยค่ะ

4. การที่เราเห็นคนอื่นทำบุญ เรามีจิตโมทนาบุญกับเขาด้วย ถึงแม้ภาพที่เห็นเป็นการทำบุญที่ผ่านไปแล้ว
หรือ เมื่อ ฟังคลิป พระให้พร เราจะได้บุญกุศลนั้นด้วยหรือไม่ค่ะ

5. ทุกวันนี้ ดิฉันยังถูกกิเลสครอบงำอยู่มาก ทั้งเบญจศิล เบญจธรรม กุศลกรรมบท 10 ยังบกพร่องอยู่ ยังด่างอยุ่
เพราะไม่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้ทุกวันทุกเวลา ทำอย่างไรจึงจะชนะใจตนเองได้เด็ดขาดคะ
 

สิ่งใดที่ดิฉันได้ล่วงเกินท่านอาจารย์ ดร.สนอง ทั้งวจีกรรม มโนกรรม กายกรรม ทุกชาติภพ
ดิฉันขออโหสิกรรมต่อท่านอาจารย์ด้วยนะคะ  

กาญจนา

คำตอบ
(๑) คำว่า "มาร" หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดี มารมีอยู่ ๕ ชนิด ได้แก่
     ก. กิเลสเป็นมาร (กิเลสมาร)
     ข. ขันธ์เป็นมาร (ขันธมาร)
     ค.จิตปรุงแต่งเป็นมาร (อภิสังขารมาร)
     ง. เทพบุตรเป็นมาร (เทวปุตตมาร)
     จ. ความตายเป็นมาร (มัจจุมาร)

การท่องบ่นบทสวดมนต์ (บารมี ๑๐) ต้องท่องบ่นด้วยใจ เพราะใจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นความสำเร็จ (มโน มยา) ในกิจทั้งปวง สรุปสิ่งที่ถามไปเป็นเทวปุตตมารมาเตือนให้ท่องบ่นด้วยใจ

(๒) ผู้ถามปัญหาเห็นพื้นที่ราบเรียบ มีลักษณะคล้ายธงปลิว นั่นเป็นการเห็นด้วยจิตที่เริ่มเป็นสมาธิ (เห็นจริง) แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง ผู้รู้จริงแท้แก้ปัญหานี้ด้วยการกำหนดว่า "เห็นหนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งที่ถูกเห็นจะหายไป แล้วเอาจิตกลับมากำหนดอยู่กับองค์ภาวนาเดิมที่ทำอยู่ การประพฤติเช่นนี้ เป็นการดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ (เดินจงกรม)

(๓) การฟังพระเทศน์ธรรมะทางทีวีนั้น ต้องเอาใจจดจ่ออยู่กับภาพที่เห็น ใจเป็นพลังงานที่มีการเกิด-ดับ เร็วกว่าการเกิด-ดับของพลังงานประสาท (ตา) ผู้รู้ไม่จริงแท้จึงคิดว่า ยังฟังพระเทศน์รู้เรื่อง ตรงกันข้าม ผู้รู้จริงแท้รู้ว่า สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังนั้น ไม่เต็มร้อย หรือคือการขาดสติในบางห้วงเวลานั่นเอง เมื่อนำเอาความรู้นั้นไปตอบปัญหาในห้องสอบ จึงได้เกรด ( A B C D F) ออกมาไม่เหมือนกัน สรุป เป็นการขาดสติบางห้วงเวลา หากผู้ถามปัญหาฟังพระเทศน์ธรรมะด้วยการมีสติเต็มร้อย ดีที่สุด

การดูรายการอื่นไม่มีอาการติดลบเช่นนี้ เป็นเพราะขณะดูรายการอื่นมีจิตจดจ่อ (สติ) เต็มร้อย

(๔) ได้บุญกุศลตามที่ระบุไว้ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

(๕) ผู้ที่มีความพร่องในเบญจศีล และเบญจธรรม เทวดาย่อมหนีห่างคือ ไม่มีเทวดาคุ้มรักษา ส่วนผู้ที่มีความพร่องในกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น เป็นการเปิดเส้นทางชีวิตไปสูทุคติภพ (นรก ดิรัจฉาน เปรต/อสุรกาย) ผู้ที่ประสงค์จะปิดเส้นทางนี้ ต้องพัฒนาใจให้มีศีล และมีสัจจะคุมอยู่ทุกขณะตื่น

สุดท้าย อโหสิให้
 

2521.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไร. กระผมขอกราบเรียนถามท่านว่า

1. ผมเป็นอะไรครับ วันๆหนึ่งผ่านไป ผมรู้สึกว่า ผมแค่ทำมัน ให้มันเป็นไปแบบเดิม
เหมือนว่าผมดู หนังซักเรื่อง เช้าทำงาน ทำไปเฉยๆ จบวันกลับบ้าน ไม่สนใจผู้หญิง โทรศัพท์ใหม่ รถยนต์
ไม่รู้สึกว่า ทำงานเพื่อเงินเดือน ได้มากน้อยไม่สนใจ ทำไปงั้นๆ ตามเห็นว่าเรียนมาแล้วก็ทำงาน
ไม่ฟังเพลง ไม่ดูโทรทัศน์ วันๆผมแทบไม่คุยโทรศัพท์หาเพื่อนเลย เว้นแต่ทางเขาโทรมา
ไม่รุ้สึกหลงใหล หรืออยากได้อะไร เลย เสื้อผ้า ก็ใสแต่ตัวเก่าๆ ไม่รู้สึกอายอะไร
ทั้งที่ ตอนผมเด็ก เล่นก็สนุก อยากได้ ของเล่น เสื้อผ้า ชอบผู้หญิง ชอบขนม รู้สึกโกรธ ตามคนธรรมดา
แต่ยิงโตขึ้น ผมเริ้มมีอาการดังที่กล่าวมา ท้องฟ้าไม่สวางสวยงามเหมือนตอนเด็ก รู้สึกขุ่นมัว สีทึบๆ

2 พักหลัง ผมรู้สึกว่า ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม ทุกอย่างที่เข้ามากระทบ ทำให้รู้สึกหงุดหงิด
บ า งครั้งรุ้สึกกลัว เบื่อหน่าย ทุกอย่าง ชอบอยู่เงียบๆ ไม่คิดอะไร ไม่วุ่นวาย ไม่มีความทะเยอทะยอน
ไม่เอาจริงเอาจังกับสิ่งใดเลย

3 นิพานมีจริงไหม นรกสวรรค์ ผี มีจริงไหม (อย่าตอบว่า ต้องปฎิบัติถึงรู้นะครับ)ผมเชื่ออาจารย์

4 ถ้ามีจริงแสดงว่า ที่เรา เกิดมาเล่น เรียนหนังสือ ทำงาน มันเป็นไปตามกิเลศ มันก็เป็นทางที่ผิดทั้งหมด นะซิครับ
(ต้องทำอย่างไงถึงพิสูจน์ได้ ผมไม่กล้าตัดสินใจ)

ของคุณครับ
เหน่ง

คำตอบ
(๑) ปัญญา คือความรู้ที่ใช้ส่องนำทางให้กับชีวิต จิตของผู้ถามปัญหาได้เข้าถึง ความรู้ที่เห็นถูกตามความเป็นจริงแท้ จึงส่งผลให้จิตมีความเป็นอิสระจากกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) และมีผลให้จิตไม่คิดอยากได้อะไรๆที่เป็นมนุษยสมบัติ ในที่สุดเมื่อตายแล้ว ยังต้องทิ้งไว้เป็นกำพร้าอยู่กับโลก ผู้มีความรู้ เห็น เข้าใจได้อย่างถูกตรงเช่นนี้ เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญาเห็นถูกตามธรรม .... สาธุ

(๒) การที่สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาติ แล้วรู้สึกหงุดหงิด เนื่องมาจากเหตุที่เอาจิตไปยึดติดอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่พัฒนาจิตจนมีกำลังของพละ ๕ (สัทธา วิริยา สติ สมาธิ ปัญญา) กล้าแข็งได้แล้ว ย่อมมีจิตเป็นอิสระจากสิ่งที่เข้ามาขวางกั้นบุญกุศล (มาร) ดังนั้นหากผู้ถามปัญหา ปรารถนาจะให้จิตเป็นอิสระจากความหงุดหงิด (กิเลสมาร) ต้องเจริญพละ ๕ ให้มีกำลังกล้าแข็งอยู่ทุกขณะตื่น แล้วจึงจะผ่านความหงุดหงิดนี้ไปได้

(๓) ความรู้ เห็น เข้าใจ (สนฺทิฏฺฐิโก) เรื่องนรก สวรรค์ ผี นิพพาน หากผู้ถามปัญหาปรารถนาได้คำตอบที่ถูกตรงตามความเป็นจริงแท้ ต้องประพฤติตามหลักกาลามสูตร ที่พระพุทธเจ้าโคดมได้ประทานไว้แก่ ชาวกาลามะ ในครั้งพุทธกาล

ผู้ตอบปัญหาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่เข้าถึงความจริงโลกิยะ (อภิญญา ๕) และความจริงโลกุตตระ (ญาณ ๑๖) ด้วยการพัฒนาจิตตามแนวของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน จึงบอกว่า นอกจากโยนิโสมนสิการแล้ว ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะเข้าถึงความจริงในเรื่องที่ถามได้ หากมิได้พัฒนาจิตตนเองให้เข้าถึงอภิญญา ๕ และญาณ ๑๖ ครับ ..... ขออภัยด้วย

(๔) สิ่งนี้เป็นความเห็นผิดของชาวโลก ที่ยังต้องนำพาชีวิตเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่รู้จบ มนุษย์เกือบทั้งโลกนิยมพัฒนาความรู้เพียงด้าน สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา ทั้งๆที่มนุษย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาความรู้สูงสุดทางด้านภาวนามยปัญญาได้ การพัฒนาความรู้สูงสุดเป็นเรื่องยาก แต่มนุษย์ที่มาเกิดอยู่ในยุคสมัยนี้ สามารถพัฒนาและเข้าถึงความรู้สูงสุดนั้นได้

ผู้ตอบปัญหา มีความจำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์ จนเข้าถึงความรู้สูงสุดทางโลก จึงทำให้ไม่เชื่อในคำสอน (ความรู้) ของพระพุทธศาสนา ได้ไปพิสูจน์ด้วยการพัฒนาจิต (จิตตภาวนา) อย่างเข้มข้น จนในทีสุดได้เข้าถึงความจริงสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้ ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดี ตรงกันข้าม คนที่มีความรู้ทางโลก กลับเห็นว่า ผู้ตอบปัญหามีพฤติกรรมผิดเพี้ยน ความรู้ เห็น เข้าใจ ที่เพี้ยนไปจากคนส่วนใหญ่เช่นนี้ เป็นที่นิยมของชาวโลก ผู้มีความรู้ เห็น เข้าใจ ถูกตรงตามความเป็นจริงแท้ มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกในหลายภาษา และมีผู้กด ( click) เข้ามาอ่านคำตอบใน website นับได้หลายล้านครั้ง

 

2520.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไร

    กระผมขอกราบเรียนถามท่านว่า

1. ผมเคยรับราชการทั้งประจำและการเมือง มีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูง แต่ได้ลาออกมาระยะหนึ่งแล้ว
เหตุสำคัญอันหนึ่งคือ ผมรู้สึกว่าตัวเองยิ่งอายุมากขึ้น กลับมีโทสะ โมหะ ราคะมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีจะทำอย่างไรกับจิตอาฆาตพยาบาทคนหลายคนที่เคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจกับผมและครอบครัว
มาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนหลายๆเรื่องผมนึกว่าลืมไปแล้ว แต่ปัจจุบันกลับมาฝันถึงเรื่องที่ถูกกระทำ
และนึกเกลียดชังแค้นคนเหล่านั้น และอยากไปทำร้าย จนผมกลัวใจตัวเอง  

 2. เรื่องข้างต้นทำให้ผมหลีกหนีสังคม รวมทั้งพ่อแม่ (ก็ไม่ดูแลท่าน)มาอยู่ต่างประเทศ
เพราะรู้สึกกลัวที่จะทำเรื่องต่างล้มเหลวไม่ได้อย่างใจแล้วจะพาลโกรธทำร้ายผู้ที่ขัดขวาง

3. ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาเริ่มมาอ่านและฟัง ธรรมะ ก็มีหลายๆประเด็นที่ตรงจริตรู้สึกว่า
จะสามารถนำไปปฎิบัติเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง ก็มารู้สึกแย่กับที่เห็นท่านมิตสุโอะ สึกไปแต่งงาน
กระทั่งเรื่องของท่านอาจารย์สนองเองที่ผมศรัทธา มามีเรื่องเณรคำ ทำให้ผมเกิดความสงสัยในพระรัตนตรัย

    ผมควรจะทำอย่างไรคิดอย่างไร ปฎิบัติอย่างไรครับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และกราบขออโหสิกรรมท่านหากล่วงเกินท่านด้วยกาย ใจหรือวาจาใด ครับ

คำตอบ
(๑) เรื่องไม่ดีทั้งหลายที่บุคคลได้ทำไว้แต่อดีต มิได้สูญหายไปไหน แต่ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้กระทำ เมื่อใดจิตสงบจากอารมณ์ปรุงแต่งจนถึงระดับที่สมควรแล้ว กรรมที่ไม่ดีจะให้ผลออกมาเป็นอกุศลวิบากตามที่บอกเล่าไป ผลนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็วกับผู้ปฏิบัติธรรม จิตที่มีความถี่ของพลังงานที่สมควรแล้ว ย่อมปรากฏผลเป็นอกุศลวิบาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตในทางที่ไม่ดี

ผู้ถามปัญหาเป็นผู้มีโชคดีที่อกุศลวิบาก เช่น ราคะ โทสะ โมหะ รวมถึงความพยาบาท ที่เกิดขึ้นให้ระลึกได้ก่อนที่จะทิ้งขันธ์ลาโลกนี้ไปสู่อบายภูมิ ด้วยเหตุเช่นนี้ ผู้รู้จึงควรรีบกำจัดกิเลสใหญ่ให้หมดไป ด้วยการให้อภัยเป็นทาน ในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ แล้วคุณธรรมที่เรียกว่า เมตตา จึงจะเกิดขึ้น หรือจะให้ดีต้องสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์เจริญจิตภาวนา (พุท-โธ) เมื่อทั้งสองกิจกรรมแล้วเสร็จ ให้อุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรไปเรื่อยๆ จนกระทั่งยุติการระลึกถึงเรื่องไม่ดีต่อไป จะให้ดีที่สุด ต้องนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรมตามสถานที่เปิดให้และเหมาะสมกับผู้ถามปัญหา

(๒) จะหนีไปไหนก็หนีใจตัวเองไม่พ้น พระพุทธเจ้าโคดมสอนพุทธบริษัทให้อยู่กับปัญหา แล้วดับเหตุแท้จริงของปัญหาที่มีอยู่ในใจของตัวเอง เมื่อเหตุดับ ปัญหาย่อมดับตามไปด้วย

(๓) ผู้มีความเห็นถูกตรงตามธรรม มิได้เอาจิตไประลึกรู้อยู่กับเรื่องของคนอื่น แต่เอาจิตมาระลึกรู้อยู่กับเรื่องของตัวเอง สิ่งใดดีสิ่งใดเป็นกุศล จงทำให้มีมากขึ้น ตรงกันข้าม สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดเป็นอกุศล จงกำจัดให้หมดไปจากใจ
แล้วชีวิตจึงจะมีแต่ความสวัสดี

ผู้ตอบปัญหาพูดอยู่เสมอว่า "จงดูเขาเป็นครูสอนใจ" หากเขาคิด พูด ทำไม่ดี อย่าได้ประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะได้ไม่เป็นคนไม่ดีเหมือนเขา ตรงกันข้าม หากเขาคิด พูด ทำดี จงประพฤติดีเช่นเขา
แล้วเราก็จะได้เป็นคนดีเหมือนเขา วิธีการนี้เท่ากับมีหลวงพ่อดี (สติสัมปชัญญะ) สถิตอยู่กับใจทุกขณะตื่น

สุดท้าย อโหสิให้แล้วครับ
 

2519.
กราบเรียน    อาจารย์สนอง   วรอุไร
     ดิฉันป่วยเป็นโรค Panic ทานยามาประมาณ  4 ปี ตอนนี้เลิกกินยามาประมาณ 5 เดือนแล้วค่ะ
เลิกทานไปเอง และก็จะใช้สติควบคุมอารมณ์ เห็นความแปรปรวน ความทุกข์ในใจเด่นชัด ต้องใช้ทั้งความอดทน  
และความปล่อยวาง ตอนนี้ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นโรคทางจิตแล้ว คือ เมื่อมีความโกรธ ความเครียด
ความขุ่นเคืองเกิดขึ้น มันจะแน่นในอก ร้อนรน แต่ไม่อาจยกความเครียดหรือความโกรธ
ความทุกข์ออกไปจากใจได้ และเห็นว่าตัวเองแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จิตมันดิ้นรน อาการทางกายเช่นเย็น
เสียวกลางอก บางทีร้อน บางคราวสั่นไปทั้งตัว จึงอยากเรียนถามอาจารย์ ดังนี้ค่ะ

  1. ดิฉันอยากให้โรคหรืออาการทางจิตนี้หายไป ตอนนี้ดิฉันสวดมนต์สั้น ๆ อธิฐานถือศีล 5 ก่อนนอนทุกคืน
(แม้แต่กลางวันก็ถือศีลเหมือนกัน แต่ข้อ 4 ยากค่ะ ดิฉันยังเพ้อเจ้อไร้สาระ บางทีก็พูดคำหยาบอยู่)
นั่งสมาธิประมาณ 10 - 20 นาที ก่อนนอน แต่การนั่งสมาธินั้น จิตไม่นิ่งหรอกค่ะ
แล้วแผ่บุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ป่วยเป็นโรคนี้ และให้กับเทวดารักษาตัวเอง  
ดิฉันต้องปฏิบัติธรรมให้เข้มกว่านี้หรือต้องทำอย่างไรคะจึงจะหายเสียที

  2. คนทรงเจ้าทักดิฉันว่ามีองค์ และต้องประทับทรงด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะป่วยแบบนี้ตลอดไป
ดิฉันก็ไม่อยากรับไม่อยากทรงเจ้าด้วย ที่เขาพูดเป็นความจริงหรือเปล่าคะ
ถ้าจริงทำอย่างไรดิฉันจะได้ไม่ต้องรับทรงแต่ตัวเองก็หายจากโรคทางจิตนี้ดวยค่ะ

  3. ดิฉันจะตกใจชนิดเฉียบพลันเกี่ยวกับเรื่องความตาย มากๆ เดิมเคยกลัวตายสุดชีวิต
ตอนนี้ดีขึ้นเยอะค่ะทำใจยอมรับแต่ก็ยังกลัวความตายอยู่ ขออาจารย์ให้แง่คิดในเรื่องความตายด้วยเถิดค่ะ

  4. ตอนนี้ตัวเองมีภาวะจิตเช่นนี้แล้ว ควรจะทำสมาธิแบบใดค่ะ เพื่อให้จิตกล้าแข็งแล้วกลับมาปกติได้

  5. ดิฉันพึ่งพาจิตใจตัวเองไม่ค่อยได้ คอยแต่คิดว่าถ้าพ่อแม่ตายไปดิฉันจะทำอย่างไร
หรือถ้าเพื่อนคนนี้ไม่อยู่ด้วยจะดำเนินชีวิตอย่างใด ดิฉันกลัวเรื่องการโดดเดี่ยว กลัวการต้องอยู่คนเดียว
กลัวไร้ที่พึ่ง ขออาจารย์ให้แง่คิดในเรื่องนี้ด้วยเถิดค่ะ


                       กราบขอบพระคุณในความกรุณาค่ะ

คำตอบ
(๑) ผู้ประสงค์จะหายจากโรคดังกล่าว ต้องทำเหตุให้ตรง เหตุตรงคือ
      ก. ต้องมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น
      ข. เจริญสติด้วยการสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยทุกวันก่อนนอน
      ค. เร่งความเพียร เจริญสติ ด้วยการภาวนา "พุทโธ" ให้มาก
   -ผู้มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง
   -ผู้มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐-๑๒ ชั่วโมง
   -ผู้มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง
      ง. เมื่อภาวนาแล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร

ผู้ทำเหตุได้ถูกตรงเช่นนี้แล้ว กระทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ย่อมมีโอกาสหายจากความเจ็บป่วยทางใจและทางกายได้

อนึ่ง การจะมีเทวดาคุ้มรักษา อย่างน้อยต้องประพฤติตนเองให้มีเบญจศีลและมีเบญจธรรม คุ้มรักษาใจให้ได้ทุกขณะตื่น

(๒) คนทรงเจ้าพูดถูกของเขา แต่ผู้รู้จริงแท้พูดว่า ผู้ใดมีศีล ๕ และมีธรรม ๕ คุ้มครองใจอยู่ทุกขณะตื่น ผู้นั้นย่อมมีองค์ (เทวดา) คุ้มรักษา

ปกติจิตวิญญาณที่มาเข้าทรง ต้องการร่างมนุษย์ไปใช้ทำประโยชน์ให้กับตัวเอง หากไม่ปรารถนาจะเป็นคนทรงเจ้า ต้องพัฒนาจิตตนเองให้มีศีลและมีสติคุ้มรักษาใจ แล้วจิตวิญญาณอื่นใดก็ไม่สามารถมาใช้ร่างกายของผู้ถามปัญหาได้

(๓) คนที่กลัวความตาย มีต้นเหตุมาจากความไม่รู้จริงในสิ่งที่กลัว ดังนั้นหากประสงค์จะเลิกกลัวความตาย ต้องพัฒนาจิตให้เข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌาน หรือพัฒนาจิตจนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งที่พัฒนาได้ไปพิจารณาขันธ์ ๕ จนดับได้เมื่อไร เมื่อนั้นการกลัวความตายจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

(๔) หากประสงค์จะกลับมาเป็นเหมือนคนปกติ ต้องปฏิบัติตนตามข้อ (๑)

(๕) ผู้รู้จริงแท้และมีความเป็นสัพพัญญู ตรัสว่า "ธรรมย่อมคุ้มรักษาผู้ประพฤติธรรม" นั้นเป็นเรื่องจริง ผู้ใดพัฒนาจิตจนมีธรรมเกิดขึ้นกับใจของตัวเองได้แล้ว ผู้นั้นสามารถพึ่งตัวเองได้และเป็นการพึ่งที่ดีที่สุด
 

2518.
กราบเรียนถามอาจารย์ครับ

๑. การใช้ชีวิตอยู่กินกับแฟนก่อนแต่งงานโดยที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้แล้วและยอมรับแล้ว
และกำหนดวันแต่งงานแล้ว อย่างนี้ถือว่าผิดศีลข้อสามหรือเปล่าครับ ปฏิบัติธรรมขึ้นหรือเปล่าครับ

๒. การแผ่เมตตาให้ตนเองถ้าแปลเป็นไทยส่วนใหญ่จะมีคำว่าขอนำหน้า ซึ่งเวลาผมแผ่แล้วรู้สึกว่าเราเป็นผู้ขอ
มันขัคๆในใจ เพราะอาจารย์เคยบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเราให้เป็นผู้ขอ อย่างนี้ควรทำอย่างไรครับ
หรือแผ่แค่ภาษาบาลีก็พอครับ

๓. ขอคำแนะนำอาจารย์ เรื่องการเอาชนะใจตนเอง เรื่องการบังคับตัวเองไม่ให้ทำตัวเองไปทำในเรื่องที่เสียเวลาครับ
เช่น ขี้เกียจ เสพสื่อลามก เล่นเกมส์ เพราะที่ผ่านมามักจะแพ้ใจตัวเองตลอด ทำอะไรไม่ค่อยต่อเนื่อง
ทำได้สองสามวันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งที่ในใจก็รู้นะครับว่ามันไม่ควรทำ
ทำอย่างไรให้เราสามารถปราบความคิค ความประพฤติเหล่าออกไปได้ครับ


กรรมใดที่เคยล่วงเกินอาจารย์ผมขอกราบขอขมา ขออโหสิกรรมด้วยครับ

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ด้วยครับ

คำตอบ
(๑) คำว่า "ยอมรับ" หมายถึง พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายตกลงให้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เมื่อทั้งสองได้แต่งงานกันแล้ว การร่วมประเวณีก่อนข้อตกลงจะบรรลุ ยังถือว่าประพฤติผิดศีลข้อสาม คือ สามารถปฏิบัติธรรมได้ แต่เข้าไม่ถึงธรรมที่ปฏิบัติ

(๒) พระพุทธโคดมมิได้สอนให้ประพฤติตนเป็นผู้ขอ แต่ทรงสอนให้ประพฤติเหตุให้ตรง เหตุที่ตรงของการแผ่เมตตา เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูหรือผู้จองเวร ควรพูดว่า "จงอย่าได้มีเวรต่อกัน"

(๓) ผู้ใดประพฤติมีศีลและมีสัจจะคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น ผู้นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ หากผู้มีความศักดิ์สิทธิ์พัฒนาจิตให้มีสติสัมปชัญญะ ด้วยการเจริญพละ ๕ อยู่เสมอ แล้วใช้สติสัมปชัญญะที่พัฒนาได้ ส่องนำทางให้กับชีวิต ผู้นั้นจึงสามารถเอาชนะใจตนเองได้

สุดท้าย อโหสิให้แล้ว
 

2517.
กราบเรียนถามอาจารย์สนองที่เคารพ

1. หนูมีความรู้สึกบ่อยๆว่าชีวิตตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่า บางครั้งก็รู้สึกเบื่อโลก
อยากตายเร็วๆ เพราะไม่เห็นว่าตัวเองมีประโยชน์อะไร  และเป็นคนที่ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
ทั้งๆที่ชีวิตก็สะดวกสบาย เหตุนี้เกิดจากกรรมรึเปล่าคะ หนูควรทำอย่างไรดี

2. เวลาหนูใส่บาตร หนูพยายามขอให้ตัวเองได้มีศีล 5 มากๆขึ้น เพราะตัวหนูเองก็รู้ตัวเองดีค่ะว่า
ไม่สามารถควบคุมจิตใจให้มีศีลอยู่ตลอดเวลาได้ แต่ก็ทำไม่ได้สักที
หนูควรเปลี่ยนการอธิษฐานหรือทำยังไงให้ตัวเองมีศีลคุมใจคะ

3. เวลาหนูนั่งสมาธิ เกิดอาการคันๆตลอด หรือชอบนึกถึงกรรมที่เคยทำไว้
นั่นใช่เป็นการชดใช้กรรมรึเปล่าคะ

4. หนูมีความสงสัยค่ะว่าคนที่ชอบดูสื่อลามกบ่อยๆเป็นกรรมที่ไม่ดีและไม่ควรทำหรือเปล่าคะ

5. ตอนนี้หนูห่างจากการปฏิบัติมาเกือบ 2 ปี เวลาจะตั้งใจไปปฏิบัติธรรมทีไร
อันต้องมีเหตุมาขัดขวางทุกที ไม่ทราบว่าเป็นมารหรือเปล่า มีวิธีแก้ไหมคะ

6. ตอนนี้หนูก็นั่งสมาธิอยู่ทุกวันๆ วันละประมาณ 20 นาที แต่รู้สึกว่านั่งไปก็ไม่ค่อยมีผลอะไร
เหมือนนั่งรอให้หมดเวลา และใจสงบเท่านั้น หนูควรพัฒนาการนั่งสมาธิอย่างไรดีคะ
เพื่อให้สามารถพัฒนาปัญญาของหนูด้วยอะคะ

7. หนูมักจะมีปัญหากับแม่ค่อนข้างบ่อย ทั้งหนูและแม่ก็ไม่สบายใจ
หนูพยายามจะไม่พูดจาไม่ดีแล้ว แต่บางครั้งก็เป็นเหตุต้องให้ทะเลาะกัน
ในความรู้สึกลึกๆของหนู บางทีหนูก็รักแม่มากๆ บางครั้งก็ไม่ค่อยเท่าไหร่
อย่างนี้เป็นเจ้ากรรมนายเวรกันรึเปล่าคะ ต้องแก้อย่างไรดี

ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

คำตอบ
(๑) สิ่งที่บอกเล่าไปให้ฟังเป็นเรื่องที่ไม่ดี อันมีต้นเหตุมาจากอกุศลกรรมให้ผล
หากผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตให้มีสติและมีปัญญาเห็นถูกตามธรรม
แล้วนำสติสัมปชัญญะนั้นมาใช้ส่องนำทางให้กับชีวิต ปัญหาที่ไม่ดีทั้งหลายจึงจะไม่เกิดขึ้นอีก
ส่วนปัญหาเก่าต้องชดใช้ให้หมดสิ้นไป

(๒) คำว่า "ขอให้ตัวเองมีศีล ๕ มากๆขึ้น" มิได้หมายความว่าตัวเองจะต้องมีศีล ๕ อยู่ครบ
ตรงกันข้าม หากอธิษฐานให้มีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น และพัฒนาจิตให้มีสัจจะ
ความสมปรารถนาในสิ่งที่อธิษฐานจึงจะสำเร็จ ดังนั้นควรลาอธิษฐานเดิม แล้วตั้งอธิษฐานใหม่ให้ถูกตรง

(๓) การนึกถึงกรรมเก่าเป็นอาการของคนที่ขาดสติ ปัญหาต่างๆจึงได้เกิดขึ้นจากการให้ผลของอกุศลกรรม

(๔) การดูสื่อลามกเป็นอกุศลกรรม ผู้หวังความเจริญในทางธรรมต้องเว้นประพฤติ

(๕) ที่บอกเล่าไปเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของมาร ผู้ถามปัญหาจะผ่านมารประเภทนี้ไปได้
ต้องพัฒนาจิตตามหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) และต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องยาวนาน

(๖) ผู้รู้จริงแท้กล่าวว่า ผู้มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละประมาณ ๒๐ ชั่วโมง
ผู้มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละประมาณ ๑๐-๑๒ ชั่วโมง ผู้มีความเพียรน้อย
ปฏิบัติธรรมวันละประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง โดยมีศีล สัจจะ และความเพียร

(๗) การทะเลาเบาะแว้งเป็นอกุศลธรรมที่บุคคลทั้งสองเคยก่อไว้แก่กัน
และมีผลส่งถึงความวิบัติของชีวิต ผู้รู้จริงแท้จึงไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อันเป็นเหตุสร้างหนี้กรรมใหม่
ผู้รู้จริงแท้ไม่ละเลยที่จะชดใช้หนี้กรรมเก่าให้หมดไป
และสุดท้ายผู้รู้จริงแท้นิยมพัฒนาจิตให้เป็นอิสระจากสมมติในวัฏสงสาร
 

2516.
เรียนท่านอาจรย์ ดร.สนอง

1. อยากเรียนถามอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องการอโหสิกรรมค่ะ
หากเราเคยเถียงแม่ แล้ววันหนึ่งเราก็ไปกราบแม่และขออโหสิกรรมจากแม่ แม่ก็ยกให้
อย่างนี้กรรมที่เคยเถียงแม่ไว้จะถือเป็นโมฆะหรือไม่คะ
หรือว่าอย่างไรเราก็ต้องชดใช้กรรมนั้นอยู่ดี

2. พระที่บรรลุอรหันต์แล้วในภพภูมิมนุษย์ ยังจะต้องชดใช้หนี้กรรมหรือไม่คะ  

กราบขอบพระคูณอาจารย์ค่ะ

ตอบ(๑) สมมติบัญญัติถือว่า จิตวิญญาณที่ไปอาศัยท้องคนอื่นสัตว์อื่นเกิดเป็นรูปนาม
เป็นแม่ลูกกัน ด้วยเหตุที่จิตวิญญาณมีการเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้จบ (อนันต์)
ความเป็นแม่เป็นลูกกันจึงมีนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ หากผู้ถามปัญหารับอโหสิกรรมจากแม่ในชาตินี้
และไม่ประพฤติอกุศลกรรม (เถียงแม่) อีกต่อไป หนี้เวรกรรมกับแม่ในชาตินี้จึงจะเป็นโมฆะหรือจบสิ้นไป
แต่ยังมีหนี้เวรกรรมกับแม่ในชาติอื่นๆตกค้างอยู่อีก

(๒) คำว่า "สังโยชน์" หมายถึง ธรรม (กิเลส) ที่ผูกมัดใจสัตว์ไว้กับทุกข์
บุคคลผู้พัฒนาจิตและใช้ปัญญาเห็นแจ้ง กำจัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อย่าง ให้หมดไปจากใจได้แล้ว
จิตวิญญาณจึงจะไม่โคจรกลับมาเกิดเป็นรูปนามในวัฏสงสารนี้อีก หนี้เวรกรรมที่เหลือทั้งหมด
จะถูกยกเลิก (อโหสิกรรม) ไปโดยปริยาย
 

2515.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ที่เคราพ 

กระผมเป็นนักศึกษาปี 1 นิติ ราม  

1 ทำอย่างไรถึงจะได้พบกับ คนที่ใช่ ( คนที่ดี )

2 และเมื่อพบแล้ว ทำอย่างไร เขาถึงจะยอม คบกับเรา  

ขอบพระคุณครับ

คำตอบ
(๑) คำว่า "คนที่ใช่" หากผู้ถามปัญหาหมายถึง คนที่ดีอย่างน้อยต้องพัฒนาตนเองให้มีพฤติกรรมดี มีเมตตา
มีความกตัญญูกตเวที มีสัจจะ ฯลฯ คุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น

(๒) การที่จะให้คนดียอมรับ (ยอมคบกับเรา) เป็นความเห็นผิดไปจากธรรมในพุทธศาสนา
แต่หากเราพัฒนาตนเองให้มีเมตตาและประพฤติตนเป็นผู้ให้สิ่งดีงามแก่ผู้อื่นสัตว์อื่นอยู่เสมอ
การยอมรับจากบุคคลอื่นสัตว์อื่นจึงจะเกิดขึ้น
 

2514.
เรียน อาจารย์ดร.สนอง ที่เคารพ

ตัวผมเองพยายามที่จะคอยดูตัวเองไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น แต่ก็มีพลาดอยู่บ้างครับ
ส่วนสิ่งที่ผมจะเรียนถามอาจารย์คือ ถ้าการกระทำของผมไม่ว่าทางกายหรือวาจา
แล้วทำให้คนอื่นมีความโกรธเกิดขึ้นจากการกระทำของผม
ไม่ว่าเป็นความผิดพลาดของผมเองหรือเกิดจากจิตใจของผู้อื่นที่มักโกรธก็ตาม
ถ้าผมสัมผัสได้ว่าเขาเหล่านั้นมีความโกรธเกิดขึ้น ก็จะทำให้ผมมีความไม่สบายใจ
มีอาการห่อเหี่ยวทางจิตใจเกิดขึ้นทุกครั้ง ซึ่งมักเกิดจากการที่ผมไปแคร์ความรู้สึกของคนอื่นนั่นเอง
ผมจึงอยากเรียนถามวิธีฝึกตนให้เป็นอิสระจากอารมณ์คนอื่นด้วยครับ

ขอขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

ด้วยความเคารพ

คำตอบ
การฝึกจิตให้เป็นอิสระจากอารมณ์ของคนอื่น ต้องพัฒนาจิตตนเอง (สมถภาวนา) ให้มีกำลังของสติกล้าแข็ง
และพัฒนาจิตตนเอง (วิปัสสนาภาวนา) ให้มีกำลังของปัญญาเห็นถูกตามธรรมกล้าแข็ง
ผู้ถามปัญหาจึงจะสามารถมีจิตเป็นอิสระจากอารมณ์ของคนอื่นได้
 

2513.
กราบเรียนถามค่ะ

ถ้าภาวนา กำหนดรู้ พอเริ่มมีสมาธิแล้วเห็นภาพลบหลู่ครูบาอาจารย์หรือผู้มีพระคุณที่เราเคารพเทิดทูน
หรือภาพลามก หรือคำหยาบ ผุดขึ้นมา โดยที่ไม่เคยคิดหรือพูดแบบนั้นมาก่อน
เกิดหลายครั้งเวลาที่การภาวนากำลังไปได้ดีเกิดแล้วรู้สึกตกใจและผิดบาปมากจนอยากเลิก
สติสมาธิก็รวน กำหนดไม่ออกทุกที สิ่งนี้เกิดจากอะไร

ดิฉันควรทำอย่างไรดี หรือจะกำหนดว่าอะไรดีคะ

คำตอบ
สิ่งที่ถามไปเกิดจากเหตุที่จิตของผู้ถามปัญหายังมีกำลัง (พละ ๕) อ่อน จึงไม่สามารถต้านกำลังของกิเลสมารได้

ผู้ใดพัฒนาจิตจนมีกำลังของพละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) กล้าแข็งได้แล้ว ผู้นั้นย่อมมีจิตที่กล้าแข็งสามารถต้านทานกิเลสมารได้ ดังนั้น หากบุคคลพัฒนาจิตให้มีศีล ๕ คุมใจได้ทุกขณะตื่น และพัฒนาจิตให้มีกำลังกล้าแข็งได้แล้ว ปัญหาที่ถามไปจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
 

2512.
กราบเรียน อาจารย์ ดร. สนองที่เคารพ

สองสัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสได้ไปฟังการบรรยายของ ดร. อาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านพูดเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยและโลกใบนี่ที่เราอาศัยอยู่

ผมมีข้อสงสัยบางข้อที่อยากให้อาจารย์กรุณาไขข้อสงสัย ดังนี้

๑) อาจารย์ผู้บรรยาย สามารถบังคับหรือเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้เช่น พายุแทนที่เข้ามาในเมืองไทยกลับปรับเปลี่ยนทิศทางให้พัดไปที่ประเทศอื่น
-การทำแบบนี้ถือผิดศีลหรือไม่ ? เพราะถ้าทำได้จริงเหมือนไปทำให้คนอื่นเดือนร้อน

๒) อาจารย์ผู้บรรยาย มีสิ่งของมาจำหน่าย ขายให้สมาชิก ผ่านการทำพิธี หรือ
ปลุกเสกจากท่านอาจารย์ผู้บรรยายเอง
- การทำแบบนี้ถือว่าผิดศีลหรือไม่ ? ถ้าทำเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชมรม ผมคิดว่าก็โอเค แต่การจำหน่ายสิ่งของแบบนี้เป็นการทำให้ผู้คนหลงผิดหรือไม่ ?

๓) อาจารย์ผู้บรรยาย เน้นหลายครั้งระหว่างบรรยายว่าจะพยายามรักษาแผ่นดินไทยให้คงอยู่
ในยุกต์ของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป มีการบรรยายถึงเครื่องทรงพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป
- ผมอาจเข้าใจอาจารย์ท่านผู้บรรยายผิดที่เข้าใจจุดประสงค์ของชมรมที่ว่า
พยายามพาตัวเองไปเกิดในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป

ผมสงสัยว่าเราควรเปลี่ยนจุดหมายของเราจากพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันซึ่งยังไม่หมดวาระ
ไปยังพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป มีผลดี ผลเสียอย่างไร ?

๔) อาจารย์ผู้บรรยาย นำรูปถ่ายที่อาจารย์บอกว่าเป็นรูปของเทพที่มาช่วยเมืองไทย
รูปลำแสงสีม่วงที่หมายถึงประตูสวรรค์

ขออนุญาตนะครับผมอ่านหนังสือ/เทปบรรยายของอาจารย์สนอง
ซึ่งระบุว่า เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถถ่ายรูปลักษณะดังกล่าวได้

- ผมขอความเห็นจากอาจารย์ในคำถามข้อนี้ด้วยครับ

ขอบพระคุณอาจาย์ สนองมากครับ

นพดล แสงทอง

คำตอบ
(๑) ที่เอ่ยชื่อว่า อาจารย์ผู้บรรยาย มิได้ระบุว่าชมรมหรือมูลนิธิชื่อว่าอะไร แต่อย่างไรก็ตาม มิได้บรรยายให้กับผู้มาฟังธรรมจากชมรมกัลยาณธรรมแน่นอน เพราะมิใช่จุดประสงค์ของชมรมกัลยาณธรรม ที่ให้ผู้บรรยายเผยแพร่ธรรมปฏิรูปเช่นนั้น

การบังคับพายุให้เปลี่ยนทิศทางไปทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น มิใช่คำสอนของพระพุทธโคดมครับ

(๒) การปลุกเสกวัตถุให้ขลัง เป็น ดิรัจฉานวิชา หรือเป็นพระวินัย (ศีล) ที่พระพุทธโคดมบัญญัติให้ภิกษุเว้นประพฤติ แม้จะทำรายได้เข้าสู่ชมรมก็ตาม ชมรมกัลยาณธรรมไม่สอนให้ผู้ฟังธรรมประพฤติเช่นนั้น เพราะนั่นคือเหตุแห่งความเห็นผิดไปจากธรรม

(๓) หากผู้บรรยายคิดเช่นนั้น เห็นว่าเป็นความเห็นผิดไปจากธรรมของพระพุทธโคดม การเผยแพร่ธรรมะที่ดีงาม เป็นจุดประสงค์หลักของชมรมกัลยาณธรรม ที่ต้องการรักษาความดีงามในธรรมวินัยของพุทธศาสนานี้ไว้

(๔) ผู้ที่ยังมีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นปุถุชนเห็นว่าเป็นความถูกต้อง แต่ผู้ที่มีความรู้จริงแท้ในพุทธศาสนา มองเทพและประตูสวรรค์ว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง (อนัตตา) จึงมีจิตเป็นอิสระจากสิ่งที่ยกขึ้นมากล่าวอ้าง

ที่บอกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่สามารถถ่ายรูปลักษณะของสิ่งอันเป็นทิพย์ได้ เหตุเป็นเพราะความรู้หรือปัญญาทางโลกไม่สามารถเข้าถึงความถี่คลื่นพลังงานของสิ่งอันเป็นทิพย์ได้
 

2511.
เรียนถามอาจารย์ด้วยความเคารพครับ

ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ครับ อยากทราบครับว่าเหตุใดอาจารย์จึงกล่าวว่าแบคทีเรีย ไวรัส ไม่มีรูปนามล่ะครับ
เพราะมองเห็นได้ มีการดื้อยาได้ ผมเองเห็นว่าเวลาหมอให้ยาฆ่าเชื้อกับคนไข้จะครบองค์ 5 ของข้อปาณาฯ
(สัตว์มีชีวิต-รู้ว่าสัตว์มีชีวิต-จิตคิดจะฆ่า-เพียรจะฆ่า-สัตว์ตายลง)

ที่ผมถามเช่นนี้เพราะคับข้องใจที่ืจะต้องจ่ายยาเหล่านี้น่ะครับ  

คำตอบ
คำว่า "สัตว์" หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก และเคลื่อนไหวย้ายที่ไปได้เอง (เห็นด้วยตา) ส่วนคำว่า "จุลินทรีย์" หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงบัญญัติให้สิ่งมีชีวิตทั้งสองเป็นคนละประเภทกัน

คำว่า "ปาณาติบาต" (ปาณาติปาต) ตามที่พระพุทธโคดมบัญญัติไว้ในศีล ๕ หายถึง การนำพาชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปหรือหมายถึงการฆ่าสัตว์

ด้วยเหตุนี้การให้ยาฆ่าเชื้อโรค (จุลินทรีย์) จึงมิได้ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ครับ
 

2510.

ฝันถึงพญายมตัวอ้วนๆสีแดงไม่ใส่เสื้อใส่โจงกระเบนตัวเดียว มีเขาที่หัวด้วย เหมือนท่านจะมารั บ ใคร
ท่านถามชื่อหนูแล้วท่านก็บอกว่ายังไม่ใช่แล้วก็กลับ

นอนไม่หลับเลยค่ะไม่กล้าหลับเลย

คำตอบ
สัตว์บุคคลในวัฏสงสาร ที่มีปัญญาเห็นผิด (โมหะ) ยังสามารถฝันเห็นพญายมผู้มีหน้าที่ตัดสินชีวิตของสรรพสัตว์ในกามภพ (อบายภูมิ มนุษยโลก และเทวโลก) ได้ หากประสงค์จะไม่ไปเกิดเป็นสัตว์ (รูปนาม) อยู่ในกามภพ ต้องพัฒนาจิตให้เป็นอิสระจากกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) เช่น ปฏิบัติสมถภาวนาจนจิตตั้งมั่นเป็นฌาน จึงจะมีโอกาสไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในพรหมโลก หรือพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนสามารถเป็นอริยบุคคลนำพาชีวิตไปเกิดอยู่ในสุทธาวาส หรือนำพาชีวิตพ้นไปจากวัฏสงสาร จึงจะไม่พบกับพญายม
 

2509.

คือผมอยากถามว่าถ้าเรากลัวผีเนี่ยเกิดจากอวิชาแต่สมมุติว่ามีคนเดินมาเอามีดมาจะแทงเราแล้วเรากลัวมันเกิดจากอะไรครับ

คำตอบ
เกิดจากความไม่รู้จริงในสิ่งที่กลัว
 

2508.
กราบสวัสดี ดร.สนอง วรอุไร เจ้าค่ะ

ขอความเมตตาได้โปรดชี้แนะให้ข้าพเจ้าในเรื่องต่างๆด้วยนะค่ะ

ดิฉันพึ่งจะมีโอกาสได้ชมคลิปยูทูปที่ทางท่านได้ทำการเทศนาสอนธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ
ขอกราบอนุโมทนาสาธุการกับท่านเป็นอย่างยิ่งนะค่ะ ที่ให้ผู้คนจำนวนมากได้เกิดปัญญาดวงตาเห็นธรรมนะค่ะ  

เนื่องด้วยตัวเองมีความศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก หากกระทำสิ่งใดให้เป็นประโยชน์ต่อมหาชนเพื่อให้ได้มีความรู้แจ้งจนข้ามพ้นสังสารวัฏได้จะยินดีอย่างยิ่ง เป็นปณิธานที่ตั้งใจไว้ค่ะ แต่มีศรัทธา ก็ต้องมีปัญญาควบคู่กันเหมือนตาชั่งให้ได้พอดีกัน หากมีศรัทธามากกว่า งานนั้นก็จะมีปัญหา แต่หากมีปัญญาแต่ขาดศรัทธา งานนั้นๆก็ไม่สำเร็จ

เมื่อครั้งหนึ่งดิฉันได้อ่านพระสูตรมหายานเรื่อง พระมหายานไวปุลยธารณีสูตร ซึ่งในพระสูตรจะมีการกล่าวถึง  
เรื่องราวอดีตขององค์สมเด็จพระศรีศากยมุนี และพระอมิตาภะพุทธเจ้า เมื่ออ่านแล้วเหมือนเราเคยทำผิดมาก่อนตามสัญญาเก่า แล้วตามในพระสูตรฉบับนี้ซึ่งมีกล่าวว่าหากทำผิดจะตกนรกนานแสนนาน ทำให้ตัวเองกลัวเป็นอย่างมาก และแล้วก็ได้ขอขมากรรมต่อสิ่งที่ทำผิด แล้วสวดมนต์บทปรัชญาปารมิตาสูตรนะค่ะ ซึ่งมีข้อความ(พระอารยวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อครั้งบำเพ็ญจริยาแห่งปัญญาบารมีอย่างลึกซึ้งนั้น ได้พบว่าเบญจขันธ์ล้วนว่างเปล่า จึงได้ก้าวล่วงจากสรรพทุกข์ทั้งปวง.....  

ในใจก็ฉุกคิดได้ ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า แล้วมาพิจารณาถึงตัวเอง   เราก็กระทำความดีมาโดยตลอด   ถึงจะลงไปยังนรก ก็ขอให้ได้ไปช่วยเหลือ พระกษิติครรภ์ผู้ซึ่งมีมหาปณิธานที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากนรกได้ทั้งหมด แล้วพระโพธิสัตว์ท่านนี้ถึงจะเข้าสู่พุทธภูมินะค่ะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะค่ะ (แต่พระรูปหนึ่งกล่าวว่าไม่ควรคิดถึงนรกหรืออย่าคิดไปนรก) แต่ทุกวันนี้ดิฉันก็ว่าบนโลกเราใบนี้ สภาพที่ห่อหุ้มจิตก็ทำให้เราไปยังภพภูมิต่างๆได้ทันทีเลย)   พอคิดได้ดังนี้ดิฉันก็โล่งเลยค่ะ แล้วก็เหมือนภายในกายสว่าง และมีสติคอยกำกับอยู่โดยตลอด อาการนี้คืออะไรค่ะ เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน แล้วก็เป็นปกตินะค่ะ อาการนี้คืออะไรค่ะ   หลังจากนั้นมีโอกาสได้ไปฟังปาฐกถาธรรม ก็มีอาการเช่นนี้อีก เห็นเป็นแสงสว่างอยู่แล้วมีสติกับการที่ได้ฟังพระธรรมนั้นๆค่ะ   หรือหากได้ฟังพระธรรม หรือทำงานธรรมะช่วงกลางคืนก็จะมีอาการเช่นนี้และไม่ง่วงนอนเลย

ขอความเมตตาท่านช่วยอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวให้ทราบสาเหตุที่มาและหากจะทำให้มีอาการเช่นนี้เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ
คือมีสติคอยกำกับอยู่ จะต้องฝึกการปฏิบัติเช่นไรนะค่ะ (เพราะรู้ตัวว่าตัวเองปัญญาทึบมากเลยนะค่ะ)

แต่แล้วผ่านไป 2 ปี ซึ่งสามารถทำสิ่งต่างๆได้มากมายในทางพระธรรมนะค่ะ แต่ปัจจุบันทุกวันนี้ ดิฉันไม่ค่อยจะทำสิ่งต่างๆได้เลย เหมือนเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ คือมีความตั้งใจทำ แต่ทำไม่สำเร็จ หรือกว่าจะทำเสร็จก็ช้ามากๆๆเลยนะค่ะ
เป็นเพราะบางครั้งตั้งสัจจะไว้กับตัวเองแล้วทำไม่ได้ตามนั้น   แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุหลักคืออะไร แล้วมักทำสิ่งต่างๆผิดพลาดเหมือนเป็นคนสะเพร่า ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นนะค่ะไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม มักทำผิดเสมอๆ ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใดค่ะ แต่ที่แน่ๆก็คือเหมือนตัวเองไม่มีปัญญาสักนิดเลย คือมักไม่ใช่หัวในการคิดสิ่งต่างๆ มักจะใช้แต่แรงงานในการทำ  

จึงขอท่านได้โปรดชี้แนะด้วยนะค่ะ ดิฉันมีการกล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัยเกือบทุกวันที่มีการสวดมนต์ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเลยค่ะ เพราะปรารถนา จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกัลยาณธรรมให้ได้มากที่สุดตามที่ได้อธิษฐานไว้นะค่ะ แต่ตอนนี้เข้าใจถึงสภาวะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป   ซึ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนต้องดับทั้งนั้น จึงควรปล่อยวางกับสิ่งต่างๆให้มันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย และรู้ทันมัน เพราะคงมีเหตุที่ตัวเองได้สร้างไว้ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นคืออะไรจะแก้ไขได้อย่างไร
แต่ตัวเองตั้งใจไว้แล้วที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้ข้ามพ้นฝั่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะค่ะ แต่ยังคงด้อยปัญญาอยู่มาก จะต้องเพียรพยายาม และสร้างปัญญาบารมีเช่นไรเจ้าค่ะ ขอท่านได้โปรดชี้แนะด้วยนะค่ะ (บางครั้งการที่เรารู้ไม่จริงแล้วพูด เท่ากับทำให้เราบาปโดยไม่รู้ตัว คงจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ และเหมือนระลึกได้ว่า การสวดมนต์ไม่ถูกต้องในอดีต
แต่ตั้งใจ มันก็ถือว่าผิดเช่นกันค่ะ จึงส่งผลให้ทำอะไรผิดอยู่เรื่อย ไม่รู้เช่นไรถึงจะได้เดินหน้าต่อทางพุทธธรรมค่ะ)  

ดิฉันไม่กล้าที่จะแสดงธรรมในบางโอกาสหรือบางกลุ่มคน เป็นเพราะเหตุใดค่ะ แต่ในขณะที่หากบุคคลทั่วๆไปหรือเพื่อนกันก็ทำได้ตามปกติ ขอให้ท่านได้โปรดชี้แนะด้วยนะเจ้าค่ะ

การขอ คือ การร้องไห้ ไม่รู้ว่าดิฉันเคยอ่านเจอที่ไหน แต่ดิฉันมักจะชอบขอ เวลาเห็นธรรมะที่เป็นประโยชน์แล้วจะคิดอยากให้ท่านอื่นๆได้รู้ด้วย แล้วไม่รู้ว่าบางอย่างเจ้าของนั้นๆเขารู้สึกหวงรึป่าวไม่รู้ แต่ทางนั้นเขาก็อนุญาตถึงนำมาเผยแผ่ต่อ  
จริงๆแล้วดิฉันไม่ควรขอใช่มั้ยค่ะ แล้วหากต้องการช่วยเหลือเผยแผ่พระพุทธศาสนา ควรทำเช่นไรถึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุดค่ะ

แต่ทุกวันนี้ดิฉันจะสวดมนต์ทุกวัน และได้นั่งสมาธิบ้าง แต่ตัวเองรู้ว่าการนั่งสมาธินั้นยังไม่ค่อยถูกต้อง
เพราะนั่งแล้วได้แต่ความสงบคือได้สมาธิ คือไม่ได้พิจารณาอะไรเลย มีแต่ความสงบ แล้วก็ใช้การแผ่เมตตาไปทั่วๆตอนนั่งสมาธินะค่ะ  

จึงขอท่านได้โปรดชี้แนะให้ดิฉันทราบด้วยนะค่ะว่า    ควรปฏิบัติเช่นไรนะค่ะ รู้ตัวเองว่า มีเวทนาสงสารผู้คน
แล้วจริงๆเราต้องสร้างเหตุให้ตรงถึงจะส่งผลให้ท่านเหล่านั้นได้รับ แต่ติดที่ชอบการสวดมนต์เป็นชีวิตจิตใจ
จนบางครั้งเรียกว่า เอะเรางมงายเกินไปหรือไม่ แต่ก็พยายามสร้างเหตุให้ตรงด้วยการแนะนำให้ข้อธรรมกับผู้คนนะค่ะ
แต่เราก็จะสวดมนต์แล้วแผ่ไปถ้วนทั่วนะค่ะ

สุดท้ายนี้ หากปรารถนาเดินสายโพธิสัตว์ ไม่ทราบว่าควรศึกษาจากที่ใดนะค่ะ

กราบขอบพระคุณในความเมตตา ของดร.สนอง วรอุไร เป็นอย่างสูงนะเจ้าค่ะ

ขอให้กุศลธรรมที่ลูกได้กระทำมาทุกภพทุกชาติ แม้จะน้อยนิด ส่งผลให้ท่าน ดร.สนอง วรอุไรได้ช่วยเหลือกัลยาณชนได้ข้ามพ้นฝั่งให้ได้มากที่สุดด้วยเทอญ   และกิจอันเป็นความตั้งใจของท่านทั้งปวงที่ดีแล้วนั้น จงประสบความสำเร็จ ทุกประการด้วยเทอญ

ไม่ทราบตัวลูกเองจะมีโอกาสได้ช่วยเหลืองานท่านบ้างรึป่าวค่ะ ยินดีอย่างยิ่งนะเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านเป็นอย่างสูงนะค่ะ

คำตอบ
ผู้ถามปัญหาตั้งปณิธาน นำพามหาชนให้ข้ามพ้นจากวัฏสงสาร ต้องพัฒนาจิตตนเองให้เป็นผู้มีความเห็นถูกตามธรรม หรือพัฒนาจิตตนเองให้พ้นไปจากวัฏสงสารให้ได้ก่อน แล้วความศรัทธาของมหาชนจึงจะเกิดขึ้น

ผู้ใดรู้ตัวเองว่า เคยประพฤติผิดพลาดมาก่อน หากหยุดประพฤติผิดพลาดนั้นได้ ย่อมมีชีวิตเจริญได้ในวันข้างหน้า จงดูตัวอย่างของอัมพปาลี หรือ อัฑฒกาสี เคยประกอบมิจฉาอาชีวะเป็นโสเภณีมาก่อน แล้วรู้ว่านั่นคือวิถีแห่งนรก (สิมพลีนรก) จึงเลิกอาชีพนั้นอย่างเด็ดขาด แล้วหันมาปฏิบัติธรรม จนสามารถนำพาชีวิตพ้นไปจากวัฏสงสารได้ หรือแม้แต่ฉันนภิกษุผู้ดื้อรั้นด้วยอัตตา จึงถูกหมู่สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ด้วยการ ไม่ว่ากล่าว ไม่ตักเตือน ไม่พร่ำสอน ไม่คบหาสมาคม ได้สำนึกผิดหันมาปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์

ดังนั้น หากผู้ถามปัญหา มิได้นำพาชีวิตดำเนินไปในแนวทางของพระโพธิสัตว์ ไม่ควรนำพาชีวิตไปสู่ภพนรก ตามที่พระรูปหนึ่งกล่าวไว้ จึงจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกตรงตามธรรม

กิเลสเป็นสิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง โดยเฉพาะกิเลสที่เรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ หากผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตจนเกิดปัญญาเห็นแจ้งได้แล้ว และใช้ปัญญาเห็นแจ้ง กำจัดสังโยชน์ ๑๐ ให้หมดไปจากใจ ชีวิตย่อมเข้าถึงอิสรภาพที่สมบูรณ์

ตามที่ผู้ถามปัญหาเขียนบอกเล่าอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้น หากพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงอริยผลได้แล้ว ความสงสัยใดๆจะไม่มีอีกต่อไป .... สู้

ผู้ใดมีพละ ๕ คุมใจได้ทุกขณะตื่น ผู้นั้นย่อมมีกำลังต้านทานมาร ผู้ชนะมาย่อมพบกับความสำเร็จในกิจทั้งปวง

ตลอด ๔๕ พรรษาที่พระพุทธโคดมออกเผยแพร่ธรรม พระองค์มิเคยสอนให้พุทธบริษัทประพฤติตนเป็นผู้ขอ แต่ทรงสอนให้ประพฤติเหตุดี แล้วผลดีย่อมเกิดตามมา ทรงสอนทุกสิ่งที่เกี่ยงข้องกับความเป็นอยู่ (ชีวิต) ของสรรพสัตว์ อาทิ ทรงสอนให้พุทธบริษัทใช้ปัญญาส่องนำทางให้กับชีวิต ทรงสอนให้มีศีลคุมใจ ทรงสอนให้มีชีวิตอยู่กบโลกโดยมีทุกข์น้อยที่สุด ทรงสอนให้พัฒนาจิตไปสู่ความพ้นทุกข์ ฯลฯ ดังนั้นหากผู้ถามปัญหาปรารถนาจะช่วยเหลือผู้อื่น ต้องเอาธรรมะมาช่วยคุ้มครองชีวิตของตนเองให้ได้ก่อน แล้วจึงจะไปช่วยผู้อื่นได้
 

2507.
กราบเรียน อ.สนอง ที่เคารพอย่างสูง

หนูเคยเขียนมาถามปัญหาธรรมะอาจารย์หลายครั้ง เมื่อหลายปีก่อน
และนับถืออาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กันตั้งแต่นั้นมาค่ะ
หนูได้นำคำสอนของอาจารย์ไปปฏิบัติตลอดจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
หนูรักษาศีล สวดมนต์ เป็นประจำทุกวัน ทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ  

หนูอยากถามปัญหาอาจารย์   ดังนี้

1) ปกติแล้วถ้าพวกจิตบริสุทธ์ ทำความดีหรือความชั่วแล้ว
จะได้รับผลกรรมทันที โดยเฉพาะกรรมไม่ดี จนเหมือนโดนตีกรอบความประพฤติอยู่ตลอดเวลา
แต่ทำไมบางช่วงกรรมดีก็ตอบสนองช้ามาก จนท้อแท้ไปบ้าง
ทำให้รู้สึกว่าอาจมีข้อยกเว้นใช่ไหมคะ

2) มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ ไสยศาตร์ ไม่สามารถมาทำร้ายเราได้โดยสิ้นเชิง
จริงหรือไม่ที่มีคนบอกหนูว่า คนที่เคยโดนคุณไสย
ถึงจะถอนไปแล้วจะเหมือนกับมีช่องทางให้สามารถกลับทำร้ายได้อีก
รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

3) เมื่อเราได้พบกับคนที่มีจิตใจไม่ดี คิดแต่จะหาเรื่องหาความเดือดร้อนมาให้คนอื่นไม่เลิกรา
เพราะเค้าคิดไปเองต่างๆนานา   เราพยายามอโหสิกรรมให้ก็ไม่ยอมหยุด   เราควรจะทำอย่างไรดีคะ
มีวิธ๊ไหนบ้างคะที่จะทำให้หมดเวรหมดกรรมต่อกันโดยเร็ว  

4) การที่เรารักษาศีล ปฏิบัติธรรม แล้วที่คนมาพูดดูถูก ดูหมิ่นสิ่งที่เราทำ ถึงเราจะไม่สนใจ
แต่อยากทราบว่า เค้าจะบาปมั๊ยคะ คนพวกนี้จะได้รับผลกรรมอย่างไรบ้าง  

5) มีคนรู้จักที่ถือศีล ปฏิบัติธรรมมาชวนทำบุญหนูทำบุญอยู่ตลอด หนูก็ไม่เคยปฏิเสธ
บางครั้งพอหนูไปบอกบุญกับญาติและเพื่อนจนทั่วหมด และได้เงินมาพอสมควร
แต่อาจไม่มากพออย่างที่เค้าต้องการ เค้าก็มักจะไม่พอใจ จนต้องเลิกคบกันไป
หนูเจอบ่อยมากจนเหนื่อยกับคน (แต่ยังทำต่อเพราะสุขใจในบุญ)
จึงอยากถามว่า ถ้าเราไม่อยากมีเรื่องแบบนี้ ต้องทำอย่างไรคะ  

ขอบพระคุณอาจารย์สนองมากค่ะ ที่กรุณาตอบคำถามของหนู

คำตอบ
(๑) ชีวิตของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร ล้วนต่างดำเนินไปตามกฎธรรมชาติที่เรียกว่า กฎแห่งกรรม หากบุคคลได้ทำกรรมดี (กุศลกรรม) หรือกรรมไม่ดี (อกุศลกรรม) เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว ย่อมมีผลเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำเหตุนั้นไว้ เพียงแต่ว่ากรรมบางอย่างให้ผลเร็ว กรรมบางอย่างให้ผลช้า อาทิ กระโดดลงจากที่สูง ขาย่อมเคล็ดหรือหักได้ ขับรถชนต้นไม้ ย่อมได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือตายได้ ดื่มสุราแก้วแรกมิได้ทำให้ตับแข็ง แต่หากดื่มบ่อยๆและยาวนาน โอกาสเป็นโรคตับแข็งย่อมเกิดขึ้นได้ เสพเมถุนกับบุตรผู้อื่นหรือกับภรรยาของผู้อื่น หากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ย่อมมีเพศเบี่ยงเบนได้ ฯลฯ ทุกชนิดของกรรมที่ทำ จิตย่อมเก็บบันทึกการกระทำไว้ภายใน เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว ผลของกรรมย่อมเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้รู้จริงแท้จึงไม่ประมาท พัฒนาจิต (สมถภาวนา) ให้มีสติ แล้วเลือกทำแต่กรรมที่ดีเท่านั้น แล้วผลดี (กุศลวิบาก) จึงจะเกิดขึ้นให้เขาเป็นผู้ได้รับ

กรรมใดให้ผลก่อน กรรมที่ทำรองลงมาจึงต้องรอให้ผลภายหลัง คนรู้ไม่จริง จึงคิดว่ากรรมให้ผลช้า และยิ่งกรรมที่เป็นอโหสิกรรม (กรรมยกเลิกให้ผล) ด้วยแล้ว คนที่รู้ไม่จริงแท้จึงไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร

(๒) พุทธวจนะที่ว่า "ธรรมย่อมคุ้มรักษาผู้ประพฤติธรรม" เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในพุทธศาสนา ผู้ใดรักษาตนให้มีศีล (ศีล ๕) คุมใจ และพัฒนาจิตให้มีสติอยู่ทุกขณะตื่นได้แล้ว ไสยศาสตร์ไม่สามารถทำอันตรายผู้มีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นเช่นนี้ได้ .... พิสูจน์ไหม?

(๓) จากมงคลสูตรมีอยู่ข้อหนึ่งที่กล่าวว่า "อเสวนา จะ พาลานัง" ผู้ใดประพฤติได้แล้ว ความดีความงาม (มงคล) ย่อมเกิดขึ้นกับผู้นั้น

คนที่ยกโทษให้กับคนพาล หากไม่แพ้ใจตัวเอง ต้องให้อภัยเป็นทานในทุกครั้งที่มีเหตุขัดใจเกิดขึ้น แล้วความเมตตาย่อมเกิดตามมากับผู้ให้อภัย และยิ่งประพฤติตามมงคลสูตรได้แล้ว ปัญหาเรื่องคนพาลจึงจะผ่านพ้นไปได้

(๔) ผู้ขาดสติย่อมสร้างบาปให้กับตัวเอง ด้วยการประพฤติอกุศลวจีกรรม ส่วนผลของบาปจะเสียอย่างไร ผู้รู้จริงแท้ไม่สนใจเพราะมิได้เป็นเหตุนำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์

ในครั้งพุทธกาล มีพระอรหันต์อยู่รูปหนึ่งที่ชื่อว่า พระมหากัจจายนะ ได้กล่าวไว้ในทำนองที่ว่า คนมีปัญญาเห็นแจ้ง

     -มีตา เป็นเหมือน คนตาบอด

     -มีหู เป็นเหมือน คนหูหนวก

     -มีปาก เป็นเหมือน คนใบ้

     -มีกำลัง เป็นเหมือน คนอ่อนแอ

ดังนั้น พึงหันกลับมาดูตัวเองว่า เราเป็นคนประเภทไหน

(๕) คนอื่นจะพอใจหรือไม่พอใจเป็นเรื่องของเขา แต่เรื่องของเราต้องดูให้ออกว่า การให้ทรัพย์เป็นทาน ย่อมทำให้มีทรัพย์มาก มีอานิสงส์เป็นบุญที่ทำให้เข้าถึงสวรรคสมบัติ ส่วนการปฏิบัติธรรม (วิปัสสนาภาวนา) เป็นบุญใหญ่สุด มีอานิสงส์ผลักดันชีวิตไปสู่ความเป็นอริยบุคคล และทำให้พ้นทุกข์ได้ ดังนั้น พึงเลือกกระทำตามที่ใจปรารถนาเถิด
 

2506.
กราบเรียนถามค่ะ

ถ้าภาวนา กำหนดรู้ พอเริ่มมีสมาธิแล้วเห็นภาพลบหลู่ครูบาอาจารย์หรือผู้มีพระคุณที่เราเคารพเทิดทูน
หรือภาพลามก หรือคำหยาบ ผุดขึ้นมา โดยที่ไม่เคยคิดหรือพูดแบบนั้นมาก่อน
เกิดหลายครั้งเวลาที่การภาวนากำลังไปได้ดี เกิดแล้วรู้สึกตกใจและผิดบาปมากจนอยากเลิก
สติสมาธิก็รวน กำหนดไม่ออกทุกที สิ่งนี้เกิดจากอะไร ดิฉันควรทำอย่างไรดี หรือจะกำหนดว่าอะไรดีคะ

คำตอบ
สิ่งที่ผู้ถามปัญหาเขียนบอกเล่าไป เป็นผลของกรรมไม่ดีแต่อดีต ที่ถูกเก็บสั่งสมไว้ในจิตใต้สำนึก เมื่อเหตุที่ทำในปัจจุบันเป็นกุศลกรรม คือพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนความถี่คลื่นจิตเริ่มเป็นระเบียบได้แล้ว อดีตกรรมจึงส่งผลเข้ากระทบจิต เกิดเป็นอกุศลวิบากที่บอกเล่าไป หากไปอ่านหนังสือทางสายเอกที่เขียนโดยผู้ตอบปัญหา จะพบว่ากฎแห่งกรรมนั้นศักดิ์สิทธิ์ บางชนิดของกรรมให้ผลข้ามภพชาติได้ ด้วยเหตุนี้ผู้เห็นผิดจึงคิดหนีผลของกรรม ตรงกันข้าม ผู้เห็นถูก ไม่หนีไปไหน แต่ยอมชดใช้ผลของกรรม ซ้ำยังพัฒนาจิตจนสามารถปิดอบายภูมิ หรือพัฒนาจิตให้พ้นไปจากวัฏสงสาร

ผลของกรรมไม่ดี ที่เกิดขึ้นขณะนั่งภาวนา ต้องกำหนดว่า "รู้หนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆจนกว่าอกุศลวิบากหายไป ไม่หายต้องไม่เลิกกำหนด ผู้มีศีลและมีสัจจะคุมใจ ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ หากไม่แพ้ใจตัวเอง ปัญหาดังกล่าวจึงจะหมดไปได้ .... สู้
 

2505.
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ หนูขออนุญาติเรียนถามปัญหาชีวิตของหนูนะคะ

คือหนูเป็นเริ่มเป็นคนคิดมากมานานแล้วค่ะ แต่มาช่วงปิดเทอมที่ว่างมากๆถึงหกเดือนค่ะ
หนูเกิดเหตุการณ์ที่มันเปลี่ยนชีวิตหนูไปหนึ่งเดือนกว่าเลยค่ะ
คือ หนูไม่ได้จับหนังสือมานานก็เริ่มคิดมากว่าถ้าถึงเวลาไปเรียนจะรู้เรื่องมั้ยเนี่ย
หนูเลยไปลองอ่านค่ะปรากฏว่าถ้าปกติคนเราอ่านหนังสือก็จะอยู่กับเนื้อหาถูกมั้ยคะ
แต่วันนั้นหนูกลับอยู่กับ   ความกลัวไม่รู้เรื่อง นึกออกมั้ยคะ
คืออ่านไปก็ระแวงตัวเองว่ากำลังเข้าใจรึเปล่าเนี่ย ทำให้ไม่ได้เข้าไปในเนื้อหาเเบบสมบูรณ์เหมือนเดิม
ทีนี้คิดมากใหญ่เลยค่ะว่า จะทำยังไงถ้าไปเรียนแล้วเป็นแบบนี้
ก็ลองไปเปิดคลิปเรียนในยูทูปค่ะ ปรากฏว่าอยู่กับความคิดระแวงว่าจะไม่รู้เรื่องอีกเหมือนเดิม
(ถ้าหนูไม่คิดแบบวันนั้น ถ้าหนูรู้ว่าความระแวงนั่นแหละคือตัวที่ทำให้หนูอ่านไม่ได้ประสิทธิภาพ
ฟังไม่ได้ประสิทธิภาพ หนูคงจะไม่มีวันแย่ๆแบบตอนนี้เลย)

ยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งคิดมากค่ะ คิดๆๆๆ พ่อ แม่ พูดอะไรก็ระแวงว่าจะไม่รู้เรื่อง
ไม่อยากไปไหน ไม่อยากกินอะไร ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากฟังไม่อยากอ่านอะไรทั้งนั้นเลยค่ะ
ร้องไห้แทบบ้า เป็นเวลาเกือบเดือน ใครไม่เป็นจะดูเหมือนเรื่องบ้าบอสำหรับเค้าค่ะ
คือประเด็นที่ทรมานใจคือ ทำไมต้องมาทำให้ตัวเองคิดมากเวลาฟังเวลาอ่านอะไรด้วย
ทำไม่ไม่ไปคิดมากเรื่องอื่น ทำไมต้องสังเกตและเก็บเอามาเป็นนิสัยแบบนี้
พอเป็นสองเรื่องนี้เราเจอแทบทุกเวลา พยายามลืมก็ทำไม่ได้ ช่วงนั้นเป็นหนักมากค่ะ
แบบสงสัยไปหมดเลยค่ะ ว่าทำไมสะกดแบบนี้ ทำไมเราพูดกันโดยไม่ต้องคิดก่อน
ทำไมต้องมีภาษา คุณหมอที่รู้จักบอกว่า มันไม่ใช่โรคทางอารมณ์ที่ต้องรักษา
แต่เป็นความคิดมากของเราเอง พอหนูเจอตัวหนังสือหรือเจอเสียงที่ไรจะระแวงตลอดว่า
จะรู้เรื่องมั้ย กลายเป็นดูหนังก็ไม่สนุก คอยแต่แปลเสียงของตัวละครว่าทำไมต้องพูดประโยคนี้
ทำไมต้องตอบประโยคนี้ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วนะคะ
แต่ยังรู้สึกอยู่นิดหน่อย หนูควรทำไงดีคะ

หนูคิดมากจริงๆ แต่หนูฟังธรรมะเขาบอกว่าพอเกิดความคิดให้รู้ว่าคิดแล้วปล่อยวางไม่ต้องคิดต่อ
ซึ่งก็ได้ผลดีนะคะแต่มันก็ยังขัดๆการอ่านการฟังอยู่พอสมควรค่ะ
แต่น้อยลงกว่าเดิมพอสมควร หนูทราบค่ะว่าทุกอย่างเกิดจากความคิดมาก
และไม่ยอมห้ามใจให้หยุดคิดมากในตอนแรก พอเป็นเรื้อรังมานานๆเหมือนฝังเป็นปมพอสมควรค่ะ
| แม้จะยังไม่ลึกมากแต่ก็รบกวนชีวิตประจำวันพอสมควรค่ะ หนูควรทำอย่างไรคะ
ให้เลิกคิดมากเวลาอ่านหรือฟังอะไร หนูอยากกลับไปสนุกกับการอ่าน การดูทีวี ฟังเพลงเหมือนเดิมค่ะ

กราบขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ

คำตอบ
คำว่า "ถ้าไปเรียน" หมายความว่า เอาจิตไประลึกรู้อยู่กับเรื่องที่ยังไม่เกิด (อนาคต) ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้
เหตุเป็นเพราะมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เอาจิตไประลึกรู้อยู่กับเรื่องที่เป็นปัจจุบัน
ด้วยการดับที่ต้นเหตุ แล้วปัญหาจึงจะไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น หากผู้ถามปัญหา พัฒนาจิตตนเองให้มีสติ ด้วยการสวดมนต์ (สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย) ก่อนนอน
แล้วสวดมนต์ต้องเอาจิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า จดจ่ออยู่กับลมหายใจออก นานประมาณ ๓๐ นาที
หรือจนกว่าจะหลับผู้มีศีล (ศีล ๕) และมีสัจจะคุมใจ ความรู้หรือปัญญาเห็นถูกย่อมเกิดขึ้น
ปัญหาดังกล่าวจึงจะหมดไปได้
 

2504.
กราบเรียน อาจาร์ย ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันขอคำชี้แนะค่ะ หากเราต้องอยู่ หรือทำงานร่วมกับคนเห็นแก่ตัว
ไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง และทำให้กระทบกับผลงานของเรา
เพราะงานไม่สามารถเดินต่อไปได้ เราจะมีวิธีคิด หรือหาทางออกอย่างไร
เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ หรืออยู่ร่วมกับคนเหล่านี้อย่างไรค่ะ

และหากเราทำงานใดๆก็ตามที่ทำให้เราไม่มีความสุข
มีแต่ความเครียด และความทุกข์ เราจะหาทางออกอย่างไรดีค่ะ

ด้วยความเคารพนับถืออย่างสูง
โชติกา

คำตอบ
วิธีแก้ปัญหานี้ทำได้สองทาง

ก. ให้ดูเขาเป็นครูว่า คนที่มีอัตตา มี ego หรือมีความเห็นแก่ตัว เกิดขึ้นจากการพัฒนาความรู้ทางโลกเพียงอย่างเดียว
มิได้ประพฤติจริยธรรมเพื่อกลบฝังอัตตา ความสำเร็จที่ยั่งยืนของชีวิตจึงไม่เกิดขึ้น เขามีพฤติกรรมที่ไม่ดี
เราต้องไม่ประพฤติเช่นเขา

ข. การจะร่วมทำงานกับคนประเภทนี้ เราต้องให้อภัยเป็นทานแก่เขา แล้วพัฒนาตนเองให้มีความรู้และมีคุณธรรม (ประพฤติจริยธรรม) ให้มากยิ่งขึ้น จึงจะอยู่ร่วมงานกับคนประเภทนี้ได้

คนไม่ฉลาดชอบมองคนอื่น แล้วเอาความไม่ดีของคนอื่นมาทับถมใจตัวเองให้เครียดให้ทุกข์ ตรงกันข้าม
คนฉลาดมองคนอื่นแล้วเห็นว่าเขามีพฤติกรรม (คิด พูด ทำ) ไม่ดี เราจะไม่ประพฤติเช่นเขา
แล้วเราก็จะไม่เป็นคนไม่ดีเหมือนเขา

สรุป จงมองให้ถูกด้วยการพัฒนาจิตตนเองให้มีสติระลึกรู้อยู่ทุกขณะตื่น หรือให้อภัยในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ
แล้วเราจะไม่เครียดไม่ทุกข์
 

2503.
เรียนท่านอาจารย์ สนอง วรอุไร

คือว่า หนูมีขอส่งสัยนะค่ะ ทางบ้านนะค่ะอาจารย์
พ่อ แม่และพี่สาว บอกหนูว่าอย่าไปจริงจังกับการปฎิบัติมากนักนะค่ะ
เพราะหนูเป็นคนจิตอ่อนฟุ้งง่าย ครอบครัวเลยเป็นห่วง เวลาที่หนูจะปฎิบัติอย่างจริงจัง
ถ้าบอกท่านท่านก็จะห้ามไว้ ท่านให้แค่ นั่งสมาธิเท่านั้น หนูจะบอกให้พ่อกับแม่ไปบวชบ่อย ๆ
แต่ท่านก็ไม่ต่อไป หนูจะพูดกับท่านอย่างไรดีค่ะ จะพูดกับท่านอย่างไรดีค่ะ
หนูอยากศึกษาอย่างจริงจัง แต่ก็ห่วงท่านและต้องดูแลท่านด้วย เพราะพี่ก็มีครอบครัวกันหมด
หนูเลยต้องดูแลพ่อแม่แทน แต่ก็อยากบวชอยากศึกษาอย่างจริงจัง

ขอบคุณนะค่ะสำหรับคำตอบ
สวัสดีค่ะอาจารย์

คำตอบ
ผู้รู้จริงแท้ไม่เข้าไปก้าวล่วงในชีวิตของผู้อื่น ผู้บรรลุธรรมสูงสุด (พระอรหันต์) ในพุทธศาสนากล่าวว่า "คำพูดของคนอื่น ทำให้เราเป็นโจร เป็นมุนีไม่ได้" ดังนั้นแม่และพี่สาวจะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่เรื่องของเราต้องทำเหตุให้ตรง คือพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) ให้มีดวงตาเห็นธรรมนั้นดีที่สุด

การเลี้ยงดูพ่อแม่ตอบแทน ถือว่าเป็นจริยธรรมที่ลูกต้องปฏิบัติ ทำได้แล้วจะเกิดเป็นคุณธรรมที่เรียกว่า ความกตัญญูกตเวที ซึ่งมีอยู่ในจิตวิญญาณของคนดีทุกคน ดังนั้นพึงพิจารณาด้วยตัวเองเถิด ว่าการดูแลพ่อแม่ตอบแทนนั้น ทำได้สมบูรณ์แล้วหรือยัง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ตัวเองมีงานอีกหนึ่งอย่างที่ต้องทำคือ งานภายในที่ทำให้กับตัวเอง เตรียมบุญเพื่อเดินทางในปรโลก
 

2502.
หนูมีปัญหาสงสัยในการปฏิบัติรบกวนเรียนถามอาจารย์ค่ะ

1. ปฏิบัติเองในชีวิตประจำวันโดยกำหนดอิริยาบทย่อยเท่าที่ทำได้  
ไม่ได้เดินจงกรมนั่งสมาธิ เพราะมีอาจารย์สอนกรรมฐาน(ไม่ใช่พระวิปัสสนาจารย์)
บอกว่าหนูไม่ควรนั่งสมาธิแล้ว ให้เน้นอิริยาบทย่อยมากกว่า
อาจารย์คิดว่าเขากล่าวถูกหรือไม่ค่ะ

2. กิเลสที่เป็นอนุสัยเวลาเกิดขึ้นเรารู้แล้ว เห็นแล้ว แต่รู้เห็นไม่ชัด
พอมาช่วงหลังหนูคิดว่าหนูเห็นจิตที่ไม่พึงใจที่จะดู ที่จะรู้ คือเป็น 2 อารมณ์คู่กันแล้วแยกไม่ออก
บางทีเหมือนพอจะแยกออก ก็เหมือนตัวรู้คิดว่าเป็นจิตที่รู้มันไล่อกุศลไปซะหมดแล้วเลยไม่ต้องรู้กัน
ต้องทำอย่างไร เพราะมันรู้ด้วยใจเป็นกลางไม่ได้ มันไล่ไปเองเป็นอัตโนมัติเลยค่ะ

3. กิเลสที่เรากำหนดรู้ ดูอยู่แต่มีกำลังแรงกว่าสติ แล้วเหมือนเราจะไม่ใช่ผู้ดู  
แต่จะกลายเป็นฝ่ายกิเลสไปแล้ว เพราะมันยากมากและใจที่ดูมันก็สั่น    
เราจะจงใจเปลี่ยนฐานมารู้กายที่เคลื่อนไหวไปมาแทนเพื่อออกมาจากอกุศล
ตอนนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเป็นภพชาติอีก ได้หรือไม่ค่ะ

4. ที่รู้สึกตลอดว่าคนนั้นๆรู้สึกกับเราดี คนนี้รู้สึกกับเราไม่ดี
เรียนถามว่าหนูคิดไปเองหรือเปล่า ถ้าไม่ได้คิดไปเอง แต่เป็นความสามารถที่รู้ได้
มีวิธีใดที่เราจะไม่รู้ได้ไหม เพราะจิตไม่ได้ตั้งมั่นตลอดเวลา
บางช่วงรู้แล้วเรารับได้ บางช่วงจิตสั่นและรับไม่ได้ค่ะ

5. เวลาที่ทันปัจจุบันเช่นอกุศลเกิด รู้ปัจจุบันเมื่อนั้นเป็นกุศลดี
แต่ผลที่ได้รับคือทุกข์เช่นไอมาก ท้องเสีย ท้องอืดแน่นท้องมาก
และถ้ากำลังไม่ดีเหมือนมันไม่ออกหนูรู้สึกอึดอัดมาก
และปวดท้องเพราะท้องอืดเกือบตลอดเวลา จนมานั่งสมาธิมันก็มาร้อนๆอุ่นๆออกที่ขา
เกือบตลอดบัลลังก์ที่นั่งสมาธิมันไม่ค่อยมีพองยุบ มีแต่อาการรู้สึกอุ่นๆที่ขา
พอออกสมาธิเหมือนตัวสบาย มันไล่อาการลมในท้องได้
สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ แล้วถ้าเป็นผลดีหนูไม่ควรนั่งสมาธิจริงหรือ

6. หนูมีอาการนั่งทำงานอยู่เขียนหนังสือแล้วเกิดยกแขนไม่ขึ้น
หนูก็ฝืนยกขึ้น มันก็ขึ้น อีกทีหนึ่งหนูนั่งทานข้าวอยู่ พอจะขยับขา มันขยับไม่ได้
หนูคิดเองว่าเกิดจากสมาธิ สมาธิอาจมากไป ก็เลยไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ
พอไม่ได้นั่งสมาธิ มันฟุ้งมาก กำหนดไม่ค่อยอยู่ ก็เลยนั่งสมาธิบ้างเหมือนจงใจจะให้สงบ
ผิดไหมค่ะ อาจารย์คิดว่าทำถูกไหมค่ะ ควรปรับอย่างไรให้พอดีค่ะ

7. ศีล 8 ที่งดทานอาหารกำหนดเวลาตอนเที่ยงวัน แต่ตอนเช้าที่ตื่นนอนแล้ว
กำหนดเวลากี่นาฬิกาค่ะ ; ในส่วนของน้ำเต้าหู้ และคอฟฟี่เมตห้ามไหมค่ะ

กราบขอบพระคุณที่อาจารย์เมตตาตอบคำถามค่ะ

คำตอบ
(๑) หากปฏิบัติได้ถูกตรงตามธรรมวินัย เมื่อถึงที่สุดแล้ว จิตต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตต้องเกิดปัญญาเห็นแจ้ง สิ่งที่ผู้สอนชี้แนะนั้นถูกตรง แต่ผู้ปฏิบัติธรรมยังพัฒนาจิตไม่ถึงที่สุด

(๒) การปฏิบัติธรรมยังเกิดปัญญาเห็นแจ้งไม่ชัด ต้องเร่งความเพียรพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิแน่วแน่ (อัปปนาสมาธิ) จิตออกจากอัปปนาสมาธิ ให้มาตั้งอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ แล้วจึงจะมีโอกาสเห็นอารมณ์ในดวงจิตได้เด่นชัดยิ่งขึ้น

(๓) ต้องพัฒนาจิตให้มีกำลังของพละ ๕ กล้าแข็งได้แล้ว จิตจึงจะสามารถต้านอำนาจของกิเลสมารได้

การเปลี่ยนเอาจิตมาดูที่กาย เท่ากับเป็นการหนีปัญหา ผู้รู้จริงแท้ไม่นิยมประพฤติเช่นนั้น เพราะบุคคลไม่สามารถหนีใจตัวเองได้พ้น ผู้รู้จึงไม่นิยมประพฤติ แต่ผู้รู้พัฒนาจิตจนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วนำปัญญามาใช้ดับปัญหา จึงดับปัญหาให้เป็นอนัตตาได้

(๔) ตลอด ๔๕ พรรษา ที่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ธรรม พระพุทธโคดมไม่เคยสอนให้เอาจิตไประลึกรู้อยู่กับสิ่งนอกกาย เพราะนั่นคืออาการขาดสติของคนที่รู้ไม่จริง จึงไม่สามารถบรรลุอริยธรรมเป็นพุทธสาวก

(๕) การระลึกรู้ในสิ่งอกุศลที่เป็นปัจจุบัน หากจิตระลึกรู้แล้วไม่รับเข้าปรุงเป็นอารมณ์ การระลึกรู้ในลักษณะนี้จึงจะถือว่าเป็นกุศล ตรงกันข้าม หากจิตระลึกรู้ในสิ่งอกุศลที่เป็นปัจจุบัน แล้วจิตรับเข้าปรุงเป็นอารมณ์ ยังถือว่าการระลึกรู้ในลักษณะนี้เป็นอกุศลเช่นกัน ดังนั้นเมื่อนั่งสมาธิแล้ว จิตไประลึกรู้ทั้งสิ่งที่เป็นอกุศลและสิ่งที่เป็นกุศลที่เป็นปัจจุบัน แล้วจิตไม่รับเข้าปรุงเป็นอารมณ์ไม่ดีและอารมณ์ดี อย่างนี้จึงจะถือว่าดี เพราะจิตมีปัญญาเห็นแจ้งเกิดขึ้น

(๖) ที่เขียนบอกเล่าไป ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมที่ผิดทาง การเจริญสมาธิ ต้องเอาจิตระลึกรู้อยู่กับอิริยาบถใหญ่ที่เป็นปัจจุบันขณะ เช่น ขณะเขียนหนังสือ ต้องเอาจิตจดจ่ออยู่กับการเขียน ขณะทานข้าวต้องเอาจิตจดจ่ออยู่กับการเคี้ยวคำข้าว ขณะนั่งต้องเอาจิตจดจ่ออยู่กับอิริยาบถนั่ง หากทำได้เช่นนี้ แล้วสติจะไม่เคลื่อนออกไปนอกอิริยาบถ แล้วทำให้เกิดเป็นปัญหาต้องแก้ไข

(๗) ต้องขออภัยไม่ตอบ เพราะมิได้ศึกษามาทางด้านคันถธุระ
  

2501.
สวัสดีครับ อาจารย์
ผมมีข้อสงสัยที่อยากรบกวนถามอาจารย์ ดังนี้ครับ
1. เมื่อกำลังภาวนาจิต อยู่กับลมหายใจเข้า-ออก แล้วเกิดมีอาการคันขึ้นมา
ควรเลือกกำหนดจิตอยู่กับลมหายใจต่อไป หรือเปลี่ยนไปกำหนดกับอาการคันนั้นจนหายครับ

2. ที่บ้านมีศาลพระภูมิครับ เมื่อผมยึดถือพระรัตนตรัยแล้ว
แต่ผมอยากให้ท่านช่วยคุ้มครองคนในบ้าน
ผมจะสามารถนำอาหารมาถวาย หรือแผ่บุญกุศลให้ โดยไม่กราบไหว้ได้ไหมครับ

3. พระเครื่อง เครื่องรางที่มีการนำมาปลุกเสกแล้วนั้น
มีพลังที่สามารถช่วยคุ้มครองผู้ใช้ ได้จริงหรือไม่ครับ

4. คุณยายของผมอายุ 78 ปี ท่านเป็นคนชอบทำบุญทำทานมากครับ
แต่ช่วงหลังๆมานี้ ท่านมีอาการป่วยทางจิต มีอาการหวาดระแวงกลัวคนจะมาทำร้าย
ได้ยินเสียง เห็นนู้นเห็นนี่ คิดไปเอง. โดยลูกหลานก็พาไปหาหมอ
ให้ยามาทานแล้ว ท่านก็ไม่ยอมทาน เพราะท่านเชื่อว่าสิ่งนั้นมีจริง
ไม่ได้คิดไปเอง. ผมไม่รู้จะทำอย่างไร จึงทำได้เพียงแค่เปิดรายการธรรมะให้ท่าน
อย่างน้อยท่านก็ได้นั่งสมาธิบ้างครับ. ผมกลัวสุขภาพของคุณยายจะแย่ลง

รบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยครับ

คำตอบ
(๑) ต้องกำหนดว่า "คันหนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆจนกว่าอาการคันหายไป แล้วจึงเอาจิตมาจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออกดังเดิม จิตจึงจะมีกำลังสติเพิ่มขึ้น

(๒) พฤติกรรมที่บอกเล่าไป สามารถทำได้ในฐานะของเพื่อนต่างมิติที่ดีต่อกัน ทั้งนี้ต้องไม่เอาเทวดามาเป็นที่พึ่ง ที่เคารพบูชาเลื่อมใส

(๓) ผู้เห็นผิดนิยมแสวงหาเครื่องรางของขลังมาคุ้มครองชีวิต เพราะมีความคิดเห็นว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ธรรมวินัยในพุทธศาสนานั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า ผู้มีความเห็นถูกจึงแสวงหามาคุ้มชีวิตให้ปลอดภัยทั้งปวงในวัฏสงสาร

(๔) คุณยายมีอายุเข้าสู่วัยชราแล้ว ย่อมมีสุขภาพเสื่อมลงเป็นธรรมดา สิ่งที่คุณยายเห็นนั้นเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง ผู้ถามปัญหาได้เปิดธรรมะให้คุณยายฟังนั้นดีแล้ว จงทำต่อไป ผู้รูจริงเอาคุณยายเป็นครูสอนใจครับ
 

2500.
ขอความเมตตา จาก ท่านอาจารย์ ดร.สนอง ค่ะ

1. หนูอยากทราบว่าเราเกิดมา ชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่ค่ะ
หนูควรจะใช้หลักธรรมข้อไหนเป็นเครื่องคอยยึดเอาไว้เตือนสติ
เพราะท่านอาจารย์ผ่านโลกมามาก ท่านมีแนวทางดำเนินชีวิตอย่างไรให้ชีวิตไม่วุ่นวาย
มีหลักคิดและวิธีปฎิบัติอย่างไร

2. เมื่อมีอะไรเข้ามาในชีวิตให้เราต้องตัดสินใจ เราจะรู้ได้อย่างไรค่ะว่าเราจะตัดสินใจถูก
ท่านอาจารย์มีหลักอย่างไรค่ะ

3. หนูควรว่างใจอย่างไรดีกับการกระทำของพ่อแม่ค่ะ
เมื่อเห็นว่าท่านกำลังทำในสิ่งที่น่าอึดอัดใจค่ะ เช่น ท่านชอบพูดจาแรงๆไม่ไว้หน้าใคร
หนูอยู่ด้วยก็รู้สึกอึดอัด แต่จะว่าก็ไม่ใช้หน้าที่ลูกค่ะ ท่านอาจารย์พอจะมีอุบายไมค่ะ

4. ท่านอาจารย์ค่ะบางทีเรารู้ว่าสิ่งนี้ผิดแต่ทำไมเราจึงทำค่ะ
ทำไมเรายังตัดไม่ได้ อาจารย์มีวิธีแก้ไขอย่างไรค่ะ หนูจะปฏิบัติตาม


ขอความเมตตา ค่ะ  

คำตอบ
(๑) ถามว่า : ชีวิตต้องการอะไร

ตอบว่า : ความต้องการขึ้นอยู่กับความรู้หรือปัญญาที่แต่ละบุคคลพัฒนาได้ อาทิ บางคนเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมเก่า พร้อมกับสร้างหนี้กรรมใหม่ บางคนเกิดมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขชีวิตให้ดีขึ้น บางคนเกิดมาเพื่อสั่งสมบุญไปสู่สุคติภพ บางคนเกิดมาเพื่อนำพาชีวิตให้พ้นไปจากวัฏสงสาร ฯลฯ

อย่างไรก็ตามมนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนาจิต ให้เข้าถึงสภาวะที่ตนปรารถนาได้

(๒) ถามว่า : เมื่อมีสิ่งใดเข้ามาในชีวิต จะตัดสินใจให้ถูกได้อย่างไร

ตอบว่า : คำว่าถูกนั้น ถูกของใคร หากใช้ปัญญาทางโลก (อวิชชา) ตัดสินใจ ก็เป็นที่หวังได้ว่า ทุกข์กายทุกข์ใจย่อมเกิดตามมาไม่จบสิ้น ตรงกันข้าม หากพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งดับที่ต้นเหตุของปัญหา ปัญหาจึงจะหมดไปได้อย่างแท้จริง

(๓) ให้ดูพ่อแม่เป็นครูสอนใจ เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ทำไม่ดี ก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ ผู้เป็นลูกต้องไม่ประพฤติ เช่น พ่อแม่ แล้วเรา (ลูก) ก็จะไม่มีพฤติกรรมไม่ดีเช่นท่าน ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่ยังมีพระคุณ ที่ทำให้ลูกได้สร้างเมตตาบารมี ด้วยการให้อภัยทุกครั้งที่พ่อแม่เป็นต้นเหตุของความขัดใจ ดังนั้นจงมองให้ออกด้วยการพัฒนาจิตตนเองให้มีสติ แล้วสิ่งดีๆทั้งหลายจะเกิดขึ้นกับผู้ถามปัญหา

(๔) ข้อ (๓) และข้อ (๔) เหตุเกิดจากจิตตนเองมีกำลังสติอ่อน หากประสงค์ให้ปัญหาหมดไป ต้องพัฒนาจิตให้มีสติมากกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยการเอาศีล ๕ มาคุมใจ แล้วสวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน หลังสวดมนต์เจริญสติภาวนาครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่า เมื่อสองกิจกรรมแล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้มีสัจจะประพฤติตามที่ชี้แนะให้ถูกตรง แล้วโอกาสที่ปัญหาจะหมดไปย่อมเกิดขึ้นได้
 

2499.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ที่เคารพ

หนูมีปัญหาขอเรียนถามท่านดังนี้ค่ะ

1.   ผู้ที่มีปัญหากับบุพการีของตน ขาดความเคารพนอบน้อม   และเคยใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ
เคยตวาด ตะคอก หรือโต้เถียงบ่อยๆ   จะมีวิธีใดแก้ไขเพื่อนำพาจิตใจให้ไม่โมโห
หรือเกิดอารมณ์เสียเวลาคุยกัน หรืออยู่ด้วยกันหากพาตัวไปนั่งสมาธิ จะสามารถเข้าถึงได้หรือไม่คะ
ถ้าไม่มีการขอขมาต่อพ่อแม่เสียก่อน

2.   มีศีลคุมใจ หมายความว่าอย่างไรคะ  

3.   ทำอย่างไรจึงจะมีความอ่อนน้อมต่อทุกคนที่เราอยู่ด้วยได้และกับผู้ที่เราเคยได้ล่วงเกินด้วยวาจาไปแล้ว เราต้องไปขอขมาหรือขออโหสิกรรมกับทุกคนหรือไม่  หากต้องการจะเจริญภาวนาให้เข้าถึงมรรคผล

หนูขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาไขปัญหา   และกราบขออโหสิกรรมกับท่านอาจารย์  
หากว่าหนูได้เคยล่วงเกินท่าน ด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ขอท่านอาจารย์ได้โปรดให้อภัยอโหสิกรรมแก่หนูด้วยค่ะ

ดารุณี

คำตอบ
(๑) ต้องขอขมาต่อพ่อแม่เมื่อมีโอกาสอันควร (วันพ่อหรือวันแม่) หลังจากนั้นสวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน แล้วสวดมนต์พัฒนาจิต (สมถภาวนา) ประมาณ ๓๐ นาที แล้วอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร อุทิศทุกครั้งเมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ เมื่อมีโอกาสต้องนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรม ตามสถานที่หรือตามวัดที่จัดให้มีการปฏิบัติธรรม

ในกรณีที่ยังมิได้ขอขมาต่อพ่อแม่ สามารถปฏิบัติธรรมได้ แต่โอกาสที่จะพัฒนาจิตให้เข้าถึงธรรม ย่อมเกิดขึ้นได้ยากเพราะบาปยังตามให้ผลอยู่

(๒) ใจมีหน้าที่ รู้ คิด นึก คำว่า "มีศีลคุมใจ" หมายความว่า ทุกขณะตื่นใจต้องไม่คิด ใจต้องไม่นึก สิ่งอันเป็นอกุศล โดยเฉพาะอกุศลที่เกิดจากการคิดละเมิดศีล (ศีล ๕) ที่ตนต้องรักษาไว้ให้ได้ ก่อนที่จะนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรม

(๓) หากมีโอกาสเปิดให้ทำ ต้องไปขอขมาต่อทุกคน ที่ผู้ถามปัญหาเคยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อเขา เมื่อเขากล่าววาจายกโทษให้ การพัฒนาจิตของผู้ถามปัญหา จึงจะเจริญก้าวหน้าได้

สุดท้าย ผู้ตอบปัญหายกโทษให้แล้ว
 

2498.
เราขอตายก่อนตอนนี้เลย เพื่อไปใช้กรรมในนรก่อนได้มั้ย  อยู่ก็ทรมาน แต่การอยู่มันมีสิ่งกระทบรอบด้าน  
หากตายเลยจะได้ก้มหน้าใช้กรรมอย่างเดียว

ตอบ
ขออภัยที่พูดตรง คนโง่ย่อมคิดเช่นนี้

คนฉลาดน้อย หนีนรกด้วยการพัฒนาจิตให้เป็นอิสระจากโทสะ

คนฉลาดน้อย พัฒนาจิตให้มีสตินำพาชีวิตไปสู่สุคติ

คนฉลาดน้อย บำเพ็ญทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิจ เพื่อนำชีวิตสู่เทวโลก

คนฉลาดน้อย พัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนตั้งมั่นเป็นฌานตลอดชีวิต

คนฉลาดมาก พัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญานั้นปิดอบายภูมิ

คนฉลาดที่สุด ใช้ปัญญาเห็นแจ้งนำพาชีวิตให้พ้นไปจากวัฏสงสาร

2497.
คาใจเรื่อง ตายแล้วเกิดทันที ขัดแย้งกับที่ว่า ตายแล้วมียมทูตมารับตัว

  หนูได้ศึกษาธรรมะมาได้ระยะหนึ่งค่ะ
หนูได้พอศึกษามาจากครูอาจารย์ที่ว่า ตายแล้วเกิดทันที
ซึ่งการจุติแล้วไปปฏิสนธิในภพภูมิใหม่ทันที เช่น อรูปภูมิ รูปภูมิ   สวรรค์   มนุษย์   อบายภูมิ
(นรก   เปรต   อสุรกาย   เดรัชฉาน)  
แล้วคำกล่าวเรื่องราวที่ว่าเมื่อตายแล้วจะมียมทูตมารับตัวไปตัดสินกรรม ทำให้หนูงงและสับสนค่ะ  
ว่าคืออะไร แล้วถ้าเรื่องนี้มีจริง ตัวจิตที่ปฏิสนธิใหม่ตัวนั้นมันเกิดในภูมิไหนกันคะ
ยมทูตถึงต้องรับไปตัดสินก่อนว่าจะส่งไปภูมิไหนต่อไป   หรือเรื่องนี้ไม่ได่มีอยู่จริงคะ  

หนูสงสัยและเป็นข้อข้องใจที่สุดค่ะ พยายามหาคำตอบในเวปต่างๆแต่ไม่กระจ่างค่ะ  
หนูจึงมาขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์ค่ะ

ขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ได้เมตตา   กรุณาชี้แนะคำตอบให้หนูด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง

คำตอบ
ศาสนาพุทธที่แพร่ขยายมาสู่สุวรรณภูมิ เป็นศาสนาพุทธสายใต้ที่เรียกว่า เถรวาท การเข้าถึงความรู้ในพุทธศาสนาเถรวาท (พระไตรปิฎก) เข้าถึงได้สองแนวทางคือ การศึกษาเล่าเรียนแบบคันถธุระ หรือปริยัติธรรม และเข้าถึงได้ด้วยการพัฒนาจิตที่เรียกว่า วิปัสสนาธุระ จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งขึ้นกับจิต ความรู้ที่เข้าถึงแบบแรก เป็นปัญญาสัญญา หรือรู้จำ ไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่ความรู้แบบที่สอง เป็นความรู้ที่จริงแท้ สามารถส่องนำทางชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

ต้องขออภัยกับท่านผู้ถามปัญหา หากวางตำราคัมภีร์ลงชั่วคราว แล้วพัฒนาจิต (ปฏิบัติธรรม) จนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้แล้ว ความสงสัย ความข้องใจ ความสับสน ฯลฯ ย่อมหมดไปจากใจไอย่างแท้จริง .... พิสูจน์ไหม
  

2496.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร . สนอง วรอุไรที่ผมเคารพครับ

กระผม อายุ 40 ปีครับ อยู่จังหวัดอยุธยาครับ

กระผมและท่านอาจารย์ไม่เคยเจอตัวตน ไม่เคยส่ง email หรือพูดคุยกับอาจารย์มาก่อนครับ
เพียงแต่ผมเองได้กราบขอตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ เพื่อขอนิสัยในการปฏิบัติ ต่อหน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ก่อนสวดมนต์เย็นเมื่อหลายปีก่อนครับ และยึดแนวการปฏิบัติ ตามท่านอาจารย์ , หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
และที่สุดคือผมเป็นศิษย์ของหลวงปู่สังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม ที่จังหวัดสุพรรณ

ในระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผมได้ติดตามฟังธรรมะ และแนวทางการปฏิบัติตามที่อาจารย์สอนไว้ในสื่อต่างๆ
ผมทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามนิสัยของคนอยากได้ดีแต่ยังขี้เกียจอยู่มาก
แต่ตัวเองไม่เคยท้อและมีกำลังใจทุกครั้งที่ ได้ฟังธรรมะของอาจารย์ครับ อย่างน้อย ๆ ผมก็ต้องให้ได้พระโสดาบันในชาตินี้ ตามที่ท่านอาจารย์สอนไว้ครับ

กระผมศรัทธา และ เชื่อว่าท่านอาจารย์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ด้วยใจจริงตั้งแต่แรกจากเหตุที่ ท่านอาจารย์ไม่ใช่แค่พูดสอน แต่ทำให้ดู จากการที่ทำงานหนักในการเที่ยวตะเวนสอนลูกศิษย์ตลอดเวลา

อันที่จริงที่ผมส่ง email มาหาอาจารย์ก็แค่อยากบอกให้อาจารย์ทราบว่า ท่านอาจารย์ยังมีศิษย์ที่รักและเคารพ และแน่วแน่จะยึดแนวทางที่อาจารย์สอนไปตลอดครับ

สุดท้ายกระผมขอกราบบูชาท่านอาจารย์ ดร. สนอง วรอุไร ด้วยความเคารพยิ่งครับ และขอให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง เป็นที่พึ่งของผมและลูกศิษย์คนอื่น ๆต่อไปนาน ๆ ครับ

คำตอบ
ผู้ที่ประพฤติตนให้ถูกตรงกับผู้ที่เคารพนับถือ แม้จะมิได้เคยพบเห็นกัน ถือว่ายังมีความเป็นครูเป็นศิษย์กันได้ ผู้ที่เร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมที่ถูกตรง ย่อมเข้าถึงธรรมได้ง่าย ซึ่งท่านเจ้าคุณโชดกได้กล่าวไว้ว่า

ผู้มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง

ผู้มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐ - ๑๕ ชั่วโมง

ผู้มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕ - ๖ ชั่วโมง

ดังนั้น พึงเลือกปฏิบัติธรรมตามกำลังศรัทธาเถิด

2495.
กราบเรียน ท่านอาจารย์สนอง ครับ

ผมอยากถามอาจารย์ว่า การเสพสื่อลามก เช่น ดูหนังโป๊ ผลของกรรมนี้
จะส่งผลให้เป็นเช่นไร และเป็นบาปมากไหม และผิดศีลข้อไหนไหมครับ พยายามจะเลิกอยู่ครับ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์สนองครับ

ตอบ
ที่ถามไปไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดศีล แต่ถือว่ามีศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่าง ศีลพร้อย พูดได้ว่ายังมีจิตเป็นทาสของเมถุนสังโยค

ผู้ใดยังมีจิตข้องอยู่กับเมถุนสังโยค ผู้นั้นสามารถปฏิบัติธรรมได้ แต่จิตไม่สามารถเข้าถึงธรรมที่ปฏิบัติ คือจิตไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตไม่เกิดปัญญาเห็นแจ้ง
  

2494.
กราบเรียนอาจาร์ยสนองที่เคารพ

ดิฉันมีข้อสงสัยอยากจะเรียนถามว่า
๑. การที่คนเราอยากมีคู่ครองและขณะเดียวกันก็ไม่อยากมีคู่ครองทุกภพทุกชาติ
    จะต้องทำบุญด้วยวิธีการใดตามหลักพุทธศาสนา จึงจะสมความปรารถนา

๒. การที่คนเราไม่อยากพบเจอกับคนบางคนในชาตินี้
   จะต้องทำบุญด้วยวิธีใดเพื่อที่จะไม่ต้องพบเจอในชาติหน้าและชาติต่อๆไป

ผู้อยากรู้

คำตอบ
(๑) พระพุทธโคดมตรัสไว้ในทำนองที่ว่า ความรักเกิดจากเหตุเคยอยู่ร่วมกันมาในภพก่อน และภพปัจจุบันยังได้เกื้อกูลกัน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังได้ตรัสไว้ว่า "มนุษย์มีทรัพย์สมบัติเป็นห่วงผูกขา มีสามี/ภรรยาเป็นห่วงผูกมือ มีบุตร/ธิดาเป็นห่วงผูกคอ" ดังนั้นพึงเลือกเอาตามที่จิตปรารถนาเถิด

ผู้ตอบปัญหาแนะนำว่า หากผู้ถามปัญหาประสงค์มีชีวิตเป็นอิสระ อย่างน้อยต้องพัฒนาจิตตนเองให้เป็นพระอนาคามี แล้วชีวิตที่เป็นอิสระ จึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้

(๒) ในวัฏสงสารนี้ สัตว์บุคคลไม่สามารถหนีจิตตัวเองให้พ้นได้อย่างถาวร ด้วยเหตุนี้จึงต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างมีสติ แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งส่องนำทางชีวิต จึงจะสามารถทำเหตุให้ต่างไปจากบุคคลที่ไม่อยากพบเจอ

ผู้รู้จริงแท้นิยมใช้ปัญญาเห็นแจ้ง ส่องนำทางชีวิตไปสูการเกิดเป็นพรหมอยู่ในสุทธาวาสพรหมโลก และสู่ความพ้นไปจากวัฏสงสาร นั้นเป็นทางเลือกที่ดีทีสุดของชีวิต
  

2493.
เรียน ท่าน อ.ดร. สนอง วรอุไร

  เนื่องด้วยกระผม นายบัญชา   ต้นสวรรค์   อายุ 23 ปี อ. จ.นครพนม และกำลังศึกษาที่ จ. นครราชสีมา
มีความต้องการที่จะปฎิบัติธรรมกรรมฐานเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากไม่เคยปฏิบัติที่ไหนมาก่อน
จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ท่านอาจารย์ ช่วยแนะสถานที่ปฏิบัติให้ เพื่อเป็นประโยชน์ในกาลข้างหน้า
เนื่องจากอาจารย์นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อศิษย์ เนื่องจากจริตนิสัยของแต่ละคนนั้นต่างกัน
จึงขอความอนุเคราะห์ท่านอาจารย์ด้วยครับ และเมื่อเรียนจบจะขออุปสมบทครับ

ช่วยแนะนำสถานที่อุปสมบทปฏิบัติกรรมฐานด้วยครับ   สาธุ

คำตอบ
สาธุ .... ที่ผู้ถามปัญหามองไปถึงประโยชน์ของชีวิตในกาลข้างหน้า แต่ควรมองหรือเอาจิตอยู่กับปัจจุบันนั้นดีที่สุด ด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์ปฏิบัติจิตตภาวนา ตามวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน วิธีวัดว่าวิธีการใดถูกกับจริต คือ มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ วิธีการนั้นใช้ได้ เมื่อสองกิจกรรมแล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกวัน

จากผลงานวิจัยของฝรั่งที่ทำไว้ในต่างประเทศพบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ใช้ปัญญาทางโลกร้อยละ ๒๐ แต่ใช้คุณธรรมมากถึงร้อยละ ๘๐ คุณธรรมเกิดจากการประพฤติจริยธรรม เช่น จริยธรรมของลูกต่อพ่อแม่ จริยธรรมของศิษย์ต่อครู จริยธรรมพลเมืองต่อประเทศชาติ ฯลฯ ในระหว่างที่ผู้ตอบปัญหาศึกษาอยู่ต่างประเทศ ได้พัฒนาจิตให้เป็นสมาธิ ผลปรากฏว่า คลื่นสมองเปลี่ยน แล้วทำให้ความจำเพิ่ม เรียนปริญญาเอกจึงสำเร็จได้ง่าย หากผู้ถามปัญหาจะพิสูจน์ก็อนุโมทนาด้วย

ผู้ถามปัญหาตั้งใจจะอุปสมบทเมื่อเรียนจบ จะบวชกับใคร จะปฏิบัติธรรมที่ไหน ให้ตั้งจิตปรารถนา (อธิษฐาน) ด้วยตัวเองนั้นดีที่สุด
  

2492.
ผมสงสัยว่าศีลห้าใช้คำว่างดเว้น ซึ่งหมายถึงไม่กระทําหรือไม่ดําเนินการตามปรกติ

แต่ทำไมปัจจุบันจึงกลายเป็นการห้ามทำซะทีเดียว ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี

แต่เท่าที่ทราบมาหลักพุทธการกระทำจะผิดบาปหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจตนามิใช่หรือ
จึงทำผมให้อดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นการห้ามเด็ดขาด
ศาสนาพุทธจะต่างจากศาสนาเชนที่เกิดขึ้นมาในยุคเดียวกับศาสนาพุทธอย่างเรา
เพราะศาสนาเชนนั้น ถึงขนาดที่ว่าคนทำไร่ไถนาเกิดไปฆ่ามดแมลงในแปลงนา
แม้ไม่ตั้งใจก็เป็นบาป

ผมจึงถือโอกาสขอความรู้จากท่านอาจารย์ว่า การกระทำเช่นใดจึงก่อให้เกิดบาปขึ้น
แน่นอนว่าทุกการกระทำมักมีผลตามมาทั้งสิ้น

ผมเชื่อว่าแนวทางของพุทธคงไม่ได้ปฏิบัติยากถึงขนาดมนุษย์ ปุถุชนปฏิบัติไม่ได้เป็นแน่แท้
มิฉะนั้นแล้วพุทธศาสนาคงไม่ยืนยงมาได้สองพันกว่าปีและคงมีอายุสืบต่อไป
เพียงแต่อาจจะมีการย้ายพื้นที่ที่มีคนนับถือไปดังเช่นจากชมภูทวีปมาสู่
เอเซียอาคเนย์และอนาคตอาจจะไปยังฝั่งตะวันตก

สุดท้ายปัจจุบันนี้มีธรรมเกิดขึ้นหลากหลายสำนักหลากหลายแนวทาง
ทั้งที่ทุกคนก็เป็นนักบวชในพุทธศาสนา
เช่นนี้ผมจะทราบได้อย่างใดว่าคำสอนของพระพุทธองค์แท้จริงเป็นเช่นใด

ถ้าผมล่วงเกินอาจารย์ ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี
ขออโหสิกรรมจากอาจารย์ด้วยครับ


ด้วยความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
ศีล เป็นวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ไว้เป็นข้อปฏิบัติหรือข้อบังคับ ซึ่งมีความหมายในทำนองเดียวกันกับคำว่า "ห้าม" แต่มิใช่บัญญัติว่า "ห้ามเด็ดขาด"

ผู้ถามปัญหาทราบมาว่า หลักการทางพุทธให้ดูที่เจตนาเป็นหลักนั้น ถูกต้องในกรณีที่เป็นการชดใช้หนี้เวรกรรม แม้มิได้มีเจตนาละเมิดศีล หากผู้ถูกกระทำมีการผูกพยาบาทหรือจองเวรเกิดขึ้น ผู้กระทำต้องรับผลแห่งบาปนั้นด้วย จึงสรุปได้ว่า การกระทำใดที่มิได้มีเจตนาแต่มีการผูกพยาบาทเกิดขึ้น ถือว่าการกระทำนั้นเป็นบาปได้

พระพุทธโคดมได้มอบกาลามสูตรให้กับชาวกาลามะ ไว้ใช้เป็นหลักตัดสินว่า สิ่งที่สัมผัสนั้น เป็นจริงหรือเป็นเท็จ ผู้ตอบปัญหาบอกว่า ผู้ใดพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนเข้าถึงอภิญญา ๕ ได้ และพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงญาณ ๑๖ ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมรู้ได้ด้วยตัวเองว่า สิ่งที่ได้ยิน สิ่งทีได้ฟัง สิ่งที่ได้เห็น ฯลฯ นั้นถูกตรง หรือคลาดเคลื่อนไปจากธรรมในพุทธศาสนา
 

2491.
กราบเรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร
สวัสดีค่ะ อาจารย์ คือหนูมีเรื่องที่อยากจะสอบถามน่ะค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าแฟนหนูเกิดวันที่ 23 กันยายน ค่ะ ปีนี้ก็ 25 ปี ค่ะ คือก่อนหน้าที่จะถึงวันเกิด 2 วัน ตอนกลางคืนหนูมีความรู้สึกว่าแฟนมาอยู่กับหนูตลอด แล้วหนูก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่ความฝันมันเป็นเรื่องจริงที่หนูสัมผัสได้ มีตวามรู้สึกแบบนี้มาตลอดตั้งแต่วันที่ 21 จนถึงวันนี้หนูก็มีความรู้สึกแบบนี้ตลอดเวลานอนหลับตอนกลางคืน หนูไม่สบายใจเลยค่ะ อีกอย่างปีนี้แฟนหนูก็ครบเบญเพศพอดี ทำให้หนูเป็นกังวลอย่างมากที่หนูมีความรู้สึกแบบนี้ ทั้งๆที่แฟนหนูก็ยังมีชีวิตอยู่ เล่าให้ผู้ใหญ่ฟังก็ไม่มีใครสบายใจเลยค่ะ ผู้ใหญ่ก็บอกให้ไปทำบุญ ไหว้พระ สวดมนต์ ช่วยตอบหนูหน่อยน่ะค่ะ ว่าที่หนูมีความรู้สึกแบบนี้เพราะอะไร หรือเป็นเพราะว่าดวงจิตของแฟนมาหาจริงๆตามที่หนูรู้สึกได้ แล้วมันจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับแฟนหนูรึป่าวค่ะ แล้วหนูควรจะทำอย่างไรได้บ้าง

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกให้ไปทำบุญ ไหว้พระ สวดมนต์นั้นถูกต้องแล้ว แต่ควรเพิ่มการพัฒนาจิต ด้วยวิธีเจริญอานาปานสติหลังสวดมนต์ แล้วอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของตน เมื่อทำกิจกรรมดังกล่าวแล้วเสร็จ

เรื่องที่ถามไปในตอนท้าย ไม่ควรเอาจิตไปจดจ่อ แต่ควรระลึกอยู่กับปัจจุบันนั้นดีที่สุด
  

2490.
กราบสวัสดีท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร

ผมไม่เคยไปฟังบรรยายจริงๆแต่ฟังผ่าน youtube ก็เลื่อมใสศรัทธา
อีกทั้งตัวผมเองก็ชอบปฏิบัติธรรม มีหลายอย่างที่เหมือนเดินตามรอยเท้าอาจารย์ ในเรื่องการเริ่มต้นการปฏิบัติธรรม
ผมชอบไปวัดป่าที่อุดร แต่หลายปีมานี่ผมไม่ได้ไปไหนเลย เพราะต้องดูแลพ่อที่เป็นอัมพาต เรียกว่าดูแลตลอด 24 ชม

อยากเรียนถามอาจารย์ว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยของผู้เป็นบิดา-มารดา
มีจริงและทำได้จริงไหม ควรทำอย่างไร อยากขอคำแนะนำด้วยครับ 

อีกทั้งปัจจุบันผมไปไหนไม่ได้ การปฏิบัติธรรมที่บ้านควรทำอย่างไร ก่อนหน้านั้น..
เวลาที่ผมไปวัดป่าที่อุดร ผมชอบไปนั่งภาวนาในป่า
บางครั้งแบกกลดไปปักกลางป่า จนพระที่นั่นหาว่าผมเพี้ยน
สมัยบวชเค้าเรียกผมว่า "พระเพี้ยน" คงเพราะเคยมีพระที่เสียสติหลายท่าน
เลยคิดว่าผมจะเป็นแบบนั้นกระมัง คงขอคำแนะนำเพียงเท่านี้ครับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ชูชาติ มหาสุข

คำตอบ
ผู้รู้จริงแท้ไม่แนะนำให้คนป่วยที่กำลังเสวยอกุศลวิบากปฏิบัติธรรม ต้องรอจนกว่าวิบากแห่งกรรมนั้นจะหมดไป จึงจะเข้าถึงมรรคผลแห่งธรรมได้ง่าย ยกเว้นผู้มีบุญบารมีเก่าสั่งสมมามาก มิต้องรอให้อกุศลวิบากหมดไปก็สามารถปฏิบัติธรรมได้

ผู้ที่อยู่กับบ้านสามารถปฏิบัติธรรมได้ ด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน หลังสวดมนต์เจริญสติ เมื่อสองกิจกรรมนี้แล้วเสร็จ ต้องอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งเมื่อการปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จในรอบวัน ปฏิบัติเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วบุญที่เกิดจากการภาวนาจะมีมากขึ้น
  

2489.
กระผมขอความเมตตาท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ช่วยชี้แนะเรื่องการทำให้ศีลบริสุทธิ์ด้วยครับ

ผมมีปัญหาปรึกษาเรื่องการครองศีล 5 ให้บริสุทธิ์ เนื่องจากผมได้ทำผิดศีลข้อสามโดยการมีภรรยาคนที่สอง โดยภรรยาคนแรกก็รับรู้แต่เธอไม่ยอมรับ

ผมมีภรรยาคนที่สองมาห้าปี ผมก็รู้สึกผิดมาตลอด จนผมตัดสินใจคุยกับภรรยาคนแรกอย่างเด็ดขาดให้ยอมรับอย่างถูกต้อง แต่เธอก็ไม่ยอมรับ ทำให้ผมต้องตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้ผมไม่ผิดศีลต่อไป แต่เรื่องกลับเลวร้ายเข้าไปใหญ่ เมื่อผมจดทะเบียนกับภรรยาใหม่แล้วเธอก็ทิ้งผมไปเลย เพราะผมไม่สามารถหาเงินค่าสินสอดให้เธอได้

ทำให้ผมต้องต้องกลับมาอยู่กับภรรยาคนแรกอีกครั้งแต่การที่ผมจดทะเบียนกับภรรยาคนที่สองแล้ว กลับมาอยู่กินกับภรรยาคนแรกอีก ถือว่าผมทำผิดศีลอีกเหมือนเดิมหรือเปล่าครับ

หรือว่าไม่ผิดเพราะภรรยาคนที่สองได้ทิ้งผมไปแล้วถึงแม้นว่าจะได้จดทะเบียนค้างเอาไว้ ผมทุกข์ใจมาก เพราะผมอยากทำศีลข้อนี้ให้ได้ ส่วนศีลข้ออื่นๆผมไม่ค่อยมีปัญหาครับ

ผมจะได้ปฏิบัติธรรมได้อยากมีความก้าวหน้า ผมปฎิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าเพราะผมมีศีลไม่บริสุทธิ์ ผมเข้าใจและพยายามอยากทำให้บริสุทธิ์จริงๆ ขออาจารย์ได้โปรดชี้แนะวิธีการปฏิบัติ และการแก้ปัญหาของผมที่ถูกต้องให้กับผมเพื่อให้ศีลผมบริสุทธิ์ด้วยครับ

ผมอยากรบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำครูบาอาจารย์ของผมที่จะทำให้ผมสามารถปฎิบัติธรรมให้มีความคืบหน้าได้ด้วยครับ

ถ้ามีสิ่งใดที่กระผมได้ล่วงเกินท่านอาจารย์ด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขออาจารย์ช่วยเมตตาอโหสิกรรมให้กระผมด้วยนะครับ

กรมิษฐ์

คำตอบ
ภรรยาคนแรกหากมิได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ ถือว่าประพฤติทุศีลข้อ ๓ จดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนที่ ๒ แม้จะเลิกรากันไปนานแล้ว ผู้เป็นสามียังต้องรับผิดชอบตามกฎหมายที่ระบุไว้ ด้วยเหตุนี้ หากผู้ถามปัญหาประสงค์จะพัฒนาจิตให้เข้าถึงมรรคผลแห่งธรรม ต้องมีศีลบริสุทธิ์คุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น แล้วจึงนำตัวเข้าปฏิบัติธรรม ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุที่ยังไม่พร้อม จึงยังไม่แนะนำครูบาอาจารย์ผู้ชี้ทางธรรมให้ สุดท้ายอโหสิให้
  

2488.
ดิฉัน ดวงนภา มีคำถามสงสัย จะสอบถามท่านอาจารย์
ดิฉันแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านสามี พ่อสามี มีภรรยาหลายคนและลูกหลายคน

ขณะนี้ท่านป่วยต้องไปพบแพทย์เป็นประจำ
หน้าที่ก็จะตกเป็นของดิฉันกับสามีที่จะต้องพาไปพบแพทย์เป็นประจำ

ในแต่ละครั้งที่พาไปดิฉันก็ต้องกลับมาทำงานที่ไม่ได้ทำในวันที่พาท่านไปตามหลังจนดึก
หรือบางครั้งก็ต้องให้ลูกหยุดเรียนเพื่อไปทำหน้าที่นี้
ยอมรับว่าไปแต่ละครั้งเหนื่อยมากเพราะต้องพาไป รพ. รัฐซึ่งใช้เวลาในการรอนานมาก
ในบางครั้ง ดิฉันฉุดคิดขึ้นมาว่า ทำไมดิฉันต้องเสียสละขนาดนี้ทั้งๆที่ลูก ๆของเขาก็มีกันหลายคน
แต่ไม่มีใครเลยที่จะเสียสละเวลามาพาพ่อของเขาไปหาหมอ
บางที่ดิฉันคิดที่จะวางไม่ไปไม่เคยทำได้เลย
ไม่รู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องดูแลพ่อตัวเองจะทำได้อย่างนี้หรือเปล่า
มีหลายเหตุผลให้คิด แต่ก็จะอธิฐานเสมอว่าให้ได้ดูแลท่านเมื่อถึงเวลา
ในบางครั้งเหนื่อยมากนั่งทำงานไปร้องไห้ไป เพราะทำงานอยู่กับพี่สาวสามี
ไปส่งพ่อของเขาหาหมอได้แต่ก็ต้องกลับมาทำงานต่อให้เสร็จ

อยากทราบว่า ควรวางใจอย่างไรไม่ให้เกิดคำถามในใจ ที่ทำให้เกิดทุกคะ

จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ซัก 8 ปี แม่เขาป่วยมาก แล้วดิฉันก็ยังท้องอยู่ ก็ต้องขับรถจากฉะเชิงเทรา
ไปนอนเฝ้าแม่สามี ที่โรงพยาบาลที่ชลบุรีในตอนเย็นและกลับมาทำงานในตอนเช้า ทุกวัน
จนแม่เขาหาย เหมือนกันแม่สามีเองก็มีลูกหลายคน แต่ก็ไม่มีใครทำอย่างดิฉัน คะ

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าดิฉันทำไปทำไม่ แต่ก็วางใจทิ้งไม่ทำไม่ได้

แต่ก็มักจะมีคำถาม เหล่านี้ แอบคิดอยู่ในใจเสมอคะ

คำตอบ
เหน็ดเหนื่อยจากการนำพ่อของสามีไปโรงพยาบาล ถือว่าเป็นความกตัญญูกตเวทีของคนดี พ่อของสามีทำให้ผู้ถามปัญหาได้สร้างเมตตาบารมี ได้สร้างวิริยบารมี ได้สร้างขันติบารมี ฯลฯ ซึ่งผู้รู้จริงแท้ไม่หยุดทำความดีเช่นนี้ และไม่เอาเรื่องของคนอื่นมาทำใจให้เป็นบาป จงอยู่กับปัจจุบัน ก่อนนอนทุกวัน (ที่บ้าน) สวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย หลังสวดมนต์เจริญพุท-โธ แล้วอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดความสามารถที่ตนมีอัตภาพเป็นมนุษย์
   

2487.
ดิฉัน ขอนุญาตสอบถามเรื่องการปฏิบัติธรรมสูงสุด คือพระนิพาน   จะต้องไปบวชเป็นพระภิษุณี

ดิฉันฟังธรรมที่ท่านบรรยายไว้ในเน็ต ปัจจุบันนี้หนูยังทำงานอยู่ อีกประมาณ 2 ปี
หมดภาระทางโลก ปัจจุบันหลังเลิกงาน จะปฏิบัติธรรมทุกวัน วันละ 1 บรรลัง
สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น อาราธทานศิลห้าเช้าเย็น ปฏิบัติมาแล้ว 3 ปี
เริ่มถือศิลแปด ส.ค. 2555 เที่ยงไปแล้วไปทานข้าว ทานอาหาร มังสวิรัติ 1 ปีแล้วค่ะ
ถ้าบวชชีจะไปสูงสุดได้ไหมค่ะ


ขอให้ท่านช่วยแนะนำด้วยค่ะ สาธุ

คำตอบ
ผู้มีบุญบารมีเก่าสั่งสมมามาก เช่น พระนางเขมา พาหิยะ พระมหากัจจายนะ ฯลฯ ขณะยังมีชีวิตเป็นฆราวาส ได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) จิตบรรลุอรหัตตผลได้ ตรงกันข้าม ผู้ที่มีบุญบารมีเก่าสั่งสมมาไม่มาก ต้องบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี แล้วปฏิบัติธรรมที่สมควรแก่ธรรม เช่น พระอัญญาตรา ผู้มีจิตเป็นทาสของกามราคะ พระอปราสามา ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน พระจิตตา ผู้มีจิตด้อยในปัญญาแม้จะปฏิบัติอยู่ยาวนาน ยังสามารถพ้นทุกข์ (นิพพาน) ได้
  

2486.
      ดิฉันได้ติดตามการบรรยายของท่านทาง Youtube มาตลอด และเข้าใจว่าการที่คนเรานั่งสมาธิจนได้เห็นหนอนั้น
คงต้องมีบุญเก่าสะสมมาในอดีตชาติ ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่ฝึกสมาธิแบบสติปัฏฐานสี่มา  
ตลอดแต่ดิฉันไม่ได้เห็นหนอแบบที่ท่านได้รับ แต่กลับได้สิ่งที่เป็นเรื่องแปลกเข้ามาในชีวิตคือ

      ดิฉันไปบวชชีพราหมที่วัดแห่งหนึ่งและในสมาธิ ดิฉันถูกพระรูปหนึ่งด่าดิฉันอย่างรุนแรงจนรับไม่ได้
ซึ่งดิฉันไม่เคยรู้จักพระรูปนี้มาก่อน เมื่อกลับบ้านดิฉันได้ยินเสียงพระรูปนี้ด่าดิฉันอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา
ทั้งใน office หรือที่บ้านหรือแม้แต่จะเดินซื้อของที่ไหนก็แล้วแต่
ดิฉันจะได้ยินเสียงพระรูปนี้ด่าดิฉันไม่หยุดและคำด่าทอนั้นจะไม่ซ้ำกันทุกวัน
แม้เวลาตื่นนอนดิฉันก็จะได้ยินพระรูปนี้ด่าตลอดเวลา ยกเว้นเวลาหลับ
ดิฉันเสียใจและร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล เขาบอกว่าในอดีตชาติดิฉันฆ่าแม่เขา
ดิฉันได้ยินเสียงพระรูปนี้ด่ามาเกือบ ๑ ปี แล้วค่ะ  

        ขอเรียนถามว่า ดิฉันไม่อยากได้ยินเสียงพระรูปนี้จะทำอย่างไรดีค๊ะ
แม้พยายามจะนั่งสมาธิก็ทำไม่ได้เพราะเขาจะแกล้งให้เจ็บขาจนไม่สามารถทนได้  

พระรูปนี้มีชาญระดับไหนคะจึงสามารถด่าดิฉันได้ทุกวันยกเว้นเวลาหลับ
ดิฉันจดบันทึกไว้เป็นเวลาเกือบ ๑ ปีแล้วทุกวันนี้ดิฉันยังได้ยินเสียงด่าอยู่ค่ะ

กราบขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ
หากผู้ถามปัญหาจะไม่ได้ยินเสียงพระมาด่าว่า ต้องกำหนดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงว่า "ได้ยินหนอๆๆๆๆ" ไปเรื่อยๆ ไม่เลิกได้ยินเสียงต้องไม่เลิกกำหนด ผู้ที่ชนะใจตนเองเท่านั้นจึงจะแก้ปัญหานี้ได้ .... พิสูจน์ไหม?
  

2485.
พอดีมีความสนใจในเรื่องธรรมะและได้ฟังเทปอาจารย์  
อยากปฏิบัติตนเดินในเส้นทางที่ถูกที่ควร
แต่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ค่ะ ทำเกี่ยวกับบัญชี (คุมบัญชีบริษัทของตัวเอง)

เมื่อวานได้รับเรื่องจากพนักงานขาย ว่าลูกค้าให้ออกบิลเกิน 50,000 บาท
ลูกค้าเป็นพนักงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ติดต่อซื้อขายกันมา 10 ปีแล้ว
และเช้านี้พนักงานขายก็นำเรื่องมาปรึกษาอีกว่า  อบต.แห่งหนึ่ง ว่าจ้างให้ทำงาน 30,000 บาท
แต่ขอให้ออกบิลเป็นยอด 90,000 บาท

ใจจริงไม่อยากทำเลย รู้สึกบาป เหมือนสมรู้ร่วมคิด
ถ้าเราให้พนักงานขายปฏิเสธลูกค้า นั่นหมายถึงพนักงานขายอาจขายไม่ได้ ไม่ได้ค่าคอมมิสชั่น
ซึ่งพนักงานขายก็มาอ้อนอยู่ว่า ถ้าเราไม่ทำ  คนอื่นก็ทำ อย่าคิดอะไรมาก มันเป็นธุรกิจ

อยากเรียนถามอาจารย์ ดิฉันควรทำอย่างไร

คำตอบ
การแก้ปัญหามีทางเลือกอยู่สองทาง

๑. ปฏิเสธการประพฤติคอร์รัปชั่นของผู้มาติดต่อ จะมีผลตามมาคือ เสียลูกค้า

๒. ทำตามที่ลูกค้าเสนอ (ประพฤติคอร์รัปชั่น) ซึ่งจะมีผลตามมาคือ รักษาลูกค้าชั้นเลวไว้ได้ และผู้ร่วมต้องรับอกุศลวิบากเมื่อกรรมให้ผล

ชีวิตของมนุษย์มิได้ยืนยาวอย่างที่ตาเห็น ตรงกันข้าม ชีวิตยังมีการสืบต่ออีกยาวไกล (อนันต์) ในฐานะที่ผู้ตอบปัญหาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ จึงได้ไปพิสูจน์ แล้วพบความจริงว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาณ มีจริง สามารถรู้ เห็น เข้าใจในกฎแห่งกรรม ได้พบเห็นการเวียนตายเวียนเกิดของชีวิตตัวเองไม่รู้จบ ถึงกับน้ำตาหยดแล้วเลิกพฤติกรรมเลว หันมามี พฤติกรรมไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม มานานกว่า ๓๘ ปีแล้ว และจะมีพฤติกรรมดีงามไปจนกว่าจะนำพาชีวิตพ้นไปจากวัฏสงสาร หากผู้ถามปัญหาประสงค์จะพิสูจน์ต้องพัฒนาจิตจนเข้าถึงสมาธิระดับฌาน ดังนั้นจึงมีอยู่สองทางเลือกที่ผู้ถามปัญหาต้องเลือกทำด้วยตัวเองที่ระบุมาข้างต้น