ท่านอาจารย์ดร.สนอง ตอบปัญหา

สนทนาภาษาธรรม
เล่ม ๑-๒๗

 

 

 


 

2644.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนองที่เคารพอย่างสูง

การที่ญาติของเราเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่อยู่ก็มีปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายทำให้เราต้องช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา จนเงินที่เก็บสะสมมาหลายปีต้องหมดไป ทราบว่าคงเป็นวิบากกรรมของญาติ และของเรา พยายามบอกญาติให้ทำแต่กุศล อยู่ในศีล และหมั่นภาวนา และอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร แต่ภาระปากท้องและความทุกข์ทำให้ญาติภาวนาไม่ค่อยได้ ในขณะที่เราเองก็อยู่ ในทาน ศีล ภาวนา มาหลายปี แต่ขณะนี้เราเองก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือเจริญสติ ไม่ค่อยมีกำลังเหมือนก่อนเพราะจะเหมือนมีนางฟ้าและนางมารคอยเถียงกันตลอดเวลา นางฟ้าบอกให้ช่วยเถอะเพราะปุถุชนมีสิทธ์ทำผิดพลาดกันทุกคน ถ้าช่วยได้แล้วเขาเป็นคนดี เขาก็มีโอกาสไปทำความดีช่วยคนอื่นได้ แล้วถ้าไม่ช่วยเราจะทนเห็นเขาลำบากหรือตายไปต่อหน้าได้หรือ ส่วนนางมารก็บอกว่าช่วยแล้วไม่แน่ว่าจะรอด แล้วจะช่วยได้แค่ไหน เราเองก็จะลำบากนะ แล้วใครจะช่วยเราถ้าเราลำบาก วิบากกรรมของใครก็ของคนนั้น เราช่วยไม่ได้หรอก

กราบเรียนถามความเห็นท่านอาจารย์

1.  มีวิธีไหนที่จะช่วยลดวิบากกรรมของญาติได้บ้าง การให้เขากลับมารับโทษ ถือว่าเป็นการชดใช้กรรมหรือไม่ แล้วอกุศลวิบากจะลดลงหรือไม่

2.  ทางแก้ปัญหาทางโลก เราควรช่วยเขาต่อไปหรือไม่ ช่วยแล้วใจเราเป็นทุกข์ เพราะเกรงตนเองลำบาก คิดว่าไม่ได้บุญ แต่ก็ถ้าไม่ช่วยก็ยังวางใจไม่เป็น

3.  จะทำอย่างไรให้วิบากกรรมส่วนนี้ของเราลดลง หรือหายไป เพราะรู้สึกว่าเป็นเครื่องกั้นความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมของเรา เพราะเห็นใจหนักๆแน่นๆ ไม่โปร่ง โล่ง เบา สบาย ทราบว่าความทุกข์หรือความหนักๆ มาแล้วเดี๋ยวก็หายไป ไม่มีอะไรคงอยู่นาน ถ้าดูใจทันมันก็หาย ดูไม่ทันมันก็หนักนาน แล้วรู้สึกเหนื่อย ( คงเพราะอยากให้มันหายไป ) ก็พยายามดูเฉยๆ และช่วยคิดว่าความคิดก็ไม่เที่ยง ก็พยายามดูอยู่อย่างนี้

ขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ ละกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงค่ะ

คำตอบ
พระพุทธโคดมไม่เคยสอนให้ประพฤติเบียดเบียนผู้อื่น เรื่องที่ถามไปเป็นอกุศลวิบากร่วมระหว่างผู้ที่อยู่ต่างประเทศกับผู้ที่จุนเจือช่วยเหลือ ทั้งนี้เป็นเพราะอดีตเคยร่วมกันประพฤติอกุศลกรรม เมื่ออกุศลกรรมให้ผล จึงต้องร่วมกันชดใช้หนี้เวรกรรม

ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท ทางที่ดีที่สุด ผู้รู้จริงต้องยอมรับและชดใช้หนี้เวรกรรมไปเรื่อยๆจนหมด ด้วยการประพฤติตนเป็นผู้ให้ทาน รักษากายใจให้มีศีล แล้วบำเพ็ญภาวนา เพื่อสร้างบุญใหญ่ (เข้านิพพานได้) ไปเรื่อยๆ เมื่อปฏิบัติแล้วเสร็จในแต่ละวัน ต้องอุทิศบุญใหญ่ชดใช้หนี้เวรกรรมไปเรื่อยๆ จนกว่าหนี้เวรกรรมจะหมดสิ้นไป ผู้ถามปัญหาจะรู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องจุนเจือช่วยเหลืออีกต่อไป

ข้อ ๑. เรื่องนี้ทำได้เป็นสองแนวทาง คือ รับวิบากของอกุศลกรรมที่คนทำไว้ แล้วปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดบุญใหญ่นำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร โดยมีศีล มีขันติ มีความเพียร และมีสัจจะเป็นแรงสนับสนุน หลังจากปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จในรอบวัน ต้องอุทิศบุญใหญ่ชดใช้ให้กับเจ้ากรรมนายเวร .... ทำได้ครับ

ข้อ ๒. ผู้ถามปัญหายังมีอวิชชา (รู้ไม่จริง) ยังยึดติดอยู่กับสมมุติบัญญัติ โดยเอาเขามาเป็นญาติ ผู้ที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงความจริงแท้ได้แล้ว รู้ว่าต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไปเกิดใหม่ ในภพภูมิที่เหมือนหรือภพภูมิที่ต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำอยู่ในปัจจุบัน พระอริยบุคคลที่มีอยู่ในบทสวดมนต์เจริญสังฆคุณ ย่อมรู้ความจริงแท้ว่า สัตว์ (รูปนาม) ในภพภูมิต่างๆ ไปถือกำเนิดด้วยแรงผลักของกรรม นี่คือความจริงที่ผู้ใช้ความรู้ (ปัญญาสัญญา) จากสมองไม่สามารถสัมผัสได้ แต่ปัญญาจากดวงจิตสามารถสัมผัสได้

ข้อ ๓. หากเป็นพุทธบริษัท วิธีที่จะทำให้อกุศลวิบากหมดไป ต้องยอมรับความจริง แล้วประพฤติบุญใหญ่ (ทาน – ศีล – ภาวนา) เมื่อทำแล้วเสร็จแต่ละครั้ง ต้องอุทิศบุญใหญ่ ชดใช้หนี้เวรกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดหนี้เวรกรรม .... พิสูจน์ไหมครับ

 

2643.
กราบสวัสดีอาจารย์ค่ะ

หนูกราบขอคำแนะนำอาจารย์เรื่อง แนวทางในการทำงานค่ะ ที่ทำงานหนูมีคนกลุ่มนึง เป็นคนชอบแนะนำคนอื่นเรื่องปฏิบัติธรรม
ยามมีโอกาสพวกเขาก็่จะไปวัด ไปทำบุญ กราบพระอาจารย์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พูดจาดูมีน้ำใจช่วยเหลือคน เป็นคนมีภาพลักษณ์ดีมีน้ำใจ
แต่ พอได้ร่วมงานกันจริงๆ พบว่าหนูจะโดนโยนงานให้ทำอยู่คนเดียว แล้วพวกเขาก็จะมีธุระสำคัญในช่วงเวลาใกล้ๆวันที่ต้องส่งงานนั้นๆพอดี จึงกลายเป็นหนูที่ต้องทำงานนั้นให้สำเร็จไป โดยที่ก็ไม่ได้เป็นงานของหนู เพียงแต่หนูมีน้ำใจช่วยเหลือพวกเขา หลังจากนั้นเมื่องานผ่านพ้นไปด้วยดี หลายวันผ่านไปพวกเขาไม่ขอบคุณ เจอหน้ากันที่ทำงานก็ไม่พูดถึง จนมีวันนึงโทรมาขอบคุณ ซึ่งทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน หนูก็งงว่าเจอหน้ากันทุกวัน ทำไมไม่พูด ใจมันก็พลอยคิดลบ ทำให้ใจเราขุ่นมัว มีอกุศลกรรมในดวงจิตมากๆค่ะ สุดท้ายจึงพยายามเลี่ยงๆ ไม่ใกล้ชิดพวกเขามาก เพราะไม่อยากโดนโยนงานอีกแล้ว (จำคำที่อาจารย์เคยสอนได้ว่า ให้คบทุกคนเป็นเพื่อน คนไหนดีก็ให้คบไว้ใกล้ตัว คนไม่ดี ก็คบไว้ไกลๆตัว) หนูจึงมีความยับยั้งชั่งใจ

พยายามจะไม่อคติกับพวกเขา ไม่หนีหายพวกเขาไปเลย ใช้วิธีพูดคุยเรื่องงานเป็นหลัก ไม่พูดคุยสนิทสนมเหมือนก่อน พอผ่านเหตุการณ์โยนงานมาได้ไม่นาน

หนูก็โดนงานเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งงานที่เพิ่มเข้ามามีจำนวน ประมาณ 5-6 ชิ้นงาน ที่เป็นงานต่อเนื่องประจำปี ความรู้สึกในตอนแรก
พยายามมองแง่ดีของงาน อย่างที่อาจารย์เคยสอนไว้ว่า เราได้รับมอบหมายงานจากผู้บังคับบัญชา แปลว่าเรามีศักยภาพ อย่ามองแง่ลบ
แต่ พยุงจิตให้คิดบวกได้ไม่นาน ก็คิดลบอีกค่ะ หนูเสียความรู้สึกมาก เพราะก่อนหน้าที่จะโดนโยนงาน พวกเขาถามหนูว่าช่วงนี้งานหนูเยอะไม๊ ว่างรึยัง หนูก็ตอบตามเนื้องานไปว่า ขณะนี้ว่าง แต่เดี๋ยวก็จะมีงานมาอีก เพราะเป็นงานที่ยังไม่จบกระบวนการ รอข้อมูลต่างๆอยู่ พอมาวันนึง ก็เจอคำสั่งใจากเจ้านายให้เป็นหนูแทน หนูก็ไม่อยากคิดอกุศล ว่าพวกเขาโยนงานให้หนูอีกแล้ว แต่ประสบการณ์ที่เคยเจอมาก่อนหน้านั้น ทำให้เราระแวงพวกเขามาก คิดแต่ว่าพวกเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมอีกแล้ว หนูพยายามมองแง่ดี จิตมันดีพักนึง ก็จะคิดลบอีก ใจมันอยากทำงานให้ดี ให้ประณีต เสร็จทันเวลาทุกชิ้นงาน อย่างที่อาจารย์เคยสอน แต่พอนึกถึงพวกเขา เห็นหน้าพวกเขา หนูจิตกระเพื่อมมากค่ะ ว่าพวกเขาใช้วิธีแนบเนียนแบบนี้ ทำงานชิ้นที่มีความสำคัญ งานไหนที่ไม่เด่นก็ผลักมาให้เรา วิธีคิดแบบนี้หนูรู้ว่าเราคิดผิด แต่ก็ยังไม่สามารถจะคิดบวกได้ตลอดเวลาค่ะ หนูจึงอยากเรียนถามอาจารย์ว่า

1. หนูต้องมีทรรศนคติต่องานที่ได้มาด้วยวิธีโยนงานแบบนี้อย่างไรดีคะ? / จะพยุงจิตให้คิดบวกตลอดเวลาได้อย่างไรคะ ไม่ให้ความคิดด้านลบเกิดขึ้นในจิตใจ?

2.1 พวกเขาสนใจเรื่องธรรมะในแง่การให้ทานมาก และการทำบุญกับพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่พวกเขามาทำงานสายบ่อย แว่บบ่อย และชอบพูดแซวหนูเป็นเชิงตลกขำขันแต่แฝงความเสียหายในเรื่องการจับคู่คนนั้น คนนี้ให้หนู เหมือนจะให้เสียชื่อเสียงค่ะ
(เรียนถาม - หนูควรจะพูดบอกเขาอย่างไรดีคะ เพราะแซวน่าเกลียดมากค่ะ ไม่ชอบเลย แล้วเราก็ถือเรื่องพวกนี้ด้วย)

2.2 นอกจากนี้ก็ชอบแซวว่าเครียดทำหน้าเครียด ใครๆเวลามาหาหนูก็เลยแซวหนูเครียดตามพวกเขาแซว ซึ่งตอนที่โดนแซว หนูทำงานมีความสุขมากค่ะ เวลาทำงานเรามีสมาธิ หน้าเราจะจดจ่อกับงาน
(เรียนถาม- หนูจะต้องตอบพวกเขาอย่างไรดีคะ)

2.3 พวกเขาหลอกถามวันเกิดหนู แล้วเอาไปดูดวง แล้วบอกว่าดวงหนูไม่ดีไม่มีอะไรดีเลย หนูว่าพวกเขาไม่น่าคบเลย เพราะการกระทำกับคำพูดสวนทางกันหมด
(เรียนถาม-หนูคบเขาผิวเผิน ไม่สนิทสนมมาก ทำถูกไหมคะ เพราะสนิทมากพวกเขาก็จะหลอกใช้หนูอีก )

2.4 ช่วงนี้ได้รับงานของพวกเขามาเพิ่ม พวกเขาก็พูดอีกว่าหน้าเศร้ามากเลยนะ เดี๋ยวช่วยมีอะไรให้บอก แต่หนูไม่ค่อยเชื่อคำพูดพวกเขาเท่าไหร่ว่าจะทำเหมือนพูดไหม เพราะพฤติกรรมของพวกเขาทั้งหมด ไม่เคยสอดคล้องกันเลย พวกเขาก็จะแซวว่าหนูเศร้า หนูทำไม่ไหว
(เรียนถาม-หนูควรตอบพวกเขาอย่างไรดีคะ)

2.5 พวกเขาชอบถามงานหนูตลอดเวลาว่ามีงานไหม ตอนนี้มีงานอะไรบ้าง
(เรียนถาม-หนูต้องตอบอย่างไรดีคะ บางทีมันงานส่วนตัวเรา จะมีชิ้นงานไหน ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายบอกเขาหมด เพราะหนูก็ไม่เคยก้าวก่ายงานของพวกเขาเลยค่ะ)

3. หนูรู้ว่าเขามีเล่ห์เหลี่ยมเราไม่ตอบโต้ถือว่ามีธรรมมะในใจ แต่ถ้าเราเฉยไปตลอด ก็จะโดนพวกเขาทำอะไรใส่อีกในวันข้างหน้าก็ไม่ทราบ หนูต้องมีทรรศนคติต่อคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบนี้อย่างไรดีคะ?

4. ."คนที่คิดฉลาดอย่างต่ำๆย่อมจะคิดเอาเปรียบคนอื่น
คิดข่มเหงคะเนงร้ายต่อคนอื่น
แต่คนที่มีความคิดอย่างถูกต้อง อันเป็นความฉลาดที่แท้
ย่อมจะไม่เอาเปรียบหรือคิดข่มเหงเบียดเบียนใคร
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ใครข่มเหงได้สำเร็จ
คือไม่เบียดเบียนใครด้วย ไม่ยอมให้ใครเบียดเบียนด้วย
จึงเป็นคนที่เรียกว่าฉลาดเต็มที่
ส่วนคนที่ยอมให้เขาเบียดเบียนนั้น น่าจะเรียกว่าฉลาดครึ่งเดียว "
.
--- พระนิพนธ์เรื่อง 'พระพุทธเจ้าของเรานั้นเลิศล้ำ'
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เรียนถาม- คำสอนนี้ หนูด้อยปัญญาในการตีความประโยคที่ว่า "ไม่ยอมให้ใครเบียดเบียนด้วย" คือการปฏิบัติตัวอย่างไรคะ?
เพราะ จำคำสอนอาจารย์ได้ว่า หากใช้ปัญญาทางโลกตัดสินใจในการดำเนินชีวิตจะเข้ารกเข้าพง จึงอยากทราบว่าปัญญาทางธรรม "การไม่ยอมให้ใครเบียดเบียน" คือต้องปฏิบัติตนอย่างไรคะ เมื่อเจอคนเล่หเหลี่ยมแบบนี้

สุดท้ายนี้ กราบขอบพระคุณอาจารย์สนอง มากๆค่ะ ที่เมตตาเสียสละให้ทางสว่างที่ถูกตรงตามธรรมตอบคำถามของหนู หนูจะยึดคำสอนของอาจารย์เป็นหลักในการดำเนินชีวิตการทำงานต่อไป สุดท้ายนี้หากได้เคยล่วงเกินอาจารย์ด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ขอให้อาจารย์อโหสิกรรมให้หนูด้วยนะคะ และขอให้อาจารย์อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับทุกๆคนนานๆนะคะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์มากๆค่ะ

คำตอบ
อเสวนา จ พาลานฺฯ ผู้ตอบปัญหาขออ้างเอามงคลข้อแรกของพระพุทธโคดม มาตอบให้ผู้ถามปัญหาได้ทราบว่า การห่างไกลจากคนพาล เป็นเรื่องที่ผู้มีปัญหาจะได้ไม่เห็นและไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด และการจะเป็นผู้ที่คิดดีได้ ต้องพัฒนาจิตตนเองให้มีสติสัมปชัญญะ (รู้และมีธรรมคุ้มใจ) ให้ได้ทุกขณะตื่น ปัญหาจึงจะหมดไปได้

ตอบข้อ ๒.๑ การพูดไม่ดี (พูดแซว) ให้คนอื่นได้รับความเสียหาย หากประสงค์จะแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป ต้องดูเขาเป็นครูสอนใจว่า เราจะไม่พูดแซว (พูดไม่ดี) ให้คนอื่นได้รับความอับอาย ขณะเดียวกันดูให้ออกว่า ครูคนนั้นเป็นผู้มีพระคุณ ทำให้เราได้สร้างขันติบารมี ไงล่ะ

ตอบข้อ ๒.๒ ผู้มีปัญหาต้องมีอารมณ์เครียด เพราะไปรับเอาคำพูดของคนอื่นมาทำร้ายใจตัวเอง ประสงค์จะแก้ปัญหาเรื่องเครียด ให้ประพฤติตามที่พระอริยบุคคล คือ มีหูเสมือนคนหูหนวก มีตาเสมือนคนตาบอด มีปากเสมือนคนเป็นใบ้ แต่มีกำลังใจกล้าแข็งเหนือคำพูดที่ไม่ดีนั้นได้

ตอบข้อ ๒.๓ เมื่อรู้ว่าเขาหลอกถามวันเดือนปีเกิด แล้วเรายังบอกเขาไป แสดงว่าเรายังมีสติอ่อน จึงต้องพัฒนาจิตตนเองเสียใหม่

ตอบข้อ ๒.๔ ปัญหาหมดไปได้ ด้วยการพัฒนาจิตให้มีสติสัมปชัญญะ แล้วทำหูให้เป็นเสมือนคนหูหนวก ปัญหาจึงจะหมดไปได้

ตอบข้อ ๒.๕ ต้องบอกความจริงที่ทำให้กับสังคมส่วนรวม และไม่พูดบอกเรื่องที่เป็นส่วนตัว

ตอบข้อ ๓ พระอริยบุคคลในพุทธศาสนา นิยมทำปากให้เป็นเสมือนคนใบ้ (ไม่พูด) .....ครับ ปัญหาจึงจะยุติลงได้

ตอบข้อ ๔ ความคิดนั้นดีถูกต้องแล้ว ถามว่าทำได้ไหม? ส่วนเรื่องจากพระนิพนธ์ที่เขียนโดย สมเด็จพระญาณสังวร เรื่อง “ไม่ยอมให้ใครเบียดเบียน” นั้น หมายถึง ต้องประพฤติตามแนวของพระอริยบุคคล คือพัฒนาจิตให้มีสติสัมปชัญญะคุมให้ได้ทุกขณะตื่น แล้วใช้สติสัมปชัญญะนำพาชีวิตตลอดไป

 

2642.
กราบสวัสดีท่านอาจารย์ สนองที่เคารพและศรัทธา
 
ดิฉันเป็นมนุษย์ที่รู้จักธรรมะก็เพราะดิฉันเชื่อแน่ว่าบุญได้ส่งผลชักนำให้ได้ฟัง การบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์ทางยูทูปนี่ละค่ะ ก่อนได้มาพบฟังการบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์ ดิฉันได้พาแม่ไปวัดสวนแก้ว ที่มีพระพยอมเป็นเจ้าอาวาส วันนั้นแม่ปลี้มปีติสุดๆ วันที่พาแม่ไปวัด พระพยอมท่านติดรับนิมนต์ ทราบจากเจ้าหน้าที่ที่ช่วยงานภายในวัดว่าท่านจะกลับตอนบ่าย แต่ไม่ทราบเวลาที่แน่ชัดว่าบ่ายกี่โมง แม่บอกว่าใหนๆแม่ก็มีโอกาสมาแล้ว อยากเห็นพระพยอมตัวจริง อยากกราบท่านซักครั้ง แม่มาจากภาคใต้ค่ะ ใน ระหว่างรอดิฉันพาแม่เดินชมสวนรอบๆวัด แม่มีความสุขมากและเข้าใจไปว่าได้ไปเดินเที่ยวในสถานที่เกี่ยวข้องกับการประ สูติของพระพุทธเจ้า ในขณะเดินชม แม่ก็บอกว่าช่างเป็นบุญและวาสนาเหลือเกินที่เกิดมาได้เห็นสถานที่ที่เกี่ยว ข้องกับพระพุทธเจ้า

ในที่สุดการรอคอยทำให้แม่ได้มีโอกาสได้กราบพระพยอมตัวจริงสมปราถนาที่แม่อยากกราบค่ะ แม่มีความสุขมากที่ได้เห็นตัวจริงพระพยอม หลังจากนั้นได้พาแม่ไปบริจาคทานที่สถานพิการเด็กซ้ำซ้อน

อีกไม่นานต่อมาวันหนี่ง บุญกุศลนั้นคงส่งผลให้ดิฉันได้พบธรรมะ มีคำผุด ขี้นในความคิดว่า ให้พิมพ์คำว่า ธรรมะ ลงบนยูทูป ดิฉันก็ทำตามที่จิตสำนีก บอกในขณะนั้น ก็ได้กดฟังการบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์นี้ละค่ะ

เป็นการฟังการบรรยายธรรมะอย่างจริงจังครั้งแรกของชีวิต และเป็นครั้งแรกที่ดิฉัน ตั้งใจฟังจนจบโดยไม่ลุกไปใหน จากคนที่ไม่ชอบฟังเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ ได้ฟังครั้งแรก นั่งฟังจนจบ และมีน้ำตาไหลออกมาในขณะฟังด้วย ดิฉันก็ไม่ทราบว่าทำไมน้ำตาถีงไหล วันต่อมาสงสัยว่าทำไมน้ำตาถีงไหล ก็ฟังอีกค่ะ น้ำตาก็ไหลออกมาอีก ตอนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถีงมีน้ำตาไหล รู้สีกอายตัวเองมากๆ และอายกลัวคนที่บ้านเขาเห็นตอนน้ำตาไหลตอนฟังธรรมะค่ะ กลัวเขาจะว่าเราเป็นบ้า ตัวเองก็คิดว่า เอ๊ะ น้ำตาไหลกับแค่ฟังธรรมะ เป็นบ้ารีเปล่าเนี่ยเรา คิดแบบนี้ค่ะ

และอีกหลายๆรอบที่เป็นแบบนี้ ฟังมาเรื่อยๆก็ได้รู้จากการติดตามฟังการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ และจากการตอบคำถามในสนทนาภาษาธรรมของท่านอาจารย์ทำให้ได้รู้ว่าที่เกิดน้ำตา ไหลเพราะใจมีปีติ

ได้มีโอกาสไปวัดก็ได้สวดมนต์ต่อหน้าองค์พระประธาน ก็มีน้ำตาไหลพรั่งพรูตัวสั่นนิดๆ ก็ไม่รู้ว่าทำไมถีงเป็นเช่นนั้น

ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั้งบัดนี้ ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ ตั้งแต่ติดตามฟังคำแนะนำสั้งสอนการบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์ดิฉันเหมือน เป็นมนุษย์ที่ไม่เหมือนคนในอดีตที่เคยเป็น ชอบฟังธรรมะ เข้าวัด ให้ทาน และได้เข้าฝีกการเจริญสติด้วยค่ะ

ชีวิตตอนนี้พยายามนำธรรมะเข้าคุมการใช้ชีวิตของตัวเองในแต่ละวัน พยายามทำตามคำสั่งสอนที่ท่านอาจารย์สอนแนะนำ และตอนนี้พยายามชักชวน ญาติพี่น้องลูกหลานให้ฟังธรรมะ นำลูกหลานเข้าวัดฝีกการเจริญสติ ก็ได้ผลในระดับหนี่งแล้วค่ะ มีความสุขมากที่เห็นเขาคล้อยตามเรา

เขียนมาเล่าซะยาว มีจุดประสงค์ค่ะกราบขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ ช่วยแนะนำเรื่องของพี่ชายค่ะ พี่ชายอายุใกล้ 60 ปีแล้วค่ะ ตอนนี้พี่ชายป่วยหนักเป็นโรคหว้ใจ หมอวินิจฉัยว่า หัวใจของพี่ชายทำงานแค่ 20% ทำให้พี่ชายเหนื่อยล้า อ่อนกำลัง ไม่สามารถทำงานหนักได้ จะผ่าตัดก็ไม่สามารถทำได้เพราะเส้นเลือดในหวัใจเสียไปหนี่งเส้น หมอบอกว่าถ้าผ่าตัดเป็นอันตรายกับผู้ป่วยเพราะเส้นเลือดที่เสียมีความบางมาก ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้ เส้นเลือดที่เสียดิฉันไป ดิฉันไม่ทราบชื่อที่แน่ชัด ตอนนี้ทำได้แค่ตรวจสภาพร่างกายเท่านั้นค่ะ

และ ยังมีโรคเบาหวานแทรกซ้อน ดื่มน้ำเยอะไม่ได้ หมอบอกว่าถ้าดื่มน้ำเยอะจะทำให้น้ำท่วมปอด ร้อนมากก็ไม่สามารถดื่มน้ำเยอะตามที่ต้องการได้ ยิ่งอากาศร้อนมากเขาจะมีอาการเพลียมาก สงสารพี่ชาย แต่ก็ไม่สามรถช่วยอาการป่วยทางกายได้ และคิดว่า หมอเองก็ช่วยไม่ได้

ดิฉันคิดว่าธรรมะต้องดีสำหรับจิตใจคนป่วยแน่นอน
ดิฉัน ฟังธรรมะแล้วพิมพ์ บางคำพูดบางตอน เพื่อให้ธรรมะกระตุ้นจิตให้พี่ชายเข้าฟังธรรมะด้วยตัวเอง เราอยู่ใกลกันค่ะ ดิฉันใช้โปรแกรม ไลน์ พิมพ์ธรรมะบรรยายที่ตัวเองฟัง แล้วพิมพ์ให้พี่ชายอ่านต่อ ให้เขาอ่านเรื่องความตาย และเขียนคำบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์บาง ตอน ให้เขาอ่านด้วยค่ะ บอกเขาให้อ่านธรรมะเป็นอาหารใจ และ ถ้ากำลังใจดีดิฉันบอกเขาว่าอาจเป็นยารักษาโรคทางกายได้บ้าง เขียนเอาตามที่ตัวเองคิดเพื่อให้กำลังใจพี่ชายค่ะ

คิดว่าถ้ากำลังใจเขาดี เขาอาจมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป เขายังมีโอกาสใช้ร่างกายที่ยังใช้งานได้อยู่ ได้ใช้สะสมบุญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ ได้แนะนำให้ฝีกหายใจตามคำสอนของพระป่าในยูทูปนี้ละค่ะ และ แนะนำให้ไปถวายสังฆทานด้วย

เมื่อวันสองวันที่ผ่านมานีกถีงชื่อของอาจารย์ค่ะ ตัดสินใจเขียนมาขอความเมตตา ขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ว่าอาการป่วยของพี่ชาย ตามที่เล่ามา ควรแนะนำพี่ชายให้ดูแลตัวเองยังงัยดีค และควรแนะนำอะไรเพิ่มเติมดีค่ะ?ขอความเมตตาท่านอาจารย์ด้วยค่ะ

ผลบุญและกุศลใดที่ท่านอาจารย์ได้สะสมมาทั้งหมด จนกระทั้งถีงปัจจุบัน ดิฉันขออนุโมทนาด้วยค่ะ สาธุๆๆ

สุดท้ายนี้บุญกุศลใดๆที่ดิฉันทำมาแล้วทั้งหมด จนถีงปัจจุบันขออำนาจบุญและกุศลนี้รักษาคุ้มครองสุภาพของท่านอาจารย์ให้อยู่เผยแผ่ธรรมะ ให้ลูกหลานได้เข้าถึงธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามสติตามกำลังกันทั่วหน้าไปตราบนานเท่านานด้วยเทอญ

ขอแสดงความเคารพเป็นอย่างสูง กราบขอบพระคุณค่ะ

ผู้เคารพและศรัทธาอาจารย์

คำตอบ
ขณะฟังธรรมแล้วมีน้ำตาไหล เป็นเรื่องของปีติที่เกิดกับจิตของผู้มีธรรมะ (ขณะฟัง)

การคิดช่วยเหลือคนอื่น (พี่ชาย) เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องของคนมีเมตตา ต้องช่วยชี้แนะให้เขารู้และมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น แล้วทำต่อด้วยการเจริญอานาปานสติ เหมือนกับพระพุทธเจ้าทำให้ภิกษุผู้อยู่แวดล้อมดู และสุดท้ายเขาต้องอุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งที่ปฏิบัติแล้วเสร็จ
ทำดังนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าเขาจะไม่ระลึกถึงโรคที่เป็นอยู่ .... ครับ
   

2641.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไร

ได้ทราบข่าวเร็วๆนี้ว่า พระอาจารย์ผู้ที่หนูมีความศรัทธาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นครูสอนวิปัสสนากรรมฐานมานาน แปลหนังสือคัมภีร์หลายเล่ม เทศน์มามากมาย ได้กระทำสิ่งที่ผิดครรลองครองธรรมเสียแล้วนั้น ทำให้หนูรู้สึกขาดความศรัทธาในพระสงฆ์ และการได้เจอกับสัตบุรุษนั้นเป็นสิ่งที่ยาก หน้าที่ของชาวพุทธต้องเคารพในพระรัตนตรัย แต่ตอนนี้รู้สึกเคลือบแคลงใจต่อพระสงฆ์เสียแล้ว

หนูควรสร้างบุญอะไรเพื่อได้เจอกับสัตบุรุษผู้ชี้ทางธรรม และจะมีความศรัทธากับพระสงฆ์ได้อย่างไรดีค่ะ

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

คำตอบ
คำว่า “พระสงฆ์” เป็นชื่อสมมุติที่มนุษย์ตั้งขึ้น เพื่อใช้เรียกผู้ห่อผ้าเหลืองที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ (ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรมที่นำสู่ความพ้นทุกข์) จึงจะเรียกชื่อสมมุติได้อย่างถูกตรง ในบทสวดมนต์เจริญสังฆคุณ เรียกบุคคล ๔ ประเภทนั้นว่า เป็นพระสงฆ์ ซึ่งได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

ในยุคสมัยนี้ (พ.ศ.๒๕๕๙) พระสงฆ์มีอยู่เป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับครั้งพุทธกาล ดังนั้นจะศรัทธาผู้ใดและเรียกว่าเป็นพระสงฆ์ ผู้รู้จริงแท้จึงสอนให้ดูเขาเป็นครูสอนใจ หากผู้ปลงผม มีศีรษะโล้น ห่มผ้าเหลือง ประพฤติไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรมที่นำสู่ความพ้นทุกข์ จึงจะเรียกว่าเป็นพระสงฆ์ ได้อย่างถูกตรง .... ครับ
  

2640.
กราบเรียน อ.สนอง ที่เคารพอย่างสูง
  
ผมขอนุญาติเรียนปรึกษาปัญหาในการปฏิบัติครับ
ถามว่า ผลการปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า ขณะเดินจงกรมตัวโยกโคลง บางครั้งหมุนเหมือนลูกข่าง อาการแยกตัวที่ใต้เท้า อาการเย็น แข็ง อ่อน ขณะเหยียบเท้าลงสู่พื้น อาการกระพริบตาก็ระลึกได้ พอกลับมานั่งสมาธิ มักจะมีอาการสั่นเบาๆ รบกวนจนมองเห็นการพองยุบไม่ชัด เพราะอาการสั่นยังบดบังอยู่

เมื่อปีก่อนได้ไปปฏิบัติธรรม แล้วอาการพอง-ยุบ เกิดเร็วมาก บางครั้งกระแทกตัวจนเอนไปด้านหลัง อาการสั่นเพิ่มขึ้นรุนแรง ช่วงเวลาล้มตัวลงนอนก็ยังสั่นครับ กลัวมาก กลัวเสียเวลาในการปฏิบัติธรรมจะมีเวลาไม่พอ รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

จาก สุพจน์ ศ.

คำตอบ
ขณะเดินจงกรม ต้องใช้จิตกำหนดว่า โยกหนอๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะหายโยกโคลง อาการตัวสั่นต้องใช้จิตกำหนดว่า สั่นหนอๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการสั่นจะหายไป อาการอย่างอื่นก็กำหนดแบบเดียวกัน ในขณะที่ผู้ตอบปัญหาไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ ขณะเดินจงกรมมีอาการง่วงนอน จึงใช้จิตกำหนดว่า ง่วงหนอๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ อาการง่วงนอนหายไปเป็นอนัตตาเมื่อไรก็ไม่รู้ หากไม่แพ้ใจตัวเอง ย่อมเป็นผู้ชนะแน่นอน ธรรมะเป็นสิ่งดีงามเหนือสิ่งอื่นใดในโลก .... สู้ไม่ถอยครับ

อาการใดๆที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติธรรม ต้องใช้จิตกำหนดทุกอาการ จนกว่าอาการที่เกิดขึ้นจะหายไป คนส่วนมากกำหนดแล้วยังไม่หายจากอาการติดลบดังกล่าว เป็นเพราะแพ้ใจตนเอง จึงต้องแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง

ปัญหาของผู้ถามเกิดจากรู้และมีศีลในห้องของการปฏิบัติธรรม แต่ในห้วงเวลาปกติ ไม่รู้และไม่มีศีลคุมใจ ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้และต้องมีศีลคุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น แล้วการปฏิบัติธรรมจึงจะได้ผลก้าวหน้า อนึ่ง ธรรมะเกิดขึ้นกับใจของผู้ที่ไม่แพ้ใจตัวเองเท่านั้น .... สู้ครับ
 

2639.
ผมมีความทุกข์ใจมานานอยากเรียนถามว่า ลูกชายอายุ 13 เป็นโรคทางสมอง(เด็กพิเศษออทิสติก) สมองที่ผิดปกติทำให้แสดงความบกพร่องออกมา 3 ด้านใหญ่ๆโด้แก่

        1.   บกพร่องด้านการมีปฏิสัมพันธ์เช่นไม่แสดงสีหน้าท่าทางในการตอบรับและสื่อสารกับผู้อื่น ไม่มีอารมณ์ร่วมและตอบสนองผู้อื่นอย่างไม่เหมาะสม เล่นกับคนอื่นไม่เป็น

        2   บกพร่องด้านการสื่อสารเช่น ไม่พูด พูดได้น้อย เล่นสมมุติไม่เป็น พูดคนละเรื่อง พูดตาม พูดสลับคำ

        3   มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น หมกมุ่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ยึดติดกับขั้นตอน ขาดความยืดหยุ่น เคลื่อนไหวซํ้าๆเช่น ดีดนิ้ว เปิดหนังสือ มีพัฒนาการช้า ช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันไม่ค่อยได้ ระบบการรับรู้เช่นการได้ยิน สายตา การทรงตัว เคลื่อนไหวข้อต่อ ดมกลิ่น รับรส มีความไวหรือเฉื่อยไปผิดปกติ พ่อแม่ช่วยกันฝึกมาตลอด

        เรียนถามว่าในทางธรรมแล้วเขาผิดศีลข้อใดมา  พ่อแม่จะมีวิธีช่วยเหลืออย่างไรให้ลูกหายเร็วๆเป็นคนปกติได้ ให้อยู่ร่วมกับสังคมได้

              ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

คำตอบ
ข้อ ๑ ,๒ ,๓ รวมตอบได้ว่า ในทางธรรมแล้ว พ่อ แม่ และเด็ก เคยประพฤติผิดศีลข้อ ๑ ด้วยการเบียดเบียนสัตว์อื่นมาก่อน เกิดมาชาตินี้จึงต้องรับอกุศลวิบาก ตามที่เขียนบอกเล่าไป เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขให้หายเป็นปกติได้ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะยังอยู่ในระหว่างการเสวยอกุศลวิบาก แต่สามารถบรรเทาอกุศลวิบากให้ลดน้อยลงได้ ด้วยการให้พ่อแม่ นำสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยทุกวัน หลังสวด นำเจริญอานาปานสติ แล้วนำอุทิศบุญใหญ่ ชดใช้หนี้เวรกรรมทุกวันที่ทำกิจกรรมแล้วเสร็จ หากพ่อมแม่นำลูกได้ทุกวัน อาการผิดปกติจึงจะลดลงได้

ในทางโลกแก้ปัญหานี้ ด้วยการนำเด็กให้ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง เช่น แมว แพะ แกะ สุนัข ฯลฯ โอกาสที่ลูกจะลดพฤติกรรมที่ผิดปกติ จึงจะมีได้เป็นได้

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า พ่อแม่สามารถอุทิศเวลาให้ลูกได้มากน้อยแค่ไหน .... ทำเถิดครับ เพื่อลูก จะส่งผลถึงชาติปัจจุบันและชาติหน้าครับ อนึ่ง พ่อแม่ต้องมีศีล ๕ คุมใจทุกขณะตื่น จะดีแน่นอน
  

2638.
กราบเรียน ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพ

ดิฉันมีความปรารถนาที่จะบริจาคร่างกายตนเองเป็นอาจารย์ใหญ่หลังเสียขีวิต
เพราะมีความคิดว่าอยากจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อื่นต่อไป ดิฉันได้คุยกับแม่
เพราะมีความประสงค์ที่จะให้ท่านได้รับรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ขณะที่ตัวเองยังแข็งแรงดี(อายุ 35 ปีค่ะ) และเพราะทั้งพ่อและแม่เป็นผู้ให้กำเนิด
แต่ดิฉันรู้สึกว่าแม่ยังไม่ค่อยยอมรับในเจตนาของดิฉัน รู้สึกว่าท่านยังรับไม่ได้และเหมือนจะยุ่งยากในการเป็นอาจารย์ใหญ่
ท่านยังไม่ได้ห้ามให้ทำนะคะ

ดิฉันควรจะทำอย่างไรค่ะ จะพูดกับท่านอย่างไรดี จะเป็นบาปไหมหากดิฉันปราถนาจะบริจาค
แต่ท่านทั้งสองไม่ยินยอมและไม่เห็นด้วย ?

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
เกษร

คำตอบ
เรื่องที่ถามไปอยากให้ระลึกถึงเมื่องครั้งพุทธกาล เมื่อพระสมณโคดมได้ลูกราหุลแล้ว ได้หนีออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ ไปบวชอยู่นาน ๖ ปี จนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และเช่นเดียวกับชาวแคว้นมคธ รวมชายหญิง ๖ คน ได้หนีนางสารี (แม่) ไปบวชเป็นภิกษุและภิกษุณี ทั้งๆที่ญาติ (บิดา มารดา บุตร และสามี) พากันคัดค้านมิให้บวช จนทั้งหมดบรรลุอรหัตผล จึงถามผู้ถามปัญหาว่า ผู้มีบาปในใจสามารถบรรลุอรหัตผลได้ไหม? ก่อนตอบคำถามนี้ให้พิจารณา ควบคู่กับการพัฒนาสมอง จนเกิดความรู้แบบอวิชชา (ความไม่รู้จริง) ในปฏิจจสมุปบาท แล้วผู้ถามปัญหาจะเข้าใจว่า ความอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ (พ่อ แม่ และญาติ) จะกระจ่างมากยิ่งขึ้น
  

2637.
กราบเรียน ดร.สนอง
 
หนูมีเรื่องจะถามคะ หนูปฏิบัติธรรมตามแบบหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน มาตั้งแต่ปี 39 คะ
ตอนปฏิบัติแรกๆ ก็ดี ได้ตามขั้นตอนทุกอย่าง คือเข้า ฌาน 1-4
แต่ต่อมาหนู ได้ฝึกปราณสมาธิคือ สมาธิมีการฝึกลมหายใจกำกับคล้ายโยคะ
ทำให้หนูเกิดความตั้งมั่น คล้ายเหมือนมีแต่สมาธิ แต่ไม่มีสติสัมปชัญญะ
ตั้งมั่นอยู่เสมอ ทำให้เหมือนบางครั้งหายใจไม่ออก และปวดหัวคะ
ไม่แน่ใจว่า เป็นฌานหรือเปล่า แต่รู้ว่าสติสัมปชัญญะมีน้อยมาก
ทุกวันนี้ หนูไม่สามารถฝึกสติแบบยุบหนอพองหนอได้ เพราะจะเข้าภวังค์ตลอด
จะแก้อย่างไรดีคะ กรุณาตอบปัญหาด้วยคะ
  
ขอบพระคุณอย่างสูงคะ
อรนุช

คำตอบ
คำว่า “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง มีจิตระลึกได้และมีจิตเกิดปัญญาเห็นแจ้ง สติสัมปชัญญะมิได้เกิดขึ้นที่สมอง เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นการเอาจิตมาพัฒนา ให้มีสติแล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วจึงพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง สรุปได้ว่า เมื่อนำจิตมาพัฒนาแล้ว ต้องเกิดเป็นสิ่งดีงาม มิใช่หายใจไม่ออก หรือปวดหัว ทั้งสองเป็นกิเลสมารที่เกิดขึ้นกับดวงจิต จึงต้องกำจัดให้หมดไป ด้วยการพัฒนาจิตให้มีสติและใช้จิตกำหนดว่า “หายใจไม่ออกหนอๆๆ” จนกว่าอาการหายใจไม่ออกจะดับไป หรือเมื่ออาการปวดศีรษะเกิดขึ้น ต้องบริกรรมว่า “ปวดหนอๆๆๆ” ไปเรื่อยๆจนกว่าอาการปวดศีรษะจะดับไป

วิธีดีที่สุด ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีการเดิมที่ใช้ในการพัฒนาจิต (กำหนดเหมือนที่เคยทำมาก่อน) แล้วอาการติดลบดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น

ส่วนการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ต้องนำจิตออกจากความทรงฌาน แล้วใช้จิตตามดูผัสสะจนเห็นว่า ดับไปตามกฎไตรลักษณ์ที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ แล้วปัญญาเห็นแจ้งจึงจะเกิดขึ้น
  
2636.
กราบสวัสดีอาจารย์สนองที่เคารพ

หากตอนเด็กๆหนูเคยปล่อยสัตว์เช่น ปลา ก (นามสมมุติ) แต่ตอนโตมาจนถึงปัจจุบันหนูทานปลาชนิดนั้น จะถือว่าบาปไหมคะ ? เพราะมีคนมาบอกหนูว่าถ้าเราทำทานโดยการปล่อยสัตว์ชนิดใดเราก็ไม่ควรทานเนื้อสัตว์ชนิดนั้นไปตลอด

ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
ผู้สงสัยถามว่า ตอนที่ยังเป็นเด็ก เคยปล่อยปลา “ก” (ชื่อสมมุติของปลาที่ปล่อย) แต่พอโตมาจนถึงปัจจุบัน กลับไปรับประทานปลาชนิดที่เคยปล่อยให้เป็นอิสระ จะถือว่าบาปไหม?

ตอบว่า “หากปลาที่ถูกปล่อย ยังมีจิตจองเวรผู้ที่กลับไปบริโภคเนื้อเขาอีก ถือว่าเป็นบาปครับ เรื่องนี้อย่าพึงปลงใจเชื่อ หากประสงค์จะพิสูจน์ความจริง ต้องปฏิบัติสมถกรรมฐาน จนจิตเข้าถึงความทรงฌาน แล้วนำจิตออกจากฌาน ขอทราบว่าการกระทำเช่นนี้เป็นบาปไหม? เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว ผู้พิสูจน์ย่อมเข้าถึงความจริง (เหตุผล) ในวัฏสงสารด้วยจิตของตนเองได้ครับ

ผู้สงสัยถามต่อว่า “มีคนมาบอกว่า ทำทานด้วยการปล่อยสัตว์ชนิดใด ไม่ควรทานเนื้อสัตว์ชนิดนั้นไปตลอด” ผู้รู้ตอบว่า ต้องไม่ทานเนื้อสัตว์ชนิดนั้นไปตลอดครับ หากไม่ปรารถนาไปเกิดเป็นสัตว์ (รูปนาม) อยู่ในอบายภูมิ
  

2635.
เรียน ดร.สนอง วรอุไร

ดิฉันเคยทำแท้งมา หลังจากทำไม่นาน ระหว่างขับรถกลับจากที่ทำงาน ได้โดนคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายในรถ โดยเอากุญแจมือมาใส่ และทำร้ายจนจมูกหัก และร่างกายได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตอนนั้นดิฉันไม่ได้คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีที่ทำไป

ต่อมาตอนตั้งท้องลูก ก็โดนคนร้ายบุกเข้ามาข่มขืนอีก   ตอนนี้ได้สำนึกผิดถึงเวรกรรมที่ทำไปแล้ว มีวิธีไหนที่จะอุทิศบุญกุศลไปให้เค้าไม๊คะ  ก่อนหน้านี้ดิฉันได้ทำบุญทุกรูปแบบ หมายถึงตอนที่ยังไม่สำนึกเรื่องกรรมเวร เช่น การบริจาคเลือด การบริจารเงินช่วยเหลือเด็กยากไร้ทุกเดือนการทำหนังสือสวดมนต์ การบริจาคเงินช่วยเหลือสัตว์ทุกเดือน  

ขอขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้ามากนะคะที่ได้แนะนำทางสว่าง  
ชาลินี  

คำตอบ
ผู้ที่พัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) จนเข้าถึงญาณ ๑๖ ได้ จึงจะรู้ เห็น เข้าใจ ว่ากฎแห่งกรรมมีจริง และมีพลังผลักดันจิตวิญญาณ หลังจากทิ้งร่างกาย (รูปขันธ์) ไปสู่ภพใหม่ในวัฏสงสาร ที่ตนได้กระทำไว้เป็นเหตุ ด้วยเหตุนี้การเกิดมาในภพมนุษย์ แล้วต้องพบกับอุปสรรคและปัญหา แสดงว่าในชาติก่อนหรือในชาติปัจจุบัน ได้ทำเหตุไม่ดีไว้ก่อน จึงได้วกกลับมาให้ผลไม่ดี (อกุศลวิบาก) อยู่ในปัจจุบัน

ผู้รู้ยอมรับความจริง พร้อมกับทำเหตุใหม่ให้ดี ตามคำของผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ได้ชี้แนะไว้ ท่านเจ้าคุณโชดก เคยบอกกับผู้ตอบปัญหาให้พัฒนาจิตตามแนวพองหนอ-ยุบหนอ เมื่อปฏิบัติแล้วเสร็จในรอบวัน ต้องอุทิศบุญใหญ่ให้เจ้ากรรมนายเวรอยู่เสมอ (ทุกครั้ง) เมื่อใดหนี้เวรกรรมหมดสิ้นไป การผูกพยาบาท การจองเวรกรรมย่อมไม่มี

ผู้ตอบปัญหา จึงได้บอกผู้ถามปัญหาว่า หากประสงค์จะพ้นไปจากอกุศลวิบากดังกล่าว ต้องปฏิบัติธรรมแล้วอุทิศบุญใหญ่ใช้หนี้เวรกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร แล้วการมีชีวิตที่สะดวก ราบรื่น ปลอดภัยและมีความสุข จึงจะเกิดขึ้นได้
  

2634.
กราบเรียนถามท่านอ.ดร.สนอง

หนูมีความสงสัย ในเรื่องที่เราโดนเอาเปรียบทางโลก แล้วเราเรียกร้องสิทธิของเราคืน อยากทราบว่าในทางธรรมจะถือเป็นการต่อภพต่อชาติ สร้างเวรสร้างกรรมกับคู่กรณีไม่สิ้นสุดหรือไม่คะ และเมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ควรทำอย่างไรถึงจะถูกต้องตามธรรม ยกตัวอย่าง เช่น ซื้อสินค้า แล้วนำสินค้ามาใช้แล้วมีปัญหาต้องเสียเงินค่าซ่อมหลายๆครั้ง ภายหลังถึงเพิ่งทราบว่า สินค้าไม่ได้มาตรฐานจากทางโรงงาน แล้วเราเรียกร้องขอให้โรงงานชดใช้ค่าเสียหายค่ะ อยากทราบว่าเราควรเรียกร้องค่าเสียหายถูกต้องตามธรรมแล้ว เพราะเป็นความผิดของโรงงาน หรือเราควรปล่อยไปตามกรรมเพราะคิดว่า เราคงเคยทำเช่นนี้กับเค้ามาก่อน เราถึงเป็นคนที่ได้ของไม่ได้มาตรฐานค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
เมื่อได้พิจารณาบทสวดมนต์เจริญสังฆคุณแล้วพระสงฆ์ที่มีระบุอยู่ในบทสวดมนต์ เป็นพระอริยบุคคลนับแต่พระโสดาบันเรื่อยขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ พระสงฆ์ในบทสวดมนต์เป็นผู้มีบารมีมาก บารมีเกิดจากการให้อภัยเป็นทาน ด้วยเหตุนี้ผู้มีบารมีมาก (พระอริยบุคคล) จึงไม่ราวีกับปัญหาทางโลก ด้วยการให้อภัยเป็นทาน

ดังนั้น ผู้ถามปัญหาพึงเลือกเอาเองว่า จะรบจะราวีกับโลก หรือจะยอมแพ้ ไม่รบไม่ราวีกับปัญหาทางโลก ต้องเลือกเองตามที่ชอบครับ
  

2633.
เรียนท่านอ.ดร.สนอง วรอุไร

มีเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันคนหนึ่งบอกกับผมว่าเขาจะไม่ขับรถใดๆๆเลยเป็นอันขาด เพราะเขากลัวว่าถ้าขับรถไปแล้ว จะชนแมลงต่างๆตาย เช่นขับรถในเวลากลางคืน เช่นนี้เขากล่าวถูกไหม ถ้าผมเป็นฆราวาสอยู่ขับรถแล้วตอนกลางคืนแมลงมาชนรถผมตาย ผมบาปไหมครับ แล้วที่เพื่อนบอกผมนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร

ถ้าผมเปรียบเทียบว่า ถ้าผมเป็นพระ ผมไม่กล้าไปเดินธุดงค์ เพราะว่ากลัวจะเหยียบมดตายอย่างนี้เหมือนกันไหมครับ

ขอท่านอาจารย์ไขข้อข้องใจด้วยครับ
ภูวเดช
ผู้ปฏิบัติธรรม

คำตอบ
หากผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตตามแนววิปัสสนากรรมฐาน แล้วเข้าถึงญาณ ๑๖ ได้ ย่อมเชื่อว่า สัตว์ (รูปนาม) ที่ไปเกิดอยู่ในพรหมโลกลงมาจนถึงนรก ย่อมไปเกิดตามแรงผลักของกรรม ฉะนั้น ก่อนขับรถออกจากบ้าน หรือภิกษุก่อนออกเดินธุดงค์ มีความคิดเห็นเป็นอย่างไร หากก่อนทำพฤติกรรมคิดว่า เป็นการชดใช้หนี้เวรกรรมของแมลงของมด ความคิดเช่นนี้เป็นบุญ ตรงกันข้าม หากก่อนขับรถออกจากบ้านหรือก่อนออกเดินธุดงค์ คิดว่าจะไปชนแมลงให้ตายหรือภิกษุเดินธุดงค์ จะเป็นเหตุให้ไปเหยียบมดแล้วตาย ความคิดเช่นนี้ถือว่าเป็นบาป ฉะนั้น พึงเลือกด้วยตัวเองก่อนขับรถหรือก่อนเดินธุดงค์ว่า คิดแบบเป็นบุญหรือคิดแบบเป็นบาป ก็พึงเลือกเอาตามที่จิตคิดนะครับ
 

2632.
กราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ

  ขอเรียนถามดังนี้ค่ะ
การที่เราตั้งใจรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ พยายามให้มีศีลคุมใจทุกขณะ ซึ่งก็ได้ตั้งใจรักษาศีลมาหลายปี แต่ขณะนี้เหมือนมีเหตุมาเพื่อให้เราผิดศีลข้อ 1 คือมีปลวกขึ้นบ้านข้างๆจำนวนมาก ซึ่งบ้านนี้ไม่มีคนอยู่ เจ้าของก็ไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ จนขณะนี้ปลวกกินจนบ้านเริ่มเสียหายไปเยอะแล้ว และปลวกก็เริ่มขยับมาบ้านเรา ซึ่งทำให้เกิดความกลัวว่าถ้าบ้านเราพังจะไม่มีความสามารถซ่อมแซม
แต่เราก็ไม่อยากผิดศีล 5 พยายามหาสมุนไพรที่ใช้ไล่ โดยไม่ได้ฆ่ามาโรยรอบๆบ้าน และก็ได้พยายามพูดบอกเขาว่าอย่ามารบกวนเราเลย ต่างคนต่างอยู่ ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล และตอนนี้ก็ยังสับสนอยู่ว่าถ้าเราจ้างบริษัทมาฉีดน้ำยาโดยคิดว่าเพื่อรักษาบ้านเราโดยไม่มีเจตนาฆ่าเขา (เพราะยังไม่เห็นตัวปลวกขึ้นบ้านเรา แต่อยู่ตามต้นไม้) แต่ใจก็กังวลว่าถ้ามีเขาอยู่ใต้บ้านแล้ว ยังไงเขาก็ต้องตาย ซึ่งเราก็จะผิดศีล
1. ยอมรับว่ายังหวงสมบัติทางโลกอยู่เพราะเกรงตนเองจะลำบากไม่มีความสามารถซ่อมแซมได้ เดิมเคยคิดว่าถ้าบ้านพังเดี๋ยวเราก็มีเงินซ่อมเองแหละ แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจเพราะค่าซ่อมแซมเดี๋ยวนี้แพงมาก

2. ตั้งใจรักษาศีล 5 ตลอดชีวิตที่เหลือ ไม่อยากเสียสัจจะ
ขอความเมตตาอาจารย์ช่วยไขปัญหานี้ด้วยค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง
ศรีสมัย

คำตอบ
ผู้ที่ยังห่วงสมบัติโลก ไม่สามารถพัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) ได้ ผู้ที่เข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง มีพฤติกรรม (คิด พูด ทำ) เป็นอิสระจากโลกธรรมและวัตถุ บ้านเป็นวัตถุที่ใช้อยู่อาศัย ขณะยังมีชีวิต เราต้องรักษาบ้านไว้อยู่อาศัย ด้วยต้องไม่ถูกทำลายด้วยปลวก เพราะปลวกต้องกินสารเซลลูโลสในเนื้อไม้เป็นอาหาร จึงจะมีชีวิตอยู่รอด คนโบราณใช้น้ำมันขี้โล้ เทราดส่วนที่เป็นไม้เพื่อไม่ให้ปลวกแทะกิน การป้องกันปลวกด้วยน้ำมันขี้โล้ มิใช่เป็นการฆ่าปลวก จึงไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาต เพราะมิได้ฆ่าสัตว์ ก่อนใช้น้ำมันขี้โล้ป้องกัน ควรบอกเขาให้ทราบล่วงหน้าด้วยครับ

การดูแลรักษาวัตถุ (บ้าน) ในกรณีพระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า ป้องกันปลวกด้วยการรื้อถอนกุฏิไม้ทิ้ง แล้วปลูกใหม่เป็นกุฏิคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่มีเนื้อไม้เป็นองค์ประกอบ ก็สามารถป้องกันปลวกมิให้กัดกินกุฏิได้ครับ


2631.
กราบเรียนถามคำถามอาจารย์ ดร.สนอง ค่ะ

ดิฉันมีข้อสงสัย ขอเรียนถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ

1. หลังจากสวดมนต์ และ นั่งสมาธิ แล้วทุกครั้ง ดิฉันจะอ่านคำอธิฐาน ว่า " ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจอธิฐาน ขอบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมาแล้วในวันนี้ เป็นพลวปัจจัย เป็นนิสัยตามส่งให้เกิดปัญญาญาน ทั้งชาตินี้ และ ชาติหน้า ตลอดชาติอย่างยิ่ง จนถึงพระนิพพานเทอญ "

ดิฉันรับฟังข้อธรรมต่างๆ ทางยูทูป แล้วแต่จะเปิดเจอ ข้อธรรมต่างๆเหล่านั้น ดิฉันฟังทุกวันก่อนนอนติดต่อกันเป็นเวลาสามปีแล้ว และตั้งใจะจะฟัง และ พิจารณาข้อธรรมไปเรื่อยๆ อนิสงค์แห่งการประพฤตินี้ รวมทั้งคำอธิฐาน จะทำให้มีปัญญาเห็นแจ้งชาติปัจจุบัน หรือ ภพหน้า ได้หรือไม่คะ

2. มีครั้งหนึ่ง ขณะทำงานอยู่นั้นดิฉันรู้สึกหิวข้าว แล้วขณะนั้น รู้สึกได้ฝั่งด้านหัวใจ มีความรู้สึกถูกขังอยู่ในวงกลม มันดิ้นทุรนทุรายในวงกลมนั้น(มันอยาก มันหิว) แล้ว ดิฉันก็ดุมันไปว่า หยุดดิ้น เดี๋ยวก็จะได้กินข้าวแล้ว หลังจากนั้น มันก็ดับหายไปเลยค่ะ ดิฉันรู้สึกแปลกใจมากเลยค่ะที่เห็นแบบนั้น อันนี้ สามารถพิจารณาถึงการ เกิด-ดับ ได้มั้ยคะ

3. ขณะนั่งสมาธิอยู่ บางครั้งความรู้สึกสมาธิดิ่ง วูบเหมือนจะตกที่สูง   ทำให้ตกใจ จากนั้นสมาธิหลุด ต้องเริ่มตั้งต้นใหม่ ดิฉันต้องเตรียมจิตอย่างใร เพื่อให้สมาธิต่อหนื่องได้ แม้เกิดอาการข้างต้นน่ะค่ะ

4. ในชีวิตประจำวัน บางขณะเห็นสิ่งของ เก่าแตกสลาย ผุพัง คิดเห็นย้อนเมื่อของนั้นใหม่ สวยงาม แต่ ตอนนี้ของนั้นถูกทิ้งขว้างเนื่องจากชำรุดผุพัง สามารถนำมาพิจารณาตามกฏไตรลักษณ์ ควรจะพิจารณาต่อไป หรือ ควรพิจารณาเฉพาะตอนนั่งสมาธิ จนถึงขั้นที่สามารถจะพิจารณา เกิด-ดับ ได้คะ

5. ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ ดิฉันไม่สามารถคุยหรือเล่าบอกใครได้ ถ้าพูดไปคงไม่มีใครไม่เข้าใจ กลัวคนอื่นจะหาว่าเพ้อเจ้อ

6. ความเป็นอยู่ในสังคม แต่ก่อนมีมิตรสหาย ญาติพี่น้องรักใคร่ ไปมาหาสู่กัน อยู่มีเหตุเข้าใจผิด โดยมีคนยุยงปลุกปั่นให้แตกร้าวกันและกัน หรือ เค้ามาโกธรเกลียดเรา โดย เราไม่เข้าใจ สาเหตุ ก็ได้แต่คาดเดาไปในเรื่องต่างๆ เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นก็ทำให้เศร้าใจ เสียใจ แคร์ความรู้สึกของคนรอบข้าง(ญาติๆ) ดิฉันควรอยู่ห่างจากสังคมเหล่านี้ ใช่มั้ยคะ โดยไม่แก้ตัว ไม่ต้องถามเหตุผลของเค้าเหล่านั้น เงียบไปเลย เค้าจะเข้าใจอย่างไร จะโกธรเกลียดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเค้า ดิฉันทำถูกต้องหรือไม่คะ  

สุดท้ายนี้ ดิฉันขออโหสิกรรม ที่ได้ล่วงเกินท่านอาจารย์ ดร.สนอง ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในปัจจุบันชาติ ในอดีตชาติ ทั้งระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี กราบขออโหสิกรรมด้วยค่ะ

กาญจนา

คำตอบ
(๑) คำอธิษฐานที่บอกเล่าไป เป็นการอธิษฐานเพื่อตนเอง สามารถทำได้ครับ แต่หากประสงค์จะพ้นวัฏฏะสงสาร ต้องทำเหตุให้ตรง เหตุตรงคือพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้ง กำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจทั้งสิบให้หมดไป จิตจึงจะโคจรพ้นไปจากวัฏสงสารได้

ส่วนเรื่องฟังธรรมะจากยูทูป เมื่อฟังแล้ว ต้องใช้จิตพิจารณาธรรมโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) แล้วโอกาสจิตเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง จึงจะมีได้เป็นได้ ทั้งนี้จิตต้องรู้และต้องมีศีลคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น

(๒) จิตเห็นความหิวดับไปเป็นเรื่องดี (บุญ) แต่ที่ไม่ดีตรงที่จิตขาดสติ (บาป) ไปดุด่าว่ากล่าวความหิวให้สงบลง ผู้ที่พัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง มิได้ประพฤติเช่นนั้น

(๓) อาการเหมือนตกจากที่สูง เหตุเป็นเพราะจิตขาดสติ จึงไปรับเอาสิ่งกระทบที่ไม่ดีมาปรุงเป็นอารมณ์ ต้องปรับแก้ไขด้วยการพัฒนาจิตให้มีศีลอย่างน้อย ศีล ๕ คุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น

(๔) ในชีวิตประจำวันได้เห็นวัตถุตามความเป็นจริงแล้ว การเห็นในลักษณะนี้เรียกว่า สติปัฏฐาน และเมื่อใดจิตพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม แล้ว มีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น จึงจะเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) จึงจะเกิดขึ้นได้

(๕) คนที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงปัญญาสูงสุดขั้นโลกุตระ ย่อมเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ผู้เห็นตัวนี้ ย่อมมีหูเสมือนคนหูหนวก มีตาเสมือนคนตาบอด มีปากเสมือนคนเป็นใบ้ แต่มีกำลังข้ามวัฏสงสารได้ จึงถูกกล่าวหาจากคนในสังคมว่า เป็นคนเพี้ยน ดังเช่นครูบาศรีวิชัย หลวงพ่อประสิทธิ์แห่งเกาะสีชัง ฯลฯ เป็นต้น

(๖) ถูกแล้ว เงียบไว้ แล้วดีเอง พระพุทธเจ้าก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องช่วยตัวเองให้กลับมามีความเห็นถูก แล้วเขาจึงจะพ้นจากอบายภูมิได้ .... สาธุ รักษาสภาวธรรมในดวงจิตเช่นนี้ไว้แล้วจะดีเอง

กิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์ ๑๐) ได้แก่
๑. สักกายทิฏฐิ .... ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒. วิจิกิจฉา .... ความลังเลสงสัย
๓. สีลัพพตปรามาส .... ความถือมั่นศีลและพรต
๔. กามราคะ .... ความติดใจในกามคุณ
๕. ปฏิฆะ .... ความกระทบกระทั่งในใจ
๖. รูปราคะ .... ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗. อรูปราคะ .... ความติดใจในอรูปธรรม
๘. มานะ .... ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่
๙. อุทธัจจะ .... ความฟุ้งซ่าน
๑๐. อวิชชา .... ความไม่รู้จริง
    

2630.
กราบเรียนท่าน อาจารย์สนอง ค่ะ

      ถ้าเรามีองค์พระพิฆเนศอยู่ที่บ้าน แต่เราไม่ได้บูชา เราจำเป็นต้องวางที่โต๊ะหมู่บูชาด้วยไหมค่ะ  

ไม่ค่อยทราบเรื่ององค์พระพิฆเนศค่ะ หรือนำไปให้คนอื่นดีกว่าไหมค่ะ  

ขอบคุณอาจารย์  

คำตอบ
คำว่า “โต๊ะหมู่บูชา” หมายถึง โต๊ะที่ใช้สำหรับตั้งเครื่องบูชาสิ่งที่ตนนับถือ ผู้ถามปัญหามีรูปจำลองของเทวดา หากไม่ประสงค์จะบูชาแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำไปวางไว้บนโต๊ะดังกล่าว

ถามว่า : จะนำรูปเคารพไปให้คนอื่นจะดีกว่าไหม?

ตอบว่า : ดีครับ แต่ต้องไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆกลับคืนมา การให้ในลักษณะนี้ จึงเกิดเป็นบุญล้วนโดยไม่มีบาปเจือปน
  

2629.
เรียน อ.ดร.สนอง วรอุไร

มีข้อสงสัยที่อยากขอความกรุณาจากอาจารย์ครับ ในการดำเนินชีวิตนั้นมีความยากที่จะทำให้ใจ...ไม่กวัดแกว่ง หรือฟุ้งซ่านไปตามความรู้สึกนึกคิด หรือที่เรียกว่า "กิเลสพาไป" ได้ครับ

ผมเคยปฏิบัติธรรมแล้วสามารถเข้าถึงจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิสูงสุด หรืออัปนาสมาธิ ครับ ...เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว และรู้สึกว่าใจมีพลัง จนสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถทำอะไรกับใจได้ และเคยสอบถามกับอาจารย์ผ่านเว็บไซด์นี้ครับว่า ใช่อารมณ์ของสมาธิขั้นสูงสุดหรือไม่ ...อาจารย์ก็ตอบว่า เป็นสมาธิขั้นสูงสุดครับ การเข้าถึงสมาธิขั้นสูงสุดครั้งนั้น เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่รู้สึกว่ามันมีความแตกต่างจากการนั่งสมาธิที่ผ่านมาจนมาถึงปัจจุบัน เพราะใจมีกำลัง จนความคิด/สิ่งที่กระทบไม่มีความสามารถที่จะทำลายใจในขณะนั้นได้ และมีความสุขมากครับ ....แต่การปฏิบัติต่อมา เหมือนผมจะไม่สามารถเข้าไปถึงความรู้สึกที่บอกเล่าไป ได้อีกครับ...อย่างมากก็จะเป็นความสงบที่จิตสงบเร็วขึ้น บางครั้งนั่งได้นานเป็นชั่วโมงถึงสองชั่วโมง โดยไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดขา  นั่งนิ่งๆ   แต่ใจก็ไม่ได้สงบแบบสุดๆเหมือนที่เคยได้ พออะไรกระทบใจก็จะแว็บออกไป ก็จะเป็นประมาณนี้ครับ...

จึงอยากขอสอบถามกับอาจารย์ ดังนี้ครับ
1) จะทำอย่างไรครับอาจารย์ ถึงจะสามารถเข้าถึงสมาธิในจุดที่เคยทำมาก่อนแล้วได้ครับ ?

2) เคยสอบถามบุคคลอื่น และได้รับคำแนะนำว่า "หันไปทำวิปัสสนาแทนก็ได้"... ซึ่งผมก็บอกไปว่า...ก็มีทำอยู่คือ การพิจารณาร่างกาย ...แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นวิปัสสนา หรือวิปัสนึกครับ  เพราะนึกเอาว่า...ร่างกายเป็นของไม่สวยงาม และพิจารณาให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ และดับไป แต่เมื่อพิจารณาไป สิ่งที่ได้มาคือ เป็นความสงบแทน ใจสงบขึ้น จะเป็นแบบนี้ครับ....เหมือนเราทำสมถะกรรมฐานครับ

จึงไม่แน่ใจว่าที่ทำไปนั้นเป็นวิปัสนาหรือไม่ และอีกอย่างคือ ผมเป็นเกย์   ซึ่งก็ได้ยินว่า ปฏิบัติธรรมจะเข้าไม่ถึงธรรม เพราะวิบากกรรม .... จึงอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ครับ ?

3) อยากทราบครับว่า...อารมณ์ของพระโสดาบัน มีความเหมือนหรือแตกต่างจากอารมณ์ของคนที่อยู่ในสมาธิขั้นสูงสุด "อัปนาสมาธิ" หรือไม่อย่างไรครับ ...ส่วนตัวคิดว่า "คนที่เป็นพระโสดาบัน ใจจะมีพลังมาก... สิ่งแวดล้อม (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ไม่มีอำนาจมาทำให้ใจกวัดแกว่งได้ เหมือนคนที่ได้สมาธิขั้นสูงสุดแต่แตกต่างกันตรงที่ พระโสดาบัน ใจจะมีพลังทุกขณะจิต ทุกเวลา ..แต่คนที่ได้สมาธิขั้นสูงสุด จะได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น" จึงอยากขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายให้เข้าใจครับว่าสิ่งที่คิดเห็นนั้นถูกต้องหรือไม่ครับ ? 

4) เหตุผลที่ถามข้อที่ 3 เพราะการใช้ชีวิตในประจำวันนี้ มีความทุกข์มหาศาลครับ รู้สึกว่าใจมันไม่สงบ  ไม่โอเคอยู่บ่อยครั้ง มีความกลัวนั้นโน้นนิ่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็คิดว่าตัวเองอยู่ในกลุ่ม " perfectionist" ก็ว่าได้ครับ เพราะทำอะไรไปก็จะทำแบบทุ่มเทเต็มความสามารถที่เท่าที่มี แต่ก็หวังผลมาก ว่างานนี้ต้องสมบูรณ์ที่สุด ต้องไม่มีคนติ  .... สิ่งที่ตามมา คือ กลัวคนโน้นว่า   คนนี้ว่า จนทำให้รู้สึกว่าเวลาทำอะไรจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ่อยครั้งครับ  ถึงแม้....รู้ว่าไม่สบายใจ แต่ก็ยากที่จะจัดการกับมัน ..เก็บมานั่งคิด แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้ว จะเป็นแบบนี้เสมอครับ....  เลยคิดว่าพระโสดาบันคงไม่ต้องมาทุกข์แบบนี้แล้ว จึงอยากให้อาจารย์แนะนำครับว่า คนที่ยังไม่ถึงพระโสดาบันจะมีวิธีลดความทุกข์ลงได้บ้างหรือไม่ครับอาจารย์ อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำครับ ?

5) ได้ยินว่ามนุษย์คนที่มีศีลธรรมจะมีเทวดาประจำตัว และมีโอกาสที่เทวดาจะไม่มีหากไม่อยู่ในศีลธรรม   จึงอยากสอบถามกับอาจารย์ครับว่า เราจะสัมผัสได้อย่างไรว่า...เทวดาประจำตัวยังอยู่กับเรา หากเราอธิฐานขอพบเห็น เค้าจะมาให้เราได้เห็นหรือไม่อย่างไรครับ  

สุดท้ายต้องขอขอพระคุณท่านอาจารย์มากครับ ที่เสียสละตอบคำถามที่ผมสงสัย และขออนุโมทนาบุญกับท่านอาจารย์ที่อาจารย์ได้ปฏิบัติมาครับ ขอให้อาจารย์อายุยืนยาว อยู่แสดงธรรมและบรรยายธรรมตลอดนานๆครับ  

ด้วยความเคารพอย่างสูง

อภิชาติ

คำตอบ
การพัฒนาจิตตามแนวของสมถกรรมฐาน จนจิตเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิแน่วแน่นั้น เรียกได้ว่า เป็นสมาธิระดับฌาน เมื่อถอนจิตออกจากความทรงฌาน ความรู้สูงสุดที่ยังข้องเกี่ยวอยู่กับวัฏสงสาร คือ อภิญญา ๕ จึงได้เกิดขึ้น

(๑) ถามว่า : จะทำอย่างไรให้จิตเข้าถึงสมาธิระดับฌานได้

ตอบว่า : ต้องมีศีลคุมใจให้ได้ก่อน แล้วปฏิบัติสมถกรรมฐานให้ถูกตรง โดยไม่เอาจิตไปผูกติดเป็นทาสของความอยาก (ตัณหา) นั้น

(๒) หากนำจิตไปพัฒนาวิปัสสนากรรมฐานแทน ตามคำแนะนำของครูที่รู้ไม่จริง ก็ถือว่าเป็นความถูกต้องของเขา แต่มิได้ถูกตามแบบอย่างของพระอริยสงฆ์ ที่เข้าร่วมกระทำปฐมสังคายนาพุทธศาสนาในครั้งกระโน้น หรือมิได้ถูกต้องตามแบบอย่างของครูผู้รู้และมีธรรม (ญาณ ๑๖) สถิตอยู่กับใจ

ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หากจิตเข้าถึงโลกุตรธรรมแล้ว อย่างน้อยต้องเกิดความรู้ เห็น เข้าใจ ที่ทำให้พ้นวิสัยของโลก ผู้ที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงโลกุตรปัญญาหรือโลกุตรธรรม หรือญาณ ๑๖ ได้ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นวัตถุรองรับการเข้าถึง นอกจากจะดูที่พฤติกรรม (คิด พูด ทำ) มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น และยังมีพฤติกรรมเป็นผู้ให้สิ่งดีงามโดยไม่หวังผลตอบแทน นอกจากนี้ยังมีจิตเป็นอิสระจากโลกธรรมและวัตถุอีกด้วย

คำว่า ”วิปัสสนึก” เป็นสมมติบัญญัติของผู้ที่รู้ไม่จริง คำนี้ไม่มีในพจนานุกรมฯใด เป็นคำพูดที่เกิดจากสมองที่รู้ไม่จริงแท้ เป็นสัญญา เป็นอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท

ผู้ที่ยังต้องเสวยอกุศลวิบากเป็น เกย์ ยังไม่สามารถเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้ พระอานนท์เคยรับอกุศลวิบากเช่นนี้มาก่อน จึงทำให้จิตเข้าถึงโลกุตรธรรมได้ช้ากว่าพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา และได้เข้าร่วมกระทำ ปฐมสังคายนาพุทธศาสนาในครั้งกระโน้นที่พระพุทธโคดมเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว

(๓) อารมณ์ของพระโสดาบัน แตกต่างจากอารมณ์ของคนที่มีจิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิ ซึ่งสามารถดูได้จากพฤติกรรมในข้อ (๒)

คนที่มีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นพระโสดาบัน มีพลังจิตมากถึงขั้นที่สามารถปิดอบายภูมิได้ แต่ยังมีจิตเป็นทาสของกาม (รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย) ได้

พระเทวทัต ได้พัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) จนเข้าถึงสมาธิระดับฌานได้ แต่ไม่สามารถรู้และมีศีลคุมใจได้ทุกขณะตื่น คือยังมีศีลขาด มีศีลทะลุ มีศีลด่าง มีศีลพร้อย จึงทำให้ต้องถูกธรณีสูบลงไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอเวจีนรกได้ ซึ่งต่างจากพระอริยสงฆ์ ๕๐๐ รูป ที่เข้าร่วมกระทำปฐมสังคายนาพุทธศาสนาอยู่ในครั้งกระโน้น ซึ่งแต่ละองค์มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ครองใจอยู่ทุกขณะตื่น

ส่วนการจะลดความทุกข์ให้ได้นั้น วิธีง่ายที่สุดต้องฝึกจิต (สมถกรรมฐาน) ให้มีสติ ก็สามารถเข้าสู่ความสงบสุขในฌานได้ ถ้าจะให้ดีกว่านี้ต้องศึกษาต่อด้วยวิปัสสนากรรมฐาน จนจิตเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้ง กำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์ ๑๐) ให้หมดไปเมื่อใดได้แล้ว ย่อมมีหูเสมือนคนหูหนวก มีตาเสมือนคนตาบอด มีปากเสมือนคนเป็นใบ้ แต่มีกำลังข้ามวัฏสงสารได้ ผู้ที่มีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นเช่นนี้ ย่อมเข้าถึงวิมุตติสุขได้

ต้องขออภัย ผู้ตอบปัญหาเพียงแค่รู้ แต่ยังไม่มีสภาวธรรมในดวงจิตเป็นดังที่บอก เพราะยังต้องไปช่วยเทวดาและพรหม มิให้ไปเกิดในอบายภูมิ

(๔) ผู้ที่ถามปัญหายังมิใช่ perfectionist ในทางธรรม คนที่เข้าถึงสภาวธรรมสูงสุดในพุทธศาสนา ย่อมรู้จริงแท้ จึงไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่กลัวแม้กระทั่งมารทั้ง ๕ โดยเฉพาะมัจจุมาร ที่จะมาพรากเอาจิตออกไปจากร่าง ด้วยเหตุนี้ จึงมีพระอริยบุคคลต่างๆมาลาพระพุทธโคดม เข้าสู่นิพพานโดยดุษณีภาพ

ขณะนี้ประชากรโลกมีประมาณ ๗ พันล้านคน ทุกคนต้องพบกับมัจจุมารแน่นอน ผู้ที่พัฒนาจิตจนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง และกำจัดสังโยชน์ทั้งสิบได้แล้ว คือพระอรหันต์ ย่อมไม่มีความกลัวใดๆเกิดขึ้นทั้งสิ้น

(๕) พระพุทธโคดมไม่เคยสอนพุทธบริษัทให้ประพฤติเดรัจฉานวิชา (วิชาที่ขวางทางพระนิพพาน) จึงขออนุญาตไม่ตอบ .... ขอโทษนะครับ คุณอภิชาติ
  

2628.
เรียนท่านอาจารย์
(ก่อนอื่นหนูต้องกราบขออภัยนะคะถ้าหากหนูพิมพ์อะไรผิดพลาดไปหรือใช้คำพูดไม่ถูกต้อง)

หนูมีเรื่องอยากเรียนปรึกษาอาจารย์ คือหนูป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ ซึ่งตรวจพบเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และหนูก็รักษาด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัดและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร จนตรวจพบว่าไม่พบเชื้ิอมะเร็งแล้ว ซึ่งตอนนั้นหนูได้ไปกราบพระแม่กวนอิมที่วัดแห่งหนึ่งและหนูได้ตั้งอธิษฐานต่อพระแม่กวนอิมว่าจะเลิกกินเนื้อสัตว์ใหญ่ตลอดชีวิตรวมทั้งเลิกกินไก่ด้วยค่ะ แต่เนื้อหมูจะพยายามกินให้น้อยที่สุด ซึ่งหนูก็ทำได้มาตลอดแต่ก็ค่อนข้างลำบากตรงที่ว่าโรงงานที่หนูทำงานอยู่จะมีอาหารเลี้ยงฟรีมื้อกลางวัน โดยมี 2 เมนู ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบของเนื้อไก่ ซึ่งหนูต้องไม่กินเลย และบางทีก็มีไก่ทั้ง 2 เมนู ซึ่งทำให้หนูค่อนข้างลำบากในเรื่องการกินอาหารมื้อกลางวัน จนในที่สุดหนูก็เริ่มกินบ้าง และค่อยๆกินมากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ก็กินมากขึ้นค่ะ. แต่เนื้อวัวไม่ได้กินเลยค่ะตั้งแต่ตั้งจิตอธิษฐาน ซึ่งหนูรู้สึกแย่มากๆที่หนูไม่สามารถรักษาคำสัตย์ได้ (ซึ่งหนูก็ได้บอกกล่าวกับเจ้ากรรมนายเวรของหนูด้วยค่ะ) ซึ่งในปัจจุบันนี้หนูไม่ค่อยแข็งแรง มีอาการปวดหัวมาเกือบ 1 ปี มีอาการหน้ามืด วูบ ร่างกายอ่อนเพลียมาก ทรมานมากค่ะ มีโรคให้เหนื่อยล้าไม่เว้นแต่ละวัน (หนูให้เคมีบำบัดรักษามะเร็ง 1 ครั้งและตัดสินใจเลิกให้เคมีบำบัด)  

เมื่อ 2 วันก่อนหนูได้ไปหาผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขาน่าจะเป็นร่างทรง เล่าอาการป่วยให้เขาฟัง เขาถามหนูว่าได้บนบานอะไรไว้หรือไม่ หนูก็ได้บอกเรื่องพระแม่กวนอิมกับเขาไป เขาบอกว่าให้หนูไปขอขมาพระแม่กวนอิม แต่บอกว่าไม่รู้ว่าพระแม่กวนอิมจะยกโทษให้หรือไม่ แต่ให้ทำก่อนโดยการนำพวงมาลัย ขนมหวาน ผลไม้ ไปขอขมาในที่ๆไปอธิษฐานไว้ และหลังจากนั้นให้นำรูปปั้นพระแม่กวนอิมรวมถึงรูป หรือ ภาพ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นพระแม่กวนอิม ให้นำกลับไปไว้ในที่ๆเอามา และให้เลิกสวดบทบูชาพระแม่กวนอิม แต่ให้นึกถึงได้   แต่หนูคิดว่าหนูจะไปขอขมาพระแม่ตามคำอนะนำของเขา แต่หนูไม่อยากเอาพระแม่กวนอิมออกไป และยังอยากสวดบูชาพระแม่เหมือนเดิม เพราะพระแม่กวนอิมเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของหนู หนูคิดว่าพระแม่กวนอิมคงไม่ห้ามให้หนูบูขาท่านใช่ไหมคะ. ช่วยชี้แนวทางให้หนูด้วยค่ะว่าหนูควรทำอย่างไรเรื่องขอขมาท่าน และจะขอคืนคำสัตย์อธิษฐานและหนูสามารถบูชาท่านได้อยู่หรือไม่คะ. รวมทั้งเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรด้วยค่ะ

หนูขอขอบพระคุณในความกรุณาของท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
การเลิกกินเนื้อสัตว์ใหญ่ (เนื้อวัว เนื้อควาย) ตามที่ได้อธิษฐานไว้กับเจ้าแม่กวนอิม เป็นสิ่งดีงามต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต ส่วนเนื้อไก่ เนื้อหมู กินแบบเขี่ยเนื้อทิ้ง (กินแต่น้ำต้ม) ยังดีกว่ากินเนื้อของเขาโดยตรง

ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีอายุยืนยาว กินแต่เนื้อปลาเป็นอาหาร แล้วเขามีการออกกำลังกายอยู่เสมอ หากผู้ถามปัญหาทำตามแบบเขา ย่อมทำให้มีสุขภาพดี และเขาก็มิได้หวงห้าม

ส่วนของร่างทรงเจ้า หากผู้ถามปัญหาเป็นชาวพุทธ ต้องเชื่อแล้วทำตามคำสอนของพระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู (พระพุทธโคดม) โดยให้รู้และมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น แล้วพัฒนาจิตด้วยการสวดมนต์บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยก่อนนอนทุกวัน แล้วอุทิศบุญกุศลฯ ผู้ที่มีความอดทน มีความจริงกาย จริงวาจา จริงใจ และมีความเพียร ทำให้ได้ทุกวัน ย่อมมีสุขภาพดีแน่นอน .... จะพิสูจน์ไหมครับ
  

2627.
กราบเรียน ท่านอาจารย์สนอง วรอุไร

ก่อนอื่นต้องขอกราบอภัยค่ะที่เข้ามารบกวน แต่ดิฉันเกิดความอึดอัดใจ ไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พยายามนิ่ง เพื่อให้ใจสงบ แต่บางครั้งพอจิตฟุ้งซ่าน ความโกรธ ความแค้นเกิดขึ้นในใจ

เนื่องด้วยช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดิฉันเฝ้าคิดว่าอดีตคนรัก ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำลายความเชื่อใจมากครั้ง แต่ก็คิดว่าสักวันการให้อภัยเขา เริ่มต้นใหม่จะทำให้เขาคิดและดีเพื่อเราได้สักครั้งในชาตินี้ ท้ายสุดปลายปีที่แล้ว เขาเป็นฝ่ายขอกลับมาบอกเริ่มนั่งสมาธิ คิดได้ อยากกลับมาชดเชย ซึ่งตอนแรกก็ลังเล แต่สมองก็ยังบอกว่า เขาจะดีเพื่อเราได้ เขาเริ่มนั่งสมาธิ สวดมนต์ ประมาณนั้นค่ะ แต่กลายเป็นการกลับมาของเขาก็ยังแบบเดิม เป็นลักษณะของการเอาเปรียบ ให้เราเป็นผู้ดูแลเขา การแสดงออกในการคบก็ไม่ชัดเจน จนท้ายสุดเลยบอกเขาตรงๆ และกลายเป็นทะเลาะกัน

สิ่งหนึ่งที่เขากล่าวออกมาคือ อดีตชาติดิฉันเคยทำร้ายเขามาก่อน เขาเลยกลับมาทำร้าย คือพูดแบบเป็นเรื่องยุติธรรมแล้ว ที่เขาทำร้ายจิตใจเรามากครั้งใจคิด แค่การเริ่มต้นนั่งสมาธิ เอามาอดีตชาติมากล่าวอ้าง ไม่นึกถึงสิ่งปัจจุบันที่กระทำ

ถามเขาไปประโยคหนึ่งว่า คุณไม่คิดว่าเป็นกรรมใหม่ที่คุณสร้างให้เกิดขึ้นกับชีวิตฉันเหรอ และสิ่งที่คุณทำฉันจดจำได้ในชาตินี้เท่านั้น อดีตชาติฉันไม่รับรู้ เขาก็พยายามอธิบายว่าชาติที่แล้วเขาเป็นหญิง ดิฉันเป็นชาย ไม่เชื่อไปถามพระปฏิบัติดู จริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในเรื่องนี้สักทีเดียว แต่แค้นที่เขาพูดมาเพียงเพื่อมองว่าตัวเองทำถูกแล้วที่เข้ามาเอาเปรียบ ไม่ได้ตั้งใจชดเชยสิ่งที่ผิดจริงๆ สักครั้ง ตอนนี้อยากให้ความรู้สึกคับแค้นใจลดลง ทำได้มาร่วม 2 เดือน มีโอกาสเห็นเขาแสดงตัวจอมปลอมอีก ก็เกิดความรู้สึกโกรธแค้นเขาขึ้นมา น้ำตาไหลอีกค่ะ

พยายามสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ แต่รู้สึกว่าใจเราไม่สงบ ยังพลั้งเผลอไปคิดถึงสิ่งที่เขากระทำ

อยากสอบถามค่ะ การกล่าวอ้างอดีตชาติมาแบบนี้ เท่ากับเขาไม่ได้รู้สึกผิดอะไร มันดูยุติธรรม สมควรแล้วหรือคะ

กราบขอพระคุณอาจารย์ล่วงหน้าค่ะ

หากเมตตาตอบให้ดิฉันเข้าใจและระลึกสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อการหลุดความคับแค้นใจ

เกษร

คำตอบ
ผู้ที่ปฏิบัติธรรม (สมถกรรมฐาน) จนจิตบรรลุความทรงฌานได้แล้ว เมื่อปัจจัยถึงพร้อมย่อม รู้ เห็น เข้าใจ ในอดีตชาติด้วยเจโตปริญญาณ ผู้ถามปัญหาเชื่อหรือไม่ว่า จิตวิญญาณที่โคจรไปเกิดเป็นสัตว์ (รูปนาม) อยู่ในภพต่างๆของวัฏสงสาร จะถูกแรงผลักของกรรมนำไปเกิด หรือพูดได้ในอีกทางหนึ่งว่า สัตว์ไปเกิดอยู่ในภพต่างๆตามกฎแห่งกรรม

ผู้ทำกรรมดีไว้แต่อดีต เมื่อปัจจัยลงตัว ย่อมให้ผลเป็นกุศลวิบาก เป็นสุขกายสบายใจ ตรงกันข้าม ผู้ทำกรรมไว้ไม่ดีในอดีตชาติ เมื่ออกุศลวิบากให้ผล ย่อมได้รับความทุกข์ยาก ลำบากกายลำบากใจในภายหลัง

ฉะนั้น ผู้ตอบปัญหาจึงชี้แนะ ผู้ถามปัญหาให้ยอมรับในอกุศลวิบากไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด พร้อมกับให้อภัยเป็นทาน ขณะเดียวกันนั้น ให้พัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วนำพาชีวิตให้พ้นไปจากวัฏสงสาร ความทุกข์ยากลำบากใจ จะหมดไปตามกฎแห่งกรรม นี่เป็นวิธีดีที่สุดที่ผู้รู้ชี้แนะให้ผู้ฉลาดได้ประพฤติ
  

2626.
กราบเรียน ท่าน อาจารย์ สนองค่ะ
หนูขอรบกวนสอบถามอาจารย์ว่า

เวลาหนูสวดมนต์และนั่งสมาธิเสร็จ ก็จะ  
1) อโหสิกรรมให้ผู้ที่ล่วงเกินเราไว้

2) ขออโหสิกรรม กับ
   -พ่อ แม่
   - ครูบาอาจารย์
   - เจ้ากรรมนายเวร
   - สิ่งศักดิ์สิทธิ์. ที่ได้เคยล่วงเกินตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ

3) อุทิศผลบุญที่ได้จาก การสวดมนต์+ นั่งสมาธิให้กับ คนเป็น

4) อุทิศให้กับคนตาย เทพเทวดา วิญญาณเร่ร่อน.......อื่นๆอีกมาก

หนูขอถามอาจารย์ว่า. การที่หนูสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิหนึ่งครั้งแล้วอุทิศผลบุญให้คนหลายคน
เขาเหล่านั้นทุกท่านจะได้รับผลบุญเต็ม 100% หรือเปล่าค่ะ หรือต้องแบ่งๆกันจนหนูไม่กล้าอธิฐานขออะไรให้ตัวเองเลย หนูกลัว พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะได้รับบุญน้อยเพราะต้องแบ่งมาให้ตัวหนู

ขอบคุณค่ะอาจารย์

   (หนูชอบเข้าไปฟังบรรยายธรรมของอาจารย์ทางยูทูปค่ะ แล้วก็กำลังฝึกสมาธิอย่างที่อาจารย์บอก
 หนูอยากเรียนหนังสือเก่งๆ เพราะหนูเป็นเด็กเรียนไม่ค่อยเก่งมาตั้งแต่เด็กค่ะ)

คำตอบ
(๑) การกล่าวค่า “อโหสิกรรม” หมายถึง การกล่าวคำขอยกเลิกการให้ผลของกรรม (ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม) ต่อสัตว์บุคคลที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย มิได้ขอยกเลิกกับคนที่เคยล่วงเกินล่วงเกินเราไว้เท่านั้นเพียงฝ่ายเดียว

(๒) การขออโหสิกรรมนั้น ต้องขออโหสิกรรมกับสรรพสัตว์ (รูปนาม) ดังที่ได้ยกตัวอย่างบอกไป ทั้งอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ รวมทั้งที่จำได้และจำไม่ได้ด้วยครับ

(๓) การอุทิศผลบุญ สามารถทำได้กับคนเป็น (ยังไม่ตาย) แต่จะสัมฤทธิ์ผลได้ เขาต้องมายินดีด้วย (อนุโมทนา)

(๔) การอุทิศผลบุญให้กับคนที่ตายไปแล้ว เทพเทวดารวมถึงวิญญาณเร่ร่อน หากเขาเหล่านั้นสามารถมาอนุโมทนาบุญได้ เขาก็จะได้รับอานิสงส์แห่งบุญนั้น

ผู้ที่สามารถมาอนุโมทนาบุญได้ คนเดียวย่อมได้อานิสงส์แห่งบุญมากกว่าอุทิศให้กับหลายรูปนาม

อนึ่ง หากผู้ถามปัญหามีศีลคุมใจก็เป็นบุญ ปฏิบัติธรรมก็เป็นบุญอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องอุทิศให้กับตัวเอง สุดท้าย .... สาธุ
 

2625.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง

หนูมีเรื่องรบกวนถามค่ะ ว่าพอหนูใส่บาตรทุกวันและมีแต่คนด่าว่าหนูมากขึ้น และแม่ก็ห้ามให้หนูใส่บาตรทุกวันบอกว่าเราไม่ใช่คนรวย
นาน ๆค่อยใส่ก็ได้ บางทีหนูก็แอบไปใส่บาตรค่ะใจหนูมันอยากทำบุญค่ะอยากถามอาจารย์ว่าหนูจะทำอย่างไรดีคะ

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
ครูบาวัดพระบาทน้ำพุ อ.ลี้ จ.ลำพูน เคยเล่าให้ผู้ตอบปัญหาฟังว่า เคยนำเอาชาวกระเหรี่ยงมาช่วยครูบาศรีวิชัย สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ต้องแอบทำงานในตอนกลางคืน หากทำในตอนกลางวัน จะถูกเจ้าหน้าที่ผู้เห็นผิดจับเข้าคุก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำความดี บางครั้งต้องแอบทำไม่ให้คนที่มีมิจฉาทิฏฐิเห็น โดยเกรงภัยจะมาถึงตน ผู้ทำความดี (กุศลธรรม) ย่อมมีบุญเกิดขึ้นและสั่งสมในจิตใจ ตายแล้วจิตจะถูกพลังงานของบุญผลักดันสู่สุคติภพ ดังนั้น จงทำความดีตามความเหมาะสมกับสถานการณ์เถิด ....สาธุ
  

2624.
เรียนอาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพ

หนูขออนุญาตสอบถามอาจารย์ 2 ข้อนะคะ

1. เราจะมีวิธีวางใจเป็นอุเบกขาต่อบุคคลที่เคยทำร้ายจิตใจเราได้อย่างไรคะ โดยประสบการณ์ส่วนตัวหนูคือมีทั้งความรู้สึกบวก และลบอย่างรุนแรงในตัวบุคคลคนเดียวกัน บางครั้งบวกเยอะบางครั้งลบเยอะ พยายามใช้วิธีสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา มาหลายปี แต่ไม่รู้สึกเป็นกลางเสียทีค่ะมีคนบอกหนูว่าเพราะยังไม่หมดวาระกรรม ถ้าหมดเมื่อไหร่ความรู้สึกทั้งหลายก็จะหายไปเอง แต่หนูไม่ทราบว่าที่ได้ฟังยินได้ฟังมาจริงเท็จอย่างไร ขอความกรุณาอาจารย์แนะนำวิธีแก้ได้ไหมคะ

2. บางครั้งเวลาหนูนั่งสมาธิจิตจะฟุ้งซ่านมากหนูเลยใช้วิธีเปิดซีดีธรรมะเบาๆ เพื่อให้จิตไม่วิ่งไปที่อื่นให้อยู่แต่เสียงเทศน์ แบบนี้ใช้ได้ไหมคะ คือได้อานิสงส์เหมือนนั่งสมาธิเพราะถือเป็นการเจริญจิตภาวนาเหมือนกันใช่ไหมคะ

ขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้าค่ะ

คำตอบ
(๑) คนที่มีปัญญาทางโลก (ปัญญาจากสมอง) ย่อมมีความเห็นผิด (อวิชชา) แต่คนที่พัฒนาปัญญาสูงสุด (ปัญญาจากดวงจิต) โดยเฉพาะ ปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) จึงมีโอกาสเข้าถึงสติสัมปชัญญะได้

สติ – หมายถึง ระลึกได้ นึกได้ ไม่ลืม

สัมปชัญญะ หมายถึง ปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) สามารถรู้ เห็น เข้าใจได้ถูกตรง และไม่เนื่องด้วยกาลเวลา

ผู้ตอบปัญหา มีปัญญาสูงสุดทางโลก (จากการพัฒนาสมอง) และมีปัญญาเห็นแจ้ง (จากการพัฒนาจิต) หรือญาณ ๑๖ จึงได้ใช้ปัญญาทางโลก แก้ปัญหาให้กับโลก และใช้ปัญญาเห็นแจ้ง ส่องนำทางให้ชีวิต

คำว่า “หมดกรรม” หมายถึง หมดการกระทำที่เป็นเหตุให้จิตสั่งสมกิเลส ที่นำพาชีวิตให้วกวนอยู่ในวัฏสงสาร

   วิธีแก้ไข – ต้องมีศีลคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น
      •  ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนจิตเป็นสมาธิ
      •  ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (สติปัฏฐาน ๔) จนจิตเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖)
      •  ใช้ปัญญาเห็นแจ้งกำจัดสังโยชน์ ๑๐ ให้หมดไปจากใจ จนบรรลุอรหัตผล เมื่อใดที่ตายแล้ว จึงจะหมดกรรมได้

(๒) ใช้ได้ครับ เพราะจิตเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วจึงใช้สมาธิที่เหมาะสมปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) แล้วกิเลสที่ผูกมัดใจ จึงหมดไปได้
 

2623.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพ

กระผมพึ่งไปอ่าน พระสูตร ชื่อว่า ตาลปุตตสูตร

สรุปใจความได้ว่า อาชีพ ดารา นักร้อง นักแสดง นักเต้น คืออาชีพสายวงการบันเทิง ถ้าทำให้คนที่ดูเกิดราคะ ก็เป็นบาปแล้ว ซึ่งตัวกระผมเอง มีความใฝ่ฝันในอาชีพนี้มาตลอด

พอได้มาอ่านพระสูตรนี้ ผมจึงรู้สึกลำบากใจมาก ว่าผมควรจะยกเลิกความฝันในอาชีพนี้ หรือ ควรพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป  

หวังว่าท่านอาจารย์ที่เคารพ จะช่วยให้คำแนะนำสำหรับกระผม และคนอื่นๆ ที่ทำอาชีพสายนี้ กับคนมีความใฝ่ฝันว่าจะทำอาชีพสายนี้ ด้วยนะครับ

ขอบคุณมากครับ

คำตอบ
ผู้ตอบปัญหาไม่เคยได้ยินคำว่า “ตาลปุตตสูตร” จึงให้ความเห็นไม่ได้ แต่ผู้ตอบปัญหาเผยแพร่ธรรมของพระพุทธโคดม ท่านได้ตรัสทำนองที่สอนว่า บุคคลผู้มีพฤติกรรมดี (คิด พูด ทำ)เป็นกุศล คือ ประพฤติไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม ย่อมมีกุศลธรรมเจริญงอกงามอยู่ในดวงจิต ตายแล้วกุศลธรรมยังมีพลังผลักดัน จิตวิญญาณให้โคจรสู่สุคติภพ ซึ่งสามารถเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหมได้ ด้วยเหตุนี้ผู้รู้จึงได้สอนให้ผู้ปรารถนาไปเกิดใหม่ในสุคติภพ ต้องรู้และมีศีลคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น

ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ตำหนิผู้ที่กล่าวว่า “การมีพฤติกรรมไม่ดี ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้ร่าเริง” ผู้รู้ควรดูเขาเป็นครูสอนใจว่า คำกล่าวเช่นนั้น เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลวจีกรรม หากเป็นกุศลจึงประพฤติตาม” หากเป็นอกุศลวจีกรรม จงเว้นประพฤติ แล้วเราจะไม่เลวเหมือนเขา

ผู้ถามปัญหาปรารถนาจะพิสูจน์สัจธรรมนี้ ต้องพัฒนาจิตตามแนวสติปัฏฐาน ๔ จนเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) ได้แล้ว ก็จะรู้ด้วยตัวเอง (สนฺทิฏฺโก) ว่า คำกล่าวใดเป็นความจริง คำกล่าวใดเป็นความเท็จ

จะรู้ได้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากได้พัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) จนเข้าถึงโลกิยญาณ (อภิญญา ๕) แล้วจะเห็นได้อย่างแจ่มชัดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าโคดมจึงเลือกสอนสัตว์ (รูปนาม) ที่ไปเกิดอยู่ในสุคติภพ (มนุษย์ เทวดาและพรหม) เท่านั้น แต่ไม่สอนสัตว์ในทุคติภพ (นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน) ให้ไปพระนิพพาน
 

2622.
เรียนอาจารย์สนองที่เคารพ

   หนูขอรบกวนสอบถามว่าหนูสังเกตตนเองว่าระยะหลังที่หนูสวดมนต์ภาวนา และเจริญพระกรรมฐานมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน กลับรู้สึกว่าชีวิตประสบกับปัญหาและอุปสรรคติดขัดมากขึ้นเกือบทุกด้าน รวมถึงจิตใจกลับอยู่ในภาวะฟุ้งซ่านไม่ค่อยสงบสบายเท่าไหร่ คนรอบข้างก็บอกว่าเพราะเจ้ากรรมนายเวรเห็นว่าเริ่มมีบุญแล้วก็เลยมาทวงหนี้ แล้วแบบนี้หนูควรจะปฏิบัติต่อไปในลักษณะไหนดีคะ ที่จะทำให้เราใจนิ่งสงบเป็นสุขและชีวิตราบรื่นกว่านี้ รวมถึงสามารถชดใช้หนี้ให้เจ้ากรรมนายเวรไปด้วยได้

ขอความกรุณาอาจารย์ให้คำแนะนำทีค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ
คนรอบข้างพูดถูกครับ ผู้ตอบปัญหาเคยมีสหายเช่นนี้ เมื่อเจริญ ขันติ เมตตา สติ ปัญญา ให้มีกำลังมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะหายไปได้ ดังนั้นแนะนำให้เจริญคุณธรรมทั้งสี่ให้มีกำลังกล้าแข็ง และทุกครั้งที่พัฒนาจิตแล้วเสร็จในรอบวัน ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรครับ
  

2621.
เรียน ท่านอาจารย์สนอง ค่ะ

อยากเรียนถามท่านอาจารย์ค่ะ ว่า การที่เราเจริญสติ แบบรู้การเคลื่อนไหว 14 จังหวะ
ตามที่หลวงพ่อเทียน ท่านสอนไว้ อยากทราบว่า ถ้าทำอย่างนี้ จะสามารถเห็นนรก- สวรรค์ได้หรือไม่คะ หรือได้ฌาน4 หรือไม่คะ

หนูถนัดการใช้ 14 จังหวะถนัดตามดูกาย เห็นจิต ดูความคิดเห็นธรรม  แต่อยากเห็นนรก สวรรค์เพื่อจะดู อยากคุยกับคุณแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปค่ะ

ท้ายนี้ขอให้ท่านอาจารย์แข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้กับเราชาวพุทธ ไปนานๆนะค่ะ และกรรมใดล่วงเกินท่านอาจารย์ ไม่ว่า กาย วาจา ใจ

ขอท่านอาจารย์โปรดอโหสิกรรมให้ด้วยค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ

อรุณี

คำตอบ
ผู้ที่ทำเหตุให้ถูกตรง ตามที่หลวงพ่อเทียนสอน สามารถเห็นนรก-สวรรค์ได้ ด้วยทิพพจักขุญาณ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ความอยากเห็นแม่ที่พึ่งตายไปแล้ว ไปอยู่ที่ไหน? หากกำลังของสติที่ระลึกถึงแม่มีมากกว่า กำลังของจิตที่เข้าฌานได้ ก็ไม่สามารถเห็นรูปที่เป็นทิพย์ได้ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า เข้าฌานได้ไหม?
  

2620.
กราบเรียน ท่านอาจารย์สนองค่ะ

หนูมีเรื่องอยากจะเรียนถามอาจารย์ค่ะ ว่าหนูคิดอยากจะใส่บาตรที่วัดทุกวันเลยก่อนไปทำงานเพราะวัดอยู่ใกล้ที่ทำงานค่ะ

หนูอยากทราบว่าอานิสงส์จากการใส่บาตรทุกวันเป็นอย่างไรคะ ดีไหมคะ

หากคำถามของหนูไม่เหมาะสมหนูขออภัยด้วยนะคะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ
“คิดใส่บาตรทุกวัน” ถ้าทำตามที่คิดให้ถูกตรง ดีแน่

ถ้าผู้ถามปัญหา มีสัจจะคุมใจ คือใส่บาตรให้ได้ทุกวัน ไม่อ้างเหตุที่ไม่ทำว่า นอนตื่นสาย ฝนตก รถติด ฯลฯ ผู้ที่ใช้ข้ออ้างเช่นนี้ ไม่มีสัจจะ ปฏิบัติแล้วจะเข้าไม่ถึงธรรม

อนึ่ง การใส่บาตรกับภิกษุที่ยังเป็นปุถุชน (พูดติรัจฉานกถา ประพฤติเดรัจฉานวิชา) ได้บุญน้อยกว่าพระสงฆ์ในบทสวดมนต์เจริญสังฆคุณ และยิ่งใส่บาตรกับพระอรหันต์หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมได้บุญมากกว่า

การนำอาหารไปใส่บาตร หากอาหารนั้นบริสุทธิ์ ผู้ใส่บาตรบริสุทธิ์ สงฆ์ที่รับบิณฑบาตเป็นผู้บริสุทธิ์ (ไม่ผิดศีลธรรม)

ผู้ที่ทำได้เช่นที่กล่าวข้างต้น จะได้รับประโยชน์ (อานิสงส์) ดังนี้

ก. เป็นผู้มีทานบารมี สั่งสมอยู่ในดวงจิต

ข. เป็นผู้มีศีลบารมีฯ

ค. เป็นผู้มีสัจจบารมีฯ

ง. ปฏิบัติธรรม จะเข้าถึงธรรมได้ง่าย

จ. ตายแล้วไปเกิดใหม่ในสุคติภพได้

ฉ. เลือกเกิดใหม่ได้

ช. ปิดอบายภูมิได้

ซ. เป็นผู้ข้ามวัฏสงสารได้

ฯลฯ
  

2619.
กราบเรียนอาจารย์สนองที่เคารพ

อยากทราบวิธีคลายหรือลด หยุด อาการกำหนัดหรือ อารมณ์ทางเพศครับ
ผมได้พยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็สู้กิเลศตัวนี้ไม่ไหว ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่ออารมณ์นี้รวมตัวกันขึ้นมา ผมรู้ว่ามันหนักมาก และต้องใช้สติที่สูง สติหลุดทีไรได้เรื่องทุกทีครับ
รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยครับ

ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

คำตอบ
ปัญหานี้แก้ไขได้สองแนวทางคือ

ก. ลดการบริโภคอาหารลงพอให้ร่างกายคงอยู่ได้ และต้องไม่บริโภคอาหารในตอนเย็น

ข. เร่งความเพียรด้วยการทำจิตภาวนาให้มากชั่วโมง ท่านเจ้าคุณโชดกเคยบอกว่า

-ผู้ที่มีความเพียรมาก ปฏิบัติธรรมวันละ ๒๐ ชั่วโมง

-ผู้ที่มีความเพียรปานกลาง ปฏิบัติธรรมวันละ ๑๐-๒๐ ชั่วโมง

-ผู้ที่มีความเพียรน้อย ปฏิบัติธรรมวันละ ๕-๖ ชั่วโมง

หรือจะใช้สัจจบารมีมากำจัดความกำหนัด โดยที่เมื่อใดมีความกำหนัดเกิดขึ้น จะไม่เลิกเดินจงกรม .... สู้
 

2618.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนองค่ะ 

ตอนแรกดิฉันไม่แน่ใจว่าดิฉันควรพูดเรื่องนี้หรือไม่ เพราะเกี่ยวกับผู้มีพระคุณ แต่ดิฉันคิดว่าท่านอาจารย์คงจะเมตตาช่วยชี้แนะทางออกให้กับความคับข้องใจของดิฉันที่มีมาอย่างยาวนานนี่ได้ ถ้าไม่เหมาะสมอันใด ขออาจารย์กรุณาชี้แนะด้วยนะคะ  

คุณแม่ดิฉันนับถือพุทธมหายานแบบจีนค่ะ ปฏิบัติตามคำสอนทุกอย่างอย่างเคร่งครัด เชื่อทุกอย่างแบบไม่มีเงื่อนไขจริงๆค่ะ ใครพูดอะไรก็เชื่อหมดเลย ท่านชอบทำบุญ(จริงๆจะเรียกว่า เมาบุญ และทำบุญหวังผลก็คงไม่ผิดนัก) ไหว้เจ้าครบทุกโอกาส เวลาท่านทำอะไรแล้วติดขัดก็ไหว้พระสวดมนต์ขอร้องให้เจ้ามาช่วยเหลือทุกครั้ง ท่านมักดูทีวีไปด้วยและสวดมนต์ไปด้วยพร้อมกับนับจำนวนครั้งเพราะทางเจ้าอาวาสบอกว่าต้องสวดให้ครบกี่จบๆ บางครั้งในขณะที่ท่านฟังดิฉันพูดกับท่าน ท่านมองหน้าดิฉันแต่ก็สวดมนต์ทำปากขมุบขมิบไปด้วย คุณพ่อ น้องชาย และญาติพี่น้องทุกคน ลงมติเหมือนกันว่าคุณแม่งมงาย แต่ก็ไม่มีใครไปพูดอะไรกับท่าน  

ดิฉันเลยอยากจะลองชวนท่านให้ไปวิปัสสนากรรมฐานค่ะ เลยลองเล่าเรื่อง 31 ภพภูมิให้ท่านฟังแบบสั้นๆง่ายๆ แต่ท่านกลับโกรธและพูดด้วยเสียงไม่พอใจค่ะ ท่านบอกว่า 31 ภพภูมิไม่มีจริง ถ้าท่านตายท่านจะได้ไปอยู่ที่แดนสุขาวดี ที่อยู่ทิศตะวันตก มีพระอมิตพุทธเป็นผู้ดูแล (ตามความเชื่อของพุทธจีนน่ะค่ะ) ท่านเถียงด้วยน้ำเสียงจริงจัง ด้วยความเชื่อสนิทใจว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  

1. ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ กับการที่ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตึงเกินไป จนหลายๆครั้งที่ท่านทุ่มเททำตามสิ่งที่เค้าบอกให้ทำมันทำให้ตัวท่านเองเดือดร้อนและลำบาก แต่ท่านก็ยังก้มหน้าก้มตาทำ ดิฉันเคยบอกท่านว่า บุญคือทำให้พอดีเป็นทางสายกลาง ทำแล้วสบายใจ ไม่เดือดร้อนตัวเอง แต่ท่านก็ไม่ฟังค่ะ

2. ดิฉันควรทำอย่างไร ถึงจะชักจูงให้คุณแม่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้คะ  

3. แดนสุขาวดีมีจริงมั้ยคะ ดิฉันเข้าใจว่า 31 ภพภูมิเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะศาสนาไหน นิกายไหนก็ต้องเผชิญค่ะ    

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ  

คำตอบ
(๑) ความเชื่อของบุคคลเป็นเรื่องของปัญญา เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก เจ้าของความเชื่อต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ผู้ที่สั่งสมบารมีธรรมมามาก จึงจะแก้ไขได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ถามปัญหาควรปล่อยวาง ไม่ควรไปเปลี่ยนความเชื่อแบบมหายานของท่าน

(๒) ผู้ที่ยังไม่ศรัทธาในวิปัสสนาธุระ จะยังไม่สามารถชักนำให้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไ จึงควรปล่อยวางท่านให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรมนั้นดีที่สุด

(๓) แดนสุขาวดี เป็นชื่อสวรรค์ของฝ่ายมหายาน มิใช่พระนิพพาน ตามแนวความคิดของผู้ทีพัฒนาจิตจนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง พระนิพพานเป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนาเถรวาท ผู้ที่จะเข้าถึงสภาวธรรมเช่นนี้ได้ จิตต้องปราศจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง สิ่งเศร้าหมองนั้นคือ กิเลสที่ผูกมัดใจให้เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสาร กิเลสที่ผูกมัดใจถูกสมมติให้ชื่อว่า สังโยชน์ การจะกำจัดสังโยชน์ได้ต้องพัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) ปัญญาจากการพัฒนาสมอง เป็นปัญญาสัญญา (จำได้หมายรู้) มีกำลังอ่อน ไม่สามารถกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้ ปัญญาจากสมอง ไม่สามารถสัมผัสกับรูปนามที่เป็นทิพย์ ที่มีอยู่ในวัฏสงสารของพุทธศาสนาได้ ปัญญาจากสมองเป็นความรู้ไม่จริง (อวิชชา) ที่มีระบุอยู่ใน ปฏิจจสมุปบาท อันนำมาซึ่งความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ไม่สิ้นสุดนั่นเอง
  

2617.
กราบเรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง

ขอเรียนถาม

1. ตังแต่เด็กจนโต ผมมักจะมีปัญหากับเรื่อง สังคมครับ เพื่อนฝูงมักจะจ้องเอารัดเอาเปรียบ และคอยแทงหลังตลอดเวลา
ทั้งที่ผมก็ปฏิบัติกับพวกเขาดี แต่พวกเขาก็มักจะมองเป็นลูกไล่ หักหลังผมถ้ามีโอกาส ผมต้องอำนวยประโยชน์ให้ทุกอย่าง
ทีกับคนอื่นไม่เห็นเป็นอย่างนี้ครับ แล้วพอท้วงสิทธิอะไรไปก็เป็นคนผิดทุกครั้งทั้งที่โดนเอาเปรียบ    เมื่อไหร่ก็ เป็นเรื่อง
ต่อให้เป็นเรื่องที่ถูกก็จะผิดครับ แล้วตัวเองจะต้องแก้ไขเรื่องราวตลอด วนลูป ตั้งแต่สังคม บ้าน - โรงเรียน - มหาลัย เลยครับ
รุ่นน้องก็ลามปามเลยเถิดเล่นหัวเกินพอดี ผู้ใหญ่บางคนก็หาเรื่องราวมาให้   หรืออยู่ดีๆก็มีคนท่าต่อยตีครับ
ทั้งที่ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเขาเลย ทำอะไรก็มีคนหมั่นไส้จับผิดทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับเขาเลย ถ้าผมอยู่คนเดียวจะไม่มีอะไร ทุกอย่าง ก็ราบรื่นครับ

2. จิตใจผมมีความพยาบาท คนกลุ่มหนึ่งที่ กลั่นแกล้ง ข่มขู่    เมื่อสัก 10 ปีก่อน คิดตลอดเวลา ว่าขอให้พวกมันไม่ตายดี
ผมพยายามสลัดความคิดนี้ไป ไหว้พระ ทำบุญ    มันก็ไม่ยอมหลุดไปครับ ทำอย่างไรดีครับ

ขอขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์

คำตอบ
(๑) ผู้ถามปัญหาต้องพิจารณาดูตัวเองว่า เพราะเรามีดีผู้อื่นจึงเอาเปรียบ เพราะเรามีดีผู้อื่นจึงคอยจับผิด เพราะเรามีดีมาตั้งแต่เด็ก จึงถูกจับผิดมาเรื่อยๆ ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ความดีที่มีอยู่ในใจตน แต่ต้องไม่ลืมดูตัวเองว่า พฤติกรรมของเราต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม แล้วความดีงามนั้นจะเป็นบารมีให้เติบใหญ่ยิ่งขึ้น

ผู้ที่ตกเป็นเบื้องล่างของผู้อื่นมาเรื่อยๆ ถือว่าเป็นวิสัยของผู้ที่จะเติบใหญ่ในวันข้างหน้า ดังนั้นจงอดทนสร้างขันติบารมีต่อไป

(๒) จิตที่คิดพยาบาทผู้อื่น เป็นจิตที่ไม่ดี มีกิเลสสั่งสม จงเลิกคิดพยาบาทด้วยการให้อภัยเป็นทาน ในทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ แล้วความเต็มของบารมีจะมีมากขึ้น

ผู้ที่มีบารมีเติบใหญ่ ให้ผลเป็นที่เคารพนับถือของคนหมู่มากในวันข้างหน้า คนที่มีบารมีเติบใหญ่ ย่อมทำตนเป็นคนหูหนวก เป็นคนตาบอด เป็นคนใบ้ แต่มีกำลังใจกล้าแข็ง สามารถข้ามวัฏสงสารได้
  

2616.
กราบเรียนท่านอาจารย์ดร.สนอง

ขอเรียนถาม
1. การที่หลานที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กทำธุรกิจแล้วผิดพลาดทำให้ผู้อื่นเสียเงิน อาจจะโดยไม่มีประสบการณ์ หรือโดยเขาหลอก หรือความโลภของตนเอง ทำให้ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ต้องมีปัญหาเรื่องเงินตลอด ซึ่งคงเป็นวิบากกรรมถ้าเราเข้าไปช่วยเหลือเราก็จะเป็นทุกข์ ไม่ช่วยใจก็เป็นทุกข์ ถ้าช่วยแล้ว เจ้ากรรมนายเวรเขาจะหันมาเล่นงานเราแทนหรือไม่ค่ะ

2. การที่เราอยากช่วยเพราะรู้สึกว่าเป็นความผิดของเราเองที่ดูแลเขาไม่ดีพอ ทำให้ไปเบียดเบียนคนอื่นให้เขาเดือดร้อน อีกอย่างก็อยากให้โอกาสเขา เพราะโดยนิสัยไม่ได้เลวร้าย แต่ผลลัพธ์คือมีคนหลายคนเดือดร้อนแล้ว อยากให้โอกาสเขาเผื่อที่ในอนาคตเขาจะได้ทำสิ่งที่ดีๆชดเชยสิ่งที่ทำในอดีตได้บ้าง แต่ช่วยแล้วคนช่วยก็กลัวจะลำบากเหมือนกัน

3. หากปล่อยไปโดยไม่ช่วยใจเราก็วางอุเบกขาไม่ได้ ช่วยแล้วจะรอดหรือไม่ก็ไม่รู้ ทำให้ใจเป็นทุกข์ทั้งสองด้าน
ทั้งๆที่ปฏิบัติธรรมมานานเข้าใจ สัจธรรมบ้าง แต่ธรรมคงยังเข้าไม่ถึงใจจริงๆ จึงยังทุกข์เหลือเกิน

ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ

คำตอบ
ผู้เห็นถูกตามธรรมย่อมเห็นว่า กฎแห่งกรรมมีผลต่อทุกชีวิตที่มาเกิดอยู่ในวัฏสงสาร

ผู้ทำกรรมดี (กุศลกรรม) ไว้แต่อดีต เมื่อกรรมให้ผลเป็นวิบาก ผู้ทำกรรมดีย่อมเสวยกุศลวิบาก ตรงกันข้าม หากทำกรรมไม่ดี (อกุศลกรรม) ไว้แต่อดีต เมื่อกรรมไม่ดีให้ผล ผู้ทำกรรมไม่ดีต้องเป็นผู้เสวยอกุศลวิบาก

เรื่องในทำนองเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล เมื่อพระอานนท์ แนะนำพระพุทธเจ้าให้หนีออกจากแคว้นวัชชี ด้วยเหตุที่สงฆ์แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย แล้วชาวบ้านไม่นำอาหารมาใส่บาตร พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ในทำนองที่ว่า "จะหนีไปที่แห่งใด ก็หนีใจตัวเองไม่พ้น จงอยู่แล้วสู้สิ" พระพุทธเจ้าอยู่แคว้นวัชชีจนสงฆ์สองฝ่ายปรองดองกันได้ ชาวบ้านจึงหันมาใส่บาตรแก่พระสงฆ์ พระพุทธโคดมจึงได้จากแคว้นวัชชีไป

ดังนั้น ผู้มีสติระลึกเท่าทันอยู่ทุกขณะตื่น ย่อมคิด พูด ทำ แต่กรรมดี (กุศลกรรม) อยู่เสมอ แล้วปัญหาดังที่บอกเล่าไปจะไม่เกิดขึ้น

(๒) ผู้ตอบปัญหา ได้พูดบอกญาติธรรมอยู่เสมอว่า "จงดูคนอื่นเป็นครูสอนใจ หากเขาคิด พูด ทำดี เราจะทำเช่นเขา แล้วเราก็จะดีเหมือนเขา แต่ถ้าเขาทำตรงกันข้าม เราจะไม่ประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่เลวเหมือนเขา ชีวิตจึงจะมีปกติสุขได้"

(๓) เมื่ออกุศลวิบากเกิดขึ้นแล้ว ต้องยอมรับและชดใช้หนี้เวรกรรมไปจนกว่าจะหมดสิ้น คนที่รู้และมีธรรมคุ้มครองใจย่อมประพฤติเช่นนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะผู้รู้จริง ย่อมรู้ว่าตราบใดที่หนี้เวรกรรม (อกุศลวิบาก) ยังชดใช้ไม่หมด ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ จะหมดไปไม่ได้
  

2615.
กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.สนอง

เพราะเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ได้เรียนรู้วิชาการที่เป็นสมมติมาก็พอสมควร ทำให้ผมก็ความคิดเป็นของตนเอง
ในขณะที่บิดามารดาพอมีอายุมากขึ้นก็ไม่ได้รับข้อมูลใหม่ๆเท่าเด็กรุ่นใหม่ ผลก็คือพูดกันไม่รู้เรื่อง
ในบางครั้งข้อมูลของท่านไม่ได้การ update เท่า ทันกับสถานกาณ์ปัจจุบัน ในฐานะบุตร ผมก็อดไม่ได้ที่จะ บอกท่านว่า ปัจจุบันมันเป็นอีกแบบหนึ่งแล้ว เรื่องเล็กๆน้อยผมก็ไม่ได้อยากจะพูด แต่บางเรื่องมันเกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัย ซึ่งผมพิจารณาว่าควรที่จะพูดควรที่จะบอก แต่แล้วบอกไปส่วนใหญ่จะถูกต่อว่าอย่างมาก

พอโดนต่อว่าบ่อย มันเป็นการสะสมความกดดันในจิตใจ ทำให้อยากต่อต้านท่านไปเสียทุกเรื่อง  
( เพราะตอนเด็ก โดนบังคับในดำเนินชีวิตในแบบของท่าน เช่นสอบได้คณะที่เราเลือก แต่โดนบังคับไม่ให้เรียน อยากเรียนภาษาต่างประเทศ แต่โดนต่อว่าตลอดเวลาเราฝึกภาษา แต่พอโตท่านก็ไม่ค่อยมาวุ่นวายแล้ว แต่ในใจจำได้แทบทุกเรื่องที่บังคับให้เราไม่ทำ)

คำถาม
1. ผมควรทำอย่างไร เวลาพ่อแม่บอกเล่าข้อมูลที่มันไม่ถูกต้องในเวลาปัจจุบันแล้ว ?
2. ผมควรจะทำอย่างไรที่จะเลิกต่อต้านพ่อแม่ ลึกๆผมยังโกรธอยู่ครับท่าน โกรธที่ทำไมเราถึงต้องโดนบังคับ
ทำอย่างไรถึงจะปล่อยวางความโกรธนี้ครับท่าน

ขอความกรุณาด้วยครับท่าน

คำตอบ
สรรพสิ่งในวัฏสงสารมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ผู้เห็นถูกย่อมแนะนำแล้วให้สิทธิแก่เด็ก ในการเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเด็กเอง ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่จะมีชีวิตอยู่กับเด็กได้อีกไม่นาน ก็จำเป็นต้องทิ้งขันธ์ลาโลกไป ปล่อยให้เด็กต้องดำรงชีวิตด้วยตัวของเขาเองโดยลำพัง ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำแก่เด็ก ส่วนเขาจะทำตามหรือไม่ทำตามก็เป็นสิทธิ์ของเขา ผู้เห็นถูกตามธรรมประพฤติเช่นนี้

(๑) เด็กควรชี้แจงเหตุผลต่อพ่อแม่ด้วยอารมณ์สงบ ว่าปัจจุบันวิชาการทางโลกดำเนินไปแบบไหน เราต้องทำตัวอย่างไรจึงจะก้าวทันโลก

(๒) เด็กควรสงบนิ่งและประพฤติตามที่ตนเห็นชอบ ส่วนเรื่องความโกรธสามารถกำจัดได้ ด้วยการให้อภัยต่อทุกเหตุที่ทำให้ขัดใจ หากเด็กใช้ขันติ สัจจะ และความเพียร เป็นแรงสนับสนุน ความโกรธย่อมหมดไปจากใจได้ง่าย
  

2614.
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ

  ขอสอบถามดังนี้ค่ะ

1. ทำอย่างไรให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้เราคะ เพราะเราตั้งใจทำบุญทุกอย่างทั้งทาน ศีล สมาธิ
เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่ส่งผลกรรมให้เราตอนนี้ แต่นานแล้วก็ยังไม่หลุดกรรมสักที
หรือบางทีเจ้ากรรมนายเวรจะไม่ยอมรับบุญที่เราส่งไปให้ เราควรทำอย่างไรคะ

2. หากกรรมที่เรากำลังชดใช้เป็นเรื่องของความเจ็บปวดทางใจมากกว่าทางกาย
เราจะใช้ชีวิตช่วงนี้อย่างไรไม่ให้ทุกข์คะ ที่บอกแยกกายออกจากจิต ไม่ให้จิตทุกข์
ซึ่งก็ยังทำได้ไม่ถึงจุดนั้น เราจะรักษาจิตใจของเราอย่างไรคะ

3. เวลานั่งสมาธิมีความรู้สึกง่วงมากค่ะ จะเคลิ้มหลับระหว่างนั่ง เรามีวิธีแก้อย่างไรคะ

ด้วยความเคารพอย่างสูงคะ

คำตอบ
(๑) บุญใหญ่ได้แก่ การปฏิบัติธรรม (ทาน ศีล ภาวนา) คำว่า "ภาวนา" มิใช่เป็นเพียงพัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (วิปัสสนากรรมฐาน) อีกด้วย

เรื่องคำว่า "บางที" ไม่มีในจิตของผู้ที่รู้จริงแท้ (พระอริยบุคคล) ผู้ที่ล่วงลับจะได้บุญจากการที่ผู้มีบุญส่งไปให้นั้น ผู้ล่วงลับจะต้องไปเกิดอยู่ในภพที่มาอนุโมทนาบุญได้ ซึ่งมีปรทัตตูปชีวีเปรตเท่านั้นที่จะมาอนุโมทนาบุญได้ เหตุเป็นเพราะเปรตประเภทนี้มีอกุศลวิบากบางเบา ยังต้องรับอกุศลวิบาก อดข้าวอดน้ำเป็นกำลัง จึงรอคอยผู้ที่อุทิศบุญให้ แล้วเขามาอนุโมทนา จึงจะได้บุญนั้น ดังตัวอย่างของญาติขุนคลัง (อดีตพระเจ้าพิมพิสาร นับย้อนหลังไป ๙๒ กัป) แอบบริโภคอาหารก่อนพระสงฆ์ แอบนำอาหารที่เขาเตรียมไว้เผื่อพระสงฆ์ ไปให้บุตรภรรยาที่บ้านรับประทานกัน ตายแล้วจึงต้องลงไปเกิดในนรกยาวนาน จึงได้มาเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต ในครั้งพุทธกาลของพระพุทธโคดม

อนึ่ง เหตุที่ยังไม่หมดไปจากการชดใช้หนี้เวรกรรม จึงไม่สามารถมาอนุโมทนาได้ หรือหนี้เวรกรรมมีมากกว่าบุญที่ส่งไปให้ จึงต้องชดใช้หนี้เวรกรรมอีกยาวนาน

ดังในกรณีตัวอย่างของพระเทวทัต ที่ถูกธรณีสูบลงไปเกิดเป็นสัตว์ (รูปนาม) อยู่ในอเวจีนรก จำเป็นต้องเสวยอกุศลวิบากยาวนานถึง ๑ กัป จึงจะพ้นจากหนี้เวรกรรมนั้น หากมีผู้ถามปัญหาว่า ๑ กัปของพระพุทธโคดม ยาวนานแค่ไหน โปรดอ่านเรื่องพุทธันดร ที่ผู้ตอบปัญหาเขียนบอกไว้ และได้มอบให้ชมรมกัลยาณธรรมเป็นผู้จัดการดูแล

(๒) หากจำเป็นต้องลงไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิ ควรสร้างและสั่งสมบารมี ๑๐ ให้มากไว้ สัตว์ในอบายภูมิยังต้องเสวยทุกข์ทางกายอย่างมาก แต่ทุกข์ทางใจนั้น บารมี ๑๐ ป้องกันได้

(๓) ดูวิธีแก้ง่วงที่พระพุทธโคดม ชี้แนะแก่พระโมคคัลลานะ ในสมัยที่ยังเป็นพระโสดาบัน ด้วยการแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

ก. เมื่อนึกว่าตนง่วง ให้เอาความง่วงนั้นมาพิจารณาให้มาก

ข. หากพิจารณาแล้วยังไม่หายง่วง ให้หมั่นตรึก (คิด) ถึงธรรมที่ศึกษาจนขึ้นใจ

ค. หากยังไม่หายง่วง ให้ท่องบ่นธรรมที่ได้ศึกษาจนขึ้นใจนั้น

ง. หากยังไม่หายง่วง ให้ใช้วัสดุยอนหูทั้งสองข้าง แล้วเอามือลูบตัว

จ. หากยังไม่หายง่วง ให้ลุกขึ้นยืน ให้เอาน้ำลูบตา เหลียวดูดาวในท้องฟ้า

ฉ. หากยังไม่หายง่วง ให้นึกถึงแสงสว่างตลอดเวลา

ช. หากยังไม่หายง่วง ให้เดินจงกรมและสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน

ซ. หากยังไม่หายง่วง ให้นอนแบบสีหไสยา โดยมีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าพร้อมจะลุกขึ้น (ไม่หาความสุขจากการนอน หรือากรเคลิ้มหลับ)

หลังจากนั้นให้พิจารณาธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ว่าไม่ใช่ตัวตนของเราแท้จริง ผลปรากฏว่าพระโมคคัลลมนะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด และได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวก

เรื่องของการง่วงนี้ ผู้ตอบปัญหาเคยเกิดอาการง่วงนอนอย่างมากในตอนบ่ายขณะเดินจงกรม จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าไม่หายง่วงนอน จะไม่เลิกเดินจงกรม" ด้วยจิตที่มีสัจจะและมีความเพียรเป็นแรงสนับสนุน ผลปรากฏว่า ชั่วระยะเวลาไม่นาน อาการง่วงนอนหายไป ในขณะที่ยังเดินจงกรมอยู่นั้น
  

2613.
กราบเรียนอาจารย์คะ

คำถาม
1. อาชีพที่คุณพ่อทำเป็นบริษัทส่งแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งท่านอยากจะให้ดิฉันสานต่อ
อยากทราบว่าเป็นอาชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะข้อ 2 . เกี่ยวกับกันการใช้แรงงานทาสตามพระพุทธเจ้าให้ไว้รึเปล่าคะ
ถ้าเป็นควรต้องเลิกอาชีพนี้ไปเลยรึเปล่าคะ หรือว่าถ้าทำได้ควร ปฏิบัติอย่างไรให้ถูกตามหลักธรรมเพื่อไม่ให้มีบาป
เพราะเปิดมานานกว่า 41 ปี และคุณแม่ป่วยมานาน 30 ปี เกี่ยวกับโรครูมาตอย
ไม่ทราบว่ากรรมเกี่ยวกับอาชีพที่พ่อทำอยู่รึเปล่าคะ

2. อาชีพที่สองคืองานออกแบบจิวเวลรี่และผลิตของดิฉัน
เป็นอาชีพที่มีบาปเกี่ยวกับทำให้คนหลงในวัตถุรึเปล่าคะ

กราบขอบพระคุณอย่างสูงคะ

คำตอบ
(๑) ผู้ปฏิบัติธรรม (สมถวิปัสสนากรรมฐาน) เพื่อนำพาจิตวิญญาณให้โคจรพ้นไปจากวัฏสงสาร
จึงจัดอาชีพประเภทนี้ว่าเป็น มิจฉาอาชีวะ ครับ

จงดูตัวอย่างของปิปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะ) และภัททกาปิลานี ยกสมบัติทั้งปวงที่ตนมีให้กับบริวาร
แล้วทั้งสองจึงได้ไปบวชเป็นภิกษุและภิกษุณีอยู่ในพุทธศาสนา ทั้งสองได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหัตผล
ด้วยเหตุที่เห็นโทษของการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) และนำตัวออกห่างจากกาม
จนจิตเป็นอิสระจากกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์ ๑๐) ได้ จึงได้เป็นพระอรหันต์

อนึ่ง สัตว์ที่เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในภพต่างๆของวัฏสงสาร มีพลังของกรรมเป็นแรงผลักดันจิตวิญญาณไปสู่ภพต่างๆ
ผู้ที่เกิดมาแล้วเจ็บป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ เหตุเป็นเพราะอดีตเคยสร้างอกุศลกรรมไว้
เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว เขาจึงต้องรับอกุศลวิบากนั้น

(๒) การนำให้คนหลงติดในวัตถุ เป็นเดรัจฉานวิชา (ขวางทางพระนิพพาน)
พระพุทธโคดมจึงห้ามภิกษุผู้ปรารถนานำพาจิตวิญญาณไปสู่พระนิพพานประพฤติ
  

2612.
เรียน ท่านอาจารย์สนอง ค่ะ

หนูติดตามท่านอาจารย์บ่อยค่ะ หนูมีปัญหาอยากสอบถามท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ

1. หนูไปฟังธรรมบรรยายของสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง บอกว่า
การทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ได้บุญหรอก
นอกจากเปรตปรทัตอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าจะให้ได้ต้องทำบุญแล้วอุทิศให้แก่พระอินทร์
ท้าวสักกะเทวราช หรือ พระจตุโลกบาลทั้ง4 เมื่อท่านได้บุญแล้ว ก็บอกให้นำข่าวสารนี้
ไปบอกแก่พ่อแม่เราที่ล่วงลับไปแล้วนั่นแหละ เขาถึงจะได้บุญนั้น ให้พ่อแม่กล่าวอนุโมทนาบุญ
ก็จะได้บุญนั้นอันนี้ สามารถทำได้ใช่ไหมคะ (คือทำแล้ว พ่อแม่เราไม่ว่าอยู่ที่ไหนก้อได้บุญ)


2. ต้องปฎิบัติธรรมถึงขั้นไหนคะ จึงจะสามารถเห็นว่า พ่อแม่เราซึ่งท่านเสียไปแล้วไปอยู่ที่ไหน สามารถติดต่อเขาได้ค่ะ
(คือสามารถเห็นนรก สวรรค์ได้ค่ะ)

ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ท้ายนี้ ขอให้ท่านอาจารย์ มีสุขภาพแข็งแรง อายุ วรรณะ สุขะ พละอยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ให้ แก่เราชาวพุทธที่ใผ่ในธรรม
นานๆนค่ะ กรรมใด ที่ล่วงเกินท่านอาจารย์ ไม่ว่า ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ได้โปรดขออโหสิกรรม ให้หนูด้วยนะค่ะ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

คำตอบ
(๑) การไปได้รูปนาม (เกิด) เป็นเทวดา ต้องบำเพ็ญทานและศีลอยู่เสมอ
เพราะทั้งสองกุศลธรรมนั้น มีกำลังผลักดันจิตวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปเกิดเป็นเทวดาได้
มนุษย์เกิดมาเพราะพลังของศีลเพียงอย่างเดียว เราจึงไม่มีสิทธิ์ไปใช้เทวดาให้นำข่าวสารนี้ไปบอกกับพ่อแม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
พระพุทธโคดมมิได้สอนให้ฆราวาสประพฤติเช่นนั้น ยิ่งพ่อแม่ตายแล้ว ไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิ
ต้องไปเสวยอกุศลวิบากจนหมดสิ้น จึงยังไม่มีโอกาสที่จะได้รับบุญกุศลนั้น ยกเว้นไปเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต
หรือไปเป็นสัตว์รอเกิด (สัมภเวสีหรือผี) ที่ได้รับการสื่อสารถึง จึงจะได้รับโอกาสมาอนุโมทนาได้

(๒) การปฏิบัติสมถกรรมฐาน จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌานได้เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว
จึงจะสามารถติดต่อกับจิตวิญญาณของพ่อแม่ผู้ล่วงลับไปแล้วได้
อย่าปลงใจเชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ดูด้วยทิพพจักขุของจิตตนเอง

สุดท้าย ผู้ตอบปัญหาบอกว่าไม่มีโทษ พร้อมทั้งอโหสิกรรมให้แล้วครับ
  

2611.
กราบเรียน อ.ดร.สนอง ที่เคารพ

ขอสอบถาม ดังนี้ค่ะ

1. เคยทำผิดศีล และตอนนี้สำนึกผิดอย่างมาก หยุดกระทำและตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ทำผิดอีกตลอดชีวิต

ซึ่งตอนนี้รับผลกรรมนั้นอยู่ ทุกข์ทรมานมาก ตอนขณะเกิดเรื่องเราไม่มีสติเลย
คิดไม่ได้ถึงผิดชอบชั่วดี ใจมันไม่มาตอนนี้เรามีสติ เรารู้หมดทุกความรู้สึก ยังแปลกใจมากว่าขณะที่ทำผิดทำไมคิดไม่ได้แบบนี้เลย
คงเป็นวิบากกรรมเก่าที่เราเคยกระทำไว้ในชาติปางก่อน อันนี้เข้าใจได้ถูกต้องมั้ยคะ

ทั้งที่เราก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ทุกคนรวมถึงตัวเองก็งงกันหมดกับการกระทำที่ผ่านมาของเรา

อยากถามว่าการที่เราสำนึกผิดแล้วนั้น เราจะต้องรับกรรมทั้งหมดหรือมันจะเบาบางลง
จะหมดกรรมนี้เร็วขึ้นมั้ยคะ ระยะเวลาที่เรารับกรรมจะสัมพันธ์กับระยะเวลาที่เราทำกรรมนั้นๆไว้หรือไม่คะ
เช่น ทำกรรม 6 เดือน ต้องรับกรรม 6 เดือน อย่างนี้หรือไม่คะ


2. และตอนนี้เราอยู่ในศีลในธรรม สวดมนต์นั่งกรรมฐานทุกวัน ทำบุญทุกอย่าง ผ่านมาหลายเดือนแล้ว
แต่ก็ยังคงมีความทุกข์ใจอยู่ เป็นเพราะกรรมยังไม่หมด บุญที่เราทำยังไม่ส่งผลใช่หรือไม่คะ
เราต้องทำบุญใหญ่อะไรที่จะทำให้บุญส่งผลกับเราเร็วๆคะ


3. ไปทำพิธีแก้กรรมใหญ่ โดยการให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติอโหสิกรรมให้เรา
มีผลได้จริงหรือไม่คะ และถ้ามีจริง เราไม่ต้องรับกรรมนั้นๆแล้ว   หมั่นทำกรรมดี
เศษกรรมไม่ดีก็ตามเราไม่ทัน อันนี้เข้าใจได้ถูกต้องหรือไม่คะ


4. ถ้าเราทำผิดกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราควรแผ่บุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรเค้า
หรือแผ่ให้กับคนคนนั้นโดยตรงเลยคะ แล้วเค้าจะได้รับได้อย่างไรคะ
เมื่อเค้ารับแล้วจะทำให้จิตใจเค้าเมตตากับเราได้จริงหรือไม่คะ

ด้วยความเคารพ

คำตอบ
(๑) องคุลีมาล ชาวแคว้นโกศล เคยประพฤติเป็นโจรฆ่าคนมาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อรู้ว่าไม่ดีแล้วหยุดประพฤติ
หันมาปฏิบัติธรรมยังบรรลุอรหัตผลได้ และได้พูดไว้กับภิกษุผู้ร่วมปฏิบัติธรรมว่า

พระองค์คุลีมาล : ท่านทั้งหลายไม่ควรประมาท ไม่ควรสนิทสนมกับกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย)
ควรพิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ ย่อมบรรลุถึงความพ้นทุกข์ได้

อีกกรณีหนึ่งของอิสิพาสี ชาวแคว้นอวันตี ต้องเลิกรากับสามีถึงสามคน ยังสามารถบรรลุอรหัตผลได้
ด้วยอดีตเคยเกิดเป็นผู้ชายและเป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น จึงต้องตกนรกยาวนาน เมื่อพ้นจากนรกแล้วยังต้องเกิดเป็นลิง
เกิดเป็นแพะ เกิดเป็นวัว เกิดเป็นกระเทย เกิดเป็นลูกสาวคนจนและเป็นชู้กับสามีของคนอื่น จากอกุศลกรรมที่เคยทำไว้แต่อดีต
ภายหลังได้มาบวชเป็นภิกษุณีปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุอรหัตผลได้

จากสองกรณีที่ยกขึ้นมาอ้าง ผู้ตอบปัญหาจึงพูดอยู่เสมอว่า อย่าได้ปรามาส (ดูถูก) บุคคลใดๆ
แต่ให้ดูเขาเป็นครูสอนใจตัวเอง หากดีแล้วทำไม่ดีต้องไม่กระทำ แล้วจะไม่ต้องรับอกุศลวิบากดังกล่าว
ส่วนจะรับอกุศลวิบากยาวนานแค่ไหน พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญูจะรู้ได้

(๒) เมื่อรู้ว่าตนได้กระทำดีแล้ว จงทำเรื่อยๆไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด
ความเป็นผู้ชนะจึงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อชดใช้หนี้เวรกรรมหมดแล้ว

(๓) การเจริญจิตภาวนา (ปฏิบัติธรรม) เป็นบุญที่ให้อานิสงส์ใหญ่สุด
ท่านเจ้าคุณโชดก แนะนำให้ผู้ตอบปัญหา อุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งเมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ

(๔) จากข้อ (๓) ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่หนี้เวรกรรมจบสิ้นลง ผู้ถามปัญหาจะไม่ระลึกถึงเรื่องนี้อีกต่อไป
ตรงกันข้ามผลแห่งการปฏิบัติธรรม ย่อมบรรลุความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว .... สู้

 

2610.
กราบสวัสดีค่ะอาจารย์

ขอถามคำถามดังนี้ค่ะ

การดูดวงกับคนที่เค้าดูจิตดูว่าเราโดนของหรือไม่ หรือหมอดูตาทิพย์ นั้น มีจริงหรือไม่คะ
ทำไมเค้าถึงเห็นหรือทำนายเกี่ยวกับเราได้

ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ

คำตอบ
การใช้เหตุและผลที่เป็นความรู้สูงสุด เช่นเดียวกับผู้ที่ใช้ทิพพจักขุญาณดูเหตุและผล (ความจริง)
ว่าผู้ที่ถูกดูนั้น ทำเหตุไว้อย่างไร จึงให้ผลเป็นเช่นนั้น

ผู้ใดปฏิบัติสมถกรรมฐาน จนจิตเข้าถึงความตั้งมั่นสูงสุด (ฌาน) ได้แล้ว
เมื่อนำจิตออกจากความทรงฌาน ทิพพจักขุญาณได้เกิดขึ้น และเห็นความจริงว่า
ผู้นั้นได้ทำเหตุไว้อย่างไร ผลจึงเกิดขึ้นเช่นนั้น

ผู้ตอบปัญหาพูดความจริงสูงสุดให้ฟัง แต่ผู้รับฟังได้เพียงความจำหรือสัญญา
หากผู้ถามปัญหาปรารถนาเข้าถึงความจริงด้วยปัญญา ต้องพัฒนาจิตตนเอง (สมถกรรมฐาน)
จนเข้าถึงความตั้งมั่นสูงสุด (ฌาน) แล้วทิพพจักขุญาณก็จะเกิดขึ้น และรู้ความเป็นจริงด้วยจิตของตนเองครับ
 

2609.
กราบเรียนถาม ท่านอาจารย์ดร.สนอง ดังนี้ค่ะ

1. เมื่อเสียชีวิต มีการทำพิธีรดน้ำ แล้วสวดพระอภิธรรม 3-7 วัน นั้น แล้วจึงฌาปณกิจนั้น  
มีความจำเป็นต้องทำตามพิธีเหล่านี้หรือไม่ สำหรับชาวพุทธ

2. การทำบุญในข้อ 1. การสวดพระอภิธรรม 3-7 วัน นั้นความหมายในบทสวดคืออะไรคะ
และเหมือนกันหรือไม่ ในการสวดแต่ละวัน

3. ถ้าแต่ละวันสวดไม่เหมือนกัน ความหมายในแต่ละวันคืออะไร
และสวด 7 วันจะได้บุญมากว่าสวด 3 วัน หรือไม่คะ

4. ผู้ที่ได้บุญคือผู้ทำบุญ   หรือผู้ล่วงลับไปได้บุญ  
และถ้าผู้ล่วงลับไปไม่มาโมทนาบุญ จะได้บุญหรือไม่คะ

5. ควรทำบุญแบบไหน เพื่อผู้ล่วงลับไป จึงจะได้อานิสงส์ สูงกว่า การทำแบบข้อ 1. คะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ เป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
(๑) ทำดีกว่าไม่ทำ ชาวพุทธที่รู้จริงนิยมประพฤติตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

(๒) การสวดมนต์เป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วการอุทิศบุญจึงส่งถึงผู้รับได้ง่าย

(๓) การสวดมนต์ในแต่ละวัน ผู้สวดมนต์ได้เจริญสติให้เกิดขึ้นกับจิต แล้วการอุทิศบุญจึงส่งถึงผู้รับได้ง่าย
ส่วนการจะสวดเหมือนเดิมหรือต่างจากเดิม ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้สวดมนต์

(๔) ถ้าผู้ล่วงลับไม่มาอนุโมทนาบุญ ผู้ล่วงลับจะไม่ได้บุญที่มีผู้ส่งไปให้

(๕) การทำบุญด้วยการให้ปัญญาหลุดพ้นทุกข์เป็นทาน เป็นการให้ทานที่สูงสุด
 

2608.
สวัสดีค่ะดร.สนองที่เคารพ
ดิฉันภัทร์วิภาภรณ์ค่ะ มีคำถามอยากปรึกษาดังนี้ค่ะ

  ดิฉันได้ฟังท่านอาจารย์บรรยายทาง YouTube และเห็นด้วยทุกเรื่องตามที่อาจารย์บรรยาย
ไม่ว่าจะเป็นการเห็นวิญญาณ หรือสื่อกับวิญญาณได้ อย่างที่อาจารย์เล่าเรื่องศาลพระภูมิ  

  ดิฉันได้ฝึกสมถกรรมฐานมานานแล้ว ก่อนจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ และยังปฏิบัติไม่ขาดค่ะ
แต่ก็ไม่เข้าใจบางอย่าง ขอถามท่านอาจารย์เป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ  

 1. ดิฉันจะไปวัดไทยทุกอาทิตย์ บางครั้งจะมีคนมาทำบังสุกุล ให้ผู้ที่เสียชีวิต ก่อนที่พระจะฉัน
ขณะฟังพระสวด ดิฉันก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ที่เสียชีวิต ว่าเค้ามีอาการก่อนตายเป็นอย่างไร
ซึ่งดิฉันไม่รู้จักผู้ตายมาก่อนเลย. บางรายก็สื่อเข้ามาร้องไห้  
และก็ถามกับญาติที่มาทำบุญก็จะตรงทุกครั้งกับอาการที่วิญญาณส่งมา
ดิฉันจึงอยากทราบว่าสิ่งที่ดิฉันติดต่อวิญญาณได้ เป็นเพราะจากการทำสมาธิใช่ไหมค่ะ  

  2. อีกเรื่องที่ดิฉันไม่เข้าใจอย่างมาก ซึ่งเกิดขึ้นกับดิฉันหลายครั้ง   เช่น  
เพื่อนมาบอกดิฉันว่าปวดท้องมากเลย จะไปหาหมอแล้ว  
สักพักดิฉันก็รู้สึกเหมือนมีวิญญาณเข้ามาติดต่อกับดิฉัน
และก็ทำให้ดิฉันเห็นภาพของผู้หญิงที่ถูกผู้ชายทำร้าย ที่เห็นนี้ คือเห็นในจิตค่ะ
แล้ววิญยาณนั้นก็สื่อมาถึงดิฉัน คือร้องไห้ ดิฉันก็ร้องไห้อย่างหนัก.
แล้วก็เล่าเรื่องเหมือนเจ้ากรรมนายเวรคค่ะ เพื่อนเห็นดังนั้นก็ขอโทรและขออโหสิกรรม
แต่กว่าจะยอมก็เหนื่อยเลยค่ะ แล้วเพื่อนก็หายปวดท้องอย่างปลิดทิ้ง โดยไม่ต้องไปหาหมอเลยค่ะ  
อย่างเป็นเพราะอะไรค่ะ ?  
( ดิฉันปฏิบัติตามเทปของพระอาจารย์เสริมชัย วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามค่ะ)

  ขอรบกวนอาจารย์เพียงเท่านี้ค่ะ

        กราบขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
(๑) ปกติ จิตวิญญาณของปรทัตตูปชีวีเปรต จิตวิญญาณของสัตว์รอเกิด และจิตวิญญาณของผู้มีคุณธรรมที่อยู่บริเวณนั้น สามารถรับรู้ถึงการสื่อสารได้ จากคำถามขอตอบว่า ผู้ที่ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิและมีความถี่คลื่นจิตเป็นขนาดเดียวกัน สามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณได้ครับ

(๒) กรรมมีพลังผลักดัน จิตวิญญาณที่ทิ้งรูปขันธ์ (ร่าง) แล้ว ให้โคจรไปเกิดเป็นรูปนามอยู่ในภพต่างๆของวัฏสงสาร ผู้รู้เมื่อสัมผัสกับสัตว์ในภพนั้นๆ นิยมอุทิศบุญกุศลให้กับรูปนามที่ถูกเห็น ให้พบกับความสวัสดี วิธีการเช่นนี้เป็นการกระทำที่ได้ความเป็นเพื่อน เขาจึงเลิกจองเวร (หายปวดท้อง)
 

2607.
สวัสดีค่ะ

จะสอบถามเกี่ยวกับงานค่ะ ขายประกันชีวิตเกือบ 14 ปีแล้วค่ะ
แต่ปัจจุบันนี้คิดได้แล้วค่ะ เพราะไปฏิบัติธรรมหลายปีแล้วค่ะ มีสติขึ้นค่ะ  
และรู้ว่าประกันไม่ได้มั่นคงคุ้มครองชีวิตใครไม่ได้ค่ะ
คนขายประกันก็ขายความกลัวให้ลูกค้าเพื่อจะให้ลูกค้าซื้อประกัน
และลูกค้าที่ซื้อประกันก็กลัวไปล่วงหน้าก็เลยต้องซื้อประกันค่ะ อยากจะทราบในสิ่งที่ไม่ทราบค่ะ ดังนี้

1. ถ้าเราขายประกันให้ลูกค้าแล้ว ลูกค้าซื้อประกันเพราะเรา พอส่งไปประกันไปสักพัก ไม่มีเงินใช้
อยากจะถอนประกันก็ถอนไม่ได้ ได้แค่บางส่วน อยากทราบว่าผลที่ลูกค้าเดือดร้อนเงิน จะส่งผลถึงคนขายไหมคะ

2. ขายประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรงต่างๆ มีผลถึงคนขายไหมค่ะ เวลาลูกค้าต้องเจ็บป่วยค่ะ

3. เพราะกรรมเป็นเหตุจึงทำให้ต้องมาขายประกัน ทำอย่างไรจะหมดกรรมเร็ว ๆ คะ

4. ถ้าเรารู้ความจริงของอาชีพของเราแล้ว เราควรปล่อยวางแล้วหยุดเลยใช่ไหมคะ  

ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
(๑) เรื่องที่ถามไป จะต้องส่งผลถึงคนขายประกันฯ ตามกฎแห่งกรรมครับ

(๒) คำว่า "สุขภาพ" หมายถึง ภาวะที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ฉะนั้น งานที่ทำมิได้ประกันสุขภาพ
แต่ประกันโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงต่างๆ (ตามที่เขียนบอกไป)

โรคภัยไข้เจ็บจะเกิดได้ ด้วยการทำกรรมไม่ดี เช่น ทำร้าย ทุบตี กักขัง ฯลฯ เป็นการกระทำที่ผิดศีลข้อแรก
หากมิได้เป็นผลมาจากอกุศลกรรมเก่า บุคคลผู้ประพฤติสุจริตมาแต่อดีต ไม่ต้องรับผลของอกุศลวิบากนั้น การเจ็บป่วยย่อมไม่เกิดขึ้นแน่นอน

(๓) เพราะอกุศลวิบากเป็นเหตุให้ต้องมาประกอบอาชีพขายประกัน ผู้ประสงค์นำพาชีวิตให้พ้นไปจากอกุศลวิบากประเภทนี้
สามารถเลือกทางชีวิตให้กับตัวเองได้ ด้วยการนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรมตามหลักไตรสิกขา เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว บุคคลจึงจะสามารถเลือกทางเดินของชีวิตให้กับตัวเองได้

(๔) ควรหยุด แล้วปฏิบัติธรรมตามข้อ (๓) .... สู้ ทางเดินของชีวิตเลือกได้ครับ
  

2606.
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์สนอง วรอุไร

หนูมีความสงสัยเกี่ยวกับความฝันค่ะ คือถ้าหากว่าฝันทั่ว ๆ ไปมันก็ไม่แปลก ไม่สงสัย
แต่ที่หนูฝันเป็นการฝันถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นลูกชายเจ้าของบริษัทที่หนูเคยทำงานเมื่อก่อนค่ะ
ตอนนี้ไม่ได้ทำงานที่นั่นมาประมาณ 7 ปี แล้วค่ะ ปัจจุบันเขาก็ยังมีชีวิตอยู่และแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
สิ่งที่หนูสงสัยคือหนูฝันถึงเขาเป็นระยะ สักอาทิตย์ สองอาาทิตย์ก็จะฝันถึงเขาค่ะ
ในความฝันเหมือนว่าเราเป็นคนรักกัน จะอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา มีความรักความอบอุ่นให้กันเสมอ
ปัจจุบันหนูแต่งงานแล้ว มีลูก 1 คนค่ะ และก่อนนอนหรือตลอดทั้งวันก็ไม่ได้นึกถึงเขาเลย
ทำไมหนูถึงฝันถึงเขาตลอดเลยคะ หรือเคยผูกพัน สัญญาอะไรกันไว้หรือเปล่า หนูไม่อยากฝันแบบนี้แล้วค่ะ
อาจารย์ช่วยแนะนำหนูหน่อยนะคะ

ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงค่ะ

พิมพ์พร

คำตอบ
พระพุทธเจ้าโคดม มิได้สอนให้พุทธบริษัท ผู้ปรารถนานำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ (พ้นวัฏสงสาร)
ด้วยการประพฤติเดรัจฉานวิชา
ด้วยเหตุนี้ ผู้ตอบปัญหาจึงขออภัย ที่ไม่สามารถตอบคำถามที่เป็นเดรัจฉานวิชาได้
ผู้รู้จริงแท้ มิเอาจิตไปหมกมุ่นอยู่กับความฝัน แต่ให้นำความฝันมาพิจารณาตามกฎไตรลักษณ์
จนกระทั่งความฝันผันเข้าสู่ความเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)
แล้วจึงจะมีชีวิตเป็นอิสระจากความฝันนั้นได้
 

2605.
สวัสดีค่ะ
 
หนูมีคำถามอยากถามอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไรค่ะ
คือหนูฟังบรรยายธรรมจากอาจารย์มาระยะหนึ่งแล้วหนู หนูเริ่มปฏิบัติตาม คือมีศีลคุมใจในทุกขณะตื่นอาจจะยังทำได้ไม่ดี นั่งสมาธิ สวดมนต์ ทำบุญทำทานเป็นประจำร่วมสามอาทิตย์แล้ว มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตหลายอย่าง และมีสิ่งหนึ่งที่เป็นความตั้งใจจะปฏิบัติคือ อยากบวช ยังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนใจค่ะ และตั้งใจว่าจะทำ คำถามก็คือ
  
หนูมีครอบครัวมีลูก 2 คน คนเล็กพึ่ง 7 เดือนกว่า มีกิจการยังคงต้องรับผิดชอบอยู่ ทั้งคนงาน ลูก และสามี หากไม่มีหนูสักคนคงลำบาก และสามีเสียใจมากและทำใจไม่ได้ เมื่อหนูบอกความตั้งใจ ในใจคิดจะทิ้งไปหมดทุกอย่างไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว ต้องการคือความสงบไม่มีพันธะผูกพันกับอะไรทั้งนั้น
ถ้าหนูทิ้งไปหมดทุกอย่าง หนูบาปไหมคะ หนูควรปฏิบัติอย่างไรคะ
 
ขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
หากยังมิได้รับอนญาตจากหัวหน้าครอบครัวแล้วหนีไปบวช ถือว่าผิดครับ

เรื่องในทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล เมื่อปิปผลิมาณพถูกพ่อแม่จับให้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสอนเห็นชอบร่วมกันและมีเอกฉันท์ว่า จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน เมื่อพ่อแม่ของทั้งสองตายแล้ว ปิปผลิมาณพจึงได้ไปบวชเป็นพระมหากัสสปะ และเจ้าสาว (ภัททกาปิลานี) ได้ไปบวชเป็นภิกษุณีปฏิบัติธรรม จนได้เป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ในกรณีนี้ ต่างคนต่างเห็นชอบร่วมกัน มีฉันทนุมัติร่วมกัน และเป็นอิสระซึ่งกันและกัน จึงไม่ถือว่าผิดธรรมในพุทธศาสนา
 

2604.
กราบเรียน อ.ดร.สนอง วรอุไร ที่เคารพอย่างสูง ครับ

กระผมขอเรียนสอบถามดังนี้ครับ

1. ศาสตร์ฮวงจุ้ยเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้หรือไม่ครับ และถ้าเชื่อถือได้ต้องยึดหลักศาสตร์ใดครับ เพราะเนื่องจากมีหลายสำนัก หลายบุคคลครับ

2. ต้องอธิษฐาน หรือสร้างเหตุอย่างไรครับ จึงจะได้เป็นผู้ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ

3. หากเราปรารถนาที่จะเป็นอย่างเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อสนับสนุนพระพุทธศาสนา แต่เป็นในยุคนี้ หรือในยุคที่มีพระพุทะศาสนา ต้องอธิษฐานหรือสร้างเหตุไว้อย่างไรครับ

กราบขอบพระคุณ อ.สนอง อย่างสูงครับ
ธนภัทร และครอบครัว

คำตอบ
(๑) พุทธศาสนาสอนพุทธบริษัท ให้ศรัทธาและเคารพความจริง (เหตุผล) เป็นหลัก หากเป็นชาวพุทธที่แท้จริงแล้ว ต้องไม่เอาศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

(๒) อธิษฐาน หมายถึง ตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม เช่น ต้องรู้และมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น ศีล ๕ ได้แก่
๑. เว้นจากทำลายชีวิต
๒. เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. เว้นจากการประพฤติผิดกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากการเสพสิ่งมึนเมา

ต้องรู้และมีธรรม ๕ (เบญจธรรม) คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น เบญจธรรมได้แก่
๑. มีเมตตากรุณา
๒. มีสัมมาอาชีวะ
๓. มีกามสังวร
๔. มีสัจจะ
๕. มีสติสัมปชัญญะ

บางคนเรียกว่า มีศีลธรรมประจำใจ

นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสสอนชาววัชชี ให้ประพฤติแต่ความเจริญของชีวิต แล้วจะไม่มีผู้ใดทำลายได้ ธรรมะที่ทรงสอนนั้นเรียกว่า อปริหานิยธรรม ซึ่งมีอยู่ ๗ อย่างดังนี้

๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. พร้อมเพรียงมาประชุมและพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระองค์ได้บัญญัติไว้แล้ว และไม่เพิกถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว
๔. เคารพนับถือผู้เป็นใหญ่ ผู้เป็นประธาน
๕. ไม่ลุแก่อำนาจของตัณหา (กามตัณหา ,ภวตัณหา ,วิภวตัณหา)
๖. มีความเคารพและประพฤติตนให้ถูกตรงตามธรรมของชาววัชชี
๗. ต้องมีความเห็นถูกว่า ผู้มีศีลที่ยังไม่มาสู่แคว้นขอให้มา และผู้ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

หากประพฤติได้ถูกตรงเช่นนี้แล้ว ชาววัชชีจะมีแต่ความเจริญถ่ายเดียว

(๓) หากปรารถนาจะเป็นเช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี

- ต้องสงเคราะห์คนยากไร้อนาถา อย่างสม่ำเสมอ
- ต้องอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์อยู่เสมอ
- ต้องเป็นคนศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ด้วยการสร้างวัด (เชตวัน) ให้พระสงฆ์ได้อยู่อาศัย
- ต้องพัฒนาจิตจนเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน)
   ฯลฯ

เหล่านี้เป็นคุณธรรมที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

เมื่อใดที่ผู้ถามปัญหาทำเหตุได้ถูกตรง และมีผลเป็นปัจจัยลงตัวแล้ว การเป็นดังเช่นอนาถบิณฑิกฯ ย่อมสมปรารถนาได้ .... สาธุ
  

2603.
เรียนถาม ท่านอาจารย์สนอง ที่เคารพ

คือว่าผมมีอาการอย่างหนึ่งซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอาการทางจิตหรือไม่ ที่จะเรียนถามท่านอาจารย์ คือผมมีความคิดไม่ดี (คำด่า) ต่อพระรัตนตรัย ซึ่งมันผุดขึ้นมาในหัวเองครับมันมากมายมาก ซึ่งมันอาจเป็นเพราะผมไปบังคับจิตตนเองว่าถ้าอยู่ต่อหน้าพระหรือเข้าวัด หรือในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรก็แล้วแต่ ห้ามมีความคิดที่ไม่ดีผมก็ทำอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นอายุประมาณยี่สิบปีเกิดอยากนั่งสมาธิ ิและก็เหมือนเดิมครับผมบังคับจิตแต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่จิตกลับคิดค้านทุกเรื่องที่ผมตั้งใจ ทีนี้มีทั้งคำด่าและอื่นๆในหัวเต็มไปหมดเลย ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ทันผมต้องหยุดนั่งสมาธิ

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็คิดฟุ้งซ่านและจมอยู่ในกองทุกข์อย่างเดียวเพราะผมคิดว่านรก รอเราอยู่เบื้องหน้าแน่ๆ ติดอยู่ในใจแบบนี้ทุกวันกังวลว่ามันจะเกิดขึ้นอีก และมันก็เป็นจริงจิตหวนคิดไปคิดมาทุกวันหลังจากที่มันไปแล้ว กลับทิ้งความไม่สบายใจให้ผมทุกวัน เป็นอยู่ประมาณปีเศษก็หายไป เพราะผมเริ่มทำงานผมกังวลกับงานมากกว่า (แต่ไม่หายขาด)

ในตอนนี้เวลาผ่านมาเป็นสิบปีผมเริ่มมีอารมณ์ที่เบื่อหน่าย เริ่มพิจารณาว่าสิ่งรอบตัวเรา หรือแม้แต่เรามันไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง เราน่าจะเดินมาผิดทางแล้ว อายุมากแล้วเสบียงบุญไม่มีเลยให้รีบทำเข้าเวลาเหลือน้อยแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยคิดสวดมนต์ ไหว้พระ เข้าวัดทำบุญทำทานบ่อยขึ้นเท่าที่จะทำได้ อาจารย์ครับ ตอนนี้อารมณ์เก่าที่เคยเป็นก็กำเริบขึ้นมาอีกเป็นหนักมากกว่าเดิม ถึงขนาดนอนไม่หลับรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเพราะมันผุดขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เครียดและกังวลมาก โรคประจำตัวที่เป็นอยู่ก็กำเริบหนักขึ้น ด้วย พอจะทำสมาธิจะมีตัวนี้ผุดขึ้นมาตลอด จนไม่สามารถทำสมาธิได้

บางครั้งผมทำสมาธิ พอตัวนี้เกิดขึ้น ผมใช้คำว่า คิดหนอ คิดหนอ คิดหนอ มันก็ไม่หายครับ มันกังวลใจมากว่าผลที่ได้รับในการปรามาสพระรัตนตรัยที่เกิดขึ้นนี้มันแรงมาก มันร้อนรุ่มอย่างไรบอกไม่ถูกก็เลยทำสมาธิไม่ได้

ผมพยายามฝึกระงับอาการโดยมีสติจดจ่ออยู่กับงานและกิจกรรมในปัจจุบันมันก็หายไปเป็นพักๆ แต่อย่างที่กล่าวมาล่ะครับ ความกังวลว่ามันเป็นบาปกรรมหนักมันทำให้ผมคิดแก้ไขด้วยการคิดให้ถูกต้องมันก็คิดค้านอีก และห้ามคิดไม่ได้ด้วยครับมันเป็นอาการคิดย้ำคิดย้ำทำไปอย่างนี้เรื่อยๆ ผมพยายามคิดว่ามันไม่เที่ยงเกิดดับตลอดเวลาเสียเวลากับการทำความดีอย่างอื่น เราหมกมุ่นมากไปมันก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็กลับไปกังวลเหมือนเดิมผมปลงอารมณ์นี้ไม่ตกจนผมเครียดมากและทุกข์มากในเวลานี้

ดังนั้นผมจึงขอเรียนถามท่านอาจารย์ดังนี้ครับ
1. ผลของการกระทำอย่างนี้เป็นการปรามาสพระรัตนตรัยไหมครับ มันเป็นกรรมหนักไหมครับ

2. ถ้าเป็นการปรามาส ผมตั้งนะโม แล้วกล่าวคำขอขมาพระต่อหน้าพระพุทธรูป กรรมนี้จะหายไหมครับ

3. ที่ผมมีความคิดไม่ดีแบบนี้ มันเป็นกรรมเก่า หรือเปล่าครับ และกรรมอะไรครับ

4. ผมควรจะฝึกปฏิบัติ (จิต) อย่างไรจึงจะหายขาด และสามารถทำสมาธิได้ หรือต้องคิดไปในทิศทางใดครับ

5. ถามเรื่องประสบการณ์ของผมหน่อยนะครับคือมีอยู่ครั้งหนึ่งผมนั่งสมาธิประมาณตีสองครับ
วันนั้นผมนั่งได้ดีเพราะว่าจิตสงบเงียบมาก นั่งสักพักผมรู้สึกว่าเหมือนเราขึ้นลิฟท์แล้วพวกที่ผมกังวลก็มากันเต็มเลย แต่กลับไม่คิดตามมันมันก็ดับไป ผมรู้สึกว่าความสงบตรงนั้นมันสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
จนติดนิ่งที่ใดที่หนึ่งที่เงียบและเย็น(วัดจากความรู้สึก) แต่สิ่งที่ผมได้แน่นอนก็คือเป็นสุขมาก แต่ก็แป๊ปเดียวเท่านั้นเองผมก็มีอาการเหมือนลิฟท์ตกครับ อาการอย่างนี้แสดงว่าจิตเราเป็นสมาธิใช่อัปนาสมาธิไหมครับ

ผมรบกวนเรียนถามท่านอาจารย์เพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณครับ
ธีร์

คำตอบ
บุคคลผู้ใฝ่ดีต้องมีปัญญาเห็นถูกว่า ชีวิตของมนุษย์ดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม อดีตทำอกุศลกรรมได้ เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว กรรมไม่ดีให้ผลเป็นอกุศลวิบาก ที่ผู้ประพฤติเหตุไม่ดีต้องรับอกุศลวิบากและต้องชดใช้จนกว่าหนี้เวรกรรมจะหมดไป

วิธีทำให้อกุศลวิบากหมดไปเร็ว ต้องทำบุญใหญ่อยู่ทุกขณะตื่น บุญใหญ่ที่ว่านั้น คือการเจริญจิตภาวนา (ปฏิบัติธรรม) เมื่อแล้วเสร็จในรอบวัน ต้องอุทิศผลของบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง ทำดังนี้เรื่อยไปจนกว่าหนี้เวรกรรมจะหมดไป ผู้มีศีล มีสัจจะ มีความเพียร และมีบุญใหญ่คุมใจเท่านั้น จึงจะหยุดคิดในทางที่เป็นอกุศลได้

ปัจจุบัน พลโลกมีประมาณเจ็ดพันล้านคน ทุกคนมีสมบัติติดตัวคือ เกิด-แก่-ตายมาแต่อดีตชาติ ผู้ไม่ประมาทต้องเตรียมตัวก่อนตาย ด้วยการประพฤติบุญกิริยาวัตถุอยู่เสมอ เมื่อเข้าถึงตัวบุญ (จิตภาวนา) ได้แล้ว เขาจึงจะเลือกเกิดหรือเลือกปิดอบายภูมิได้

ในโลกนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ พระพุทธเจ้าเป็นได้เพียงผู้ชี้ทาง สัตว์บุคคลจึงต้องเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเองครับ

(๑) ใช่แล้วครับ เป็นกรรมหนัก ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิบัติธรรมให้ถูกตรง

(๒) ถ้ามีศีล มีสัจจะ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น การขอขมากรรมนั้นสามารถทำให้วิบากของกรรมหมดไปได้ แต่จะผลนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอกุศลกรรมที่ทำไว้เป็นเหตุ

(๓) เป็นผลของการคิดและการพูดที่ไม่ดี (อกุศลกรรม) ที่ผู้ถามปัญหาได้ทำไว้แต่อดีต

(๔) หากผู้ถามปัญหาประสงค์จะเลือกทางเดินของชีวิตที่ดีให้กับตัวเอง ต้องมีศีลและมีสัจจะคุมใจอยู่ทุกขณะตื่น หลังจากทำได้แล้วต้องนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรม (สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา) โดยมีขันติและมีความเพียรเป็นแรงสนับสนุน ปัญหาดังกล่าวจึงจะหมดไปได้ครับ

(๕) อาการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งดีที่ได้จากการปฏิบัติธรรมแบบสมถภาวนา ควรดำเนินการต่อด้วยวิปัสสนาภาวนา (สติปัฏฐาน ๔) โดยจิตต้องไม่อยากให้เกิดอาการเหมือนเดิม เพราะความอยากให้เหมือนเดิมนั้นคือ ตัณหา ที่เป็นตัวขัดขวางการพัฒนาจิต ไปสู่ความเป็นอิสระในวันข้างหน้า

2602.
กราบเรียน ท่านอาจารย์สนอง ค่ะ
 
หนูขอเรียนปรึกษาดังนี้นะคะ
 
1. ญาติๆ ของหนูต่างต้องการให้หนูมีบุตรมากๆ   จนหนูเบื่อมากเลยค่ะ
เพราะใจจริงแล้วไม่อยากมีบุตร ไม่อยากต้องรับผิดชอบและดูแล แต่ก็เป็นห่วงตัวเองว่า หากแก่เฒ่าแล้ว
ใครจะดูแลหนูและสามี ท่านอาจารย์พอจะชี้แนะหนูได้อย่างไรบ้างไหมคะ
 
2. ครั้งหนึ่่งหนูได้ฝันไปว่า มีผู้ชายแต่งชุดขาวมาขอเกิดเป็นลูก แต่หนูปฏิเสธไป  
จึงอยากทราบว่าการไม่ให้คนมาเกิดจะมีผลอะไรไหมคะ
 
3. หนูอยากขายบ้านให้ได้ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์พอจะชี้แนะหนูได้อย่างไรไหมคะ
 
สุดท้ายนี้หนูกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากนะคะ ที่ได้เมตตาชี้ทางสว่างให้ค่ะ
 
บุศรา

คำตอบ
(๑) ผู้ไม่ประสงค์จะมีบุตร สามารถทำเหตุให้ตรงได้โดย
   ก. พัฒนาตัวเองให้มีศีล ๘ คุมใจ
   ข. บวชเป็นชี
   ค. พัฒนาใจให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) แล้วใช้ปัญญานั้นกำจัดสังโยชน์ ๕ ให้หมดไป

หวังพึ่งคนอื่นเมื่อยามแก่เฒ่าสามารถพึ่งได้ แต่การพึ่งตนเองนั้นดีที่สุด พึ่งตนเองด้วยการพัฒนาจิตแล้วปิดอบายภูมิให้ได้

(๒) มีผลครับ เขาไม่สามารถมาเกิดเป็นลูกได้

(๓) การตั้งจิตปรารถนาขายบ้าน สามารถทำได้ แต่เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้น ด้วยการขออนุญาตจากเจ้าของบ้านเดิม เจ้าของที่เดิม โดยให้เหตุผลที่จำเป็นจะต้องขายบ้าน
   

2601.

กราบเรียน อ.ดร.สนอง   สรอุไร ที่เคารพอย่างสูง ครับ

กระผมมีข้อสงสัยที่ไม่สามารถหาคำตอบได้จากที่ใด จึงขออนุญาตเรียนสอบถามจากท่าน อ.ดร.สนอง วรอุไร ด้วยครับ

1. การที่สามี-ภรรยา และคนในครอบครัวได้ทำบุญด้วยกัน เช่น การถวายสังฆทาน อาจจะไม่ได้ถือด้วยกัน พร้อมกัน แต่ใจมุ่งที่จะทำเหมือนกัน จะได้บุญเหมือนกันหรือไม่ครับ

2. การเลี้ยงลูกให้โตมามีทั้ง คุณธรรม จริยธรรม และสติปัญญา ต้องอาศัยคุณธรรมข้อใดบ้างครับ และผู้เป็นบิดามารดาต้องมีคุณธรรมในเรื่องใดบ้างครับ

3. หากชีวิตของเรายังต้องพบเจอปัญหา ไม่ว่าจะเรื่อง การเงิน หรือประสบอุบัติเหตุ นอกจากต้องมีศีล 5 , กุศลกรรมบถ 10 , ให้ทาน เป็นต้น เราจะต้องปฏิบัติในเรื่องใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ครับ

4. หากเรามีความประสงค์จะสร้างสำนักปฏิบัติธรรม เพื่อสนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนา และตอบแทนพระคุณของพระพุทธเจ้า และครูอาจารย์ เราต้องอธิษฐาน อย่างไรครับจึงจะสำเร็จ

5. หากเราให้เงินพ่อ-แม่อย่างเดียวโดยไม่ได้ทำบุญอย่างอื่นเลย เราจะได้พบกับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตหรือไม่ครับ อาจารย์ หากไม่มีปัจจัยมากพอที่จะถวายให้กับพระ ครับ

6. ก่อนที่เราจะนั่งภาวนา กระผมขอคำแนะนำบทสวดมนต์เฉพาะที่จำเป็นด้วยครับผม

7. หากเรามีอาชีพที่ไม่ดี (ไม่ผิดกฎหมาย) เราต้องทำอย่างไรถึงจะหนีจากอาชีพนี้ได้ และได้ทำงานที่ดี หรือทำงานที่ได้สะสมแต่กุศลครับ

8. ขอรบกวน อ.สนองเป็นข้อสุดท้ายครับ หากเราเป็นผู้นำบอกบุญให้ผู้อื่นร่วมบุญกับเรา อานิสงค์จากการทำเช่นนี้จะเป็นอย่างไรครับ

กราบขอบพระคุณ อ.สนอง อย่างสูงครับ อ.สนองผู้เป็นผู้ทำให้ครอบครัวของกระผมตาสว่าง และมีปัญญา หากสิ่งใดผมและครอบครัวได้เคยล่วงเกิน อ.สนอง ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งที่ระลึกได้ และระลึกไม่ได้ กระผมและครอบครัวกราบขอขมา ขอให้ อ.สนองได้โปรดอโหสิกรรมให้กระผมและครอบครัวด้วยครับ หากชาตินี้มีบุญสัมพันธ์ จะเดินทางไปกราบท่าน อ.สนอง สักครั้งครับผม กราบขอบพระคุณครับ

ธนภัทร และครอบครัว

คำตอบ
(๑) ได้บุญเหมือนกัน แต่ความมากน้อยของบุญไม่เท่ากัน ทั้งนี้อยู่กับความตั้งใจในการถวายสังฆทาน จิตที่มีความมุ่งมั่นมากได้บุญมาก จิตที่มีความมุ่งมั่นน้อยกว่า ได้บุญน้อยกว่า

(๒) ต้องอาศัยความเพียรในการทำความดี ทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย ทำแล้วไม่ผิดศีล ทำแล้วไม่ผิดธรรม จะได้ผลแห่งความดีนั้นมาก

ด้วยเหตุนี้ผู้เป็นบิดามารถา ควรกระทำอย่างยิ่ง และอย่างน้อยต้องมีเบญจศีล (เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นประพฤติผิดกาม เว้นพูดเท็จ และเว้นเสพของมึนเมา) ต้องมีเบญจธรรม (มีเมตตากรุณา มีสัมมาอาชีวะ มีกามสังวร มีสัจจะ มีสติสัมปชัญญะ) คุมครองใจอยู่ทุกขณะตื่น นอกจากนี้ยังต้องมีจริยธรรมของการเป็นพ่อแม่ที่ดี (ห้ามปรามป้องกันลูกไม่ให้ทำชั่ว ดูแลอบรมลูกให้เป็นคนดี ให้การศึกษาแก่ลูก จัดคู่ครองให้ และมอบทรัพย์มรดกเมื่อถึงโอกาส ฯลฯ)

(๓) เมื่อมีศีล ๕ คุมใจและมีกุศลกรรมบถ ๑๐ คุมใจแล้ว ยังเกิดปัญหา ต้องยอมรับความจริงเรื่องกฎแห่งกรรม ทำไม่ดี (อกุศลกรรม) แต่อดีตเมื่อเหตุปัจจัยลงตัว ผู้ที่เคยกระทำอกุศลกรรมไว้ ต้องรับ(เสวย) อกุศลวิบาก เมื่อถึงคราวที่กรรมให้ผล ต้องชดใช้หนี้กรรมเก่าไปจนกว่าจะหมด และต้องไม่สร้างหนี้กรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอีก

(๔) อธิษฐานเป็นบารมีตัวหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม แต่การอธิษฐานจะสำเร็จตามที่จิตตั้งปรารถนาไว้ ต้องทำเหตุให้ตรง ทั้งนี้ผู้อธิษฐานควรสั่งสมบุญและพัฒนาจิตให้มีสติ มีปัญญา เห็นถูกตามธรรม เหตุปัจจัยลงตัวเมื่อใด ความสมปรารถนาในอธิษฐานจึงจะเกิดขึ้นได้

(๕) การให้เงินหรือทรัพย์ที่บริสุทธิ์กับพ่อแม่ เป็นความกตัญญูกตเวที เมื่อกรรมให้ผล ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตย่อมเกิดขึ้น แต่ไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ (เข้านิพพาน) ได้ครับ

(๖) ก่อนนั่งภาวนา ควรเตรียมใจให้พร้อมด้วยการสวดมนต์บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย (อิติปิโส .... ฯ , สวากขาโต .... ฯ และสุปฏิปันโน .... ฯ ครับ)

(๗) อาชีพไม่ดี คือ อาชีพที่ทำแล้วผิดกฎหมาย หรือผิดศีล หรือผิดธรรม ถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่ดี (อกุศลกรรม) เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว อกุศลวิบากย่อมเกิดขึ้นให้ผู้ที่ทำกรรมไม่ดีต้องรับหรือเสวย วิธีแก้ไขคือ ต้องทำเหตุดีให้ถูกตรง ด้วยการพัฒนาจิตให้มีสติกล้าแข็ง และพัฒนาจิตให้มีปัญญาเห็นถูกตามธรรม (สัมมาทิฏฐิ) ได้เมื่อใดแล้ว ตนเองจึงจะหนึจากอาชีพไม่ดีนั้นได้

ความรู้ใดที่นำมาใช้ประกอบอาชีพแล้ว เป็นเหตุให้ขวางทางพระนิพพาน เรียกความรู้เช่นนั้นว่า เดรัจฉานวิชา ส่วนการพูดจาใดๆเป็นเหตุให้ขวางทางพระนิพพาน เรียกการพูดเช่นนั้นว่า ติรัจฉานกถา ดังนั้นผู้ปรารถนานำพาชีวิต ให้พ้นไปจากวัฏสงสาร จึงไม่มีทั้งเดรัจฉานวิชา ติรัจฉานกาถา และยังมีศีลบริสุทธิ์คุมใจอีกด้วย .... ยาก แต่มีคนทำได้ครับ

(๘) อานิสงส์ได้เพื่อที่มีจิตเป็นกุศลมาก .... ครับ
  

2600.
สวัสดีค่ะอาจารย์สนอง

ดิฉันขอขอบคุณที่อาจารย์ช่วยตอบคำถามคลายข้อสงสัยให้กับดิฉันมาก่อนหน้านี้ (ข้อ 2597) อาจารย์คะ
ดิฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์แนะนำค่ะ และดิฉันจัดสรรเวลาก่อนนอนสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิเพื่อความไม่ประมาทในชีวิต
ดิฉันชวนลูกชายวัย 7 ขวบสวดมนต์และนั่งสมาธิด้วย
โดยให้เขานับลมหายใจเข้า-ออก นับ 1 หายใจเข้า-ออกนับ 2 ... และให้เขานับจนถึง 50 แล้วก็หยุด ดิฉันอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ 2 เรื่องด้วยกันค่ะ


1. การที่ดิฉันให้ลูกนั่งสมาธิด้วยวิธีการนี้ถูกต้องหรือเปล่าคะ **
   ขอคำแนะนำจากอาจารย์เรื่องการนั่งสมาธิสำหรับการเร่ิมฝึกหน่อยนะคะ

2. การนั่งสมาธินั้น ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยแนะนำ สามารถทำได้หรือเปล่าคะ

ดิฉันขออภัยด้วยค่ะที่รบกวนเวลาของอาจารย์ และขอให้อาจารย์มีความสุขทั้งกายและใจนะคะ

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

พิมพ์พร สุเชาว์อินทร์

คำตอบ
(๑) การนับลมหายใจดังที่บอกเล่าไป ถือว่าทำได้ถูกต้อง หากจิตมิได้ระลึกอยู่กับลมหายใจที่เป็นปัจจุบันขณะ ถือว่าไม่ถูกต้อง

(๒) เมื่อไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ แต่จิตสามารถระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะที่ใช้เป็นองค์ภาวนา ถือว่าถูกต้อง ทำได้ครับ
  

2599.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ สนองค่ะ

หนูได้ฟังธรรมบรรยาย ของท่านอาจาย์บ่อยๆ และติดตามผลงานของท่านอาจารย์มาตลอดค่ะ

ตอนนี้ หนูมีคำถาม ที่อยากจะขอรบกวนให้ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะค่ะ

1. หนูทำงานที่บริษัท แห่งหนึ่ง หัวหน้าเราเป็นคนไม่พูดความจริง เช่น ลูกน้อง ไม่ชอบสีชมพู เขาก้อจะบอกคนอื่นว่า ลูกน้องคนนี้ ชอบสีชมพู และอีกอย่างคือไหลไปตามคนส่วนใหญ่ไม่ช่วยอะไรเรา เหมือนๆจะเข้าใจ แต่ไม่ลงมาช่วยเหลืออะไร ทำให้เราลำบากมากในการจะพูดจาอะไรเราต้องเป็นคนพูดโกหก เพื่อความอยู่รอดของเรา มันจะทำให้เราศีล5 พร่องด้วยไหมค่ะเพราะที่ทำงานแห่งนี้ พูดจาโกหกเพื่อความอยู่รอดของเขา เราควรจะปฏิบัติอย่างไรกับหัวหน้างานแบบนี้และ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับเพื่อนร่วมงานแบบนี้


2. เราจะมีวิธี แก้ความฟุ้งซ่าน ได้อย่างไรค่ะ เป็นคนฟุ้งซ่านมากค่ะ หนูคิดว่าการที่เราฟุ้งซ่านมาก
จะทำให้เราสร้างเรื่องประติดประต่อไปมาก สร้างภพสร้างชาตินะค่ะ

รู้สึกเกรงใจท่านอาจารย์ แต่บางปัญหา ก็ ทำเอาเราสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขให้เข้ากับธรรมที่เรายึดถือค่ะ


ท้ายนี้ ขอให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญ แก่ชาวพุทธ ไปเรื่อยๆนะค่ะ และต้องขออโหสิกรรมด้วยนะค่ะ หากล่วงเกินท่านอาจารย์ไม่ว่า ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลังค่ะ

ขอขอบพระคุณค่ะ ท่านอาจารย์

คำตอบ
(๑) ผู้ตอบปัญหาในขณะบรรยายธรรม ได้พูดอยู่เสมอว่า “จงดูคนอื่นเป็นครูสอนใจ หากเขามีพฤติกรรม (คิด พูด ทำ) ไม่ดี มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ผิดศีล ผิดธรรม จงอย่าประพฤติเช่นเขา แล้วเราก็จะไม่เลวเหมือนเขา ตรงกันข้าม หากเขามีพฤติกรรมดี จงทำเช่นเขา แล้วเราก็จะดีเหมือนเขา”

ผู้ร่วมงานนิยมพูดโกหก เราต้องไม่คลุกคลีและไม่พูดโกหกเหมือนเขา ตายแล้วจิตวิญญาณของเรา จะไม่ลงไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในอบายภูมิเหมือนเขา

(๒) ผู้ถามปัญหาประสงค์กำจัดความฟุ้งซ่านของจิต สามารถทำได้สองแนวทางคือ พัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) จนเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌาน แล้วความฟุ้งซ่านจะหายไปชั่วคราวขณะจิตทรงอยู่ในฌาน และวิธีที่สองดีที่สุด คือพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ญาณ ๑๖) จึงจะเรียกผู้นั้นว่า จิตมีสติสัมปชัญญะ แล้วจะกำจัดความฟุ้งซ่าน ให้หมดไปจากจิตได้อย่างถาวร

สุดท้าย ผู้ตอบปัญหา อโหสิกรรมให้ครับ
  

2598.
กราบอาจารย์สนองที่เคารพค่ะ

    หนูปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งจิตเกิดรู้ว่า จิตรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(อ๋อ ! แบบนี้เหรอที่ครูบาอาจารย์บอกว่าการรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง 6 เป็นแบบนี้นี่เอง)
มีสติสัมปชัญญะรู้ทั่วพร้อม รู้ว่ากายยืนอยู่ จิตรู้จิตแจ่มชัด การกำหนดอารมณ์ เห็นหนอ เสียงหนอ คิดหนอ รู้หนอ ดับทันที
ง่ายๆ มีสติรู้ทั่วพร้อมทั้งกายใจ อยู่กับสภาวะแบบนี้หลายวัน เป็นเวลาที่สงบมากค่ะ
เหมือนอยู่กรอบแก้วที่กั้นออกจากสิ่งภายนอก มีแต่จิตที่รู้ที่เห็น การเกิดดับเท่านั้น แต่สภาวธรรมเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นค่ะ

1.  สภาวธรรมแบบนี้เขาเรียกว่าปัญญา ใช่หรือเปล่าคะ

2.  อีกนานมั๊ยที่หนูจะเข้าถึงธรรมปิดอบายภูมิได้ (บรรลุโสดาบัน)

3.  จิตเกิดรู้ขึ้นมาว่า ถ้าตายตอนนี้จะไปเกิดที่สวรรค์ชั้นจุฬามณี จะเป็นจริงมั๊ยคะ

กราบขอบคุณอาจารย์ด้วยความเคารพค่ะ

คำตอบ
ผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตจนเกิดปัญญาเห็นแจ้งระดับต้นได้แล้ว แต่ยังไม่ครบทั้งหมด (ญาณ ๑๖) ปัญญาตัวนี้เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก จงเดินหน้าต่อไปแล้วจะดีเอง

คำว่า "สติ" เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของจิต ที่มีความหมายว่า ระลึกได้ นึกได้ ไม่ลืม

คำว่า "สัมปชัญญะ" เป็นตัวปัญญาเห็นแจ้ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของจิต มีความหมายว่า รู้ คิด นึก แต่รู้เหตุผลที่เป็นจริงแท้ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

(๑) ปัญญาที่เข้าถึงนั้นเป็นปัญญา (วิชชา) จากดวงจิต มิใช่ปัญญาจากสมอง (อวิชชา)

(๒) อีกนานไหมจึงจะปิดอบายภูมิได้ ขออภัย คนโง่ชอบถามคำถามนี้ แต่คนฉลาดเร่งความเพียรพัฒนาจิต (วิปัสสนาภาวนา) จนเข้าถึงญาณ ๑๖ (ปัจจเวกขณญาณ) สามารถรู้ เห็น เข้าใจว่า สังโยชน์ ๓ หมดไปจากจิตหรือยัง

(๓) ต้องขออภัยอีกครั้งที่ปรารถนาสมบัติด้อยค่า (จุฬามณี) พระพุทธโคดมมิได้ตรัสสอนให้พัฒนาจิตเพื่อสวรรคสมบัติและพรหมสมบัติ แต่ทรงสอนพุทธบริษัทผู้ศรัทธา ให้พัฒนาจิตตนเองจนเข้าถึงนิพพานสมบัติ แล้วชีวิตจึงจะปลอดจากภัยทั้งปวง
  

2597.
สวัสดีค่ะอาจารย์

ดิฉันขอคำแนะนำจากอาจารย์เพื่อคลายข้อสงสัยหน่อยนะคะ

ดิฉันเป็นแม่บ้านค่ะ ต้องดูแลลูกไปด้วยทำงานหารายได้ด้วย ดิฉันรับแปลภาษาค่ะ
ส่วนสามีดิฉันทำงานบริษัท ดิฉันจึงหาเวลาที่จะนั่งสวดมนต์หน้าพระไม่ค่อยได้ เพราะเวลาทำงานไม่ค่อยแน่นอน
เมื่อได้รับงานเวลาใดก็ทำตอนนั้นค่ะ ส่วนใหญ่ดิฉันตื่นนอนมาก็จะนึกสวดมนต์ในใจในขณะที่ทำงานบ้านไปด้วยค่ะ
คือเริ่มสวดตั้งแต่อะระหังจนกระทั่งแผ่เมตตาเลยค่ะ ไม่ทราบว่าใช้วิธีแบบนี้ถือเป็นการสวดมนต์เหมือนที่เรานั่งสวดต่อหน้าพระพุทธรูปหรือเปล่าคะ

การสวดมนต์กับการภาวนาต่างกันอย่างไรและให้ผลต่างกันอย่างไรคะ

ขอรบกวนเวลาของอาจารย์เพียงแค่นี้ค่ะ ขอให้อาจารย์มีความสุขกาย สบายใจตลอดไปค่ะ

ขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

พิมพ์พร สุเชาว์อินทร์

คำตอบ
งานที่มนุษย์ผู้ไม่ประมาท ต้องทำมีอยู่ ๒ งาน คืองานภายนอก (แปลหนังสือ) ที่ทำให้กับสังคม แต่เมื่อตายแล้วต้องไปเกิดอีก จึงต้องทำงานภายในให้กับตัวเอง มนุษย์ที่มุ่งทำงานภายนอก และไม่ได้ทำงานภายในก็นับว่าเป็น คนประมาท ทุกคนได้เวลามา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากัน แต่ผู้ประมาทเห็นว่า งานภายในไม่สำคัญ จึงไม่ทำหรือทำแบบเสียมิได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ไม่ประมาท นิยมแบ่งเวลาให้กับงานทั้งสองอย่างเหมาะสม ว่าจะทำงานให้สังคมกี่ชั่วโมง และทำงานให้กับตัวเองกี่ชั่วโมง

ขณะนี้มีประชากรโลกประมาณ ๗ พันล้านคน ทุกชีวิตต้องเกิด-แก่-ตาย ตามกฎธรรมชาติ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ตายแล้วต้องไปคนเดียว จะไปชวนคนอื่น เขารังเกียจไม่ตายตามเราไปด้วย ฉะนั้น ต้องถามตัวเองว่า ตายแล้วจะไปเกิดใหม่ที่ไหน จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ต้องมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น จะไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า ต้องมีการบำเพ็ญทานและรักษาศีลอยู่เสมอ จะไปเกิดเป็นพรหม ต้องพัฒนาจิต (สมถกรรมฐาน) จนเข้าถึงความตั้งมั่นระดับฌาน จึงจะมีโอกาสไปเกิดเป็นพรหมได้ หรือปรารถนาจะไม่ลงไปเกิดอยู่ในอบายภูมิ ต้องพัฒนาจิต (วิปัสสนากรรมฐาน) จนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วกำจัดอย่างน้อยสังโยชน์ ๓ ให้หมดไปจากใจ จึงจะปิดอบายภูมิได้ ฉะนั้นพึงเลือกทำเหตุให้ถูกตรงตามที่ชอบเถิดครับ
  

2596.
กราบเรียนถามท่านอ.ดร.สนองค่ะ

ดิฉันเป็นโรคเวียนหัว บ้านหมุน ครั้งแรก 20 ปีก่อน จากนั้นก็เป็นมาเรื่อยๆ เว้นห่างกัน 5-6 ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งก็ไปหาหมอ กินยาก็จะหายเป็นปกติ แต่มาครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ที่ดิฉันมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน อาเจียน กำเริบขึ้นมา แต่ไปหาหมอ กินยา แล้ว ไม่หาย มีอาการตลอดมาจนถึงปีนี้ เปลี่ยนหมอมา 4-5 คนแล้วก็ยังไม่หาย ทั้งหมอแผนปัจจุบันและแผนจีน ดิฉันจึงกลุ้มใจมากเพราะเป็นโรคที่ทรมานมาก เวียนหัว มึนหัว ตลอดเลยค่ะ พยายามถวายยา (ยาสมุนไพรแผนโบราณ) เป็นสังฆทาน สวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วอธิษฐานให้หาย ก็ไม่หาย

จึงอยากขอเรียนถามอ. ถึงวิธี การที่ถูกต้องตามธรรม ที่จะช่วยให้หายจากโรคได้เร็ว มีอะไรบ้างคะ แล้วสาเหตุที่ครั้งนี้ ไปหาหมอแล้วไม่หาย เป็นเพราะอะไรคะ

กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
ผู้ปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรมแล้ว จิตย่อมเป็นอิสระจากกาย จึงไม่ต้องพึ่งยารักษาโรคใดๆของร่างกาย นี่เป็นเครื่องบ่งชี้ผลของการพัฒนาจิต จงปฏิบัติธรรมกับครูผู้เห็นถูกตามธรรม โดยมีขันติ มีความเพียร มีสติและมีปัญญาเห็นแจ้ง เป็นเครื่องคุ้มรักษาใจผู้ไม่แพ้ใจ เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาโรคใดๆกับร่างกายอีกต่อไป ....สู้
  

2595.
กราบเรียนอจ.ดร.สนองที่เคารพค่ะ

หนูเพิ่งได้ตระหนักว่าความทุกข์ยากชีวิตหนูที่ผ่านมา เป็นเพราะหนูผิดศีลข้อสามค่ะ ไม่มีแฟนเหมือนใครเค้า ไม่สมหวังในความรัก โดนรังเกียจโน่นนี่ เป็นที่ริษยาของคนอื่น   และเจอแต่คนมีครอบครัวหรือเจ้าของแล้วมาทำกะลิ้มกะเหลี่ยม มาเข้าใกล้ชอบพอ

หลายๆคนพูดว่าอิจฉาหนูเพราะมีเสน่ห์เหลือเฟือ คนนั้นคนนี้มาชอบ และว่ามันเป็นบุญที่หนูทำ ทว่าเค้าไม่ทราบว่านั่นเป็นผลบาปกรรมต่างหาก มิเช่นนั้น หนูคงได้มีแฟน แต่งงาน สมหวังมีชีวิตคู่กับผู้ชายแสนดีคนนึงไปนานแล้ว

แม้กรรมต่างๆที่หนูประสบมา จะทำให้หนูมีใจต้องการรักษาศีลห้าให้ได้บริสุทธิ์ตามที่ท่านอาจารย์ได้ชี้ทางแนะนำสอนสั่ง ด้วยเมล็ดพันธุ์ที่ผิดเล็กๆเม็ดเดียว ผลทุกอย่างที่เกิดตามมา มันผิดหมดเลยค่ะ และตอนนี้หนูก็ต้องมานั่งรอเวลาที่จะตรวจเลือดและภาวนาให้ผลเลือดหนูปกติ ไม่ติดโรคร้ายใดๆจากเพศสัมพันธ์ที่ผิดนี้   หนูเองได้แต่ถามตัวเองว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมหนูจึงปล่อยให้ชีวิตตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้  

หนูจึงเขียนมาเรียนอาจารย์เพื่อปลงอาบัติแก่ตัวเอง และเป็นข้อเตือนใจตัวเองและคนที่อาจได้อ่าน และหนูก็ตั้งใจในเรื่องการรักษาศีลห้าให้ได้มั่นคงในทุกขณะตื่น ตามที่ท่านอจ.แนะนำเรื่อยมา

ขอให้บุญกุศลที่หนูพากเพียรสร้างมา คุ้มครองรักษาท่านอาจารย์ให้มีอายุมั่นขวัญยืน สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ป่วยไม่ไข้ และอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นกัลยาณมิตรและที่พึ่งแก่พวกหนูด้วยค่ะ

หากมีกรรมใดที่หนูประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินท่านอจ.ไป จะด้วยกายวาจาใจก็ดี รู้ไม่รู้ก็ดี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอท่านอจ.ได้โปรดยกโทษอโหสิกรรมให้หนูด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
กิเลสกรรมที่ทำแล้ว ย่อมให้ผลเป็นอกุศลวิบากที่ยิ่งใหญ่เสมอ ด้วยเหตุนี้ การมีศีล ๕ คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น จึงดีกว่าการรักษาใจให้มีศีล 5 คุม เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจิตมีกำลังของสติอ่อน จึงไม่สามารถต้านอำนาจของกิเลสมารได้ และเมื่ออกุศลวิบากเกิดขึ้นแล้ว ผู้ประพฤติอกุศลกรรมต้องชดใช้ ไปจนกว่าจะหมดหนี้เวรกรรม ผู้ฉลาดถึงเอาอกุศลวิบากเป็นบทเรียน ว่าในวันข้างหน้าจะไม่ประพฤติอกุศลกรรมเช่นนั้นอีก

ผู้เขียนได้อุทิศอโหสิกรรมให้กับทุกคนแล้ว โปรดอ่านข่าวสารกัลยาณธรรมฉบับสุดท้ายเองเถิดครับ
  

2594.
ขอกราบเรียนถามท่าน ดร.สนอง   วรอุไร ช่วยไขปมความทุกข์ให้ดิฉันด้วยค่ะ

ดิฉันและสามี   มาซื้อที่ไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เริ่มต้นอยากได้ที่แค่ 1 ไร่ไว้ปลูกบ้านอยู่กันเองตายาย
แต่จบลงที่ได้ที่แปลงใหญ่มาเพราะไม่มีที่เล็กขาย จนต้องมาทำธุรกิจ
คือเมื่อปลูกบ้านเราเสร็จแล้วก็ตั้งใจว่าจะตัดแบ่งที่ส่วนที่เหลือขาย หรือถ้าใครจะให้เราปลูกบ้านแบบที่เราอยู่เราก็จะสร้างให้   

แต่จวบจนปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าเรามีบ้านอยู่ในที่บ้านเดียว พร้อมคนงาน ที่ต้องคอยดูแล  บอกขายทั้งบ้านทั้งที่อะไรทั้งหมด ก็ยังไม่ได้ซักอย่าง มีคนมาดูที่ดูบ้านอยู่เรื่อยๆ แต่เงียบไปทุกรายต่างก็ให้เหตุผลต่างกันไป การเมืองบ้าง เศรษฐกิจบ้าง ใหญ่ไปบ้าง แพงไปบ้าง ฯลฯ ทุนรอนที่มีกันทั้งหมดก็อยู่ที่ที่ดินและบ้านนี้ไม่มีรายได้อื่นกันเลย ไม่มีอะไรจะขายแล้วนอกจากที่นี่ ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆรายเดือนมากเหลือเกิน แต่ไม่มีรายได้อะไรเลยมาตลอด 10 ปีนี้  แต่เราสองคนก็ยังไม่เคยละความพยายาม ยังทำอยู่และจะทำจนกว่าจะสำเร็จ ในการติดต่อลูกค้าหาลู่ทางในการขายทั้งหมดที่มีอยู่ แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่สำเร็จ  

ดิฉันอยากขอคำแนะนำและมุมมองและแง่คิดของท่านในการที่จะไม่ทุกข์กับปัญหาอันหนักอึ้งนี้ด้วยค่ะ ดิฉันก็ทำบุญ ปฏิบัติธรรม ถวายเพลทุกวันพระ   และปฏิบัติธรรมอื่นๆ ไม่ขาด ส่วนตัวก็สวดมนต์ปฏิบัติกรรมฐาน แผ่เมตตาทุกวันไม่เว้นบุญทานอะไรที่ทำได้ดิฉันก็ทำหมดทุกอย่าง   

ดิฉันยังพร่องส่วนใดอยู่ ที่จะช่วยให้ชีวิตผ่านพ้นอุปสรรค์ที่ติดขัด หนักอึ้ง หรือสำเร็จในธุรกิจการงานที่ได้ตั้งใจไว้นี้ได้ค่ะ    

กราบขอบพระคุณท่าน ดร.สนอง ล่วงหน้า ที่เมตตาช่วยตอบคำถามค่ะ

คำตอบ
ด้วยเหตุที่ไม่ทราบรายละอียด ต้องขออภัยไม่สามารถตอบปัญหาของผู้ถามได้

คำว่า "เมตตา" หมายถึง ความรัก ความปรารถนา ให้ผู้อื่นได้ประโยชน์และความสุข ผู้มีเมตตามีอารมณ์สงบและเย็น (ไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด) การแผ่ที่ตนไม่มี (เมตตา) เป็นการกระทำที่สูญเปล่า (โมฆะ)

เคยมีเรื่องเช่นเดียวกันนี้เกิดในอดีต หลังจากพูดคุยกันแล้ว ผู้ทำหน้าที่ขายที่ดิน (นายหน้า) มาบอกกับผู้ตอบปัญหาว่า เขาประสบความสำเร็จในที่ดินแปลงนั้นแล้ว ด้วยการจุดธูปบอกกับเจ้าของที่เดิมว่า หากเขาขายที่ดินได้ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปสร้างสถานปฏิบัติธรรม แล้วอุทิศบุญกุศลให้กับอดีตเจ้าของเดิม ผลปรากฏว่า เขาสามารถขายที่แปลงนั้นได้ภายในเจ็ดวัน นี่เป็นเรื่องจริงที่ไม่ควรเชื่อตามหลักกาลามสูตร
  

2593.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพอย่างสูง

    กระผมได้มีโอกาสฟังธรรมของท่านอาจารย์ เพียงฟังครั้งแรกเท่านั้นผมก็ปฏิญาณกับตนเองเลยว่าผมจะรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต
    หลังจากนั้นผมก็ได้ผมก็ได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมเหยงคณ์ ในแต่ละวันก็จะให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาควบคู่กันไป
    ผมจึงมีคำถามที่จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ดังนี้

    ๑. บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่า สภาวะที่เกิดกับร่างกายและจิตเข้าไปรับรู้ เป็นคนละส่วนกัน กายก็ส่วนกาย จิตก็ส่วนจิต รู้ก็สักแต่ว่ารู้ แบบนี้เรียกว่า แยกกายกับจิตถูกไหมครับ

    ๒. การพิจารณาตามกฏไตรลักษณ์ เพื่อให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง   อนัตตา ต้องพิจารณาโดยการคิด หรือว่าสิ่งเหล่านั้นจะปรากฏให้เห็นตามกฏไตรลักษณ์เอง

กราบขอบพระคุณอาจารย์ครับ

คำตอบ
(๑) ผู้ตอบปัญหาได้ถูกส่งให้ไปพัฒนาสมองมาจากต่างประเทศ จนเข้าถึงความรู้สูงสุดในทางโลก (ปริญญาเอก) เมื่อกลับสู่ประเทศไทย ได้ไปพัฒนาจิตจนเข้าถึงความรู้สูงสุด (ญาณ ๑๖) จึงได้พบเหตุผล (ความจริง) มาจนทุกวันนี้ การพัฒนาสมองสามารถรู้จำ แต่บัดนี้ไม่เป็นความจริง แต่การพัฒนาจิตเป็นความรู้จริงแท้

คำว่า “รู้สักแต่ว่ารู้” หากเกิดจากสมองสามารถวัดได้ด้วยพฤติกรรมที่ยังมีความเห็นแก่ตัว ยังคล้อยตามโลกธรรม ๘ ยังมีความโลภ ยังมีความโกรธ ยังมีความหลง จิตยังเป็นทาสของกิเลสต่างๆเหล่านั้น ตรงกันข้าม คำว่า “รู้สักแต่ว่ารู้” หากเกิดจากดวงจิต จะไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่ติดในโลกธรรม ๘ จิตไม่เป็นทาสของความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมมีพฤติกรรมเป็นอิสระ มีหูเสมือนเป็นคนหูหนวก มีตาเสมือนเป็นคนตาบอด มีปากเสมือนเป็นคนใบ้ แต่มีกำลังมาก สามารถนำพาชีวิตให้พ้นไปจากวัฏสงสารได้

สาธุ จงเอาศีลลงคุมให้ถึงใจ มีขันติ มีความเพียร มีสติ มีปัญญาเห็นถูกตามธรรม .... แล้วบัวก็จะบานออกได้

 

2592.
พอดีที่บ้านไม่ทานเนื้อวัวเลย น่าจะมาจากการนับถือเจ้าแม่กวนอิมหรือเทพที่ห้ามทานค่ะ
หนูก็ไม่ทานเลยแต่บังเอิญเพิ่งซื้อกระเป๋าหนังวัวมาใช้โดยลืมไตร่ตรองให้ดีก่อนค่ะ
อยากทราบว่าจะเป็นบาปเป็นการละเมิดมั้ย แล้วต้องทำยังไงบ้างคะ

คำตอบ
ในครั้งพุทธกาล พาหิยะและทัพพะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด ขณะยังเป็นฆราวาส มีศีล ๕ ข้อคุมใจ อุตราและเสลาบรรลุอริยธรรมสูงสุด หลังจากบวชเป็นสามเณรี มีศีล ๑๐ ข้อคุมใจ ด้วยเหตุนี้ พระผู้ทรงความเป็นสัพพัญญู มิได้ทรงบัญญัติคำว่า มังสวิรัติ ไว้เป็นข้อห้าม เพียงแต่ทรงชี้แนะว่า ต้องไม่ทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วง ด้วยการไม่ได้สั่งให้เขาฆ่าเพื่อเรา ไม่เห็นเขาฆ่าสัตว์เพื่อเรา และไม่สงสัยในขณะบริโภคอาหารนั้น

ฉะนั้น การบริโภคใช้สอยกระเป๋าหนังวัว หากจิตไม่คิดว่าตนเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าวัว ไม่เห็นเขาฆ่าวัว และไม่สงสัยขณะใช้สอยกระเป๋าหนังวัวนั้น ถือว่ามิได้ประพฤติทุศีล
 

2591.
กราบเรียนถาม อจ.สนองที่เคารพ
ผมใคร่ถามว่า 

  การสวดมนต์ภาวนาเพื่่อสงบจิตใจในท่านั่งสมาธิ หรือ ในขณะที่นั่งสำรวมจิตบนเก้าอี้ โดยที่ไม่ได้ยกพนมมือ สามารถทำได้มั้ยครับ จะเป็นการควร/ไม่ควร ประการใด

กราบเรียนด้วยความเคารพครับ

โกเมศ

คำตอบ
อิริยาบถใด ที่ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย อิริยาบถนั้นควรทำอย่างยิ่ง ไม่ถือว่าผิดธรรม