1

 

 

 

 

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่หน้าสนทนาภาษาธรรม ให้ทุกท่านได้มีโอกาสสนทนาภาษาธรรมกับ ท่านอาจารย์ดร. สนอง วรอุไร ที่เมตตาสละเวลาตอบปัญหาหรือข้อสงสัย ให้ทุกท่านที่มีทุกข์หรือมีความใฝ่ใจใคร่รู้ในทาง ธรรม ทุกท่านสามารถส่งคำถามหรือข้อสงสัยของท่านได้ที่ question@kanlayanatam.com ท่านอาจารย์จะตอบคำถามทุกคำถาม ของท่านด้วยตัวเอง และแนะนำแนวทางที่ถูกต้องตามธรรมให้ทุกท่าน ด้วยความเมตตา    ขอกราบ ขอบพระคุณอย่างสูง

** ขอความกรุณา
1. อ่านคำถาม คำตอบเก่าก่อน เพราะบางทีข้อสงสัยในใจของท่านอาจไปตรงกับผู้ที่ได้ตั้งคำถามมาแล้ว และอาจารย์ก็ได้ตอบไปแล้วเช่นกันทั้งนี้เพื่อไม่ให้ท่านต้องเสียเวลาในการตอบคำถามเก่า
2.เนื่องจากท่านอาจารย์มีภาระกิจต้องเดินทางไปบรรยายธรรมตลอดเวลา และการตอบคำถามท่านต้องใช้สายตามากขอความกรุณาตั้งคำถามได้ไม่เกินท่านละ 3 คำถาม

คำถาม คำตอบ คำถาม-คำตอบ ดร. สนอง ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
13 มีค 2548
คำถาม-คำตอบ พระครูเกษมธรรมทัต ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร 13 มีค 2548

 

 

   อนุโมทนากถา

   เนื่องด้วยมีผู้สนใจจำนวนหนึ่งได้เข้าไปอ่าน website www.kanlayanatam.com แล้วได้ตั้งคำถามส่งไปให้ข้าพเจ้าได้เฉลย มีอยู่อย่างต่อเนื่องแทบจะทุกวัน ทุกท่านที่ส่งคำถามเข้าไปในเว็บไซด์เปรียบเหมือนครูที่กำลังฝึกข้าพเจ้า ให้ต้องทำจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วใช้ปัญญาที่ถูกกลั่นออกมาจากสมาธินั้น มาเฉลยปัญหา ที่ครูแต่ละท่านได้ยกขึ้นมาถาม ทั้งนี้มีท่านผู้อ่านเป็นครูประเมินผลว่าศิษย์ของท่านเจ้าคุณโชดกคนนี้ จะสามารถสอบผ่านการประเมินได้หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ขอเรียกร้องความเห็นใจและความสงสารใด ๆ จากบรรดาครูผู้มีพระคุณเหล่านั้น แต่ขอขอบคุณครูทั้งหลายที่สละเวลาเข้ามามีส่วนรวมในการพัฒนาสติปัญญาของข้าพเจ้า พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกท่าน ที่ได้สละแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ ร่วมสร้างผลงานชิ้นนี้ออกเผยแพร่สู่สาธารณะให้เป็นแสงสว่างสองนำทางชีวิตให้กับมวลชน

   ด้วยผลานิสงส์แห่งมหากุศลกรรมครั้งนี้ ข้าพเจ้าอธิษฐานเอาซึ่งความสว่างแห่งปัญญา จงเป็นพลวปัจจัยผลักดัน บรรดาลให้ทุกท่านที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้มีดวงตาเห็นธรรม นับแต่ชาติปัจจุบันเป็นต้นไปตราบรูปนามหมดสิ้นดับสูญ

 

ดร. สนอง วรอุไร               

 

 

                                                                
ค้นหาคำถาม คำตอบ  ตัวอย่าง : โสดาบัน  ตายแล้วไปไหน  อาชีพอันตราย  เกย์  ทำแท้ง ==>
อ่านคำถาม-คำตอบ   
ข้อ 1-100    101-150    151-200  201-250  251-300  301-350  351-400  401-450 451-500 501-550 551-600 601-650 651-700 701-750 751-800
 
881.
กราบเรียน อาจารย์สนอง ที่เคารพรับถืออย่างสูง

ชีวิตผมที่ผ่านมาไม่ใช่คนดีมาก ทำให้ต้องปวดหัวใจกับคนที่บ้าน เป็นคนกังวลมาก ขี้สงสาร ขี้กังวล สงสารคนไปหมด เลยต้องรับภาระทำงานหลายอย่าง ทำให้ชีวิตต้องเป็นแบบนี้ ผมเป็นลูกคนโต ต้องพยายามห้ามไม่ให้น้องๆ ทะเลาะกัน เพราะสงสารคุณแม่ ใจจริงผมอยากทำตัวแบบอาจารย์ สอนคน เมตตาคน แต่ตัวเองสมาธิก็ไม่ได้เรื่อง จิตใจว้าวุ่น ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทุกข์กับทางบ้านตลอด ผมอยากทราบอดีตชาติ ไปทำอะไรกับคนทางบ้าน ทำให้ผมต้องมากังวลตลอด นิสัยขี้สงสาร ไม่อยากให้มีปัญหา

กลัวคุณแม่ทุกข์ อยากได้อาจารย์เป็นกัลยมิตร หาทางส่วางผมให้หน่อยครับ คิดว่าเมตตาคนทุกข์ลำบากซะคน ต้องทนทุกข์ลักษณะแบบนี้ เป็นเวลาเป็น สิบ ๆ ปี จนบางทีไม่เข้าใจตัวเองเลยทำไมมารับภาระแบบนี้ ถ้ารู้อดีตชาติทำอะไรมา เมื่อไหร่หมด ผมยอมรับ แต่ทุกวันนี้ไม่ทราบว่าเวรกรรมจะหมดเมื่อไหร่ มันยาวนานแค่ไหน ทุกข์มากจริงๆ ครับอาจารย์ แล้วอยากให้อาจารย์ชี้แนะการปฏิบัติให้ผมด้วย เวรกรรมนี้น่ากลัวมากจริงๆ ผมขอสมัครเป็นศิษย์อาจารย์ด้วยคนครับ สงสารลูกศิษย์คนนี้อีกคนนะครับ

นับถืออย่างสูงด้วยจิตใจ
สุวิศิษฏ์ โชติพุทธิกุล
   
880.
กราบเรียนท่านอาจาร์ย ดร.สนอง ที่เคารพอย่างสูง

หนูเป็นผู้เพิ่งเริ่มปฏิบัติอยากให้อาจารย์ช่วยชี้แนะแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตให้สมดุลได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งหนูมีเรื่องรบกวนเรียนถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ

1. สามีหนูทำงานประจำ และเริ่มมาทำอาชีพเสริมด้วยการเปิดร้านเช่าพระบูชา ซึ่งได้มาด้วยความสุจริต แต่หนูยังมีความกังวลด้วยถือว่าพระเป็นของสูง แล้วหากนำมาทำเป็นธุรกิจ อาชีพนี้ถือเป็นบาปหรือไม่คะ

2. ปัจจุบันหนูมีร่างกายที่ซูบผอม ซึ่งอาจเกิดมาจากผลกรรมที่เคยทำไม่ดีไว้ แต่ก็ยังคงทำการงานได้ตามปกติอยากให้อาจารย์ช่วยแนะแนวทางการแก้ไข เพื่อให้ร่างกายมีความแข็งแรงธาตุทั้ง 4 ในร่างกายมีความสมดุลขึ้นกว่านี้ เพียงพอกับเวลาที่เหลืออยู่ของชาตินี้ ที่จะปฏิบัติให้เกิดสติปัญญาในทางธรรมได้ตามกำลังวาสนาบารมีของตนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีอุปสรรคทางกายมาเบียดเบียน

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง ที่มีเมตตาช่วยชี้แนวทางสว่างให้กับทุกๆคน และขอให้อาจารย์เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ

กฤษฎาภรณ์
  

879.
กราบเรียนท่านอาจาร์ย ดร.สนอง ที่เคารพอย่างสูง

หนูขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาที่ท่านอาจาร์ยชี้ให้เห็นว่า น้องชายที่มัวเมาอยู่ในยาเสพติดของหนู เป็นเจ้ากรรมนายเวรของพ่อ แม่ และตัวหนูเอง หนูขอเรียนถามอาจาร์ยเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ถ้าหนูหมั่นปฎิบัติธรรมด้วยการให้ทาน รักษาศีล และสวดมนต์ ทำสมาธิ อุทิศบุญให้น้องชาย พร้อมทั้งอธิฐานจิตขอให้เขาเลิกยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ยาเสพติด พร้อมทั้งมีดวงตาเห็นธรรมได้ จะสามารถทำให้เขาเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและเลิกสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวได้หรือไม่ค่ะ หรือ มีการปฏิบัติธรรมแบบใด ที่จะให้
อานิตสงค์ที่สามารถช่วยเขาและครอบครัวของหนูได้ค่ะ

2. มีวิธีใดบ้างค่ะ ที่จะดึงน้องชายออกจากบาปมิตรและสถานที่อโคจร ให้เขามีสัมมาทิฐิ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป เพราะเพื่อนที่คบอยู่ตอนนี้มีแต่คนพาลที่จะชักจูงไปในทางที่ผิด ชอบชวนไปดื่มเหล้าและเที่ยวกลางคืนทั้งนั้น ไม่มีกัลยาณมิตรเลย ห้ามไม่ให้คบ ไม่ให้ไปก็ไม่ได้ค่ะ ทำอย่างไรเขาถึงจะเลิกคบคนพาล และพบเจอแต่กัลยาณมิตรค่ะ

3. มีวิธีใดบ้างค่ะ ที่จะทำให้ครอบครัวหนู โดยเฉพาะน้องชายหันมาปฏิบัติธรรม คิดดี ทำดี พูดดี ได้มีโอกาสเจริญสมาธิ วิปัสสนา ครอบครัวหนู โดยเฉพาะน้องชายกับ พ่อ แม่ของหนู มักจะทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกันรุนแรง หนูเป็นทุกข์ใจในทุกๆวัน ไม่ทราบจะแก้ไขอย่างไรดีค่ะ

ท้ายสุดนี้ขอกราบขอบพระคุณอาจาร์ยเป็นอย่างสูง ที่มีความเมตตาช่วยชี้ทางสว่างให้กับผู้ที่มีความทุกข์ทุกคน
และขอให้บุญกุศลนี้ส่งผลให้อาจาร์ยมีความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ
   

878.
เรียนถามท่านอาจารย์ดร.สนอง

มีญาติบวชเป็นพระ ท่านได้รับสังฆทานมากมาย ถ้าท่านอนุญาตให้เรานำของสังฆทาน เช่น สบู่ ยาสีฟัน ไฟฉาย เป็นต้น ให้เรานำมาใช้เป็นของส่วนตัว แบบนี้ ผู้ให้ผู้รับจะเป็นบาปหรือไม่

ขอขอบพระคุณในความเมตตาของท่านอาจารย์

คำตอบ
    คำว่า “ สังฆทาน ” หมายถึง ทางที่ให้แก่หมู่สงฆ์หากหมู่สงฆ์อนุญาตให้ฆราวาสนำสบู่ยาสีฟันไฟฉาย ฯลฯ ไปใช้เป็นการส่วนตัวได้ ผู้รับอนุญาตไม่เป็นบาป ส่วนคำว่า “ ปุคคลิกทาน ” หมายถึง ทานที่ถวายแก่สงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อสงฆ์เจ้าของทานอนุญาตให้ฆราวาสนำไปใช้ได้ ไม่ถือว่าเป็นบาปแก่ผู้รับอนุญาต
  

877.
เรียนสอบถามท่านอ.ดร.สนองค่ะ

ดิฉันได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมมา เป็นเวลา 10 วันตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 มีข้อสงสัยดังนี้ค่ะ

1. หากเราใช้เพียง ขณิกะสมาธิ เพื่อพิจารณา เวทนา ที่เกิดขึ้น ทั้งร่างจะเป็นไปได้ไหมค่ะ เนื่องจากดิฉันเป็นผู้ที่มีความฟุ้งซ่านมาก รู้สึกว่า ไม่ค่อยสามารถรวมจิตมาพิจารณา เวทนา ได้ไม่นานจิตก็จะฟุ้งซ่านไป แล้วพอรู้สึกตัวค่อยกลับมาพิจารณาใหม่ หรือว่า ควรจะฝึกจน สมาธิ แน่วแน่กว่านี้ค่อยพิจารณา

2.ดิฉันมีเจตนาตั้งมั่น ในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อบริจาคเลือด ทุก ๆ 3 เดือน ก็ทำได้ดีมาระยะนึงแล้วค่ะ แต่ที่สงสัยคือ การบริจาคลือดเป็น อุปบารมี การทำทานชนิดนี้ ให้ผลอย่างไรค่ะ

3. จากข้อสอง การให้ทานแบบนี้ เราสามารถจะอุทิศให้ผู้อื่นได้ด้วยหรือไม่ หากผู้อื่นมาร่วมโมทนาก็จะได้กุศล ด้วยใช่หรือไม่

กราบขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ เป็นอย่างสูง

คำตอบ
     (1) จากคำที่บอกเล่าไป เพียงขณิกสมาธิยังไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาเวทนาที่เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นควรต้องเจริญสติจนกระทั่งจิตเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิจวนแน่วแน่ (อุปจารสมาธิ) จึงจะมีกำลังกำหนดเวลาให้หมดไปได้

   (2) การบริจาคโลหิตจัดเป็นทานอุปบารมี มีอานิสงส์ส่งผลให้ร่างกายของผู้บริจาคมีสุขภาพแข็งแรง ไม่อาพาธและมีอายุยืนยาว สามารถกำจัดกิเลสอาทิ ความตระหนี่ ให้หมดไปจากใจได้ง่ายขึ้น

   (3) บุคคลสามารถให้เลือดเป็นทานกับผู้ต้องการเลือดได้ทุกคน ผู้ใดรู้แล้วอนุโมทนาในทานอุปบารมีของผู้บริจาค เขาผู้นั้นจะได้รับอานิสงส์แห่งทานนั้นด้วย
  

876.
กราบเรียนถามอาจาร์ย ดร.สนองค่ะ

น้องชายของหนูอายุ 32ปี มัวเมาอยู่ในยาเสพติดมาเป็นเวลา 2ปีกว่าแล้วค่ะ เข้าบำบัดมา2ครั้ง (โดยไม่ได้เต็มใจไปเอง) ครั้งสุดท้ายนี้ เขาออกมาตั้งใจจะเลิก แต่ก็ยังคบเพื่อนที่มีปัญหายาเสพติดเหมือนกันอยู่ ยังไปในที่ๆไม่ดีอยู่
หนูอยากช่วยเหลือน้องชาย เพราะสงสารทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายวัย2ขวบของเขาเอง (ที่ไม่มีคุณแม่ดูแลแล้ว เพราะแยกทางกัน)ซึ่งกำลังจำและเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่

หนูพยายามทำทาน สวดมนต์และทำสมาธิอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของน้องชาย และพยายามชักชวนให้คุณพ่อ คุณแม่ทำทาน สวดมนต์และทำสมาธิด้วย ส่วนน้องชายเคยขอให้เขาบวชแต่เขาปฏิเสธ

1. น้องชายของหนูเป็นเจ้ากรรมนายเวรของคุณพ่อ คุณแม่หรือเปล่าค่ะ ที่บ้านไม่มีปัญหาอะไรเลยนอกจากเรื่องเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็จะคอยสร้างปัญหาให้ที่บ้านเดือดร้อนมาโดยตลอด โมโหร้าย ก้าวร้าวคุณพ่อ คุณแม่ เวลาเขาอยู่ที่บ้านแล้วบ้านจะไม่ค่อยมีความสุข ต้องคอยระวัง ยิ่งมีลูกชายของเขา หนูยิ่งกังวลกลัวเค้าเห็นภาพไม่ดี

2. มีวิธีไหนที่หนูจะช่วยให้น้องชายเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดได้บ้างค่ะ เขาตั้งใจที่จะเลิก แต่ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้อย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า เพราะยังเต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิจริงๆ

3. หนูอยากชักชวนให้น้องชายปฎิบัติธรรม(เขาเคยบวชมาแล้วตอนอายุ 23ปี) แต่เหมือนเขาไม่สนใจเลย แต่ถ้าชวนทำทานก็ไปบ้างตามโอกาส

4. หนูทุ่มเทช่วยน้องชายเต็มที่ จนความสุขและทุกข์ของหนูไปขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเขา ถ้าเขาไปทำตัวไม่ดี หนูจะเครียดและกังวลมากจนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น หนูอยากวางอุเบกขาให้ได้ แต่ยังทำไม่ได้เลยค่ะ ทำสมาธิบางที่ก็ฟุ้งซ่านเป็นกังวล จนคุณแม่เห็นแล้วสงสารหนูแทน หนูควรทำอย่างไรดีค่ะ


ท้ายสุดนี้หนูกราบขอบพระคุณอาจาร์ยดร.สนอง ที่เมตตาชี้ทางสว่างให้หนูและครอบครัว กราบขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ
(1)เวรหมายถึงความปองร้ายกัน ความแค้นเคืองฯลฯ พฤติกรรมของน้องชายตามที่บอกเล่าไปถือได้ว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่ได้

(2) ไม่มีใครแก้ปัญหาให้ใครได้แท้จริง แต่มีใครแก้ปัญหาให้หมดไปได้แท้จริง ด้วยการแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาให้ดับไปด้วยตัวของตัวเอง

ดังนั้นความประสงค์ที่จะให้น้องชาย เลิกยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดในทางโลกทำได้ด้วยการนำตัวน้องชายให้ห่างไกลจากบาปมิตร และแหล่งที่มีการซื้อขายยาเสพติด วิธีการเช่นนี้พอจะช่วยเขาได้บ้าง

(3) เพียงแต่บอกเจตนาที่ดีแต่มิได้ถามเป็นปัญหา จึงไม่ต้องตอบ

(4) นอกจากเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่แล้ว น้องชายยังเป็นเจากรรมนายเวรของพี่สาวอีกด้วย

ความอยากวางใจเป็นอุเบกขานั้นอยากได้ แต่ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องทำเหตุให้ถูกตรง อุเบกขาเกิดได้สองแนวทาง คือพัฒนาจิตจนตั้งมั่นเป็นสมาธิระดับฌาน 4 หรือพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งตามดูสิ่งที่เข้ากระทบจิต ว่าดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ เมื่อสิ่งกระทบจิตเข้าสู่ความเป็นอนัตตาจิตจะปล่อยวางสิ่งกระทบ แล้วอุเบกขาจะเกิดขึ้นกับจิตได้
   

875.
ขออนุญาตรบกวนเวลาของท่านอาจารย์ ดร.สนองด้วยคะ ดิฉันมีปัญหาเรียนถามท่านดังนี้คะ

1. หากมีเวทนาเกิดขึ้นขณะปฎิบัติ เรากำหนดปวดหนอเป็นเวลานานอาการนั้นไม่หายไป เราจะกลับมาที่พองยุบได้หรือไม่ หรือต้องกำหนดที่เวทนานั้นจนหมดเวลาคะ( เวลาปวดจะมีอาการไม่สบาย ใจจะสั่น ร่างกายจะสั่นน้อยๆ คะ )

2. เวลาเดินจงกรมจะง่วงมากคะ ควรวางสายตาอย่างไรคะในเวลาเดินจงกรม เพื่อให้อาการง่วงนั้นหายไป เวลานั่งสมาธิจะมีอาการง่วงช้ากว่าการเดินจงกรมคะ หรือว่าเราควรบริกรรมขณะเดินอย่างเร็วๆคะ

3. ดิฉันมีอาชีพเป็นครูคะ ในชั่วโมงที่ไม่มีสอน หรือเวลาที่สั่งงานให้เด็กทำ ( ดิฉันจะคอยตอบคำถามเด็กในห้องตลอดไม่ได้ไปไหน ) ดิฉันจะมาเปิดเวปไซต์ ธรรมะ เพื่อศึกษา ถือว่าเป็นการคอรัปชั่นเวลาหรือไม่คะ ( ที่บ้านเปิดอินเทอร์เน็ตไม่ได้คะ)

4. การแผ่เมตตาเพื่อลดโทสะนั้น ดิฉันมักจะแผ่เมตตาด้วยคำบริกรรม ที่ว่า เมตตาคุณนัง อรหังเมตตา ให้ตัวเองเวลาที่โกรธ และเมื่อพบคนที่ไม่พอใจ ทำถูกหรือไม่คะ

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณในความเมตตาที่ท่านอาจารย์ ดร.สนองที่มีต่อพวกเราทุกคนคะ

คำตอบ
    (1) หากกำหนดว่า “ ปวดหนอ ๆๆๆ ” เป็นเวลานานแล้วอาการปวดยังไม่หายไป ต้องกำหนดต่อไปไม่หยุด แม้จะเป็นร้อยครั้งหรือหลายร้อยครั้งก็ยังต้องทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการปวดจะดับไปตามกฎของไตรลักษณ์ ในขณะที่ทุกขเวทนายังไม่ดับไป ต้องไม่นำจิตกลับมาจดจ่ออยู่กับอาการพอง-ยุบ ของผนังหน้าท้อง

   (2) ควรเลิกเดินแล้วใช้วิธีแก้ความง่วงในหนังสือสนทนาภาษาธรรมเล่ม 8 ข้อ 117 และสนทนาภาษาธรรม เล่ม 6 ข้อ 66 มาแก้ปัญหา

   (3) เอาเวลาราชการมาใช้ในเรื่องส่วนตัว ถือว่ามีการคอรัปชั่นเวลาครับ

   (4) ผู้ใดมีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นกับจิตแล้ว แสดงวาจิตของผู้นั้นมีกำลังของเมตตาไม่กล้าแข็ง การบริกรรมด้วยคำว่า “ เมตตาคุณนัง อรหังเมตตา ” เป็นการดึงจิตให้มาจดจ่อ (สติ) อยู่กับองค์บริกรรม ซึ่งไม่ต่างไปจากการนับหนึ่งถึงสิบหรือนับหนึ่งถึงร้อยซึ่งมิใช่เป็นวิธีกำจัดโทสะให้หมดไปโทสะหมดไปด้วยการให้อภัยกับผู้ทำเหตุขัดใจ หากทำได้ทุกครั้งดังนี้เมตตาจะเกิดขึ้นและสั่งสมเป็นเมตตาบารมีอยู่ในจิตของผู้เข้าถึง
  

874.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนองที่เคารพ

ดิฉันเป็นคนที่มีเงินไม่มากนัก ปกติดิฉันจะมีบาตรเล็กๆ ใบหนึ่งเอาไว้ใส่เงินที่แบ่งมาทุกวัน โดยตั้งใจว่าเงินนี้จะเป็นไปเพื่อบำรุงพระศาสนาและเพื่อผู้อื่นที่ยากไร้กว่า แต่วันหนึ่งดิฉันได้ทราบว่าผู้มีพระคุณที่เป็นเหมือนแม่คนที่ 2 ผู้ที่ตอนนี้กำลังดูแลแม้แท้ๆ ของดิฉันอยู่ด้วย กำลังมีความลำบากเรื่องเงิน ถึงขนาดไม่ค่อยจะมีพอซื้ออาหารทานอย่างเพียงพอ ส่วนตัวดิฉันเองก็ไม่มีมากพอที่จะเจียดให้จึงนำเงินในบาตรนี้ออกมาเพื่อให้ท่านไว้ใช้จ่าย ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นจำนวนแค่นิดหน่อย อยากถามว่าทำแบบนี้เป็นบาปหรือไม่คะ ถือว่านำของสงฆ์ไปใช้ในการส่วนตัวหรือเปล่า

และคำถามอีกข้อหนึ่งนะคะ ระยะนี้รู้สึกว่าทำอะไรก็ลำบาก ขัดสน เงินทองไม่พอใช้ คิดอะไรก็ไม่สมหวังคล่องตัวเหมือนเมื่อก่อนสักเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าจะทำบุญหรือทำอย่างไรดีคะ ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่านี้ ดิฉันอยากมีกำลังพอที่จะเป็นแรงช่วยบำรุงพระศาสนา และดูแลผู้มีพระคุณให้ได้มากกว่านี้ รู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเสียชาติเกิดอย่างไรก็ไม่รู้ค่ะ เกิดมาแค่เอาตัวเองรอดไปวันๆ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เกิดขึ้นเลย แค่หน้าที่ตัวเองในความเป็นลูก เป็นหลาน เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พบพระอริยเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งดูตาปริบๆ ระบายมาตั้งยาว ขอรบกวนท่านอาจารย์เพียงเท่านี้ค่ะ

บุญใดที่ดิฉันได้ทำมาทั้งอดีตชาติ และปัจจุบันชาติแม้จะน้อยนิดปานใดก็ขอเป็นแรงเล็กๆ อีกแรงหนึ่งให้ท่านอาจารย์มีบุญบารมียิ่งๆ ขึ้นไปและประสบสิ่งที่ท่านอาจารย์มุ่งหวังไว้ทุกประการ

ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
   ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะมิได้ประพฤติผิดไปจากเจตนาเดิมที่ตั้งใจไว้ ในอันดับที่สองของการออมเงิน ว่าออมเงินเพื่อบำรุงพระศาสนา และเพื่อผู้อื่นที่ยากไร้กว่า

วิธีแก้ปัญหาในตอนถัดไป คือต้องปรับแก้ไขตัวเองด้วย

1.  บริโภคใช้สอยมักน้อย เท่าที่ชีวิตดำรงอยู่ได้

2.  บริโภคให้สอยแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ (สาระ) กับชีวิตเท่านั้น

3.  ทุกอย่างที่บริโภคใช้สอย ต้องทำให้มีขึ้นด้วยตัวเอง โดยไม่ซื้อหา ฯลฯ

เหล่านี้จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ จากประสบการณ์ตรงของผู้ตอบปัญหา ได้นำพาชีวิตผ่านพ้นวิกฤตข้าวยากหมากแพงที่เกิดขึ้นในห้วงของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งโหดร้ายกว่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วยการประพฤติตนตามที่เสนอแนะมาข้างต้น
  

873.
กราบเรียนถามท่านอาจารย์

   เนื่องด้วยดิฉันเป็นคนยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างมาก และเข้าใจผิดว่าทำดีแล้วต้องได้ผลกลับมาดีเสมอ โดยลืมคิดว่าทำดีก็ได้ดีตอนที่กระทำแล้ว จนกระทั่งดิฉันพบความผิดหวังในตัวบุคคลหนึ่งอย่างรุนแรง ก็ได้หันมาหาคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อดับทุกข์ และรู้แจ้งมากกว่า ใช้ความคิดเห็นด้วยกับคำสอนเพียงอย่างเดียว เหมือนอย่างที่ได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์ว่าสำคัญที่ภาวนามยปัญญา ดิฉันระลึกถึงคำนี้มาโดยตลอด แต่ดิฉันไม่สามารถลืมเรื่องที่บุคคลหนึ่งกระทำกับดิฉันได้ แม้ดิฉันจะกล่าวอโหสิกรรมและบอกกับเขาว่าขอให้เราจบกันไปแต่โดยดี ดิฉันเพียรภาวนาดูจิต ดูกายมาโดยตลอด ส่วนใหญ่จะได้สมถะมากกว่า วิปัสสนา ซึ่งดิฉันใคร่ดับทุกข์โดยสิ้นเชิงมากกว่า ไม่ทราบว่าเป็นกรรมเก่าของดิฉันที่กระทำกับเขามาก่อนหรือในชาติก่อนๆดิฉันไม่ได้บำเพ็ญศีลมาก่อนเลยไม่มีบารมีพอที่จะทำได้สำเร็จเร็ววัน ดิฉันีเลยจุดธูปต่อหน้าพระพุทธรูปเสมือนเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า

   ดิฉันได้อธิษฐานขออโหสิกรรมต่อเขาและผู้หญิงคนนั้น เพื่อเป็นอภัยทานแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า มีสิ่งที่แปลกประหลาดมากในคืนนั้นดิฉันพยายามจะนึกถึงเขาและเรื่องราว หรือปรุงแต่งความคิดถึงเขาต่างๆนาๆที่เคยกระทำ ปรากฎว่าดิฉันกลับนึกไม่ออก นึกได้แต่ชื่อเขาเท่านั้น พอนานวันเข้าก็นึกได้บ้างแต่ไม่นานนัก ดิฉันดูจิตดูความรู้สึกก็หายไป ดิฉันจะเอ่ยคำว่าอโหสิกรรมทุกครั้งที่คิดถึงเขาและระลึกได้ว่าดิฉันได้กล่าวอธิษฐานอโหสิกรรมต่อหน้าพระพุทธรูปซึ่งดิฉันได้เพียรสวดมนต์ทุกคืนค่ะ ใคร่รบกวนถามดังต่อไปนี้

1. ดิฉันเคยทำกรรมกับเขาไว้ในชาติก่อนๆใช่มั้ยค่ะถึงได้ยังทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เขากระทำไว้
2. การที่ดิฉันไม่สามารถระลึกถึงเขาได้ในคืนอธิษฐานเป็นเพราะสาเหตุใด
3. ถ้าดิฉันเพียรดูจิต ดูกาย ดูเวทนา และถือศึล ให้ทาน และภาวนาอยู่เป็นนิจ

   ดิฉันจะสามารถบรรลุถึงมรรคผลตามคำสอนของพระพุทธเจ้าชาตินี้ไหมค่ะถ้าชาติก่อนๆดิฉันไม่เคยกระทำมา
ตั้งแต่ที่ดิฉันเพียรติดตามหนังสือธรรมทานของอาจารย์สม่ำเสมอ อ่านทุกวันและเพียรดูจิตดูกาย เลิกเพ่งโทษผู้อื่น ทำให้จิตใจดิฉันนิ่งกว่าแต่ก่อน ทุกข์น้อยลง มองบุคคลอื่นๆด้วยจิตใจอ่อนโยนขึ้น ความตระหนี่น้อยลงมาก ตั้งแต่พยายามให้ทานหลากหลายโดยไม่เลือก จากที่เคยดูแลบิดามารดามาตลอด ตอนนี้ก็ทำดีกว่าเก่ามากขึ้น

   ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้ธรรมะเป็นทานมาโดยตลอด นับว่าดิฉันมีบุญบ้าง จะพยายามทำตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ตลอดไปค่ะ ถ้าดิฉันมีบุญขอได้มีโอกาสพบท่าน ดิฉันจะพยายามหาโอกาสเข้ากรุงเทพเพื่อพบท่านในงานธรรมะต่างๆค่ะ

ด้วยความนับถือค่ะ
อ้อน

คำตอบ
    (1) ตอบว่าใช่ ผลกรรมที่ทำแล้วได้ถูกเก็บสั่งสมไว้ในจิตวิญญาณ เมื่อจิตนิ่งกำลังของสติจะไประลึกรู้ถึงกรรมที่เคยทำไปซึ่งดับ (อนัตตา)ไปแล้วตามกฎไตรลักษณ์ จิตที่มีอวิชชาไม่ปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จิตจึงยึดไว้เป็นอุปาทาน ความทุกข์ใจจงเกิดเป็นผลตามมา

   (2) เพราะในคืนที่อธิษฐาน กำลังของอธิษฐาน (ความตั้งใจมั่นในสิ่งที่ปรารถนา) มีมากกว่า กำลังของกิเลส(อุปาทาน) การระลึกถึงกรรมที่ทำในอดีตจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้

   (3) ผู้ใดประพฤติเหตุได้ถูกตรงตามธรรม พร้อมทั้งบุญเก่าส่งผล อาทิใจนิ่งจากอารมณ์ปรุงแต่ง การลดลงของความตระหนี่เพียรดูใจตนเองมากขึ้น เลิกเพ่งโทษคนอื่นฯลฯ เหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงผลปฏิบัติที่ถูกทาง ผู้ไม่ประมาท เพียรไม่สร้างอกุศลกรรมใดๆ ให้เกิดขึ้นใหม่ ผู้ไม่ประมาทเพียรกำจัดอกุศลกรรมที่มีอยู่ให้หมดไป ผู้ไม่ประมาทเพียรทำความดีทุกรูปแบบให้เกิดขึ้น และผู้ไม่ประมาทเพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ หากผู้ถามปัญหาปฏิบัติได้ดังนี้ ความสุขที่เกิดจากมีจิตเป็นอิสระย่อมเกิดขึ้นแน่นอน ผู้รู้เลือกทางชีวิตสู่อิสรภาพด้วยการประพฤติเช่นนี้
   

872.
กราบเรียนอาจารย์สนอง

ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาสามองค์ ควรบูชาอย่างไร และควรวางไว้สูงกว่าพระพุทธรูป (บนโต้ะหมู่บูชาในห้องพระ) หรือเปล่าค่ะ

ขอบคุณค่ะ
มนัสนันท์

คำตอบ
    ควรนำพระบรมธาตุบรรจุในผอบ วางในพานที่มีดอกไม้สีขาวเช่นดอกมะลิ แวดล้อมอยู่รอบคอผอบแล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะหมู่บูชา ระดับเดียวกับพระพุทธรูปหรือสูงกว่าในห้องพระก็ได้
  

871.
เรียน อาจารย์สนองที่เคารพ

หนูมีปัญหาค่ะ เป็นมานานหลายปีแล้ว ร่างกายหนูมีปัญหา แล้วพาลไปเกิดอาการลบหลู่ศาสนาด้วยค่ะ

หนูมีแฟน และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งระดับหนึ่ง ทำให้ร่างกายบางส่วนค่อนข้างมีความรู้สึกไวบางทีอยู่ๆมันก็จะรู้สึกคันๆ
ยุกยิกๆ ขึ้นมาเฉยๆ ทีนี้ คนเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เวลาหนูไปที่ไหนๆก็ต้องพบเจอผู้คน ทั้งหญิงชาย แต่ร่างกายมันรู้สึกตลอดเวลา หนูรู้สึกแย่ๆ เวลาอยู่ใกล้ๆคนอื่นค่ะ

แล้วเหมือนว่าเราจะคิดว่าความคิดของเราไปเหนี่ยวนำกระแสความคิดของคนอื่น ซึ่งจริงๆหนูก็ไม่ทราบว่ามันบังเอิญหรือเปล่าว กับผู้หญิง หนูก็รู้สึกว่าเค้าอาจจะรู้สึกด้วย ทีนี้ กับผู้ชายก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ ที่บ้านหนูก็มีพระ เวลาอยู่ต่อหน้าพระ ไหว้พระ มันก็เป็น ยิ่งห้ามมันยิ่งไม่หยุด หนูกลัวตกนรกมากๆ บางทีใส่บาตรมันก็เป็น เวลาผ่านเจ้าที่ ก็เหมือนเราไปลบหลู่เค้าเช่นกัน เรียกง่ายๆว่า เป็นตลอดเวลา มีวิธีไหนที่จะทำให้ร่างกาย กับจิต เรานิ่งได้ตลอดไปคะ หนูเคยหาจิตแพทย์ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย เหมือนแก้ที่ปลายเหตุ แต่สาเหตหนูก็ยังแก้ไม่ได้ เหมือนตัวเราสกปรกน่ารังเกียจตลอดเวลา บางทีก็จิตหลอนๆกลัวจะถูกข่มขืนต่างๆนาๆ

ขอความกรุณาชี้แนะด้วยค่ะ

คำตอบ
   สิ่งที่บอกเล่าไปเป็นการเจ็บป่วย (อาพาธ) ชนิดหนึ่งในยุคปัจจุบันคนเจ็บป่วยด้วยเหตุสี่อย่างคือ ออกกำลังไม่สม่ำเสมอเพียรมากเกินไปฤดูกาลเปลี่ยน และเกิดจากกรรมไม่ดี สามเหตุแรกรักษาให้หายได้ง่ายส่วนเหตุสุดท้ายผู้ทำกรรมไว้ก่อนต้องชดใช้อกุศลวิบากจนกว่าจะจบสิ้นดูการบริหารจัดการกรรมในเว็บไซด์ข้อ 728 เพิ่มเติมแล้วต้องไปขอขมากรรมต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยประพฤติทุศีลไว้ก่อน แล้วพัฒนาจิตให้มีศีล 5 คุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น แล้วนำตัวเองเข้าปฏิบัติธรรม 7 วัน 10 วันแล้วสุดท้ายอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอยู่เสมอ หากประพฤติได้เช่นนี้โอกาสที่ปัญหาดังกล่าวจะหมดไปย่อมเกิดขึ้นได้
   

870.
เรียน อาจารย์ดร.สนอง วรอุไร

ผมรบกวนถามอาจารย์ เรื่องปัญหาชีวิตครับ

   เมื่อช่วงก่อนสิ้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้ถูกให้ออกจากงานอย่างกระทันหัน เหมือนกับว่าถูกใส่ความ โดยดูจากสถานการณ์และบุคคลแวดล้อมแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถึงแม้เป็นเรื่องจริงผมก็ให้อภัยครับ และวันถัดมาคุณพ่อก็ต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อรอผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก และในระหว่างที่คุณพ่อพักฟื้น ผมก็ไปสัมภาษณ์งานใหม่ ไม่กี่วันถัดมา ก็ทราบว่าไม่ผ่านโดยคนที่รู้จักกันในบริษัทที่ไปสัมภาษณ์ บอกว่า คุณสมบัติดีเกินไป หากเข้าไปแล้วผลงานจะเข้าตากรรมการจะทำให้เจริญก้าวหน้าในงานแล้วจะทำให้ลูกน้องคนอื่น ๆ ไม่สามารถก้าวหน้าในงานได้ ซึ่งพิจารณาเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนถูกตัดหนทางในการประกอบอาชีพ แต่ยังจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มเกิดขึ้นอีก

  ทุกวันนี้ผมยังมีคุณแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาตมาประมาณ 10 ปี ที่ต้องดูแล (ค่าใช้จ่ายดูแลต่อเดือนเกือบ 3 หมื่นบาท) รายได้ที่ได้มาไปกับการดูแลรักษาพยาบาลผู้มีพระคุณเกือบทั้งหมดบางส่วนก็ไปทำบุญ ส่วนตัวเองแทบไม่ได้ใช้เลย มาเจอปัญหาตนเองถูกให้ออกจากงานและคุณพ่อมาป่วยเพิ่มอีกคนและจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลไปอีกนานคาดว่าอีกเป็นล้านบาท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ปันเงินบางส่วนไปช่วยเหลือหลาย ๆ คนหลายแสนบาท พอถึงเวลาที่ตนเองเจอปัญหาคนเหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยอะไรผมได้เลย

   ผมอยากขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนเกิดจากกรรมอะไร แล้วผมควรจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดีครับ เพื่อให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายครับ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้นเลยว่าการเกิดเป็นทุกข์ การมีชีวิตอยู่ก็เป็นทุกข์

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้าด้วยครับ และขอให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงครับ
  ด้วยความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
    ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากเหตุทำกรรมเบียดเบียน ที่ผู้เป็นลูกประพฤติปาณาติบาตร่วมกับพ่อแม่ เมื่ออกุศลกรรมให้ผลพ่อแม่จึงต้องรับอกุศลวิบากด้วยการเจ็บป่วย ลูกได้รับอกุศลวิบากทำให้เสียงานเสียทรัพย์ ประสงค์จะแก้ไขปัญหาให้หมดไป โปรดดูวิธีบริหารจัดการหนี้กรรมในเว็บไซด์ข้อ 728
  

869.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง

1)ท่านอาจารย์เคยตอบคำถามไว้ว่ากรณีที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวกับคนที่กำลังใช้กรรมของเขาอยู่ เราจะต้องรับผลของกรรมนั้นๆ ของเขาด้วย ต.ย เช่น อาจารย์เคยต้องปวดขาเพราะไปช่วยนวดขาให้ครูบาอาจารย์ที่กำลังเจ็บขาอยู่
   ขอเรียนถามว่า ถ้าเราทำบุญกุศลทุกครั้งแล้วอุทิศส่วนกุศลที่เราทำให้กับเจ้ากรรมนายเวรของญาติพี่น้องของเรา ที่กำลังมีความทุกข์เพราะกรรมมาถึงนั้นเราจะต้องได้รับกรรมนั้นจากเจ้ากรรมนายเวรของญาติเราหรือไม่ค่ะ

2) กรณีมีญาติที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ติดการพนันบอล จะมีวิธีอย่างไรที่จะสามารถช่วยดลจิตใจให้เขาเห็นผิดชอบชั่วดีบ้างไหมค่ะ พยายามชักชวนให้ฟังธรรมเพื่อจะได้มีปัญญารู้เห็นเอง ก็ยังมาบ้างไม่มาบ้าง ยังไม่เกิดศรัทธาจากตัวเองจริงๆ

กราบขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
    (1) หากไม่ประสงค์ให้เวรกรรมที่ไปช่วยคนอื่น เข้ามาถึงตัวเอง ต้องอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของตัวเองด้วย

   (2)หากผู้ถามปัญหาพัฒนาตัวเองให้ดีจากศรัทธาได้เมื่อใด จึงจะมีโอกาสชี้ทางถูกผิดให้เขาฟัง แล้วโอกาสที่จะทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมจากไม่ดีมาเป็นพฤติกรรมดีย่อมมีโอกาสเป็นไปได้
      

868.
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ

หนูตั้งใจมากๆจะเขียนมาขอบคุณอาจารย์ค่ะที่หนังสือสนทนาภาษาธรรมให้ความรู้ด้านธรรมะแก่หนูมากๆเลยค่ะ

หนูกราบขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ และหนูก็มีเรื่องรบกวนสอบถามอาจารย์ด้วยค่ะ อาจารย์ช่วยอนุเคราะห์หนูด้วยนะคะ

   1. ตอนนี้หนูมีความทุกข์ใจอย่างมากๆค่ะ ตัวหนูเป็นคนที่สนใจธรรมะมา 5 ปี แล้วค่ะ หนูเคยดีใจที่ตัวหนูตาสว่างได้เร็วเพราะหนูมาสนใจธรรมะเมื่ออายุยังน้อยประมาณยี่สิบต้นๆ แต่หนูไม่ทราบจริงๆว่าทำกรรมใดไว้ เลยทำให้ ณ ตอนนี้หนูต้องทุกข์ใจอย่างมากมาย มันอาการว่าเหมือนมีอีกความคิดหนึ่งที่ไม่ดีต่อพระพุทธศาสนาทั้งที่หนูไม่ได้คิดมันเลย หนูพยายามรู้ตามก็เริ่มเห็นว่าความคิดนี้จะผุดขึ้นมาตอนหนูไม่มีสติค่ะ เป็นมาเกือบปีแล้วค่ะ ทำให้ตัวหนูท้อแท้และสิ้นหวังมากๆ แต่หนูก็ไม่ท้อถอยค่ะ พยายามสู้กับจิตใจตัวเอง สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน พยายามนั่งสมาธิทุกคืน ถือศีล 8 ที่บ้านมา 2 ครั้งแล้วค่ะ แต่บางวันเหมือนเราจิตตกค่ะความท้อแท้ก็เข้ามาจู่โจม (หนูสังเกตตัวเองว่าจะเป็นมากๆในเวลากลางคืนจนบางคืนฝันร้ายค่ะ) แต่ก็พยายามนั่งสมาธิแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เคยทำตามที่อาจารย์แนะนำท่านอื่นๆว่าให้ถือเทียนแพไปขอขมากับพระประธานหนูก็ทำแล้วค่ะ และรู้สึกว่าดีขึ้นบ้าง หนูสันนิษฐานเองค่ะว่าอาจเกิดจากกรรมที่ช่วงแฟนเก่าหนูบวชเป็นพระและหนูเคยทำให้เขาร้อนรุ่มเรื่องหนูค่ะ ตอนนี้เท่าที่ทำได้ก็คือแผ่เมตตาให้เขาค่ะ พอคิดได้เช่นนี้หนูก็ตั้งหน้าตั้งตารับผลกรรมและพยายามทำแต่กุศลกรรมค่ะ หวังว่าสักวันผลกรรมนี้จะหมดสิ้น ขอเรียนถามอาจารย์ว่าความคิดที่ไม่ดีจะทำให้หนูบาปไหมคะ

สิ่งที่หนูเป็นน่าจะเกิดจากกรรมอันนี้หรือเปล่า และหนูดำเนินมาถูกทางหรือเปล่า (ที่ต่อสูกับจิตใจตนเองและพยายามทำแต่กุศลกรรม)

   2. ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่หนูตั้งใจจะรักษาศีลและหลีกเลี่ยงทางที่นำไปสู่ความเสื่อมทุกทางเท่าที่ตัวหนูจะระลึกรู้ได้ แต่ตอนนี้หนูทำงานอยู่ที่ธนาคารค่ะ ถือว่าเป็นอาชีพที่ถูกต้องในทางธรรมหรือไม่คะ เพราะเงินเดือนเราก็มาจากการเก็บดอกเบี้ยคนอื่น ( ถือเป็นการเบียดเบียนหรือไม่) อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างอาชีพที่ดีในทางธรรมด้วยค่ะ

   ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงล่วงหน้านะคะขอให้อาจารย์ได้สะสมบารมีจนถึงสิ่งที่อาจารย์หวังค่ะ บางครั้งที่หนูนั่งสมาธิหนูแผ่ส่วนกุศลให้อาจารย์ด้วยค่ะ เพราะหนูถือว่าอาจารย์เป็นผู้มีพระคุณต่อหนูอย่างสูงคนหนึ่ง

คำตอบ
   (1) ความคิดที่เป็นอกุศล ผู้ใดคิดแล้วบาปจะถูกเก็บสั่งสมอยู่ในจิตของผู้ทำกรรม การขอขมากรรมในเรื่องนี้         
       1. นำดอกไม้สดหรือพวงมาลัยดอกไม้สดรวมทั้งธูปเทียน ไปขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยจึงจะถูกตรงที่สุด
       2. หลังจากขอขมากรรมแล้ว ต้องพัฒนาใจให้มีศีล 5 ข้อคุมใจให้ได้ทุกขณะตื่น 
       3. ก่อนนอนสวดมนต์ แล้วต่อด้วยการบริกรรม “ พุทโธๆๆๆ ” นาน 15-30 นาที ทุกวัน แล้วอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไปเรื่อย ๆ จนกว่าความคิดอกุศลจะหมดไปจากใจ

   (2) อาชีพดีในทางธรรมต้องเป็นอาชีพที่ไม่ผิดศีลและไม่ผิดธรรม เช่นอาชีพที่ทำเกี่ยวกับสังฆทาน พวงหรีดงานศพโรงบรรจุศพ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง อาหารสำเร็จรูปที่เป็นมังสวิรัติ ฯลฯ
   

867.
เรียนท่านอาจารย์ดร.สนองที่เคารพยิ่ง

ผมขอเรียนถามท่านอาจารย์สั้นๆ เกี่ยวกับมหาทาน

1. การถวายภัตตาหารแด่หมูสงฆ์ เพื่อเป็นมหาทานนั้น หากทำไม่ติดต่อกันเจ็ดวัน ยังจะเรียกเป็นมหาทานหรือไม่ครับ? เช่น ทำวันที่1-3ติดกัน หยุดหนึ่งวัน และต่อวันที่ 5-8 ครับ

2. หากการทำมหาทานไม่จำเป็นต้องทำติดกัน เราสามารถสะสมทำไปเรื่อย เดือนละวัน พอครับเจ็ดวัน เมื่อไหร่ ก็เรียนกเป็นมหาทานเหมือนกันใช่ไหมครับ

3. ผมศรัทธาทำมหาทานเป็นนิจ แต่เนื่องด้วยตัวไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ ไม่สามารถไปร่วมถวายมหาทานด้วยตนเอง แต่ได้ร่วมปัจจัย และมีเพื่อนในคณะเดียวกันไปถวายอย่างพร้อมเพรียง อย่างนี้ ยังจะสามารถเรียกว่ามหาทานได้อีกหรือเปล่าครับท่าน?

ขอกราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

คำตอบ
    (1) คำว่ามหาทาน หมายถึงการบริจาคทานอันยิ่งใหญ่ เช่นการให้ทานแก่อริยบุคคลในวันที่ออกจากนิโรธสมาบัติการให้ทานแกหมู่อริยสงฆ์ การให้ธรรมะเป็นทานแก่คนหมู่มาก การบริจาคทรัพย์สร้างถนน สร้างสะพาน สร้างน้ำอุปโภคบริโภค สร้างแสงสว่าง ฯลฯ เป็นทานให้สาธารณะชนได้ใช้สอย อนึ่งการสร้างโรงทานไว้กับวัดที่มีการปฏิบัติธรรม การถวายอาหารเลี้ยงหมู่สงฆ์นาน 7 วันเหล่านี้จัดเป็นมหาทานได้

   (2) การกระทำดังตัวอย่างที่บอกเล่าไปไม่เรียกว่าเป็นมหาทาน

   (3) การได้ร่วมบริจาคปัจจัย เพื่อใช้ในสัจจธรรมตามข้อ (1) แม้ไม่มีเวลาไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวเอง ยังถือว่าเป็นมาทานเช่นกัน
  

866.
เรียนถามอาจารย์ ดร.สนองค่ะ

ข้าพเจ้า(ขออนุญาตใช้ข้าพเจ้า เพราะดิฉันและหนูล้วนเกี่ยวข้องกับวัย) เพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมเมื่อไม่นานนี้เอง ด้วยเหตุว่าคืนหนึ่งขณะหลับ จิตตื่นขึ้นกะทันหัน และรู้สึกว่ากายที่นอนหายใจอยู่นี้ไม่ใช่เรา จึงเริ่มสนใจธรรมะ และเริ่มฝึกสติโดยการดูจิตในชีวิตประจำวัน ก่อนนอนก็จะดูลมหายใจจนหลับไป เวลาหลับข้าพเจ้ามักมีสติรู้ตัว ขยับตัวก็รู้ ฝันก็รู้ บ่อยครั้งรู้สึกว่ากายเป็นคูหา บางคราวก็เห็นรูปเกิดดับ เสียงเกิดดับ ไม่ต่อเนื่องกันและไม่พร้อมกัน

๑. ทำไมจึงไม่เห็นเช่นนั้นในเวลาปกติคะ (ปกติจะเห็นแต่ว่ากายนี้ไม่ว่าจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆล้วนเป็นไปตามจิตทั้งสิ้น) เพราะเวลาปกติจิตจะไม่ยอมทำสมถะเลย กำลังสมาธิไม่พอใช่ไหม

๒. ครั้งหนึ่งจิตสงบตั้งมั่นดีนอนดูลมหายใจอยู่ เกิดมีดวงสีขาวปรากฏขึ้น และในดวงสีขาวนั้นปรากฏภาพเคลื่อนไหว คล้ายๆกับเราดูกล้องวงจรปิดค่ะ ดวงนี้คืออะไรคะ (ข้าพเจ้ากลัวเลยไม่ได้ตามดู)

กราบขอบพระคุณในความกรุณาต่อทุกขิตสัตว์เช่นข้าพเจ้า และกราบขออภัยที่รบกวนธาตุขันธ์ค่ะ

คำตอบ
   (1) คำว่าสมถะ หมายถึง ธรรมอันเป็นเครื่องสงบระงับจิต เวลาปกติเห็นกายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปตามการสั่งงานของจิตการเห็นในลักษณะนั้นเป็นเรื่องของปัญญา ที่มีพื้นฐานมาจากจิตมีกำลังของสมาธิมากพอที่จะทำให้เกิดปัญญาเช่นนั้นได้

   (2) ดวงสีขาวที่ถูกเห็นเป็นอาหารของจิตที่เริ่มมีความตั้งมั่นเป็นสมาธิ การเห็นดวงสีขาวเป็นอุปกิเลสที่เกิดขึ้นกับจิตที่มีวิปัสสนาญาณอ่อน หากไม่รู้วิธีการกำจัดอุปกิเลสตัวนี้จะไม่มีโอกาสพัฒนาจิตให้เกิดวิปัสสนาญาณที่ชัดเจนได้ ฉะนั้นเมื่อดวงสีขาวปรากฏขึ้นกับจิตต้องกำหนดว่า “ เห็นหนอๆๆๆ ” จนกวาดวงสีขาวหายไปแล้วดึงจิตกลับมาสู่องค์ภาวนาเดิม วิปัสสนาญาณจึงจะกล้าแข็งขึ้นได้
  

865.
สวัสดีท่านผู้เจริญในธรรมทั้งหลาย
ท่านประธานชมรมกัลยาณธรรม ผู้เป็นพุทธบริษัทให้แสงสว่างกับเพื่อนสหมิกธรรมทั้งหลาย
กระผมใคร่ขออนุญาติกราบเรียนสอบถามปัญหาในชีวิต เพื่อให้อาจารย์ได้ โปรดสงเคราะห์ชี้ทางสว่างให้กระผมด้วยครับ

เมื่อประมาณต้นปีนี้ กระผมได้ไปทำฟันที่ร้านคุณหมออัจฉรา ปากน้ำ จึงได้มีโอกาส ได้รับหนังสือ และมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมต่างๆ

กระผม ชื่อ นาย ประมวล สมณะ ผมขออนุญาตถามอาจารย์ ดร. สนอง ดังนี้ ครับผม

   1. กระผมเป็นคนที่มีใจไว ซุกซนเหมือนลิง มาเร็วไปเร็ว ควบคุมลำบากมาก จิตใจขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว ทำอย่างไรถึงจะทำให้ใจนิ่งๆได้ครับ อีกอย่างกระผมคิดว่ากระผม มีจริต ครบ 6 อย่าง ทั้ง ราคะ โทสะ โมหะ วิตก หนักไปทางกามราคะ (เหมือนเป็นเศษกรรมอะไรติดมา) แม้พิจารณาด้วยอสุภะต่างๆ แต่ก็เป็นเพียง สัญญา ความจำได้หมายรู้ ไม่ใช่ ภาวนามย ปัญญา รู้สึกว่าเวลาตาเห็นรูป จิตจะปรุงแต่งไปมาก ต้องกำหนดว่า รู้เท่าทันอารมณ์ มันถึงจะหยุด ผมควรจะปฎิบัติต่ออย่างไรบ้างครับ

   2. กระผมมีลูกสาวคนเล็กอายุประมาณ 1 ขวบเศษ ชื่อ ดญ.ชนิดาภา สมณะ ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง และเนื้อเป็นเนื้อร้ายระดับ 3 รักษาที่ รพ. เด็ก อนุสาวรีย์ชัย ปัจจุบันอยู่บ้านต่างจังหวัด ก็สบายดี ผมรู้ว่าเขาคงมีกรรมที่หนัก เพราะการผ่าตัด ถือเป็นกรรมหนัก ผมได้อธิฐาน ตั้งจิต ถือศีล 5 และวันพระ ศีล 8 ตลอดชีวิต เพื่อเป็นกุศลให้ตัวกระผมและลูกสาว พยายามสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่ส่วนบุญกุศลทุกวัน และบนบวชพระให้ 3 วัน 7 วัน
    อาจารย์ช่วยกรุณาชี้ทางสว่างให้กระผมด้วยว่า ควรทำสิ่งใดเพิ่มเติมบ้าง เขาทำกรรมใดมา ถึงเป็นอย่างนี้ อยากทำให้เขามากๆเท่าที่พ่อในชาติปัจจุบันจะทำได้ ครับ พอมีทางช่วยให้เขาอยู่ได้นานไหมครับ

   3. ผู้ปฏิบัติถึงขั้นใด จึงจะสามารถ ได้พบเห็น หรือ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ และ สามารถ พูดคุยได้หรือครับ

    ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มาก ที่ได้ช่วยสงเคราะห์กระผม
    ขอขอบพระคุณชมรมกัลยาณธรรมทีได้ให้แสงสว่าง ขอบพระคุณครับ

คำตอบ
   (1) สภาวะจิตของผู้ถามปัญหา กับสภาวะจิตของผู้ตอบปัญหาก่อนเดือนเมษายน 2518 มีสภาวจิตเป็นเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันเป็นตรงข้าม ไม่โลดโยนโจนทะยานออกไปรับกระทบภายนอกทั้งดีและไม่ดีเข้ามาปรุงอารมณ์ให้จิตหวั่นไหว ด้วยเหตุเคยไปบวชเป็นพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมจนจิตมีกำลังของสติ ระลึกทันสิ่งกระทบ และมีกำลังของปัญญาเห็นแจ้งเห็นสิ่งกระทบดับไปตามกฎไตรลักษณ์ จึงปล่อยวางสิ่งกระทบ แล้วจิตผันตัวเองเข้าสู่ความว่างเป็นอุเบกขารมณ์ ดังนั้นก่อนที่ผู้ถามปัญหาจะพัฒนาจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ ต้องทำใจให้มีศีล 5 คุมให้ได้ก่อน แล้วเลือกองค์บริกรรมที่เหมาะกับจริต ราคะจริตควรใช้อสุภะหรือกายคตาสติมาเป็นองค์บริกรรมเร่งความเพียรและมีสัจจะได้แล้ว โอกาสพัฒนาจิตตนเองให้นิ่งเหมือนลิงชรา จึงจะเป็นไปได้

   (2) อธิษฐานตั้งจิตถือศีล 5 และวันพระถือศีล 8 ยังไม่ดีเท่ากับไม่ต้องอธิษฐานแต่ทำใจให้เป็นปกติมีศีล 5 มีศีล 8 อยู่ได้ทุกขณะตื่น จะได้อานิสงส์ของศีลมากกว่า การอธิษฐานถือศีล

   การบนบานไม่ใช่วิถีแห่งพุทธะ แต่การนำครอบครัวปฏิบัติธรรมร่วมกัน แล้วอุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นให้กับลูกสาวที่กำลังป่วยด้วยโรคกรรมยังดีกว่านำตัวเองเขาบวชเป็นพระสงฆ์ เหตุเพราะการปฏิบัติมีอานิสงส์แห่งบุญสูงสุดที่สามารถส่งผลให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงนิพพานได้ หากได้อุทิศบุญเช่นนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของลูกสาว หากเขามาอนุโมทนาบุญแล้วยกเลิกการจองเวร โอกาสหายจากโรคกรรมจะเป็นไปได้

   (3) ผู้ที่จะประพฤติเช่นนี้ได้ต้องเคยเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าเช่น ปฏาจารา พาหิยะฯลฯหากพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วบุคคลดังกล่าวต่อไปนี้ยังมีโอกาสได้เห็น ได้เข้าเฝ้าและได้สนทนากับพระพุทธเจ้า ได้แก่มนุษย์ปุถุชนผู้พัฒนาจิตให้เข้าถึงความมีฤทธิ์ทางใจ (มโนมยิทธิ) หรือมนุษย์ปุถุชนผู้เข้าฌานได้ หรือมนุษย์ที่ไปเกิดเป็นเทวดาปุถุชน เช่น อังกุรเทพบุตร อินทกเทพบุตร หรือพรหมปุถุชนเช่น พกาพรหม สนับบดีพรหม ฯลฯ หรือพรหมอนาคามี เช่น ฆฏิการพรหมหรือมนุษย์อริยบุคคลที่มีอภิญญาฯลฯ
  

864.
เรียน ดร.สนอง ที่เคารพ

   หนูมีปัญหาอยากถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนูเครียดมาก เครียดเป็นอาทิตย์จากการที่ตัองอ่านหนังสือสอบและลุ้นผลประกาศสอบเข้าทำงาน จนหนูมีอาการปวดหัวข้างเดียว ร้าวไปทั้งกระโหลก พอนึกเรื่องสอบที่ไร ท้องอืดทันที กินข้าวไม่อร่อยเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดมาก่อนในชีวิต

   หลังจากเครียดอยู่เป็นอาทิตย์ พอตื่นมาเช้าวันจันทร์ กลายเป็นว่า หนูมีความสุขมาก สุขมากที่สุดในช่วงหลายปี ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ที่จิตมันพลิกกลับจากทุกข์มากเป็นสุขมาก สุขมากจนสามารถนอนอมยิ้มได้ ทั้งที่หนูเป็นคนหน้าเครียด หน้าตาดุดัน เพราะหนูไม่ค่อยสมหวังเรื่องงานเลยค่ะทำให้หน้าตาอมทุกข์ตลอดเวลา แต่ช่วงนั้นหน้าตาและจิตใจผ่อนคลายเยอะมาก หนูมีความสุขอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ

   หนูอยากรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ แต่หนูก็พยายามรู้ตัวอยู่เสมอค่ะว่า อาการขณะนี้กำลังคิดอะไร ทำอะไร รู้สึกอะไร เจอใครทำอะไรก็ไม่ปรุงแต่งไปเองค่ะ เห็นก็คือเห็น ได้ยินเสียงด่าก็รู้ว่าเขาด่าเรา แต่มันเฉย มันแค่ได้ยินเสียงค่ะ แต่ไม่คิดต่อ มันมีความสุขมากค่ะ

   อารมณ์สุขนี้อยู่ได้ประมาณห้าวันค่ะ จนเจอเรื่องที่มีผลกระทบกับจิตใจมากๆ นั่นคือออกไปสัมภาษณ์และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คราวนี้มันเหมือนกับรู้สึกตัวค่ะ ที่ผ่านมามีความสุขมากนั้นเหมือนมันฝันไป แต่ตอนนี้ที่สุขมันเกิดกระทบและคลายออกมันเหมือนกับกลับมาสู่ความเป็นจริง ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นหนูก็พยายามรู้ตัวอยู่เสมอ สุขหนอๆ อิ่มเอมใจหนอ อะไรไปตามเรื่อง มันก็ไม่ได้ดับไปโดยง่าย แต่มันอยู่หลายวันและก็มีความสุขอยู่อย่างนั้น

   หนูขอเรียนถามว่า จิตของเรานี้พอมันสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่งมากๆมันจะพลิกเป็นตรงกันข้ามใช่ไหมคะ หรือ มันเป็นการเสวยอกุศลกรรรมและกุศลกรรม ทั้งๆที่ชีวิตหนูส่วนใหญ่ก็อยู่ที่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน เหตุการณ์เดิมซ้ำซากแต่บางวันทุกข์มาก บางวันสุขมาก บางครั้งหนูคิดว่า เอ ใครหนอแผ่เมตตาให้เรา (เคยได้รับค่ะ) จิตนี้ทำงานอย่างไรคะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์สนองที่กรุณาให้ความรู้ค่ะ

คำตอบ
   ที่อารมณ์ของจิตพลิกจากความเลวร้ายกลับมาอยู่ในอารมณ์สงบสุขได้ เหตุเกิดเพราะจิตระลึกได้ทันสิ่งกระทบ (ผัสสะ) ไม่รับเอาสิ่งกระทบเข้าปรุงเป็นอารมณ์ จิตจึงสงบแล้วความสุขที่ละเอียดประณีตจึงเกิดขึ้นดังที่บอกเล่าไป ปรากฎการณ์ทั้งหมดนี้ถูกตรงตามพุทธวจนะที่ว่า “ สรรพสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปเป็นธรรมดา ” นั่นหมายความว่า สรรพสิ่งเกิดขึ้นกับจิตจะดำเนินไปตามกฎของไตรลักษณ์ ผู้ใดมีสติระลึกได้ทันสิ่งที่เข้ากระทบจิต ไม่รับเอาสิ่งที่เข้ากระทบจิตมาปรุงเป็นอารมณ์แล้วใช้จิตที่มีความตั้งมั่นจวนแน่วแน่ ตามดูสิ่งที่เข้ากระทบว่าดำเนินไปตมกฎไตรลักษณ์ เมื่อสิ่งกระทบผันตัวเองเข้าสู่ความเป็นอนัตตา ความเป็นตัวตนของสิ่งกระทบย่อมไม่มี จิตจะปล่อยวางสิ่งกระทบแล้วเข้าสู่ความว่างเป็นอุเบกขารมณ์ ความสุขที่ละเอียดประณีตอันเกิดจากจิตสงบจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้แล

   หากผู้ถามปัญหาพัฒนาจิตตนเองให้มีกำลังของสติมากจนเป็น “ มหาสติและพัฒนาจิตตนเองให้มีกำลังของปัญญาเห็นแจ้ง จนเป็น “ มหาปัญญา ” ได้แล้วเมื่อใด ความสุขจากจิตสงบและความสุขจากจิตเป็นอิสระ จะเกิดขึ้นแน่นอนและตลอดไปหากพัฒนาได้เช่นนี้...สาธุ
  

863.
เรียนถามท่าน อจ.สนอง ครับ

ผม สุพจน์ ศรีรัตนรัฐ
ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องที่ผมจะสอบถามไปนี้ สมควรถามท่าน อจ.ณ ที่นี้หรือเปล่า เพราะเห็นใน webbroad ถามเรื่องแนวการปฏิบัติทั้งนั้น แต่มีพี่ท่านหนึ่งให้ลองลองถามท่าน อจ.ดูน่ะครับ หากผมได้ล่วงเกินท่าน อจ.ผมก็ขอกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยน่ะครับ

ผมมีเรื่องเรียนสอบถามถึงปัญหาครอบครัวและการปฏิบัติ ครับ เลยขอรบกวนท่าน อจ.ช่วยชี้แนะด้วยครับ

1. คุณแม่ผมท่านหายออกไปจากบ้านประมาณ 4 ปีแล้ว ผมอยากเจอท่านครับ อยากนำท่านกลับมาดูแล ครับ ไม่รู้ว่าผมยังพอมีหวังไหม ท่านป่วยทางจิตครับ ผมดูแลท่านมาประมาณ 10 ปี หลังจากท่านกลับ มาจากต่างประเทศ อาการท่านเคยดีขึ้นมาก ผมพาท่านไปวัดทุกวันอาทิตย์ หวังว่าจะได้กุศลจากการฟังธรรมบ้าง ผมรู้สึกดีมากที่ชวนท่านไป ท่านก็ไป (2 คนแม่ลูก)

2. ผมมีน้องสาวอีกคน ก็ป่วยทางจิตเหมือนกัน ตอนนี้อาการสงบบ้างแต่ยังไม่หายดี หมอบอกว่าไม่หายขาด ผมอยากให้น้องดีขึ้น สงสารเค้าน่ะครับ ผมอ่านเจอคำตอบเกี่ยวกับคยป่วยทางจิตในกระทู้มาแล้วครับ ว่าเป็นเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร แต่ก็อยากเรียนถามท่านอจ.อีกครั้ง เผื่อว่าจะมีทางอื่นด้วยน่ะครับ

3. ผมเคยบวชเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัย มีความสุขมากและดีใจที่ตนเองเจอหนทางนี้ เคยคิดว่าจะบวชตลอดชีวิต แต่ระหว่างที่ตนเองยังไม่สามารถบวชได้เพราะยังมีภาระ ก็ปฏิบัติเองไปเรื่อยๆก่อน แต่ 10 กว่าปีที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าไม่คืบหน้าไปไหน ศรัทธาก็ตกลง ไม่เท่าเดิม เจอ อจ.ท่านใดก็ลองปฏิบัติตามแนวท่าน แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่
เหมือนลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆครับ ก็เลยอยากรบกวนท่าน อจ.แนะนำแนวทางปฏิบัติ ที่เหมาะสมกับผมด้วยน่ะครับ

ผมขอรบกวนท่าน อจ.ด้วยครับ
ขอบพระคุณครับ

คำตอบ
    (1) ตราบใดที่ความหวังยังไม่สิ้น และตั้งเหตุให้ถูกตรงด้วยการสร้างมหาทาน แล้วอธิษฐานขอพบแม่และสุดท้ายรักษาศีล 5 ให้มีอยู่กับใจได้ตลอดไป เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัวคือบุญส่งผล โอกาสพบกันอีกย่อมเกิดขึ้นได้ในกาลข้างหน้า

   (2) อาการป่วยทางจิตเป็นโรคที่เกิดจากรรมของผู้เป็นน้องได้ผูกพยาบาทไว้กับเจ้ากรรมนายเวร หากเขายกเลิกการจองเวรอาการป่วยทางจิตจึงจะหมดไปได้

   (3) การปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมคือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้วความสำเร็จในผลแห่งการปฏิบัติย่อมเกิดขึ้นได้ การปฏิบัติธรรมที่สมควรแก่ธรรมคือ ต้องมีศีล 5 คุมใจให้ได้ก่อน เร่งความเพียรในการปฏิบัติ โดยใช้บทกรรมฐานที่เหมาะกับจริต มาเป็นองค์บริกรรมให้ต่อเนื่องและยาวนาน สุดท้ายพัฒนากายและใจให้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยมีสัจจะคุมกายใจเมื่อใดที่เหตุปัจจัยดังกล่าวลงตัวผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติจะเกิดขึ้นได้
   

862.
กราบสวัสดีอาจารย์ที่เคารพครับผม

และขอกราบเรียนถามอาจารย์ว่า

   1. เวลาทำความดีที่เป็นบุญ อธิษฐานว่า ขอให้อานิสงฆ์ผลบุญช่วยให้ข้าพเจ้าเจอครูบาอาจารย์ที่ถูกจริตและขอให้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมอันประเสริฐในชาตินี้ด้วยเทอญ
ถ้าอธิฐานแบบนี้บ่อยๆจะสำเร็จตามคำอธิษฐานได้หรือไม่อะครับ

   2. เป็นคนฟุ้งซ่านค่อนข้างที่จะไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ครับ ชอบคิดถึงเรื่องเก่าๆที่ไม่ดี หรือบ้างทีก็คิดถึงเรื่องอนาคตบ้าง บางทีก็ชอบนึกถึงเรื่องอื่นขณะที่ทำอย่างอื่นอยู่
อยากถามอาจารย์ว่า ควรจะฝึกสมาธิแบบไหน แนวไหนดีครับ ขออาจารย์ช่วยแนะนำ และบอกวิธีฝึกด้วยครับ

กราบขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้าด้วยครับ

คำตอบ
    (1) อธิษฐานพบครูอาจารย์ที่ถูกกับจริตของตนก็จะพบแต่ครูบาอาจารย์ที่ไม่ดี คือครูบาอาจารย์ที่ยังมีจิตเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อธิษฐานในลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถนำตัวเองให้บรรลุธรรมอันประเสริฐในชาตินี้ได้ คำอธิษฐานเช่นนี้จึงเป็นไปไม่ได้คือไม่สำเร็จตามที่อธิษฐาน

   แต่หากอธิษฐานให้ได้พบครูบาอาจารย์ ที่มีความเห็นถูกตรงตามธรรมจะเป็นปุถุชนหรืออริยบุคคลก็ได้และขอบรรลุธรรมอันประเสริฐนั้นด้วย คำอธิษฐานเช่นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ อธิษฐานแล้วมีโอกาสพบกับความสำเร็จได้

   (2) ก่อนฝึกสมาธิต้องพัฒนาใจให้มีศีลห้าข้อสถิตอยู่กับใจทุกขณะตื่นให้ได้ก่อนและต้องนำบทกรรมฐานที่ถูกกับจริตของตัวมาใช้เป็นองค์บริกรรมตัวอย่างเช่น วิตกจริตหรือโมหะจริต ควรใช้อานาปานสติมาเป็นองค์บริกรรม สัทธาจริตควรให้อนุสติ 6 ข้อแรก คือระลึกถึงคุณของพระพุทธะ ระลึกถึงคุณของพระธรรม ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ระลึกถึงคุณของศีลที่ตนรักษาได้ ระลึกถึงคุณของทานที่ตนได้บริจาคแล้ว ระลึกถึงคุณที่ทำคนให้เป็นเทวดา มาเป็นองค์บริกรรม โทสจริตควรใช้เมตตาพรหมวิหารหรือวรรณกสิณมาเป็นองค์บริกรรม พุทธิจริตควรใช้มรณัสสติ อาหารปฏิกูลสัญญา ฯลฯ มาเป็นองค์บริกรรมและสุดท้าย ราคจริต ควรให้อสุภะ หรือกายคตาสติมาเป็นองค์บริกรรม
   

861.
กราบเรียนถามท่านอ.สนอง

   1. การฝึกวิปัสสนาที่วัดจะมีขั้นตอนการสมาทาน การปฏิบัติ และหลังปฏิบัติ เช่น การแผ่เมตตา เมื่อกลับมาปฏิบัติเองที่บ้านควรปรับขั้นตอนวิธีการปฏิบัติอย่างไรคะ

   2. เมื่อปฏิบัติเองที่บ้าน เวลาจิตจะเริ่มเป็นสมาธิ มีความรู้สึกเหมือนกับถูกทดสอบทุกครั้ง คือ จะรู้สึกคันหรือปวดขามาก กำหนดรู้คัน รู้ปวดเท่าไรก็ไม่สามารถผ่านไปได้ จนต้องเกาหรือเปลี่ยนท่านั่ง เนื่องจากขันติยังไม่พอ อยากกราบขอคำแนะนำเพื่อให้การปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นค่ะ

   3. สามีเป็นสัตวแพทย์ จำเป็นต้องฆ่าไก่เพื่อพิสูจน์โรค จะทำอย่างไรเพื่อให้กรรมเบาบางลงคะ เพราะเป็นความจำเป็นทางอาชีพที่เลี่ยงไม่ได้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

คำตอบ
    (1) สมาทานอะไร หากเป็นการสมาทานศีลเมื่ออยู่ที่บ้านแล้วไม่ต้องสมาทาน เพียงแต่รักษาศีล 5 ให้อยู่กับใจทุกขณะตื่นเป็นอันใช้ได้ หลังจากนั้นนำเอาวิธีปฏิบัติกรรมฐานที่วัดมาปฏิบัติเองที่บ้านตามรูปแบบที่ครูผู้ให้การฝึกกรรมฐานแนะนำ ให้ปฏิบัติทั้งให้อิริยาบถใหญ่ (ยืน เดิน นั่ง นอน) และในอิริยาบถย่อย (กิน ดื่ม พูด ฟัง ฯลฯ) เมื่อปฏิบัติกรรมฐานแล้วเสร็จในแต่ละวันให้อุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้วแก่เจ้ากรรมนายเวรของผู้ปฏิบัติ และให้แก่สรรพสัตว์ตามที่ตัวเองปรารถนา

   (2) ขณะนั่งปฏิบัติกรรมฐาน หากมีอาการรู้สึกคันเกิดขึ้น ต้องกำหนดว่า “ คันหนอๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการคันจะหายไป หากมีอาการปวดขาเกิดขึ้นต้องกำหนดว่า “ ปวดหนอๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการปวดขาจะหายไป หากกำหนดแล้วอาการดังกล่าวยังไม่หายไป ต้องเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งภาวนาไปเป็นเดินจงกรม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มกำลังของสติให้มีมากขึ้นจนถึงระดับที่เมื่อกำหนดแล้วอาการคันอาการปวดขาหายไป

   (3) ไม่มีใครผู้ใดสามารถทำให้กรรมไม่ดีเบาบางลงได้นอกจากต้องชดใช้อกุศลวิบากของกรรมไม่ดีให้หมดไป ดูวิธีบริหารจัดการกรรมได้ในเว็บไซด์ข้อ 728
  

859.
กราบเท้าท่านอาจารย์ดร.สนอง ที่เคารพยิ่ง

ผมขออนุญาตถามท่านอาจารย์ดังต่อไปนี้ครับ

   1. ผมอยากพบเนื้อคู่ และได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขา แต่ด้วยความที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ใจจึงโหยหา ที่จะตามหากันให้พบ ที่เคยพบก็โดนกระแสอกุศลกรรม ที่เคยทำมา ทำให้เสียใจอยู่ตลอด หาก ผมอธิษฐานให้พบคู่ที่ดี จะต้องทำเหตให้ตรงอย่างไรครับ?

   2. หากจะอธิษฐานขอพบคู่ ต้องอธิษฐานด้วยคำอธิษฐานแบบไหนครับ?

ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในความกรุณาที่มีให้เสมอมา ผมเกิดมาชาตินี้
ได้พบท่านอาจารย์ ก็เป็นหนึ่งในความโชคดีที่สุดจริงๆครับ

คำตอบ
   (1) อธิษฐานขอพบเนื้อคู่ที่ดีสามารถอธิษฐานได้แต่จะได้ผลถูกตรงตามที่อธิษฐานไว้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำไว้แต่อดีตว่าคู่ที่ดีคือคู่สร้างคู่สม อันได้แก่ สมสัทธา สมสีลา สมจาคา สมปัญญา ตัวเองได้เคยสร้างเหตุ 4 อย่างนี้ ร่วมไว้กับใครหรือไม่ หากเคยสร้างกรรมดี 4 อย่างนี้ไว้ แต่กรรมดีผลักดันให้เขาไปเกิดอยู่ในสุคติภพที่มิใช่ภพมนุษย์ โอกาสที่ปัจจุบันจะพบกันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือหากผู้ถามปัญหาไม่เคยสร้างกรรมดีทั้ง 4 นี้ไว้กับใครผู้ใด การอธิษฐานพบเนื้อคู่ที่ดีย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้นอธิษฐานพ้นไปจากความทุกข์แล้วสร้างเหตุให้ถูกตรงด้วยการปฏิบัติกรรมฐานจะมิดีกว่าหรือ

   (2) หากประสงค์จะพบเนื้อคู่ที่ดีต้องสร้างมหาทานให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงอธิษฐานพบเนื้อคู่ แล้วสร้างเหตุ 4 อย่างตามข้อ (1) ให้ถูกตรงอยู่เสมอ คือสัทธาในสิ่งดีงามทั้งปวง รักษาศีล 5 ข้อให้คงอยู่กับใจทุกขณะตื่น มีการบริจาคทานอยู่เสมอ และสุดท้ายพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นถูกตามเป็นจริง เมื่อใดที่เหตุปัจจัยลงตัว โอกาสพบเนื้อคู่ที่ดียังมีความเป็นไปได้
   

858.
กราบเรียนท่านอาจารย์สนอง วรอุไร ที่เคารพ

กระผมนายถาวร พระสว่าง ได้ปฏิบัติกรรมฐานมาได้ สิบกว่าปี ได้มีคำถามอยากเรียนถามท่านอาจารย์ดังนี้
1. การปฏิบัติในช่วง 3 ปีแรก ขณะที่เดินจงกลมอยู่ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้นคือ ในขณะนั้นปรากฏว่าได้เห็นดวงแก้วไหลออกมาใสสว่าง ซึ่งในปัจจุบันก็ยังปรากฏอยู่เช่นเดิม เหตุการณ์เช่นนี้ถือว่าได้ปฏิบัติถึงลำดับใดแล้ว และควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป

2. ขณะที่นั่งกรรมฐานเวลาประมาณตี 3 ได้เกิดเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งขึ้น คือ รู้สึกเหมือนมีความเย็นบริเวณศีรษะแล้วค่อยๆไหลลงมาคล้ายของเหลวมาอุดอยู่ที่ลำคอ กระผมก็ได้กำหนดคำบริกรรมต่อไป ความเย็นนั้นก็ไหลลงมายังหน้าอกแล้วค่อยๆหายไป รู้สึกตัวเบา แล้วก็ผมได้เห็นแสงสว่างพุ่งออกครอบตัวเราไว้ อยากทราบอาการเช่นนี้ อาการที่เกิดขึ้นกับกระผมเช่นนี้เรียกว่าอะไร และควรปฏิบัติต่อไปอย่างไร

ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้

คำตอบ
    (1) ที่เห็นดวงแก้วไหลออกมาใสสว่างนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง (วิปัสสนูปกิเลส) ซึ่งมักจะเกิดกับผู้ที่เข้าถึงวิปัสสนาญาณอย่างอ่อน หากหวังความก้าวหน้าในการพัฒนาวิปัสสนาญาณให้แจ่มใสต้องกำหนดสิ่งที่ถูกเห็นด้วยจิตนั้นว่า “ เห็นหนอๆๆๆ ” จนกระทั่งดวงแก้วนั้นหายไป แล้วดึงจิตกลับมาสู่องค์บริกรรมเดิม

   (2) เรียกว่าเป็นวิปัสสนูปกิเลส เช่นเดียวกันกับข้อ (1) เมื่อความเย็นเกิดขั้น ควรกำหนดว่า “ เย็นหนอๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนความเย็นหายไป เมื่อรู้สึกตัวเบา ควรกำหนดวา “ เบาหนอๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนอาการรู้สึกว่าตัวเบาหายไป และเช่นเดียวกันเมื่อเห็นแสงสว่างพุ่งออกมาครอบตัว ควรกำหนดว่า “ เห็นหนอๆๆๆ ” เรื่อยไปจนกว่าแสงสว่างที่พุ่งออกครอบตัวหายไป แล้วดึงจิตกลับมาสู่องค์บริกรรมเดิมทุกครั้งเมื่อเกิดวิปัสสนูปกิเลส (แสงสว่าง ความอิ่มใจ ความรู้ ความสงบกายและใจ ความสบายกายสบายใจ ความน้อมใจเชื่อความเพียรที่พอดี ความชัดของสติ ความวางใจเป็นกลางและความพอใจ) ต้องบริกรรมหรือกำหนดตามอาการที่เกิดขึ้นกับจิต จนสิ่งเหล่านี้หายไป วิปัสสนาญาณจึงจะมีกำลังมากขึ้น จิตจึงจะเป็นอิสระต่อกิเลสเหล่านี้ได้
  

857.
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพ

ดิฉันมีคำถามที่จะขอรบกวนสอบถามท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ

    1 การที่บางครั้งเราทำอะไรไปในชีวิตประจำวัน เช่นการปิดไฟ ปิดประตู แล้วเราขาดสติคือเราจำไม่ได้ว่าเราได้ทำไปแล้ว อาจจะต้องเดินย้อนกลับไปดูอีกครั้งทำนองนี้ อยากทราบว่ากรณีแบบนี้ 'รูป' ของเรานั้นขณะนั้นทำกิจนั้นไปได้อย่างไรคะ โดยที่เหมือนจิตไม่ได้รับรู้การทำนั้น แต่รูปได้ทำไปจริงได้อย่างไรคะ

   2 การที่คนเราทำอะไรตามสัญชาตญาน จะเรียกว่าทำไปโดยเป็น อวิชชา ได้ไหมคะ

   3 ระหว่าง จิตใต้สำนึก กับ จิตสำนึก ดูเหมือนว่ามีจิตอีกประเภทนึงคือ จิตที่รู้เฉยๆ ที่ไม่ใช่ทั้งจิตใต้สำนึก และจิตสำนึกใช่หรือไหมคะ เพราะมีความรู้สึกว่า จิตใต้สำนึก เราควบคุมไม่ได้ แต่จิตสำนึกก็เหมือนว่ามันจะมีการคิดปรุงแต่งปนอยู่ตามประสบการณ์ แต่บางทีมันก็เหมือนว่ามีแค่การรู้อาการเฉยๆ นั้น เลยสงสัยว่าในด้านจิตวิทยาเขาเรียกว่าการรู้เฉยๆ นั้นว่าอะไรคะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาช่วยตอบปัญหาให้ผู้ที่ยังสงสัยอยู่ได้ผ่อนคลายความสงสัย และขออนุโมทนากับการบำเพ็ญ บารมีของท่านอาจารย์ในทุกๆ กิจที่กระทำเพื่อพระพุทธศาสนาค่ะ

   วรรณวิภา

คำตอบ
    (1) เป็นสัญญาเก่าที่จิตเก็บบันทึกไว้ จิตได้ใช้สัญญาเก่าสั่งร่างกายให้ปิดไฟปิดประตูโดยขาดสติกำกับพฤติกรรม

   (2) เรียกว่า จิตมีอวิชชาได้

   (3) ผู้ตอบปัญหามิได้เรียนวิชาจิตวิทยาใด ๆ จึงไม่ทราบสมมุติบัญญัติที่เขาใช้เรียกกันในหมู่นักจิตวิทยา แต่ผู้ตอบปัญหาขอสมมุติเรียกว่า จิตกึ่งสำนึก
     

856.
กราบเรียน ดร.สนอง

    ตอนกระผมนั่งสมาธิ จิตนิ่งสงบ มีสติอยู่ตลอด ในการนั่งสมาธิ พอนั่งไปสักพัก มีความรู้สึกว่ามีความเย็นเข้ามาที่ขาทั้งสองข้าง ตัวก้อรู้สึกเบา เกิดความสงสัยขึ้นกับจิต พอเกิดความสงสัย ความเบาตัวก้อหายไป ความรู้สึกเย็นที่กายและขาก็หายไป ความปวดขาก็ตามมา ผมพยายามนั่ง ต่อสู้กับความปวดเหมือนที่ ดร.สนองได้บอกไว้ในหนังสือ สมาธิมาอยู่กับความปวดที่ขา แล้วภาวนา ปวดหนอๆๆ ความปวดก้อหนักขึ้นๆ เรื่อยๆๆ ลักษณะเป็นมาสามวันแล้วอาการเจ็บปวดก้อไม่หายไป มีความรู้สึกกังวล หลังจากนั่งสมาธิทุกครั้ง ว่าจะเอาความเจ็บปวดออกไปได้อย่างไร

  ขอความกรุณาแนะนะนำในขอสงสัย และชี้แนะในการปฏิบัติ ให้กระผมด้วย

คำตอบ
    เหตุที่นั่งภาวนาอาการปวดที่ขายังไม่หายไป นั่นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า กำลังของสมาธิยังไม่กล้าแข็งจึงควรเพิ่มกำลังของสมาธิ ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งภาวนาไปอยู่ในอิริยาบถเดินจงกรม สลับกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งจิตมีกำลังของสมาธิกล้าแข็ง จนถึงระดับที่อยู่เหนือทุกขเวทนา (ปวดขา) ได้แล้ว เมื่ออาการปวดที่ขาเกิดขึ้นต้องกำหนดว่า “ ปวดหนอๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ อาการปวดดังกล่าวจึงจะหายไปได้
      

855.
กราบเรียน อาจารย์ดร. สนอง ที่เคารพ

หนูมีเรื่องจะให้อาจารย์ แนะนำค่ะ

   1. ตอนนี้ ดิฉันเพิ่งเริ่มฝึกนั่งสมาธิค่ะ เพิ่งเริ่มศึกษา แล้วลองทำ ทำแบบรวมจิตไปที่ใดที่หนึ่งก่อน เช่น ที่ปลายจมูก หรือกลางอก เป็นต้น หลังจากนั้น เพิ่งรู้ว่ามีอีกแบบ คือ การดูจิต
ปัญหาก้อคือ ดิฉันสับสน ไม่รู้จะลำดับอย่างไรก่อน เพื่อให้เกิดสมาธิ เพราะเพิ่งลองนั่ง เลยอยากให้อาจารย์แนะนำเทคนิค ให้หน่อยค่ะ

   2. ดิฉันเคยทำไม่ดี ตอนสมัยมัธยม เคยมีเงินไม่พอซื้อของ ก้อเลยหยิบเอาเงินที่พี่วางไว้ในเก๊ะไป จะไถ่โทษยังงัย เพื่อไม่ให้บาปนี้ ติดตัวเราไปชาติหน้าคะ

   3. ดิฉันเคยชอบผู้ชายคนเดียวกับเพื่อน สุดท้ายก้อเคยกิ๊กกันนิดๆ แต่ก้อเลิกไปเพราะอยู่ไกลกันมาก และเพื่อนที่ชอบผู้ชายคนเดียวกัน ก้อรู้ แต่เขาก้อไม่ว่าอะไร แล้วก้อยังสนิทกับเราเหมือนเดิม แต่เราก้อรู้สึกผิดในใจตลอดเวลา เพราะเราเลือกเพื่อน ไม่เลือกคนนั้น อาจารย์แนะนำว่า เราจะไถ่โทษยังงัย เพื่อไม่ให้เรารู้สึกแย่ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ หรือว่า เราเอาดอกไม้ไปขอขมาเพื่อนดีคะ คือไม่อยากรู้สึกบาปต่อเพื่อนคะ

    กราบขอบคุณอาจารย์มากมายล่วงหน้านะคะ

คำตอบ
    (1) การพัฒนาจิตให้เกิดสมาธิปัญญาเห็นแจ้ง ควรนำตัวเองเข้าฝากตัวเป็นศิษย์และขอรับกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์จะได้ผลสัมฤทธิ์มากกว่าขอให้ผู้ตอบปัญหาแนะนำเทคนิคการฝึกจิตให้

   (2) ประสงค์ไม่ให้บาปติดตัวไปถึงชาติหน้า ต้องไปบอกความจริงและยอมรับผิดกับพี่ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ ด้วยการขอชดใช้หนี้ หรือขอให้เขายกหนี้ให้ หากเมื่อใดเจ้าของทรัพย์กล่าววาจาให้คุณชดใช้หนี้ที่เอาไปเป็นตัวเงิน หรือกล่าววาจายกหนี้ให้ คุณก็พ้นผิด และต้องไม่ประพฤติอทินนาทานเช่นนี้อีก

   (3) ในฐานะที่ผู้ถามปัญหาเป็นฆราวาส และมิได้ประพฤติผิดศีล 5 ไม่ถือว่าเป็นบาป เหตุที่เกิดความรู้สึกว่าผิดในเรื่องที่บอกเล่าไป สาเหตุเกิดจากผู้ถามปัญหามีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) นั่นเอง
  

854.
กราบเรียนอาจารย์สนองที่เคารพ

   ดิฉันขอถามต่อจากข้อ 848 นะคะว่า ถ้าหากเราจะใช้สิทธิในการเรียกร้องเงินชดเชยตามกฎหมายไม่ทราบว่าจะเป็นการถูกต้องหรือไม่(ในแง่กฎแห่งกรรม) ที่จริงทำใจได้แล้วแต่ทำเพราะเห็นว่าเป็นสิทธิของเรา ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอคำแนะนำว่า มันจะเป็นการสร้างกรรมใหม่หรือไม่ หรือดิฉันควรจะอยู่เฉยๆรับกรรมไปเพราะมันคือกรรมเก่าของดิฉันเอง

   ขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ค่ะ

คำตอบ
   การเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมาย เป็นการกระทำที่ถูกต้องในทางโลก แต่ในทางธรรมแล้วถือว่าผิดเพราะเวรคือความแค้นเคือง ความแก้เผ็ด มิได้ถูกระงับ เมื่อใดที่คู่เวรโคจรไปพบกันอีกในกาลข้างหน้า การทวงหนี้และการชดใช้หนี้เวรกรรมก็จะเกิดขึ้นอีกไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยเหตุนี้พระพุทธะจึงตรัสว่า “ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ” ดังนั้นเรื่องที่บอกเล่าไปผู้ถามปัญหาต้องเลือกทางชีวิตของตนเองว่า จะบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นว่าประสงค์จะจองเวรกันต่อไป หรือชดใช้หนี้เวรกรรมให้หมดกันไปจึงเป็นสิทธิ์ของผู้ถามปัญหา
  

853.
ขอกราบสวัสดีคุณครูสนอง วรอุไร คะ

   ตอนนี้หนูเรียนหนังสืออยู่ชั้นปีที่ 5 คณะทันตแพทย์ มีเรื่องที่หนักใจและทำให้เกิดวิตกจริตอยู่บ่อยครั้ง อยากให้ครูช่วยแนะนะด้วยความเมตตากับหนูด้วยนะคะ

   คือว่าหนูพยายามสังเกตตัวเองตั้งแต่อยู่ประถม มัธยม จนกระทั่งตอนนี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ว่าตัวหนูเองเป็นคนไม่กล้าแสดงออก และขลาดกลัวเวลาจะต้องนำเสนองานให้กับกลุ่มคนฟัง การให้ออกความคิดเห็นในที่ประชุม หรือกระทั่งทำฟันให้คนไข้โดยเฉพาะงานที่ไม่เคยทำมาก่อน หนูมักจะตื่นเต้นจนตัวสั้น มือทั้งเย็น เกร็งและสั่น หัวใจเต้นแรง เสียงก็สั่นด้วยคะ ตอนนั้นมักจะทำอะไรไม่ได้เลย มันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากจนหนูไม่อยากจะคิดแต่มันก็มักจะวนเวียนมาให้ได้พบเจออยู่เสมอคะ เวลาเกิดความกลัวแล้วจะทำอะไรไม่ถูก สติ สมาธิ ปัญญา หายไปหมดเลยคะ และหลังจากผ่านเหตุการณ์แล้วกลับมาคิดว่าทำไมเราถึงไม่กล้า มันก็ทำให้เกิดความเครียด โกรธตัวเอง เกิดความกังวล และสีบสนขึ้นมาเสมอๆ ซึ่งหนูก็รู้ตัวว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ดี แต่หนูก็ห้ามที่จะไม่ให้เกิดความกล้วขึ้นมาได้คะ

   หนูเองจึงอยากทราบว่าความกลัวเหล่านี้เกิดจากอะไร และหนูจะมีวิธีการใดในการจะจัดการกับความกลัวเหล่านี้ได้บ้างคะ หรือมีวิธีการใดที่ฝึกให้มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งแปลกใหม่ด้วยความมั่นใจและครองสติให้อยู่กับตัวตลอดเวลาได้บ้างคะ

    ขอบพระคุณคุณครูอย่างสูงคะ

คำตอบ
   การมีพฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก มีต้นเหตุมาจากคนที่อยู่แวดล้อมเป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิ ชอบครอบงำความคิดเห็นของคนอื่นให้เห็นด้วยตามที่ตัวเองต้องการให้เป็น ซึ่งตรงข้ามกับผู้มีความคิดเห็นถูก เป็นได้เพียงผู้ชี้แนะแนวทางเท่านั้น ผู้เห็นถูกไม่บังคับหรือครอบงำความคิดเห็นของคนอื่น แต่ให้คนอื่นมีอิสรภาพในความคิดความเห็นด้วยตัวเอง

   หากผู้ถามปัญหาประสงค์จะปรับปรุงแก้ไข พฤติกรรมไม่ดีดังที่บอกเล่าไป ต้องนำตัวเองเข้าพัฒนาจิตวิญญาณ ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึง ปัญญาเห็นแจ้งถูกตรงตามความเป็นจริงแท้ได้แล้วสติสัมปชัญญะระดับโลกุตระจะเกิดขัน ความกล้ารวมถึงพฤติกรรมไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ จะหมดไป นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกตรง ที่ผู้รู้ประพฤติได้แล้วและแสดงให้ดูแล้ว จึงนำมาบอกกล่าว
   

852.
กราบเรียนดร.สนองที่เคารพ
   หนูเรียนพึ่งจบและได้ทำงาน 2 เดือนแล้วกำลังศึกษางานแต่ยังไม่บรรจุในระหว่างอยู่ที่ทำงานรู้สึกว่าพี่ ๆเขาจะไม่ค่อยชอบหน้าหนูมักจะนินทาลับหลังพูดจาดูถูกและพูดเสียดสีแต่งเรื่องขึ้นมาโดยไม่เป็นความจริงแต่หนูรู้สึกเฉย ๆ ค่ะไม่คิดอะไรเลยจนพี่เขาบอกว่าเหมือนหนูไม่เอาหัวใจมาทำงานเพราะหนูคิดว่าคงจะเป็นกรรมของหนู และพี่ที่สอนงานหนูเวลาหนูไม่เข้าใจถามงานเขาบ่อย ทั้งหนูเป็นคนเข้าใจยากด้วย และทำงานผิดพลาดพี่เขาก็จะดุว่าหนูเสียงดังจนคนอื่นก็ได้ยินกันทั่วในแผนก แต่หนูก็รู้สึกผิดนิดหน่อยค่ะ แต่ไม่รู้สึกกลัวหรือร้องไห้เหมือนคนอื่นเวลาโดนดุ

   ไม่ทราบว่าหนูผิดปกติทางจิตหรือเปล่าคะ และพี่ที่ไม่ชอบหนูเขาก็แนะนำให้หนูไปทำงานที่อื่น หนูควรจะไปไหมคะ เพราะถ้าอยู่ไปก็คงจะไม่สบายใจที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะกรรมของหนูใช่ไหมค่ะ และจะทำอย่างไรปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับหนูอีกคะ

จึงเรียนให้อาจารย์ช่วยแนะนำด้วยนะคะ
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ

คำตอบ
    หากประสงค์ลดการถูกนินทาลง ต้องพัฒนาจิตให้มีศีล 5 คุมให้ได้ทุกขณะตื่น เมื่อศีลคุมใจได้แล้ว ให้ประพฤติจิตตภาวนาตามบทกรรมฐานที่เหมาะกับจริตของตน และเมื่อใดจิตมีกำลังของสติกล้าแข็ง จิตจะไม่เคลื่อนออกไปนอกตัว ไม่เอาจิตไปรับเสียงนินทาของคนอื่นเข้ามาทางหู และสู่ใจปรุงแต่งให้เกิดเป็นอารมณ์ติดลบได้ คนที่ฉลาดในการใช้ตาดู ใช้หูฟังเสียง เขาทำกันอย่างนี้ เขาจึงไม่มีเรื่องไม่ดีเข้าสู่ใจ

   ส่วนเรื่องที่เป็นคนสอนยากและทำงานผิดพลาด เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ผู้อุดมด้วยกิเลส หากประสงค์จะลดพฤติกรรมติดลบของตนเองให้น้อยลง ต้องพัฒนาตนเองให้เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความรู้มีความสามารถในงานที่ทำ และต้องพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีมีคุณธรรมด้วยการประพฤติจริยธรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี เป็นคนตรงต่อเวลา เป็นคนมีสัจจะ มีความขยันในงานที่ได้รับมอบหมาย และสุดท้ายมีความอดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อการทำงานที่ตรากตรำ และอดทนต่อความเจ็บใจ ต่อคำพูดเสียดสีของคนอื่นมนุษย์เป็นสัตว์ที่พัฒนาได้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เขาประพฤติเช่นนี้

   สิ่งที่พี่แนะนำนั้นเขาพูดถูก กับคนที่ไม่ปรับปรุงแก้ไขตนเองแต่เป็นการพูดผิดกับผู้ที่ยอมรับความจริง และพัฒนาตัวเองให้ได้ตามคำชี้แนะดังกล่าวข้างต้น
  

851.
กราบเรียน อาจารย์ดร.สนอง วรอุไร ด้วยความเคารพ

   เมื่อเช้าวันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2551 ตรงกับวันวิสาขบูชา หนูได้สวดมนต์และอธิษฐานจิต ต่อพระบรมสารีริกธาตุที่รับไปบูชาจากวัดสังฆทาน ว่าขอพระเมตตา และอานุภาพของพระศาสดา ได้โปรดเมตตาให้การนั่งสมาธิของหนูเกิดผล และเข้าถึงสมาธิด้วยเถิด ...และจากนั้นประมาณ 3-5 นาที จิตใจหนูก็สงบเย็น และมองเห็นกลุ่มควันสีขาวคล้ายหมอกบริเวณปลายจมูกขณะหายใจ เข้า-ออก กล่มควันนั้นค่อยๆ ล่องลอยอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เคลื่อนมารวมเข้าสู่ศูนย์กลางที่จุดๆ หนึ่ง ... แต่ยังไม่ทันไร ...เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หนูเลยต้องออกจากสมาธิ

    อยากรบกวนเรียนถามอาจารย์ว่าสิ่งนี้คืออะไร..ถือเป็นสมาธิหรือไม่...และต้องทำอย่างไรต่อไปคะ...เพราะว่าอาการแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกค่ะ...( อาการที่เกิดขึ้นส่วนมากขณะนั่งสมาธิจะไม่รับรู้ลมหายใจ...นิ่งแช่อยู่อย่างนั้นนานๆ ค่ะ...)

    ข้อที่สอง... ขณะหลับไปได้ยินเสียงแผ่วเบาลอยมาไกลๆ ... แต่ชัดมาก มาเรียกชื่อหนูประมาณ 5 ครั้งแต่หนูไม่ได้ลืมตามา อยากทราบว่าคืออะไร และต้องทำอย่างไรคะ... เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดแบบนี้3ครั้ง... ครั้งแรกมีคนเรียกชื่อหนูจริงหลังจากสอบถามคนที่สงสัยแล้ว... ครั้งที่2 เกิดขึ้นเพราะรุ่งเช้าหนูจะต้องไปทำธุระที่สำคัญ... แต่ครั้งสุดท้ายนี้เกิดขึ้นคืนวันอาทิตย์ก่อนวันวิสาข ... ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุใดคะ... และต้องแก้ไขอย่างไร... ควรจะขานรับหรือไม่...

หนูขอรบกวนอาจารย์ให้ความกระจ่างและตอบข้อสงสัยเหล่านี้ด้วยนะคะ...
    ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงค่ะ... ...ลำไพ

คำตอบ
   (1) กลุ่มควันสีขาวที่เห็นเป็นผลเนื่องมาจากจิตเริ่มมีความตั้งมั่นเป็นสมาธิ ควรใช้จิตที่เริ่มตั้งมั่นนี้มากำหนดด้วยการบริกรรมคำว่า “ เห็นหนอ ๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลุ่มควันสีขาวหายไปแล้วดึงจิตกลับมาสู่องค์ภาวนาเดิม ทั้งนี้เพื่อให้จิตมีกำลังสมาธิเพิ่มมากยิ่งขึ้น

   (2) สิ่งที่ปรากฎให้จิตสัมผัสได้ เหมือนกับข้อ (1) แต่เปลี่ยนจากการเห็นเป็นการได้ยิน ควรกำหนดว่า “ ได้ยินหนอๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียงที่ได้ยินหายไป แล้วดึงจิตกลับมาสู่องค์ภาวนาเดิม ไม่ควรเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งเสียงที่ได้ยินด้วยการขานรับ เพราะจะทำให้กิเลสมีกำลังมากขึ้น นั่นคือสติที่ใช้ในการภาวนามีกำลังอ่อนลง
   

850.
กราบสวัสดีค่ะ..ท่าน ดร.สนอง

   1) ปัจจุบัน ดิฉัน ได้ทำงานเป็นพนักงานนวดแผนไทย ในสปาแห่งหนึ่ง มีปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับพนักงานนวดทุกแห่งก็ว่าได้ คือ ผู้ชายที่เข้ามาในสปามักจะปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ไม่ว่าการกระทำ หรือวาจา (คือว่าการที่ลูกค้าแต่ละคนมาใช้บริการนั้น ตอนแรกเราจะไม่สามารถทราบได้ว่าลูกค้าจะมีนิสัยอย่างไร กว่าจะรู้ก็ขณะตอนที่พนักงานทำการนวดให้ค่ะ คาดว่าบุคคลเหล่านั้นบ้างก็เคยไปที่สปาแห่งอื่นที่อาจจะพบการบริการที่แอบแฝงด้วยการค้าบริการด้วย หรือไม่ก็เป็นนิสัยส่วนตัวของบุคคลเหล่านั้นที่หมกหมุ่นในเรื่องกามราคะ) ดังนั้น เมื่อบุคคลเหล่านั้นเข้ามาใช้บริการในสปา ซึ่งทางสปาจะไม่มีเรื่องการให้บริการแอบแฝงแต่อย่างใด สำหรับดิฉันเองยังไม่เคยเจอกับตัวเอง เพราะเพิ่งจะเข้าไปทำงาน แต่ทราบจากเพื่อน ๆ ว่าจะเจอบุคคลเหล่านี้ทุกคน โดยผู้ชายเหล่านั้นจะแสดงกิริยาลวนลามพนักงานบ้าง ใช้วาจาลวนลามพนักงานบ้าง พนักงานนวดก็จะบอกให้เขาเข้าใจว่าสปาแห่งนี้ไม่ได้มีการค้าบริการ ดิฉัน จึงรู้สึกกังวลและไม่อยากให้ตัวเองต้องพบเจอบุคคลที่เป็นลูกค้าแบบนี้เลย เพราะถ้าพูดแล้วเขารู้เรื่องแล้วหยุดพฤติกรรมไม่ดี ก็ไม่เป็นไร แต่กลัวว่าจะเจอพวกที่พูดแล้วไม่ฟังไม่รู้เรื่องก็อาจจะนำภัยมาถึงตนเองได้ จึงอยากจะขอคำแนะนำจากท่านว่าการที่ดิฉัน สวดมนต์นั่งสมาธิที่บ้านของดิฉัน แล้วแผ่เมตตาให้เจ้าที่เจ้าทางที่ร้านสปาที่ทำงานอยู่ และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร และแผ่เมตตาให้เทวดาที่คุ้มครองตัวเอง พร้อมกับการอธิษฐานไม่ให้เจอลูกค้าแบบนี้ การปฏิบัติเช่นนี้จะมีผลช่วยให้ดิฉันไม่เจอลูกค้าแบบดังกล่าว และอยู่รอดปลอดภัยได้หรือไม่ค่ะ หรือจะต้องปฏิบัติธรรมอย่างไรให้ถูกทางและปลอดภัยที่สุด รบกวน ท่านดร.สนอง โปรดช่วยแนะนำด้วยค่ะ ( เพราะกว่าจะได้งานก็หายากแสนยาก หากจะไปทำที่อื่นในกิจการสายนี้ก็ต้องหนีไม่พ้นค่ะ )

   2) อยากทราบว่า การถวายสังฆทาน พร้อมผ้าไตรจีวร ทุก ๆ เดือน นั้น จะก่อเกิดบุญกุศลในลักษณะใดบ้างค่ะ

  3) ดิฉัน เคยอ่านหนังสือของท่าน ดร.สนอง ก็พอจะทราบว่าท่านไม่เชื่อเรื่องการทำนาย เพราะท่านจะบอกเสมอว่า คนเราสามารถทำให้ชีวิตตนเองให้อยู่เหนือดวงได้ แต่ทั้งนี้ ดิฉัน ได้ศึกษาศาสตร์ของการทำนายไพ่ยิบซี และการแปลงชื่อ-สกุลเป็นตัวเลขแล้วทำนายมาบ้าง เมื่อลองทำนาย จากที่สังเกตก็จะมีความแม่นยำ แต่คงจะไม่กล้าพูดว่า แม่นยำ 100% เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ดิฉัน เคยคิดว่าอยากจะหารายได้พิเศษจากการทำนายบ้าง เมื่อก่อนดิฉันก็เคยลองดูให้คนอื่น ทุกครั้งที่ดูให้ ดิฉัน ก็จะบอกกับทุกคนเสมอว่าอย่าเชื่อ 100% แต่สิ่งที่บอกเพื่อเป็นแนวทาง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับผลของกรรม และการกระทำของเราในปัจจุบันด้วย จากการที่เคยดูบุคคลอื่น ๆ มา จะทำให้ทราบว่าบุคคลที่มาดูนั้นเขามีพื้นฐานชีวิต นิสัย หรือกำลังพบเจอปัญหาในชีวิตเป็นอย่างไร ดิฉัน ก็จะแนะนำเขาโดยสอดแทรกธรรมะในการแก้ไข ซึ่งตามความเข้าใจของดิฉัน ๆ คิดว่าการนำธรรมะที่ครูบาอาจารย์และที่ท่านสอนไปสอดแทรก ก็เป็นเหมือนวิธีที่ทำให้บุคคลเหล่านี้นำไปปฏิบัติ แล้วอยู่เหนือดวงของตนเองได้ ความทุกข์ที่ประสบจะได้คลายลง ดิฉัน จึงอยากจะทราบว่าการทำนายไพ่ยิบซี อย่างที่ดิฉันตั้งใจจะทำนั้น สมควรที่จะกระทำหรือไม่ / แล้วถ้าบุคคลนั้นเขานำคำที่ดิฉันแนะนำไปปฏิบัติแล้วชีวิตดีขึ้น จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรของคน ๆ นั้น มาเล่นงานดิฉันหรือไม่ค่ะ / และอยากให้ท่านอธิบายเพิ่มเติมอีกนิดนึงว่า การที่สมัยก่อนเวลาเขาจะออกไปทำศึกสงคราม ก็จะให้โหรหลวงทำนายทุกครั้ง แม้ปัจจุบันโหรหลวงก็ยังคงต้องมีการทำนายดูฤกษ์ยามในการทำพิธีในวันสำคัญต่าง ๆ นั้น กับการที่ไม่ให้เชื่อเรื่องการดูดวงนี้ มันมีความแตกต่างกันยังไงค่ะ

กราบขอบพระคุณ ท่าน ดร.สนอง ล่วงหน้าค่ะ

คำตอบ
   (1) สิ่งอันเป็นอกุศลที่ถูกสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณแล้วมาปฏิสนธิเป็น มนุสฺสติรจฺฉาโน เป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้ยาก ด้วยเหตุนี้ผู้ใดเข้าใกล้และเข้ามีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ประเภทนี้ ย่อมเปิดโอกาสให้อกุศลกรรมเกิดขึ้นได้ง่าย หากไม่ประสงค์จะพบกับเหตุการณ์นี้ต้องนำตัวเองออกห่างจากอาชีพดังกล่าว แล้วไปหาอาชีพอื่นที่เป็นสัมมาทำจะดีกว่าการแผ่เมตตาหรืออธิษฐานดังที่บอกเล่าไป

   (2) อานิสงส์ที่จะเกิดจากการประพฤติดังที่บอกเล่าไปคือ ทำให้เป็นผู้เข้าถึงความบริบูรณ์ในเครื่องนุ่งห่ม เป็นที่รักของคนหมู่มากเป็นที่คบหาของคนดี เกิดในสุคติโลกสวรรค์ ฯลฯ

   (3) หากผู้ถามประสงค์นำพาชีวิต วนอยู่กับการเวียนตาย-เวียนเกิดในวัฏสงสาร การประกอบอาชีพหมอดูสามารถทำได้และผู้ใดเข้าไปมีส่วนรวมในวงจรกรรมของผู้อื่น ผู้นั้นต้องมีส่วนรับผลของกรรมนั้นด้วย ในสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากคำพยากรณ์ของโหรหลวง ก่อนออกสงครามรวมทั้งมีการประกอบพิธีกรรมในปัจจุบันยังต้องพึ่งความรู้จากโหรหลวง เหตุเพราะบุคคลผู้เข้าร่วมกระบวนกรรมมิได้มีเจตนานำพาชีวิตให้พ้นไปจากวัฏสงสารจึงสามารถทำได้ แต่หากผู้ใดปรารถนานำพาชีวิตให้พ้นไปจากทุกข์ ต้องเชื่อและประพฤติตามคำชี้แนะของผู้รู้ โดยไม่เอาจิตไปข้องเกี่ยวกับคำพยากรณ์ใด ๆ ความปรารถนาบรรลุธรรมสูงสุดคือพระนิพพานจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้
     

849.
กราบสวัสดี ดร.สนองที่เคารพอย่างสูง

เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนท่านอาจารย์ ดิฉันขอถามคำถามท่านอาจารย์ดังนี้คะ
คือเมื่อหมดอายุขัยความเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ปรารถนาไม่อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก โดยปรารถนาจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ต่อเมื่อ พระอริยเมตตรัยบังเกิดในโลกมนุษย์(ปรารถนาพบพระพุทธเจ้า) โดยหลังจากที่หมดอายุขัยความเป็นมนุษย์ในชาตินี้แล้ว ควรจุติเกิดเป็นอะไร เช่นเทวดา พรหม(เพื่อรอพบพระพุทธเจ้า) และความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่ควรนำพาชีวิตอย่างไรเพื่อให้ไปจุติยังที่ ๆ ปรารถนาได้

ขอบพระคุณอย่างสูงคะ

คำตอบ
    ต้องสร้างมหาทาน เช่น ทำอาหารเลี้ยงพระในวัดที่มีพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติถูกตรงตามธรรมวินัย ต่อเนื่อง 7 วัน แล้วอธิษฐานขอเกิดมาพบพระศรีอารยเมตไตรย์ในกาลาข้างหน้า แล้วต้องทำเหตุให้ถูกตรงคือให้นำพาชีวิตไปเกิดในสวรรค์ด้วยการประพฤติกุศลกรรมบถ 10 และในห้วงชีวิตที่เหลืออยู่ ต้องพัฒนาตนให้มีนิสัยชอบอยู่ในที่สร้างวิเวกพัฒนาตนให้ไม่มีความโลภ ไม่ตระหนี่ ยินดีบริจาคทานอยู่เสมอ มีจิตเมตตาอยู่เสมอ มีความยินดีสมาคมกับผู้มีสติปัญญาอยู่เสมอ ฯลฯ ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้แล้วโอกาสเกิดมาพบพระศรีอารยเมตไตรย์ในวันข้างหน้าจึงมีได้ และทำไมไม่อธิษฐานขอบรรลุธรรมของพระองค์ด้วยล่ะ
       

848.
กราบเรียนอาจารย์สนองที่เคารพ

   ดิฉันมีปัญหาอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องงานค่ะ คือดิฉันเพิ่งถูกเลิกจ้างค่ะ ตอนนี้ก็เลยต้องหางานใหม่ทั้ง ๆ ที่ทำงานเพียงแค่4 เดือน(ให้ออกเดือนมิถุนายน) และก็ไม่ได้มีความผิดอะไร แต่เค้าบอกว่าบริษัทมีปัญหาเรื่องการเงิน

   อาจารย์คะ ก่อนหน้านี้ดิฉันก็มีปัญหา อย่างงานก่อนหน้านี้ดิฉันก็ถูกนินทาโดยที่ดิฉันไม่มีโอกาสชี้แจงเลยว่าอะไรเป็นอะไร นินทาจนดิฉันไม่รู้จะเอาตัวไปวางตรงไหน จะทำอะไรก็ถูกจับผิดไปหมด เหมือนเล่นซ่อนหาอยู่ตลอดเวลา เอาเรื่องดิฉันไปเล่าให้นายจ้างฟังจนมองดิฉันไม่ดี ทุกอย่างเกิดขึ้นลับหลังดิฉันและก็มีเหตุที่ดิฉันต้องออก(ดิฉันไม่มีโอกาสได้รับรู้ด้วยซ้ำว่าทำผิดตรงไหนเขาไม่บอกต่อหน้าแต่เอาไปพูดกับคนอื่น)

   ตอนนี้ดิฉันหางานใหม่ยอมรับว่าไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปถ้าองค์กรที่อยู่ไม่มีปัญหาเรื่องการเงินจนต้องบีบพนักงานออก ก็เป็นเรื่องคนที่นินทาจนดิฉันไม่อยากจะอยู่ ทั้ง ๆ ที่พยายามทำดีด้วย พูดด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าฝืนตัวเองอย่างมากจริง ๆ ค่ะ แต่ก็ต้องทำ เราตอบโต้เขาไม่ได้
ดิฉันจะทำอย่างไรดีคะกับสภาพเหตุการณ์ที่เป็นแบบนี้ ก็ต้องหางานใหม่ ดิฉันยอมรับว่ารู้สึกหวั่นใจ และกลัวไม่รู้ว่าจะเจอกับคนแบบไหน ยอมรับว่ากลัวคนจริง ๆ ค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าที่ดิฉันต้องเจอแบบนี้ติด ๆ กันนี้เป็นกรรมเก่าของดิฉันหรือปล่าว ดิฉันจะทำอย่างไรดีคะ ขอความกรุณาอาจารย์แนะนำด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
    ไม่มีปรากฏการณ์ใดสามารถเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุที่ทำให้เกิดผู้ใดทำกรรมไว้ก่อนแล้ว เมื่อกรรมให้ผลเป็นอกุศลวิบากผู้ทำกรรมต้องเป็นผู้รับและต้องชดใช้กรรมจนกว่าหนี้ของกรรมจะหมดไป (ดูเว็บไซด์ข้อ 728 เพิ่มเติม)

   ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและงาน มีคุณสมบัติประจำตัวดังนี้คือ ต้องเป็นคนเก่ง (มีความรู้+ความสามารถ) ต้องเป็นคนดี (มีคุณธรรม) ต้องมีดวงดี (ประพฤติบุญกิริยาวัตถุ 10 เนืองนิตย์) และต้องหยุดประพฤติอกุศลกรรมทั้งปวงให้ได้เมื่อใดกุศลที่ประพฤติส่งผล การถูกปฏิเสธ การถูกไล่ออกจากงาน การถูกนินทา ฯลฯ จะไม่เกิดกับบุคคลที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวมานี
     

847.
กราบเรียนถาม อ.สนอง วรอุไร

   เรียนถามปัญหาคือ ปัจจุบัน ตัวผู้ถาม ไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีงาน ไม่มีเงิน กลายเป็นคนเร่ร่อน นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้โกหก หรือหลอก แต่อย่างใด ขอเรียนถามความเห็น อ.สนองว่า ว่า ผู้ถามควรทำอย่างไรดี เพราะรู้สึกมืดมนจริง ๆ

กราบแสดงความนับถือ

คำตอบ
    ในความมืดยังมีความสว่างเป็นของคู่ผู้ตอบปัญหาเคยได้สนทนาธรรม กับหลวงพ่อดาบส (มรณภาพแล้ว) มีอยู่เรื่องหนึ่งได้เรียนถามท่านว่า “ อะไรเป็นเหตุให้ท่านต้องมาบวชเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ” หลวงพ่อตอบว่า “ เพราะความยากจนเป็นเหตุ จึงต้องมาบวชเป็นพระสงฆ์ ”    หากผู้ถามมีชีวิตเป็นอิสระจากมนุษย์สมบัติดังที่บอกเล่าไปจริง นับว่าเป็นผู้มีโชคดี และจะดียิ่งขึ้น หากได้ประพฤติถูกตรงตามแบบอย่างหลวงพ่อดาบส และทำได้อย่างหลวงพ่อดาบส ผู้ตอบปัญหาจะได้อนุโมทนาด้วย
   

846.
กราบเรียนถามท่านดร.สนอง วรอุไร ครับ

1.การสร้างทานบารมีกับพระอริยะสงฆ์แล้วอธิฐานขอพระนิพานจะทำให้เราเติมเต็มบารมีในเจริญสติได้เร็วกว่าใช่ไหมครับและรบกวนท่านอาจารย๋สนองแนะนำคำอธิฐานเพราะๆ หน่อยครับ

2.ถ้าทำบุญทุกวันกับพระอริยสงฆ์หลายๆรูปจะมีผลยังไงและจะหนีวิบากกรรมได้เร็วกว่าใช่ใหม่ครับ.

คำตอบ
    (1) การอธิษฐานขอพระนิพพานเป็นการตั้งจิตปรารถนานำจิตเข้าสู่ภาวะนิพพาน เมื่อตั้งเป้าหมายไว้แล้ว ต้องทำเหตุให้ถูกต้องคือพัฒนาจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิและพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้สติกับปัญญาเห็นแจ้ง ส่องดูใจตนเองแล้วกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน์10) ให้หมดไปได้เมื่อใดสภาวะนิพพานตามที่อธิษฐานจึงจะมีจริงได้

(2) ทำบุญทุกวันกับหมู่อริยสงฆ์ ไม่สามารถหนี้วิบากกรรมได้เร็วเท่ากับการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งกำจัดสังโยชน์แต่ละตัวให้หมดไปจากใจ จนจิตบรรลุความเป็นอริยบุคคลได้แล้ว จะหนีวิบากของกรรมได้เร็วกว่า
  

845.
กราบเรียนดร.สนองที่เคารพ

   หนูประสบปัญหาถูกเพื่อนบ้านกลั่นแกล้งรังแกค่ะ ถึงขั้นปีนเข้ามาในบ้านทำลายทรัพย์สินต่างๆ ไม่ได้มากมายอะไรนักเหมือนกับต้องการก่อกวนให้โมโหไม่มีความสุข หนูเคยตบะแตกมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งแต่หาคู่กรณีไม่ได้ เพราะใครจะยอมรับจริงไหมคะ หนูพยายามใช้ธรรมะทุกข้อเข้าแก้ ให้อภัย เมตตา มันก็บรรเทาได้เป็นบางครั้ง แล้วมันก็โกรธเกลียดพยาบาทอีก แต่พอนึกได้ว่า เราเคยก่อกรรมนี้ไว้ ก็ควรชดใช้ซะ เขาย่อมเคยทุกข็ร้อนใจก็เพราะเรามาก่อน มันก็ทำให้อารมณ์เย็นลงและทำให้ปลงได้ค่ะ คราวนี้อยากทำอะไรก็ทำซะ ฉันขอใช้ให้หมดๆไป

    แต่หนูก็ยังมีความคาดหวังว่า เมื่อไรเขาจะหยุด ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือสำนึกอะไร ก็เลยเศร้า เสียใจ เบื่อหน่ายอีก มีอยู่วันหนึ่งหนูมองดูต้นไม้ในกระถาง เสียงแม่บ่นว่า ใครหนอมาเด็ดหักทำลายช่อกล้วยไม้ที่เพิ่งออกใหม่ หนูก็ไม่รู้หรอกค่ะว่า ใครทำ อาจเป็นหลานที่อยู่ในบ้านหรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรพวกนั้น แล้วมันก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัว "เพราะเราไปถือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสิ่งเหล่านั่น การยึดถือเป็นเจ้าของนั่นแหละทำให้เป็นทุกข์ ต้นไม้ข้าวของต่างๆมันอยู่ของมันเฉยๆ คนเรานี่ล่ะที่ไปทึกทักกันว่า เราเป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้ สรรพสิ่งต่างๆไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เรามีกรรมสิทธิ์ในโลกนี้ก็ด้วยกติกาสมมุติ สมมุติเงินทองเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของต่างๆ ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรที่แท้จริงเลย"

   หนูอยากเรียนถามอาจารย์ว่า ความคิดที่แวบเข้ามานี้เป็นอย่างไรคะแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทุกวันนี้ หนูเห็นสิ่งของต่างๆที่ไม่เป็นระเบียบ อาจจะด้วยน้ำมือคนหรือเหตุบังเอิญก็ตาม หนูก็คิดทำความสะอาดหรือจัดเก็บให้เรียบร้อย ไม่ต้องคิดว่า เกิดจากอะไร โทษใครอีก มันก็เหมือนจิตเบาๆดีค่ะ และทำให้หนูไม่คิดมากเรื่องหนูถูกนินทาให้ร้ายต่างๆด้วยค่ะ หนูสามารถยิ้มให้คนพวกนั้นได้ด้วยค่ะ หนูไม่อยากปรุงแต่งแล้วว่า เขายิ้มให้เรา ทำหน้าอย่างนั้นอย่างนี้เพราะนินทาเรา ด่าเรา

    กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่สละแรงกายแรงใจช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังสารวัฎ และขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ทุกประการค่ะ
       ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
    ความคิดที่ไม่ดีแวบเข้ามาให้ระลึกรู้ แสดงว่าโปรแกรมจิตที่ติดลบยังหลงเหลืออยู่ในใจ ผู้รู้ไม่แก้ปัญหาที่คนอื่น แต่ผู้รู้ดูใจของตนเองแล้วแก้ปัญหาที่ตนเอง เมื่อใดที่จิตระลึกถึงความคิดที่เป็นลบ ต้องทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ แล้วใช้จิตตามดูว่า ความคิดติดที่เป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ (อนิจจตา) คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกมีด้วยความเกิดขึ้นและความดับสลาย (ทุกขตา) และเป็นสิ่งที่มิใช่ตัวมิใช่ตน (อนัตตา) ผู้ใดเห็นชัดแจ้งดังนี้แล้ว จะไม่เอาความคิดติดลบ ที่ไม่มีตัวตนแท้จริงมาไว้กับตัว จิตจะปล่อยวางความคิด มีความเป็นอิสระจากความคิด แล้วความสุขจะเกิดขึ้นแทนที่
  

844.
อนุโมทนา สาธุ ท่านอาจารย์ สนองค่ะ

   ดิฉันเพิ่งเข้ามาศึกษาการปฏิบัติธรรมไม่นานมานี้ ครั้งแรกที่ปฏิบัติธรรมคือที่ ยุวพุทธฯ มีเพื่อนแนะนำหนังสือทางสายเอกของท่านอาจารย์สนองให้อ่าน ดิฉันก็ไปดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ กัลยาณธรรมนี้ หลังจากนั้นก็ติดตามงานหนังสือของท่าอาจารย์มาโดยตลอด ถ้ามีเวลาว่างจะเข้ามาดาวน์โหลดธรรมบรรยายของท่านอาจารย์สนองอย่างเป็นประจำ และทุกวันเวลานั่งทำงานจะฟังธรรมบรรยายของท่านอาจารย์ตลอด รู้สึกว่าซึ้งถึงรสพระธรรมดีมาก มีธรรมบรรยายของท่านอาจารย์ที่เป็นการตอบคำถามธรรมทางรายการวิทยุ ฟัง ๆ ไป เจอคำถามแต่ละอัน ตัวดิฉันเองก็คิดว่า ทำไมคำถามแต่ละอันถึงได้........ (อันนี้ขอละไว้นะค่ะ) ก็มีความรู้สึกว่า ท่านอาจารย์มีความเมตตาอย่างแรงกล้า หากเป็นตัวดิฉันเองคงไม่มานั่งฟังเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะบางเรื่องรู้สึกว่ารับไม่ได้จริงๆ (เพราะดิฉันไม่มีบารมีพอ) ก็อยากจะขออนุโมทนา สาธุ ในความเมตตาของท่านอาจารย์นะค่ะ ทุกวันนี้พยายามรักษาศีล 5 ให้บริสุทธ์ และพยายามหาเวลาว่างไปนั่งปฏิบัติธรรมตามแต่ละโอกาสจะเอื้ออำนวย

  มีคำถามเดียวที่สงสัย คือ พี่สาวของดิฉันเคยนั่งสมาธิที่บ้าน และทุกครั้งที่จะออกจากสมาธิพี่สาวจะตัวสั่น ซึ่งมันไม่ได้สั่นเเองนะค่ะ พี่สาวจะทำตัวให้สั่นเพื่อเรียกจิตกลับมา อันนี้มันคืออะไรค่ะ เพราะว่าที่พี่สาวดิฉันปฏิบัตินี่ก็ทำตามพระสงฆ์ที่ประจำอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งค่ะ วิธีแบบนี้มีในพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่ เพราะเท่าทีทำการ search หาข้อมูลดูไม่เคยเห็นกล่าวไว้เลยค่ะ

ขอขอบพระคุณในความกรุณาของอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

คำตอบ
    ผู้ใดนำธรรมะของพระพุทธะมาสถิตไว้ในใจได้แล้ว พฤติกรรมติดลบจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติผิดไปจากธรรมของพระพุทธะ พฤติกรรมดังบอกเล่าไปย่อมเกิดขึ้นได้นั่นคือปฏิบัติไม่ถูกตรงตามธรรม

    ฉะนั้นหากประสงค์จะแก้ปัญหานี้ต้องนำตัวเองของเข้าหาและขอรับคำชี้แนะจากครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์และเข้าถึงธรรมของพระพุทธะได้ ถ้าคำชี้แนะมาปฏิบัติตามให้ได้ปัญหาที่บอกเล่าไปจึงจะแก้ได้เป็นผลสำเร็จ

  

843.
กราบเรียน อ.ดร.สนอง

  ดิฉันมีความพร้อมทุกอย่างในการปฏิบัติธรรม ทางบ้านไม่ขัดข้อง และมีรายได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องเดือดร้อนหางานทำ แต่ดิฉันยังไม่สามารถหาสถานที่อยู่ปฏิบัติธรรมได้เป็นเวลานานๆ จนสามารถเห็นธรรมได้โดยไม่ต้องบวชชี จึงอยากให้ อาจารย์ช่วยแนะนำสถานที่ที่ดิฉันสามารถอยู่ปฏิบัติธรรมได้ยาวนานจนบรรลุธรรมได้ด้วยค่ะ ปัจจุบันดิฉัน อาศัยอยู่ที่ กรุงเทพ เคยปฏิบัติแนว พองยุบ มาก่อน แต่ทางวัดคนเยอะมาก ไม่สามารถให้อยู่ปฏิบัติได้นาน ดิฉันจึงต้องไปๆกลับๆ ปฏิบัติไม่ต่อเนื่องเพราะที่บ้านคนเยอะจะชวนคุยมากจนฟุ้ง ต่อมาดิฉันรู้จักเพื่อนพาไปปฏิบัติ แนวพุทโธ ดิฉันลองปฏิบัติดู รู้สึก โปร่ง โล่ง เบา แต่ก็ยังไม่มีสติ เนื่องจากวัดที่เพื่อนพาไปปฏิบัติ จะเป็นแนวอิสระ อยากปฏิบัติเมื่อไรก็ทำเอง ดิฉันเพิ่งจะเริ่มต้นปฏิบัติจึงเคว้งคว้าง

รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ฆราวาสสามารถอยู่ปฏิบัติธรรมแบบมีกฎระเบียบให้ด้วยค่ะ
   ด้วยความเคารพอย่างสูง

คำตอบ
   สถานที่ปฏิบัติธรรมมีคนมาก ยังไม่สำคัญเท่ากับปรับตัวเองให้เหมาะสม (สัปปายะ) กับสถานที่ นั่นเป็นที่ถูกต้องและควรทำที่สุด ประสงค์จะแสวงหาที่สงบในการปฏิบัติธรรมผู้ตอบปัญหาแนะนำให้ไปหาเจ้าอาวาส และขออนุญาตปฏิบัติธรรมที่วัดทับทิมแดง ซึ่งอยู่หลังตลาดไท จ.ปทุมธานี
   

842.
กราบแทบเท้าอาจารย์ ดร. สนอง

   ดิฉันเคยปรึกษา อ.สนอง ในคำถามที่ 809 , 823 ตามที่ดิฉันได้ศึกษาประวัติแม่นางอิสิทาสี ทำให้อยากทราบประวัติโดยละเอียด ไม่ทราบว่าดิฉันจะสามารถสืบค้นหาได้จากที่ไหนคะ ทั้งนี้เพราะดิฉันอยากทราบขั้นตอนและแนวคิดวิธีปฏิบัติเช่นไร เพื่อหลุดพ้นจากอกุศลกรรมวิบากดังกล่าว ไปให้ได้ ทั้งนี้ เพื่อยึดเป็นแบบอย่างคะ ไม่ทราบว่าดิฉันจะหาข้อมูลได้ที่ไหนคะ

   ขณะนี้ดิฉัน ได้ย้ายกลับมาอยู่กับพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดแล้วคะ เรามีร้านขายยาเล็กอยู่หน้าตลาด ดิฉันสังเกตถึงพฤติกรรมของพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดแล้วรู้สึกเป็นห่วงอย่างมากคือ บ้างก็ดื่มเหล้า เล่นหวย นินทาว่าร้ายกัน บ้างก้อขายเต่า ปลาไหล ปลาดุก ขังพวกมันไว้ในถัง น่าสงสาร ฆ่าปลา ทุบหัวกันสดๆ เห็นแล้วรู้สึกหดหู่ มากเลยคะ
    ดิฉันจึงตัดสินใจขออนุญาตคุณพ่อแม่ จัดแบ่งพื้นที่ในร้านขายยา จัดทำมุมหนังสือธรรมะ ไว้ที่ร้านโดยอนุญาตให้เข้ามานั่งอ่านหรือหยิบยืมหนังสือธรรมะ ที่ดิฉันทำการสั่งซื้อหนังสือและซีดี ทั้งหมดที่มีจำหน่ายในเวปไซน์ของกัลยาณธรรม และหนังสือธรรมะอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้หวังเพียงแค่ให้พ่อค้าแม่ค้า ได้มีหนังสือดีๆอ่าน ได้ซึมซับสิ่งดีๆบ้าง ที่กล่าวมายืดยาวนี้ เพียงแค่จะ ขออนุญาตอาจารย์สนอง ขอใช้มุมหนังสือธรรมะนี้ว่า มุม กัลยาณธรรม จะได้ไหมคะ หรือหากอาจารย์เห็นชื่ออื่นเหมาะสมกว่า ดิฉันขออนุญาตอาจารย์ช่วยแต่งชื่อ มุมหนังสือธรรมะนี้ด้วยคะ

   ดิฉันขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ด้วยความเคารพอย่าสูง และขอให้อาจารย์เชื้อได้ว่า ดิฉันจะใช้ ศีล สมาธิและปัญญา ที่อาจารย์ สนอง เคยแนะนำมานี้ มาช่วยเหลือคนที่อยู่ใกล้ดิฉันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้คะ

    กราบขอบพระคุณคะ

คำตอบ
   โปรดสอบถามดร.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ท่านมีความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาอย่างดีคงให้ความกระจ่างในเรื่องที่ถามไปได้

   ส่วนเรื่องพฤติกรรมของพ่อค้าแม่ค้าที่คุณได้เห็นด้วยตกได้ยินด้วยหู มันเป็นเรื่องของเขา คุณไม่มีสิทธิไปบอกเขาให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเขาเป็นครูที่ดีสอนคุณให้ระมัดระวังหูที่ได้ยิน ระมัดระวังตาที่ได้เห็นมันจะเป็นสื่อนำบาปกรรมของคนอื่นมาเป็นบาปกรรมของตัวฉะนั้นหากคุณปรารถนาจะไม่ให้บาปเข้าสู่ใจ ต้องปรับปรุงใจของตนเองให้มีสติสัมปชัญญะ คุมหู คุมตา คุมใจ ของตนเองให้ดีได้เมื่อใดแล้ว การเห็นด้วยตา การได้ยินด้วยหู ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวคุณเอง

   ดำริจะทำมุมธรรมะไว้ที่ร้านให้ผู้อื่นได้มาหยิบยืมหนังสือหรือซีดีไปอ่านไปฟัง เป็นความคิดถูก (สัมมาสังกัปปะ) อนุโมทนาด้วยและไม่ขัดข้องตามที่ขอใช้ชื่อมุมกัลยาณธรรม เพียงแต่แจ้งให้ทางชมรมกัลยาณธรรมทราบด้วย เขาจะได้อนุโมทนาแล้วบุญก็จะเกิดมากยิ่งขึ้น
   

841.
กราบเรียนอาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพ

   บ้านพักของผมมีแมลงสาบชนิดหนึ่ง เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยขนาดกว้าง x ยาว ประมาณ 3 มม. x 1 ซม. (ชึ่งต่างกับแมลงสาบทั่วไปที่ตัวมีขนาดใหญ่) ลูกของมันเล็กมาก (ประมาณเท่ามดคัน) แมลงสาบชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนผมเคยคิดจะกำจัดโดยใช้ยาเบื่อ แต่ก่อนใช้ผมได้ตั้งจิตอธิษฐานบอกว่าหลังจากนี้อีก 3 วันผมจะใช้ยาเบื่อแล้วนะ ขอให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนอย่ามารบกวนกันอีกเลย เมื่อครบ 3 วันผมก็ซื้อเหยื่อสำเร็จรูปมาวาง เช้ามาก็พบแมลงสาบตายไป 10 กว่าตัว แต่ด้วยความที่ผมได้เคยตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ก็รู้สึกไม่ดีที่เห็นแมลงสาบตาย ก็เลยเก็บยาเบื่อไว้ไม่นำมาใช้อีก

    ผมก็พยายามทำความสะอาดบ้านไม่ให้เหลือเศษอาหารไว้เป็นเหยื่อแมลงสาบเพื่อมันจะได้ไม่ต้องมาอยู่ แต่มาถึงปัจจุบันนี้แมลงสาบเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว กลางคืนผมลุกเข้าห้องน้ำผ่านห้องครัวเห็นมันออกมาเดินกันเป็นพันตัว (ไม่น้อยนะครับ) เพื่อหาเศษอาหาร เช้ามาหม้อข้าว หม้อแกงก็พบมันมุดฝาลงไปกินตายอยู่ในหม้อหลายตัว โดยเฉพาะกับข้าวที่เป็นน้ำเช่นต้มจืดมันจะลงไปแล้วตกน้ำตายเป็นประจำ ไปหาซื้อตู้กับข้าวก็ไม่มีแบบที่ป้องกันแมลงสาบตัวเล็กได้ ตอนกลางวันไปรื้อดูพบมันแอบอยู่ตามใต้ภาชนะต่างๆ มากมาย เช่นใต้ขวดน้ำปลาขวดเดียวพบทั้งพ่อแม่ลูกและไข่เป็นสิบตัวผมทนกับเหตุการณ์แบบนี้มานานพอสมควรจนตอนนี้ผมทนไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องเลิกรักษาศีล 5 เอายาเบื่อที่เคยเก็บไว้มาใช้อีก ผมวางมา 3 คืนแล้ว เช้ามาก็พบมันนอนตายเกลื่อนพื้นวันละ 200 - 300 ตัว รู้ว่ามันบาบมากแต่หาทางออกไม่ได้

อยากจะขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่ามีทางออกวีธีอื่นบ้างหรือไม่ครับ
   ขอขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

คำตอบ
    การกระทำที่บอกเล่าไป เป็นการประพฤติผิดศีลข้อ ปาณาติบาต ผู้ใดประสงค์จะเลิกประพฤติผิดศีลในข้อที่กล่าวถึงทำไมไม่ทำตามแบบคนโบราณ เขาแก้ปัญหาเช่นนี้ได้เป็นผลสำเร็จด้วยการใช้พิมเสน 1 ส่วน ผสมกับ การบูร 3 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้ว บรรจุใส่ถุงผ้าดิบเล็ก ๆ (3-5ช้อนโต๊ะ) รัดปากถุงให้แน่นแล้วนำไปวางไว้ในที่มีแมลงสาปรบกวน เช่นในตู้เสื้อผ้า ในตู้เก็บเครื่องถ้วยชาม ในตู้เก็บแก้ว เก็บช้อน ฯลฯ ปรากฎว่าไม่มีแมลงสาปตายและไม่มีแมลงสาปปรากฏให้เห็นอีกเลยทำไมไม่ลองทำตามที่คนโบราณเขาได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างดูบ้างล่ะ
     

840.
กราบเรียนอาจารย์สนอง มีคำถามที่ต้องการถามอาจารย์ดังนี้ครับ

   1. ได้อ่านคำตอบที่อาจารย์ให้ไว้ว่า ควรจัดหิ้งพระให้หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก อยากทราบเพราะเหตุใดจึงเป็นทิศที่เหมาะสมครับ

   2. การเข้าอรูปฌานได้ไม่จำเป็นต้องฝึกกสิณมาก่อนใช่หรือไม่ครับ และอยากให้อาจารย์อธิบาย อรูปฌาน ทั้ง ๔ อย่างย่อๆ พอให้เห็นภาพครับ เพราะพยายามอ่านและใช้ความคิดตามแล้ว รู้สึกเข้าใจสภาวะอรูปฌานเหล่านั้นได้ยาก เช่น "กำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์" และอยากทราบว่า ผู้ที่ฝึกเข้า "รูปฌาน"ได้สามารถรู้วิธีการเข้าสู่ "อรูปฌาน" ต่อไปเป็นลำดับได้ด้วยตนเองได้หรือไม่ หรือว่าอาจจะต้องมีครูอาจารย์เป็นผู้แนะนำการพัฒนาลำดับฌานขึ้นไปครับ

   3. "ฉันทะ" คือกิเลสตัวหนึ่งใน "สังโยชน์ ๑๐" คือ "กามฉันทะ" แต่ "ฉันทะ" ก็ปรากฏอยู่ใน
"อิทธิบาท ๔" ด้วยเช่นกัน การใช้อิทธิบาท ๔ ในการทำการงานภาระหน้าที่ทางโลก ยังคงต้องแฝงอยู่ด้วยกิเลสอยู่ใช่หรือไม่ครับ แล้วจะพัฒนาจิตอย่างไร ให้ใช้อิทธิบาท ๔ เพื่อความสำเร็จแต่จิตไม่ยึดติดกับความเป็นตัวตนสมมติของภาระหน้าที่เหล่านั้นได้ครับ และการปฏิบัติธรรมควรจะประกอบด้วยฉันทะด้วยหรือไม่ครับ เพราะเคยได้ยินคำว่า "ฉันทะในการปฏิบัติธรรม"

ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่เมตตาตอบคำถามเหล่านี้ครับ

คำตอบ
    (1) ตอนที่พระมหาโพธิสัตว์ ประทับนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในคืนที่ตรัสรู้ ท่านได้นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกในฐานะพุทธบริษัทที่เลื่อมใสศรัทธาในพระศาสดา ควรดูเป็นแบบอย่างแล้วประพฤติตาม จิตให้เข้าถึงอรูปฌานได้ ยังสามารถใช้อุเบกขาอัปปบัญญา หรือ อาณาปานสติ มาเป็นองค์บริกรรมให้จิตเข้าถึงรูปฌานทั้ง 4 ได้ ผู้ใดปฏิบัติได้แล้ว กำลังของรูปฌาน 4 จะส่งผลให้จิตของผู้เขาถึงแล้วสามารถพัฒนาอรูปฌานได้เป็นผลสำเร็จ

   (2) การอ่านจากตำราไม่สามารถเข้าถึงอรูปฌานได้ แต่ผู้มีทักษะมาแต่อดีตชาติ เมื่อจิตตั้งมั่นถึงระดับรูปฌาน 4 สามารถใช้พลังจิตตามดู (โยนิโสมนสิการ) ความเป็นไปสี่อย่างของอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตได้เองโดยไม่ต้องมีผู้แนะนำ คือรู้เห็นเข้าใจด้วยจิตของตนเอง (สนฺทิฏฐิโก) ว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุดปรากฏเป็นอารมณ์เกิดขึ้นในจิต โดยไม่ต้องบริกรรมคำว่า “ อากาโส อนฺนโตๆๆๆ ” จิตสามารถบรรลุถึงคาวมเป็นอรูปฌานที่เรียกว่า อากาสานัญจายตนฌาน เมื่อจิตออกจากอากาสามัญจายตนฌานแล้ว จะปรากฏว่า วิญญาณ(ความรู้แจ้งอารมณ์)ไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์เกิดขึ้นในจิต โดยไม่ต้องบริกรรมคำว่า “ วิญญาณํ อนฺนตํๆๆๆ ” จิตสามารถบรรลุถึงความเป็นอรูปฌานที่เรียกว่า วิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อจิตออกจากวิญญาณัญจายตนฌานแล้ว จะปรากฏความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้นในจิต โดยไม่ต้องบริกรรมคำว่า “ นตฺถิ กิญจิๆๆๆ ” จิตสามารถบรรลุถึงความเป็นรูปฌาน ที่เรียกว่า อากิญจัญญายตนฌาณ และสุดท้ายเมื่อนำจิตออกจาก อากิญจัญญายตนฌานแล้ว จะปรากฏความไม่มีสัญญาอย่างหยาบ แต่มีสัญญาอย่างละเอียด เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในจิต โดยไม่ต้องบริกรรมคำว่า “ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํๆๆๆ ” จิตสามารถบรรลุถึงความเป็นอรูปฌานที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นอรูปฌานสุดท้าย

ส่วนผู้ฝึกจิตที่มีบุญบารมีหรือมีทักษะสั่งสมมาไม่มากพอแต่ชาติปางก่อน สามารถพัฒนาจิตให้เข้าถึงความเป็นอรูปฌานได้จำเป็นต้องพึ่งครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ หรือเคยเข้าถึงฌานสมาบัติ 8 มาก่อน เป็นผู้ชี้แนะการฝึกให้ ด้วยการนำคำบริกรรมดังกล่าวข้างต้นมาเป็นองค์ภาวนา

   (3) ในสังโยชน์ 10 ตัวแรกคือ กามราคะ คำว่าราคะหมายถึงความกำหนัด ความยินดีในกาม ส่วนคำว่าฉันทะในอิทธิบาท 4 เป็นหนึ่งในคุณธรรมที่ส่งผลให้เกิดเป็นความสำเร็จในทางโลก คือมีความยินดีในกิจที่ทำ ผู้รู้ใช้ฉันทะให้เกิดเป็นประโยชน์ ผู้รู้ได้ประโยชน์จากฉันทะ แต่ผู้รู้ไม่เอาจิตไปผูกติดกับฉันทะ ด้วยเหตุนี้การปฏิบัติธรรม หากประสงค์จะเข้าถึงธรรมของพระพุทธะ ต้องใช้ฉันทะให้เป็นโดยมีสติสัมปชัญญะระดับโลกุตระ เป็นตัวระลึกรู้เท่าทันในการใช้ฉันทะให้เกิดประโยชน์ แล้วจิตจึงจะเป็นอิสระจากฉันทะได้
   

839.
กราบเรียนถามอ.ดร.สนองที่เคารพอย่างสูง

ขอโอกาสถามเรื่องปัญหาชีวิตค่ะ
   หนูรู้สึกว่าพ่อเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาทวงหนี้เพราะตั้งแต่อยู่กันมาไม่มีความสุขเลย พ่อชอบกินเบียร์จนเมา ชอบจิกใช้แม่เหมือนชี้ข้า และถ้ารู้ว่าหนูและแม่ไม่ชอบอะไรก็จะยิ่งทำสิ่งนั้นด้วยความสะใจ และไม่ยอมหย่ากับแม่เพราะต้องการผลประโยชน์คือเงิน หนูทุกข์และโกรธมากเวลาพ่อมาตะคอกขอตังค์จากแม่ โดยให้แม่ไปกู้สหกรณ์มาให้ ถ้าไม่ให้จะไปยืนด่าหน้าสหกรณ์ แม่ก็กลัวต้องยอมไปกู้มาให้ทุกครั้งเพราะรู้ว่าสู้คนแบบนี้ไม่ไหว โดยเค้าไม่เคยคืนให้เลย เอาของแม่ไปหลายแสน ถ้าทวงถามก็จะพาลตอบว่า ไม่เคยยืมเลย ตอนนี้หนูมีเรื่องทะเลาะกับพ่อ เค้าโกรธมากอยากตัดขาดจากหนูและแม่ โดยไล่หนูและแม่ออกจากบ้าน ต้องไปอาศัยอยู่บ้านญาติ และให้โอนบ้านซึ่งเป็นชื่อหนู คืนให้กับเค้า พร้อมเงินที่เคยให้ ซึ่งหนูก็ไม่ได้ว่าอะไร ยินดีคืนให้ ทุกอย่าง เพราะถ้าไม่มีเค้าในชีวิตแล้ว ชีวิตมันดีขึ้นเยอะ

    หนูรู้สึกทุกข์ใจมากในตอนนี้เพราะเค้ายังคงอยากตามพยาบาทจองเวรต่อไป โดยบอกว่าให้ออกค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์และค่าเคเบิ้ลให้เค้าต่อไป (ก่อนหน้านี้หนูก็เป็นคนออกให้มาตลอด) ตอนแรกนึกว่าเค้าอยากตัดขาดจากเราแล้วจะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก แต่เค้าเหมือนอยากแกล้ง อยากพยาบาทจองเวรต่อไป ทั้งที่เงินที่หนูโอนคืนให้ก็เป็นหลักแสนแล้ว และเค้ามีเงินเก็บอีกประมาณ 2 ล้าน แต่เค้าก็ยังมาขอให้ออกค่าในบ้านต่อไป เค้าชอบเปิดแอร์ทั้งวันเปลืองค่าไฟมาก หนูก็มีเงินเดือนไม่มาก ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเงินเก็บเพราะเอามาจ่ายค่าในบ้านและให้เงินเดือนเค้าหมด โดยเค้ามีนิสัยพาล ถ้าสั่งอะไรแล้วไม่ได้อย่างใจ หนูกลัวว่าเค้าจะมาทำร้ายร่างกายหรือมายืนด่าหน้าบริษัท (เค้าเคยขู่ว่าจะมายืนด่าหน้าบริษัทค่ะ) หนูและแม่จะทำอย่างไรดีคะ ที่จะไม่ต้องพบเจอและเกี่ยวข้องกับเค้าอีกต่อไป ต้องทำบุญอะไรถึงจะไปพ้นเวรกรรม บ่วงพยาบาทของคนนี้ค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะที่เมตตาตอบคำถาม

คำตอบ
    ในครั้งพุทธกาล ที่วัดเชตะวัน กรุงสาวัตตถี พระพุทธตรัสความเป็นมงคลจำนวน 38 ข้อ ให้กับเทวดาที่มาขอให้พุทธองค์บอก ซึ่ง 1 ใน 38 ข้อนั้นมีคำว่า “ อเสวนา จ พาลานัง... ” ซึ่งมีความหมายว่า ความไม่คบชนพาลเป็นมงคลสูงสุด

   การไม่คบชนพาลต้องไม่เข้าใกล้ ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่พบเห็นคนพาล เว้นให้ห่างไกลจากคนพาล ดังคำของคนโบราณได้กล่าวไว้ว่า “ เว้นหมาให้ห่างศอก เว้นวอกให้ห่างวา เว้นพาลาให้ไกลถึงแสนโยชน์

   ดังนั้นหากผู้ถามปัญหาเชี่อพระพุทธะและเชื่อคำกล่าวของคนโบราณและปฏิบัติตาม ปัญหาที่ถามไปจะหมดไปชั่วคราวและจะหมดไปสิ้นต่อเมื่อนำชีวิตเข้าสู่พระนิพพาน
    

838.
กราบ เรียนอาจารย์

   ผม ได้ฟังซีดี ของอาจารย์ และอ่าน สนทนาภาษาธรรม ขอเรียนถามอาจารย์ เกี่ยวกับ คน สัตว์ สิ่งของ ดิน น้ำ ลม ไฟ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จิต กับ กาย กฎแห่งกรรม กฎเกณฑ์ต่างๆ ศ ี ล สมาธิ ภาวนา การ มีโลก มี ระบบ สุริยะ มีกาแลคซี่ มี จักรวาล สิ่งที่กล่าวมา เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้สร้าง และเพื่ออะไร

กราบขอบคุณอาจา ร ย์มาล่วงหน้าครับ
   สมปอง

คำตอบ
    ทั้งหมดที่ถามไปว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรใครเป็นผู้ให้กำเนิด ใครเป็นผู้สร้างและเพื่ออะไร เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด (อจินไตย) และมิใช่วิถีแห่งการพ้นทุกข์ ต้องขออภัยไม่ตอบ
  

837.
กราบเรียน อาจารย์สนอง วรอุไร

หนูได้ไปฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ที่คณะ 5 ที่อาจารย์แนะนำแล้วค่ะ แต่หนูประสบปัญหาหลายอย่าง ขอเรียนถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ

1. หนูไม่สามารถนั่งสมาธิได้นาน อาจเนื่องจากสรีระของหนูเอง คือหนูเป็นคนตัวอ้วนเตี้ย ขาจึงสั้นและใหญ่ หนูจะปวดขามากเวลานั่ง จิตจึงฟุ้งมาก เพราะไม่มีสมาธิอยู่แล้ว ปวดขา และรู้สึกเหมือนจะหงายท้องด้วย แต่หนูรู้สึกดีและมีสมาธิกว่ากับการเดินจงกรม หนูจะเดินจงกรมอย่างเดียวได้ไหมคะ

2. หนูมีโอกาสไปฝึกมา 4 ครั้งแล้ว ครั้งแรกรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ครั้งที่ 2 รู้สึกโล่งสบาย ครั้งที่ 3 รู้สึกปวดหัว ครั้งที่ 4 รู้สึกปวดหัวมากกว่าครั้งอื่นๆ เป็นเพราะอะไร หนูตวรปฏิบัติอย่างไร

3. หนูยังไม่สามารถสวดมนต์ช่วงที่กราบแล้วหมอบได้ค่ะ แล้วหนูจะได้บุญไหมคะ เมื่อหนูไม่สามารถสวดมนต์ได้ครบทุกขั้นตอน (หนูจะพยายามฝึกท่องให้ได้ค่ะ)

4. ตอนท้ายที่มีการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่และผู้มีพระคุณ ท่านจะได้รับบุญกุศลอย่างไรคะ มากแค่ไหนคะ พ่อหนูกำลังป่วยหนักจะมีวิธีที่จะทำให้ท่านได้บุญมากๆ และมีโอกาสได้ไปสวรรค์ไหมคะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะที่กรุณาสละเวลาอันมีค่ายิ่งตอบคำถามดังกล่าว
หนูขออนุญาตอวยพรให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุข สุภาพแข็งแรงตลอดไปนะคะ

คำตอบ
    (1) การฝึกจิตให้มีสติ สามารถใช้ได้กับทุกอิริยาบถ อิริยาบถใดนำมาใช้ฝึกจิตให้มีสติ แล้วทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ อิริยาบถนั้นเหมาะกับผู้ถามปัญหา

   (2) วิธีการฝึกจิตแล้วมีปัญหาปวดศีรษะเข้ามารบกวนควรเลือกฝึกในอิริยาบถที่เหมาะสมเข้าได้กับจริตของผู้ฝึก เช่นโภชนสัปปะได้แก่การบริโภคอาหารที่ถูกับร่างกาย อุตุสัปปายะ เช่นอากาศไม่หนาวเกินไปไม่ร้อนเกินไป อิริยาบถสัปปายะ เช่น ใช้วิธีเดินจงกรมแทนการนั่งภาวนา ฯลฯ รวมถึงการใช้บทกรรมฐานที่ถูกับจริตของตน ซึ่งต้องทดลองปฏิบัติดูด้วยตนเอง

   (3) สวดมนต์ในขณะหมอบกราบ หากไม่เหมาะกับสรีระของตนให้นั่งสวดมนต์แล้วจึงกราบภายหลังก็ได้บุญเหมือนกัน

   (4) อุทิศบุญกุศลหลังปฏิบัติธรรมให้พ่อแม่ ก่อนเข้าปฏิบัติควรบอกให้พ่อแม่ทราบก่อนว่า เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จในแต่ละวัน ลูกจะอุทิศบุญกุศลให้ท่าน บอกให้ท่านกล่าววาจาตามเวลาที่กำหนดให้ หากพ่อแม่กล่าวอนุโมทนาบุญที่ลูกอุทิศให้เขาก็จะได้รับบุญเป็นส่วนจะได้บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความตั้งใจกล่าวคำอนุโมทนาว่าตั้งใจมากหรือตั้งใจน้อย

พ่อมีโอกาสได้ไปเกิดอยู่ในสวรรค์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับขณะจิตหลุดออกจากร่าง หากมีแรงกรรมของกุศลกรรมบถ 10 ผลักดัน โอกาสไปเกิดในสวรรค์จะมีได้
  

836.
กราบเรียนท่านอาจารย์

อยากจะถามเกี่ยวกับเรื่อง การทำให้เรียนหนังสือดี นะครับ
   1.ที่อาจารย์บอกว่าให้กิน โปรตีน กับ ไขมัน เยอะๆ จะได้ไปเลี้ยงสมอง กินแบบฝรั่งจะได้หัวดี
ขอถามว่า ผมกินไขมันเยอะๆโดยกินอาหารฝรั่ง คือ พวก mcdonald กินเฟรนฟาย(มันฝรั่งทอด) จะได้มั้ยครับ และพวก พิซซ่า kfc ด้วยครับ เพราะผมเห็นว่ามันมีโปรตีนกับไขมันเยอะดี หรือถ้าไม่ควรกินอะไรดี ผมอายุ 24 ครับ และ น้อง 18 ปีครับ
   2.โปรตีนกับไขมัน ควรกินเยอะๆเพื่อไปบำรุงสมองได้ ควรกินถึงอายุประมาณเทาไหร่ดีครับ แล้วจึงหันไปกินพักแทน
   3.อาจารย์บอกว่าจะเรียนดี ต้องทำจิตให้ว่าง 10-15 นาที ขอถามว่า ทำจิตให้ว่าง คือ ไม่คิดอะไรเลย นั่งหลับตาเฉยๆ หรือว่า กำหนด พองหนอ ยุบหนอ ดีครับ

ถ้าอาจารย์มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียน ช่วยบอกเพิ่มเติมหน่อยนะครับ
   ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงอยู่ช่วยเพื่อนๆมนุษย์ต่อไปนานๆครับ

คำตอบ
    (1) ตัวอย่างอาหารที่บอกเล่าไป อุดมด้วยโปรตีนและไขมัน บริโภคแล้วดีกับผู้มีอายุอยู่ในช่วงวัยเด็ก

   (2) อาหารที่อุดมด้วยไขมันและโปรตีน ควรรับประทานในช่วงวัยเด็กคือมีอายุแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นควรลดบริโภคอาหารที่เป็นโปรตีนและไขมันลง โดยเพิ่มพืชผักผลไม้ให้มากขึ้น ส่วนอาหารที่ให้พลังงานเช่นประเภทคาร์โบไฮเดรต บริโภคพอประมาณ นักกีฬาที่ใช้พละกำลังมากสามารถบริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรตได้มากตามความต้องการใช้พลังงานของร่างกายได้

   (3) คำว่าจิตว่าง หมายถึงจิตที่ว่างจากการรับสิ่งกระทบภายนอกเข้ามาปรุงอารมณ์เช่นจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิในฌาน

ที่แนะนำว่าผู้ใดประสงค์จะเรียนได้ดี ต้องทำจิตว่างนั้นหมายถึงพัฒนาจิตให้มีสติ จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วคลื่นสมองจะเปลี่ยนความถี่มาอยู่ในช่วงความถี่คลื่นสั้น ส่งผลให้ความจำเพิ่มขึ้นเป็นอัตโนมัติทำให้เรียนเก่ง
  

835.
ดิฉันมีคำถาม รบกวนท่าน ดร สนองช่วยให้ความกระจ่างด้วยค่ะ

   1.มีความจำเป็นที่จะต้องประกอบอาชีพที่เสื่ยงต่อกฏหมาย และหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะสินค้านั้นถูกผลิตตามความต้องการของลูกค้า ทราบว่าอย่างไรก้อบาป และผิดศีลแน่นอน เราไม่อยากทำงานนี้และไม่เต็มใจรับ แต่จำเป็นต้องทำ ไม่ทราบว่าควรอธิษฐานจิตอย่างไร เพื่อจะได้ไม่ต้องมีอาชีพที่เป็นมิจฉาทิฏฐิคะ และเราทำกรรมแบบไหนมาจึงต้องมาประกอบอาชีพแบบนี้

   2. ดิฉันเป็นคนที่ไม่มีโชคเรื่องงานเลยค่ะ ตั้งแต่เรียนจบหางานเกือบปีงานที่ได้ก็เป็นธุรกิจของคนใกล้ชิด ทำได้แปดเดือนเท่านั้น จากนั้นก็ว่างไปสี่เดือน ได้งานใหม่ เป็นงานที่เพื่อนแนะนำมาค่ะ ทำได้สองปีกว่าก็เบื่อ ส่วนงานที่สามก็ทำได้แค่สองเดือนเท่านั้นเป็นงานที่เพื่อนแนะนำอีกก็ออกมาอีก (ทั้งสามที่นี้เราเป็นคนตัดสินใจลาออกเอง) และสมัครงานไปก็มักจะไม่ถูกเรียก,หรือถ้าได้งานแล้วทำไปได้ไม่นานก็เบื่อ อยากเปลี่ยนงาน เนื่องจากทางบ้านมีธุรกิจเลยไม่ลำบากเรื่องปัจจัย แต่เราก้ออยากมีงานที่เราคิดว่าทำแล้วชอบและรักกับงานนั้นๆ แต่ก็ยังหาไม่เจอ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร และควรแก้ไขอย่างไรคะ

   3.หันมาปฏิบัติธรรมมากขึ้น รู้สึกดีและคิดว่าจะทำต่อไปเรื่อย ใช้การบริกรรมยุบ-พองหนอ และอานาปาณสติ แต่จิตยังซัดส่ายมากๆๆๆ ไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรดีคะ (เคยอ่านพบว่าให้เอาอสุภกรรมฐานมาเป็นอารมณ์ แต่กำหนดไม่เป็นค่ะ) รบกวนแนะนำด้วยค่ะ

   ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงปกปักคุ้มครองรักษาให้ท่าน ดร สนอง มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขนะคะ
       ขอบคุณมากๆค่ะ

คำตอบ
   (1) คนที่มีอาชีพเป็นมิจฉาอาชีวะ เมื่อรู้แล้วยังประกอบอาชีพนั้นต่อไป เท่ากับเป็นการสั่งสมบาปให้มีกำลังมากยิ่งขึ้น หากเมื่อใดกำลังของบาปให้ผลผู้ทำบาปต้องับผลของอกุศลวิบากนั้น

   อธิษฐานจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมิจฉาอาชีวะ สามารถอธิษฐานได้ แต่คำอธิษฐานจะเป็นจริงได้ต่อเมื่อต้องประพฤติเหตุให้ถูกตรง คือเลิกทำอาชีพปัจจุบัน แล้วหันไปทำอาชีพที่ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม

   ส่วนเหตุที่ต้องมาประกอบมิจฉาอาชีวะอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพราะอดีตเคยทำอาชีพทุศีลมาก่อน

   (2) การหางานที่ชอบกับใจของตัวเอง และได้งานชนิดนั้นมาทำเป็นอาชีพ ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนเก่ง คือมีความรู้ มีความสามารถในงานนั้น ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีความกตัญญูฯ ต่อผู้มีพระคุณ และสุดท้ายต้องพัฒนาตัวเองให้มีดวงดี ด้วยการประพฤติบุญกิริยาวัตถุ 10 อยู่เนืองนิตย์ จนอานิสงส์ของบุญส่งผลได้เมื่อไรแล้วความปรารถนาข้างต้นจะสัมฤทธิ์ผลปัญหามีอยู่ว่าจะประพฤติได้ไหม

   (3) ปฏิบัติธรรมแล้วจิตยังซัดส่าย “ มาก ๆๆๆ ” นั้นถูกต้องแล้วเหตุเป็นเพราะ ปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม การจะแก้ปัญหาจิตซัดส่าย (ขาดสติ)ให้ได้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำใจให้มีศีล 5 สถิตอยู่กับใจให้ได้ทุกขณะตื่น เลือกเอาบทกรรมฐานเพียงหนึ่งอย่างมาเป็นองค์บริกรรมและสุดท้าย เร่งความเพียรในการปฏิบัติให้ต่อเนื่องยาวนานผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้
     

834.
กราบเรียน ท่านอาจารย์สนอง ที่เคารพ

ขออนุญาตรบกวนสอบถามอาจารย์เพิ่มเติม (หลังจากได้รับความเมตตาจากอาจารย์ช่วยชี้แนะในข้อที่ 767 และ 774 ) ดังนี้ครับ

  1. ตอนนี้ในการปฏิบัติแต่ละครั้ง ผมมีความรู้สึกว่าใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมในการที่จิตจะเริ่มนิ่ง พยายามจะไม่ไปกำหนดว่าจะต้องไปให้ถึงอารมณ์ที่เข้าถึงตามที่อาจารย์แนะนำ (แรก ๆ มันก็ยังอยากถึงตามที่มันเคย ปรากฏว่ากลายเป็นเพ่งเกินแล้วเครียดไปเลย) พยายามวางใจให้สบาย เพราะหลายครั้งที่ปฏิบัติรู้สึกว่าถ้าเริ่มแบบนี้ เดี๋ยวก็ไปถึงตรงนั้นเองได้ดีขึ้น ผมเข้าใจว่าคล้าย ๆ กับเราจะกระโดดไปเกาะอะไรที่สูงขึ้นไป ถ้ากำลังแขน(สติ)ไม่มี ถึงเกาะได้ก็อยู่แป๊บเดียว เดี๋ยวก็ตกลงมาที่เดิม เป็นการเข้าใจถูกหรือไม่ครับ

  2. ล่าสุดในการปฏิบัติ ขณะที่นั่งปฏิบัติอยู่ สภาวะที่รู้สึกว่าคล้าย ๆ ขนลุกก็ไม่เชิงแต่เย็นวูบวาบทั่วตัว (กำหนดรู้แต่ไม่ตกใจ พยายามไม่สนใจ) หลังจากนั้นเหมือนจิตมีที่เกาะอยู่กับอะไรสักอย่างหนึ่งตามที่เรากำหนด นิ่งมากกว่าเดิมและอยู่ได้นานขึ้น ความคิดมีบ้างแต่เหมือนจาง ๆโผล่มาแล้วก็หายไปเหมือนว่าจะสนใจที่ความนิ่งมากกว่า (ความคิดไม่เข้มข้นเหมือนตอนแรก ๆ) แต่ความรู้สึกเมื่อยขายังรู้สึกอยู่ สภาวะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น เรียกว่าอะไรครับ และต้องปฏิบัติอย่างไรต่อครับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

คำตอบ
    (1) ความอยากเป็นตัณหา ถ้ายังกำจัดความอยากให้พ้นไปจากใจไม่ได้ การพัฒนาจิตให้เกิดสติและปัญญาเห็นแจ้ง จะยังไม่เกิดขึ้น นั่นคือ จิตมีกำลังสติไม่กล้าแข็ง ดังที่เข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว

   (2) ในขณะปฏิบัติจิตตภาวนา อารมณ์ใดเกิดขึ้นแล้วไม่สนใจเรียกว่าความหลง (โมหะ) ได้เกิดขึ้นแล้ว ถือเป็นการปฏิบัติธรรมผิดทางทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นต้องมีสติระลึกได้ทัน แล้วใจจิตตามดูจนเห็นว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นดับไปตามกฎไตรลักษณ์ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ปฏิบัติธรรมถูกทาง

   ความรู้สึกเมื่อยที่ขา ยังปรากฏให้สัมผัสได้ แสดงว่ากำลังสติไม่กล้าแข็ง จึงไปรับเอาอารมณ์เมื่อย เข้ามามีอำนาจเหนือใจวิธีแก้ไขต้องกำหนดว่า “ เมื่อยหนอ ๆๆๆ ” ไปเรื่อย ๆ จนกว่าความเมื่อยจะหมดไปแล้วดึงจิตกลับมาสู่องค์บริกรรมเดิม
  

833.
เรียน ดร.สนอง วรอุไร

   ดิฉันมีความกังวล คือ เมื่อประมาณสองสามปีที่ผ่านมาดิฉันได้ยุให้แม่เข้าวัดถือศีล ปฏิบัติธรรม เพราะว่าแม่เป็นคนทุกข์มาก เครียด และพยาบาท รวมทั้งเคยได้ทำกรรมไม่ดีไว้มากมาย (ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันเห็นท่านทำบาปหลายอย่างโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผิดศึลข้อสาม และเคยทำแท้งบุตรถึงสองครั้ง)

    ดิฉันเป็นคนชอบธรรมะและศึกษามาตั้งแต่วัยรุ่น ก็ไม่ได้ปฏิบัติอะไรมากมายแต่ก็ได้อ่านหนังสือธรรมะ ต่างๆ และมีความเข้าใจประมาณหนึ่งคือสามารถประคองชีวิตให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและประกอบด้วยศีล ธรรม จนมีความสงบร่มเย็นดี ก็อยากให้แม่ได้เป็นอย่างนี้บ้าง ในที่สุดแม่ของดิฉันก็ได้ไปปฏิบัติธรรม และถือศึลคล้ายๆชีพรหมณ์ ดิฉํนก็มีความยินดีและอนุโมทนาในเบื้องต้น ก็คอยส่งเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนให้ ตามปกติวิสัยลูกที่ควรทำ และคอยโทรไปเช็คอยู่เรื่อยๆ ว่าปฏิบัติถูกทางก้าวหน้าดีหรือไม่อย่างไร เพราะตัวเองก็ทราบอยู่ว่าท่านไม่ค่อยปกติทางด้านจิตใจเท่าไร (คือ น่าจะเป็นคล้ายๆ โรคประสาท แต่ไม่เคยไปหาหมอเพราะไม่ได้มีอาการร้ายๆ แต่คล้ายๆ หลงผิดไม่อยู่ในโลกความเป็นจริงแต่โดยทั่วไปปกติคล้ายคนทั่วไป หากไม่ทราบมาก่อนจะไม่มีทางรู้ได้เลย ตัวท่านเองก็ไม่ยอมรับว่าเป็นอาการอย่างนี้)

    จนได้ฟังท่านเล่าเรื่องอภินิหารย์ต่างๆ ท่านชอบว่าพระ หรือชี ท่านอื่นว่าเป็นมาร รูปไหนปฏิบัติเคร่งท่านก็ว่าเป็นเทพ มีการระลึกชาติ และหมกมุ่นในเรื่องต่างๆเหล่านี้ รวมถึงเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมโลกต่างๆ (ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ดิฉันก็ไม่ได้เถียงว่ามันไม่มีจริง เพราะก็เคยอ่านมาเหมือนกัน แต่มีความสงสัยอย่างมากว่าท่านปฏิบัติไม่ถูกทาง เพราะมันไม่เป็นไปเพื่อการปล่อยวางเลย ยิ่งทำยิ่งยึดมั่นอดีต ชาติ)ล่าสุดที่ทำให้ดิฉํนกังวลอย่างหนักคือ ท่านบอกว่าท่านเป็นเนื้อคู่กับพระอาจารย์เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม ทำให้ดิฉัน กลัวเหลือเกินว่ามันจะนอกรูปนอกรอยที่ควรแม้แค่เพียงคิด หากพระท่านเป็นพระปฏิบัติดีจะยิ่งบาปไปกันใหญ่ใช่ไหมค่ะ ดิฉันอยากถาม อาจารย์ว่า

1 จะมีหนทางช่วยแม่ได้อย่างไรบ้าง เพราะพูดไปปรามไปท่านก็ไม่เชื่อซักเท่าไร ตอนแรกก็เชื่อกันดี ตอนหลังท่านคิดว่าตัวเองเก่งมากแล้วลูกไม่รู้อะไร ก็เลยไม่ฟัง (ซึ่งจริงๆก็สับสนว่าตัวเองคงไม่รู้อะไรจริงๆหรือเปล่า)

2 การที่ดิฉันผลักดันให้แม่ไปปฏิบัติธรรมแต่มันกลับกลายเป็นแบบนี้ไป ดิฉันบาปไหม

3 แล้วตัวแม่เองหากกระทำ อกุศลจิตกับพระผู้ปฏิบัติดี (โดยสมมติว่าท่านมีอาการทางจิต และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำผิด) แม่จะบาปไหมค่ะ

ขอบพระคุณ อาจารย์ล่วงหน้าที่ช่วยชี้ทางสว่างให้
  อรุณวรรณ

คำตอบ
   (1) บุคคลมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่มีใครสามารถแก้ไขเส้นทางเดินของชีวิตให้กับใครได้ เว้นไว้แต่ว่า เจ้าของชีวิตต้องปรับปรุงแก้ไขชีวิตด้วยตัวเอง ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ถามปัญหาในฐานะลูก ได้พยายามช่วยเหลือแม่ ด้วยการแนะนำแม่ให้ไปปฏิบัติธรรม นั้นทำถูกต้องแล้วแต่วิบากกรรมของแม่ยังจำเป็นต้องชดใช้ ด้วยการมีจิตเป็นทาสของความเห็นผิด ซึ่งลูกไม่สามารถช่วยเหลือได้ ควรต้องปล่อยวางและหากผู้ใดยังเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นภาระให้กับใจของตัวเอง ผู้นั้นยังได้ชื่อว่า เป็นผู้รู้ไม่จริง

   (2) บาปในฐานะเป็นผู้ร่วมกระบวนกรรมจะพ้นบาปเช่นนี้ได ้ต้องพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองจนเป็นอิสระจากวิบากกรรมของผู้เป็นแม ่นั่นคือจิตมีกำลังสติสัมปชัญญะกล้าแข็ง จนสามารถปล่อยวางผลกรรมของคนอื่นได้ แล้วจิตเข้าสู่ความว่างเป็นอุเบกขาอารมณ์เป็นเครื่องวัด

   (3) เพียงแค่ความคิดที่เป็นอกุศลก็บาปแล้ว และหากไปประพฤติอกุศลกรรมจนสำเร็จด้วยกาย เท่ากับเป็นการตอกย้ำบาปให้มีกำลังมากยิ่งขึ้น
   

832.
เรียนท่านอาจารย์สนองที่เคารพ

   หนูมีโปรแกรมจิตติดลบกับพ่อแม่และเพื่อร่วมงานมาก เคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วย ควรแก้ไขวาระจิตอย่างไรเพื่อเวลาหมดลมหายใจจะได้ไปสู่ภพภูมิทีดี
   อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายเรื่องสัมปรายภพ

   หนูเคยทำงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยากจะกลับเข้าไปทำงานอีกเพื่อทดแทนพระคุณแผ่นดินจะช่วยให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ไหม

คำตอบ
    จิตมีธรรมชาติรู้อารมณ์ มีความสามารถที่จะรู้คิด นึกว่าจิตที่ระลึกรู้ในสิ่งที่เป็นอกุศล สามารถปรับปรุงแก้ไขให้มารู้คิดนึกแต่ในสิ่งที่เป็นกุศลได้ ด้วยการพัฒนาจิตให้มีสติสัมปชัญญะ ทั้งนี้ต้องนำตัวเองเข้าฝึกปฏิบัติธรรม และหากเมื่อใดจิตเข้าถึงธรรมของพระพุทธะได้แล้วสติสัมปชัญญะสูงสุดจะเกิดขึ้น สิ่งที่คิดไม่ดีจะมีสติเป็นตัวระลึกได้ทันและมีสัมปชัญญะ (ตัวปัญญา) ช่วยกำจัดความคิดที่ไม่ดีให้หมดไป คงเหลือไว้แต่ความคิดที่ดีสั่งให้ปากให้พูด สั่งอวัยวะของร่างกายให้ทำแต่สิ่งดีงาม ที่แสดงให้เห็นเป็นพฤติกรรมดีที่คนทั่วไปสามารถสัมผัสได้

อนึ่งการทดแทนคุณของแผ่นดิน บุคคลสามารถทำได้ด้วยการประพฤติตนเป็นผู้ให้สิ่งดีงามแก่สังคมบ้านเมือง โดยไม่จำเป็นต้องกลับเข้าไปทำงานในหน่วยงานที่บอกเล่าไป
  

831.
กราบสวัสดีค่ะ ท่าน ดร.สนอง

   ปัจจุบัน ดิฉัน เพียรฝึกสติและนั่งสมาธิ และมีภาพบางอย่างเกิดขึ้น ต้องขอเล่าย้อนไป 10 กว่าปีก่อนนั้น เมื่อดิฉัน เริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ จำได้ว่าพอนั่งสมาธิเสร็จ ดิฉัน ก็จะนอนภาวนาพุทโธ ไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นอยู่ในห้องพระ แล้วก็เห็นภาพผู้ชายแต่งชุดขาว ( เหมือนชุดขาวผู้ชายที่ใส่ตอนบวชพราหมณ์ค่ะ) เดินเข้ามาในห้องแล้วผ่านกำแพงเข้าไป ภาพก็จบแค่นั้น (ตอนนั้นดิฉันก็คิดเพียงว่าบุคคลที่เห็นคงเป็นเจ้าที่ที่บ้านกระมัง) และก็ไม่เคยเห็นอีกเลย ประกอบกับหลังจากนั้น ดิฉันก็ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิอีก (ปกติภายหลังจากนั่งสมาธิเสร็จ ดิฉัน ก็จะแผ่เมตตาให้เจ้าที่เจ้าทางด้วยทุกครั้ง )

   แต่ปัจจุบันผ่านมา 10 กว่าปี วันนี้ดิฉันก็ตื่นตั้งแต่ดี 4 ครึ่ง แล้วนั่งสมาธิ เพียงแต่ไม่ได้นั่งในห้องพระ นั่งเสร็จดิฉันก็ล้มตัวลงนอนภาวนาพุทโธ เหมือนเดิม แล้วก็เห็นเป็นภาพดิฉันนั่งสมาธิอยู่ในห้องนั้น โดยห้องที่ดิฉันนั่งอยู่นั้น แปรเปลี่ยนกลายเป็นห้องเก่า ๆ โล่ง ๆ แล้วกลางห้องมีบ่อน้ำใหญ่ซึ่งดิฉันมองเห็นปลา 1 ตัวว่ายน้ำอยู่และน้ำกำลังจะล้นบ่อ ขณะที่เห็น ดิฉันคิดเพียงว่าถ้าน้ำล้นบ่อปลาก็ต้องหลุดออกมาด้วย คิดได้ไม่นานภาพนั้นก็แปรเปลี่ยนหายไปกลายเป็นห้องเดิมแต่บ่อน้ำกลางห้องหายไปแล้ว แล้วก็เห็นเป็นภาพผู้หญิง 1 คน เป็นผิวขาว แต่งชุดขาว (ชุดขาวเป็นชุดถักด้วยไหมพรมสีขาวทั้งชุด) เดินเข้ามาในห้องผ่านหน้าดิฉันไป แล้วก็ไปก้มลงกราบอะไรดิฉันมองไม่เห็น ถัดมาก็มีผู้หญิงผิวคล้ำ ๆ อีก 1 คน เดินเข้ามาในห้อง (แต่งชุดสีขาวเหมือนกันแต่เป็นชุดขาวที่ผู้หญิงใช้สวมใส่ตอนบวชชีพราหมณ์) กำลังจะเดินผ่านหน้าดิฉันไป ซึ่งขณะนั้นดิฉันก็กำลังเริ่มตั้งจิตแผ่เมตตาพอดี ผู้หญิงคนที่สองนี้ก็เลยหยุดเดินแล้วห้นมายืนตรงหน้าดิฉัน ขณะที่ดิฉันแผ่เมตตาอยู่นั่น ก็เหมือนมีลำแสงสีขาวอมส้ม นุ่ม ๆ เบา ๆ ค่อย ๆ กระจายออกไปจากส่วนศรีษะและลำตัวของดิฉันเองตลอดเวลา แต่ขณะนั้น ผู้หญิงคนที่สองกลับเดินตรงเข้าหาดิฉัน แล้วหันหลังทำท่าเพื่อจะนั่งสวมทับร่างดิฉันลงมา ดิฉัน ก็เลยตกใจสะดุ้งตื่นขึ้น มาดูนาฬิกาก็นอนภาวนาไปได้ 10 กว่านาทีเอง... ดิฉัน ก็เลยไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นหมายถึงอะไร เป็นเพียงความฝันหรือนิมิต หรืออะไรไม่ทราบ ดิฉัน ก็เลยอยากจะเรียนถามท่านว่าบุคคลที่ดิฉันเห็นเป็นใคร มาให้เห็นเพื่ออะไร แล้วดิฉันต้องปฏิบัติตนให้ถูกทางอย่างไรต่อไป

   จึงขอความกรุณาท่าน ดร.สนอง ช่วยชี้แนะ ด้วยค่ะ
        กราบขอบพระคุณ ท่าน ดร.สนอง ค่ะ

คำตอบ
    สิ่งที่ผู้ถามปัญหาเห็นนั้น เป็นการเห็นที่เป็นจริงแต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง นิมิตนั้นเป็นเพียงอมนุษย์ที่มาปรากฏให้เห็นชั่วคราว เพื่อมาอนุโมทนาบุญกับผู้ถามปัญหา หลังจากปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ ควรอุทิศบุญกุศลให้กับผู้ที่ถูกเห็นนั้นด้วย
  

830.
เรียนอาจาร์ยสนองที่เคารพ

คือมีคนรู้จักของเตือนให้คุณแม่ของหนูทำบุญเยอะๆค่ะ เพราะว่าเดือนสิงหาจะมีเคราะห์เพราะเจ้ากรรมนายเวร หนูเลยลองทำสมาธิอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของคุณแม่ ปรากฏว่าแผ่ส่วนกุศลไปได้สักพัก วิญญาณก็ปั่นป่วน ขันธ์เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

หนูจึงอยากเรียนถามอาจาร์ยว่า ที่หนูเกิดอาการอย่างนี้ เพราะนั่งสมาธิผิดวิธีหรือเปล่าค่ะ? หรือว่าเจ้ากรรมนายเวรของคุณแม่มารุมทึ้งหนู เพราะเวลาหนูอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรจองตนเอง ไม่เคยเกิดสภาวะแบบนี้เลยค่ะ

ขอบพระคุณอาจาร์ยมากๆเลยค่ะ

คำตอบ
     การเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการชดใช้หนี้เวรกรรมของผู้อื่น ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือต้องได้รับผลกระทบในทางลบด้วยด้วยเหตุนี้พระป่าผู้มีคุณธรรมสูง ที่เดินไม่ถนัดต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันจึงห้ามมิให้ผู้ตอบปัญหาเข้าไปช่วยเหลือท่าน เพราะเจ้ากรรมนายเวรของท่านจะหันมาจองเวรกับผู้ที่ให้การช่วยเหลือ และในกรณีเช่นเดียวกัน ผู้ตอบปัญหาเคยไปถวายการบีบนวดไหล่ที่เคล็ดขัดของพระอริยบุคคล ผลปรากฏกว่า วันรุ่งขึ้นผู้ตอบปัญหาต้องรับอกุศลวิบากแทนท่านด้วยการเคล็ดขัดที่ไหล่อยู่นานถึง 4 วัน เมื่อไปพบกันอีกจึงได้เรียนเรื่องนี้กับท่าน ท่านหัวเราะและพูดว่า “ ในสมัยที่อาตมาไปอยู่กับหลวงปู่อ่อนสี ได้ทำเช่นเดียวกันนี้ และได้รับผลเหมือนที่อาจารย์ได้รับ ”
  

829.
ขอเรียนถาม ดร.สนอง ค่ะ
  
   ทุกวันนี้ดิฉันต้องทำงานร่วมกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่มีอายุแล้ว โดยประมาณก็ อายุ 50 ปี และโดยตำแหน่งในที่ทำงานก็ถือว่าเป็นระดับผู้บริหาร และดิฉันก็เคยฝึกกรรมฐานมาก่อนแต่ทุกวันนี้ก็พยายามจะฝึกให้มีสติต่อเนื่อง แต่ทุกวันนี้ดิฉันรู้สึกถึงการไม่สติเลย เนื่องจากผู้ชายคนนี้ ชอบมีนิสัยพูดเสียงดัง,ชอบด่าว่าบุคคลทั่วไปโดยใช้คำหยาบ ๆ คลาย ๆ และชอบพูดดูถูกผู้หญิงบ่อยครั้ง ซึ่งดิฉันพยายามจะไม่ฟังเสียงเค้าแต่คำพูดที่เสียงดังของเค้าก็ทำให้ดิฉันได้ยินไปด้วย บางครั้งก็ด่าว่าพระสงฆ์ให้ได้ยิน

   ดิฉันจะขอเรียนถาม ดร.สนองว่า ดิฉันควรจะทำอย่างไรเมื่อต้องทำงานร่วมกับบุคคลเช่นนี้ และดิฉันต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้มีสติตลอดเวลาค่ะ

ขอขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ
    ผู้ใดประพฤติอกุศลวจีกรรม เช่น ชอบพูดคำหยาบคาย คำดูถูกดูหมิ่น ฯลฯ เมื่อพูดไปแล้วผู้นั้นมีบาปสั่งสมอยู่ในจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาทำขึ้นด้วยตัวเอง ผู้ฉลาดเมื่อได้ยินได้ฟังอกุศลวจีกรรมเช่นนี้แล้ว จะไม่ไปแบ่งเอาบาปของเขามาเป็นบาปของตัว ผู้ฉลาดเอาวจีกรรมของเขา มาเป็นครูสอนใจตัวเองว่าเขากำลังสร้างเหตุนำเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ ซึ่งเราจะไม่ประพฤติเช่นเขาผู้ใดมองเห็นถูกเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้นั้นจะขอบคุณเขาในฐานที่เขาเป็นครูสอนใจของเรา

   การที่จะอยู่กับคนเช่นนี้ได้ หากจิตมีกำลังสติไม่กล้าแข็งต้องนำตัวออกห่างจากรัศมีที่ได้ยิน แต่หากแก้ไขที่ตัวเองด้วยการพัฒนาจิตให้มีกำลังของสติกล้าแข็งได้เมื่อใด จิตจะตามดูเสียงที่เข้ากระทบหู จะเห็นว่าเสียงที่ได้ยินดับไปตามกฎไตรลักษณ์ จิตไม่รับเอาเสียงมารปรุงให้เกิดเป็นอารมณ์ จิตจะปล่อยวางเสียง แล้วจิตจะว่างเป็นอิสระเข้าสู่อุเบกขารมณ์ ผู้รู้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการเช่นนี้
  

828.
เรียน อาจารย์สนอง

    ดิฉันช่วยเหลือน้องชาย เรื่องบ้านที่อยู่อาศัย โดยจ่ายให้ธนาคารเป็นก้อน แล้วให้น้องจ่ายเป็รายเดือนกับดิฉัน โดยไม่คิดดอกเบี้ย จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้างก็ไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นก็หาเงินมาช่วยลงทุนกิจการของน้องและตัวดิฉันร่วม สามล้านบาท กิจการก็ดำเนินการไปด้วยดี แต่มีปัญหาเรื่องน้องสะไภ้อยู่ร่วมกันแล้วเลี้ยงต้นไม้จำนวนหลายสิบต้นเช้าขึ้นมาให้เด็กรดนำต้นไม้ จนคนไม่มีน้ำอาบ ดิฉันบอกให้เอาคนก่อน ก็โกรธ ย้ายต้นไม้ออกไปนอกบ้านหมด แล้วไม่พูดกับดิฉันตลอดมาเกือบ 2 เดือนจนถึงปัจจุบัน ในทางโลกดิฉันจะสอนให้เขารู้ว่าคนมีบุญคุณและการอยู่ร่วมกันควรจะทำอย่างไร โดยเมื่อเขาไม่ขอโทษและไม่พูดด้วย ดิฉันก็ไม่พูดด้วย ส่วนทางธรรม ดิฉันไม่ได้ถือโกรธเขาเพราะคนมีหลายประเภทอภัยให้ประเภทอย่างนี้อยู่บ่อยๆ

ดิฉันจะถามอาจารย์ว่าดิฉันทำถูกหรือไม่
(ดิฉันไม่ได้เดือดร้อนที่เขาไม่พูดด้วย) และอาจารย์มีข้อแนะนำอย่างไร

ขอบพระคุณค่ะ
  ภูพิมพ์

คำตอบ
    อยู่บ้านเดียวกันแล้วเขาไม่พูดด้วยเป็นเรื่องของเขาแต่ผู้ถามปัญหาต้องพูดกับเขาเมื่อมีธุระจำเป็นที่เขาจะต้องรับรู้ พูดไปแล้วเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นเรื่องของเขา
     

827.
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.สนอง ที่เคารพ

   ถ้ามีผู้นำเงินมาช่วยเหลืองานศพมารดา แต่หลังจากหักค่าใช้จ่ายใด ๆ + ทำบุญถวายพระแล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่แล้วเรานำเงินไปบริจาคหรือทำบุญที่อื่นแต่อุทิศให้มารดาและผู้บริจาคทุกท่าน จะถือว่าผิดหรือไม่ค่ะ? (ย้ายฐานเจดีย์) ถ้าผิดจะแก้ไขได้อย่างไรค่ะ ?

   ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
    ไม่ผิดครับ
  

826.
กราบเท้าอาจารย์สนองที่เคารพ

  หนูมีคำถามเรื่องการดูจิตค่ะ เมื่อจิตคิดฟุ้งซ่าน เราควรจะตามดูสภาวะจิตที่เกิด เพื่อระลึกว่าความคิดหรือจิตที่คิดนั้นไม่เที่ยง หรือควรจะตัดความคิดที่ฟุ้งซ่านนั้นค่ะ เหมือนที่พระอาจารย์ชาท่านได้บอกว่าให้ดึงจิตกลับเหมือนดึงว่าว ทุกวันนี้หนูพยายามทำอย่างหลังค่ะ คือเมื่อจิตตก ก็จะพยายามตัดความคิดนั้นค่ะ แต่บางท่านว่าให้ดูจิตแทนค่ะ กรุณาขอความกระจ่างค่ะ

สุดท้ายนี้ หนูขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยคุ้มครองอาจารย์และครอบครัวค่ะ
    โมทนาสาธุค่ะ

คำตอบ
    ดูจิตอย่างที่หลวงพ่อชาท่านแนะนำไว้นั้นถูกต้องแล้ว แต่จะดูเห็นสัจจธรรมของจิตได้ ผู้ดูต้องมีศีลคุมใจให้ได้ก่อน
       

825.
กราบสวัสดีค่ะ ท่าน ดร.สนอง

ขอความเมตตาช่วยชี้แนะแนวทาง
   ปัจจุบันดิฉันมีเรื่องทุกข์ใจ ที่หาทางปล่อยวางลงไม่ได้ ดิฉันไม่อยากหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย แล้วต้องมาชดใช้อีก 500 ชาติ จึงมาขอความเมตตาจากท่านช่วยชี้แนะแนวทางสว่างให้ด้วยค่ะ

   ดิฉันไม่มีงานทำแถมยังมีหนี้สินที่ต้องใช้ในแต่ละเดือนมากมาย ด้วยความเครียดทุกวัน ๆ มันสะสมมากขึ้นจนทำให้ดิฉันเป็นคนนิสัยใจร้อน ขี้โมโห จนบางครั้งสติตามไม่ทันก็ยิ่งแย่หนักกว่าเดิม แล้วก็ต้องมานั่งเครียดและเสียใจซ้ำลงไปอีกกับการกระทำดังกล่าว เพราะรู้ว่าไม่ดีแต่ไม่มีสติที่จะยั้งอารมณ์ของตนเองได้ วิธีแก้ที่พยายามอยู่ในปัจจุบันก็ได้แต่พยายามอ่านหนังสือธรรมะ และอ่านสิ่งที่ท่านสอนในเว็บแห่งนี้ แต่มันมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นมาที่จิตใจของดิฉัน คือว่าเมื่อดิฉัน มีความตั้งแต่ที่จะทำดี และพยายามจะนั่งสมาธิ และฝึกสติให้ตนเองมีสติมากขึ้น แต่มันมีเหตุเกิดขึ้นคือทำไหมดิฉันจึงเฝ้าหวนคิดแต่เรื่องกรรมเก่า ๆ ที่ทำไปในชาตินี้ตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกรรมที่ทำมาไม่นานหรือตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มันตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา (ไม่ว่าจะเป็นกรรมที่ได้กระทำไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หรือแม้กระทำไปด้วยความไม่รู้เดียงสาเมื่อยังเป็นเด็กที่ยังไม่เข้าใจคำว่าบาปบุญก็ตาม ) นับวันมันจะทวีความหนักขึ้น มันทำให้ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การฆ่าแมลงวัน การเผาปลวกที่มากินเสาบ้าน การเผาหนูและจิ้งจกที่ติดยางที่คุณแม่ดักไว้ (แต่มันยังไม่ตายดิฉันก็มีหน้าที่ต้องเก็บไปเผา) ดิฉัน จำได้ว่าตอนเด็กขณะที่นำมันไปเผาดิฉันเสียใจมาก ต้องร้องไห้ที่ต้องทำ ดิฉันขอให้มันอโหสิให้ดิฉัน เพราะดิฉันไม่ได้ทำการดักมัน ดิฉันไม่มีเจตนาจะฆ่ามัน แต่ที่ต้องเก็บมาเผ่าไฟเพราะถูกใช้ให้ทำ

    เท่าที่จำได้อย่างแน่นอนตั้งแต่เด็กจนโตดิฉันทำให้สัตว์ต้องตาย สัตว์ใหญ่สุดก็คือ หนู รองลงมาก็จิ้งจก แมลงสาบ ตะขาบ แมลงป่อง แมลงวัน แมลงเม้ายุง มด และอาจจะมีพวกแมลง ๆ ตัวเล็กต่าง ๆ ประปราย แต่ตั้งแต่ดิฉันเริ่มนั่งสมาธิ เรียนรู้เรื่องบาปบุญ ผ่านมาประมาณ 17 ปี กว่า ดิฉันก็ พยายามรักษาศีลข้อที่ 1 ให้ได้แต่ก็ยังไม่ 100% เฉพาะสำหรับยุงและมด อีกทั้ง สำหรับแมลงเม้า ดิฉัน ก็ได้ชดใช้กรรมให้เขาแล้วในชาตินี้

    ขอเล่า ว่าสมัยยังเป็นเด็ก ดิฉันเอากะละมังใส่น้ำไปรองใต้ไฟ ที่แมลงเม้าบินเล่นไฟอยู่ พอมันตกลงมาในกะละมังดิฉัน ก็เล่นด้วยวิธีจับมันกดลงไปในน้ำทีละตัว ๆ พอเห็นว่ามันแน่นิ่งไป ก็จะรีบเอามันขึ้นมาประถมพยาบาลด้วยวิธีเอาผ้าซับน้ำให้ตัวมันหายเปียก แล้วก็เอาปากเป่าลมไปที่หน้ามันเพื่อให้มันได้มีอากาศหายใจแล้วจะได้ฟื้นพอมันฟื้นดิฉันก็ช่วยชีวิตตัวต่อไป แล้วก็เอาเข็มหมุดมาจิ้ม ๆ โดยจิ้มเฉพาะตามลำตัว แต่ส่วนหัวของแมลงเม้าดิฉันไม่แตะต้อง เพราะกลัวมันเจ็บ ที่ทำไปก็เพราะหมายว่าตัวเองเป็นหมอรักษาคนไข้ ทั้งหมดที่ดิฉัน กระทำไปกับแมลงเม้า ดิฉัน ไม่เคยพูดว่าไม่ได้ตั้งใจ ดิฉันตั้งใจเล่นกับชีวิตเขาอย่างตั้งใจ เพียงความตั้งใจนั้นมันไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของคนที่รู้บาปรู้บุญแต่เล่นไปตามประสาเด็กเพราะไม่รู้ว่ามันเป็นบาป

    ดิฉันจำได้ว่าเล่นไปไม่กี่ครั้ง ( แต่มันหลายชีวิต ) จนเมื่อตอนอายุ 19 ปี ดิฉัน ก็ไปโดนไสยศาสตร์ถูกเขาทำเข็มเข้าตัว ขณะรักษาตัวก็ต้องทนทุกข์ทรมาน มากตอนกลางคืนก็นอนไม่ได้ เพราะพอจะล้มตัวลงนอนก็หายใจไม่ออก 1 คืน เป็นถึงเกือบ 20 ครั้ง ตอนนั้น ก็พยายามรำลึกให้ได้ว่าทำกรรมใดไว้ ก็หวนนึกได้ว่าก็เคยทำกับแมลงเม้ายังไงเล่า ใครอ่านมาถึงตรงนี้ ดิฉัน ขอบอกไว้เลยว่ากรรมไม่ต้องรอชาติหน้าจริง ๆ เราทำไปในชาตินี้ก็ได้รับชาตินี้ อาการหายใจไม่ออกทุกวันนอนไม่ได้ต้องชดใช้แมลงเม้าอยู่เกือบ 10 ปี ที่ไปทำเขาโดยเอาเขากดลงน้ำ ดิฉัน เข้าใจความรู้สึกของแมลงเม้าเลยว่ามันทรมานขนาดไหน เหมือนคนใกล้จะจมน้ำแล้วก็ทะลึงตัวขึ้นเพื่อหายใจเหนือน้ำให้ได้ ต้องถูกเขาทำเข็มเข้าตัวเจ็บไปหมดยกเว้นเข็มจะไม่วิ่งขึ้นเลยคอมาที่ส่วนหัวของดิฉันเลย ก็เพราะตอนดิฉัน เอาเข็มจิ้มแมลงเม้านั้น ดิฉัน จิ้มเฉพาะตามลำตัวแมลงเม้าอย่างเดียว ท่านอื่น ๆ ที่เข้ามาอ่านส่วนที่ดิฉัน เล่ามาถ้าใครคิดจะฆ่าสัตว์ เลิกซะเถอะนะค่ะ เพราะคำว่าขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการ มันยุติกรรมที่จะมาส่งผลจากกรรมที่เราได้กระทำไปแล้วไม่ได้...จากคนสำนึกผิด ซึ่งในปัจจุบันที่ดิฉันทำอยู่ ก็คือเมื่อเห็นแมลงเม้าจมน้ำหรือสัตว์ใดจมน้ำ ดิฉัน ก็จะรีบนำมันขึ้นมาจากน้ำแล้วรีบช่วยชีวิต ไม่ว่าจะกี่นาทีดิฉันก็จะช่วยจนสุดความสามารถ จนกว่ามันจะฟื้น เพราะบางตัวก็ใช้เวลานานเพราะดิฉันก็ไม่ทราบว่าเขาจมน้ำอยู่ ณ ที่นั้น ๆ มานานแค่ไหนแล้ว พอดิฉันช่วยชีวิตได้ 1 ตัว ดิฉันก็บอกว่ากุศลจากการช่วยในครั้งนี้ ดิฉัน จะนำไปช่วยชีวิตดวงจิตอื่นต่อไป

    เล่ามาถึงตรงนี้ขอเสริมอีกนิดว่า มีครั้งหนึ่ง ดิฉันไป พบแมลงปีกแข็ง (ไม่รู้ชื่อแมลง) มันนอนจมในน้ำซันไลท์ผสมน้ำที่ใช้ล้างจาน ดิฉัน ก็คิดว่าโอกาสรอดคงมีน้อยเหลือเกินเพราะเป็นน้ำซันไลท์ผสมน้ำมิใช่น้ำเปล่าอย่างเดียว และท่าทางจะจมมานานแล้ว แต่ดิฉันคิดว่าการที่ดิฉันมาเจอก็ต้องลองช่วยดู ดิฉัน ช่วยเขาอยู่นานเวลาผ่านไปเกือบ 10 นาที มันไม่มีผลอะไรเลย ดิฉัน รู้สึกเสียใจ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า กรรมดีผลในชาตินี้ก็ได้รับแล้ว กรรมชั่วที่ทำไว้ก็ได้รับมาแล้ว เพราะฉะนั้น ด้วยความเชื่อผลของกรรม จึงใช้วิธีสุดท้ายทำจิตให้นิ่งแล้วระลึกว่าด้วยผลของกรรมดีจากการช่วยชีวิตแมลงเม้าที่เคยจมน้ำในวันก่อน ดิฉัน ขอเอากุศลตัวนั้นมาช่วยแมลงตัวนี้ด้วยถ้าเขาไม่ถึงคราวต้องตายจริง ๆ ก็ขอให้กุศลตัวนั้นมาช่วยชีวิตเขาได้ พอดิฉัน อธิษฐานจบภาพที่ดิฉันเห็นมันทำให้ดิฉัน ต้องร้องไห้ออกมา เพราะแมลงตัวนั้นมันกระดุกกระดิกแล้วเริ่มหายใจ แล้วในที่สุดมันก็รอดชีวิต ( ต้องขออภัยท่าน ดร.สนอง ที่ดิฉัน เล่ามามากมาย ก็หวังเพียงว่าจะเป็นประโยชน์เตือนใจหลาย ๆ ท่านที่ได้เข้ามาอ่านบ้างไม่มากก็น้อย ค่ะ )

    คำถามที่ 1) เหตุการณ์ในปัจจุบันที่ดิฉัน ตั้งใจและพยายามจะนั่งสมาธิ ทำไมภาพกรรมที่ดิฉันกระทำไว้กับสัตว์ มันถึงมาเตือนที่ใจให้ดิฉันระลึกถึงอยู่ทุกวันค่ะ (ที่ดิฉันกลัวที่สุดในตอนนี้ คือที่เผาหนูและปลวกที่มากัดกินเสาบ้าน) มันเป็นเพราะดิฉันเครียดหลายเรื่องในปัจจุบันแล้วส่งผลให้จิตใจฟุ้งซ่าน หรือ เพราะเจ้ากรรมนายเวรมาเตือนแล้วว่าถึงเวลาแล้วที่ดิฉันต้องชดใช้เขา (ถัดจากที่ชดใช้แมลงเม้าไปแล้ว) หรือค่ะ หรือเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรเขารู้ว่าดิฉันกำลังจะปฏิบัติธรรมแล้วเป็นการเตือนว่าพอมีกุศลแล้วอย่าลืมอุทิศบุญกุศลให้เขาค่ะ บอกตามตรงว่าดิฉัน กลัวมาก ๆๆๆ ถ้าเป็